Group Blog
 
 
สิงหาคม 2550
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
ศิลปะ...ไม่เหมาะกับเด็กไทย


ดินหิน รักพงษ์อโศก
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ราชภัฎสวนดุสิต

“การทำบุญด้วยบาป” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกยุคสมัย ปัญหานี้เกิดจากทิฐิของคน เป็นมิจฉา-ทิฐิ จึงทำอะไรผิดที่ผิดทางไปหมด เพราะไม่ได้ศึกษามรรคองค์ 8 ซึ่งเป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ฝรั่งนำมาแปลทำหนังสือออกขายคนไทยในชื่อต่างๆ เยอะแยะ
อย่างกรณีรัฐใช้เงินขายหวยบนดินไปสร้างโรงเรียนให้เด็กยากจนในชนบท ในขณะที่คนไทยติดหวยบนดินกันงอมแงม ฉายภาพการคิดง่ายมักง่าย ดูไปดูมาก็อีหรอบเดียวกับนิทานชาดกเรื่องดาวลูกไก่ โยมฆ่าไก่เพื่อแกงถวายพระธุดงค์ ล่าสุดกรณีข่าวดาราและไฮโซถ่าย Nude ลงนิตยสารเพื่อประมูลภาพหารายได้บริจาคให้วัด ผู้เกี่ยวข้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานศิลปะ ต่างประเทศก็ทำกันทั้งนั้น...

งานศิลปะที่ดีเป็นอย่างไร
ถ้าแบ่งตามจุดประสงค์ของการสร้างสรรค์ แบ่งออกได้เป็น 2 แขนง
ศิลปะบริสุทธิ์ (Pure Art) และ ศิลปะประยุกต์ (Applies Art)
ศิลปะบริสุทธิ์ คือ งานศิลปะที่มุ่งสนองอารมณ์และจิตใจ ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อชื่นชมในคุณค่าของความงาม แสดงออกอย่างที่ตัวเองต้องการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ มิได้คิดว่าจะเอาไปทำประโยชน์อะไร ใครจะซื้อ แต่ต้องการแสดงตัวตนของตนออกมา อย่างที่ตัวเองพอใจ
ศิลปะประยุกต์ คือ งานศิลปะที่มุ่งการใช้สอยร่วมไปกับความงาม เช่น เครื่องเรือน หัตถกรรมสิ่งทอ เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น หรืออาจจะเป็นงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับจ้างใคร แต่เป็นรูปแบบที่คาดว่าประชาชนทั่วไปจะชอบ และซื้อไปติดบ้านได้ เหมือนศิลปินในบ้านเรา 80% ก็เขียนรูป เพื่อแสดงงานศิลปะโดยหารูปแบบที่คาดว่าคนจะซื้อน่ะแหละครับ เช่น เขียนดอกไม้ เขียนพระพุทธรูป ฯลฯ ที่คนไม่ต้องเรียนศิลปะก็สามารถดูแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ
แล้วศิลปะที่ดีเป็นอย่างไร ตามความคิดของผู้เขียนคิดว่า ผลงานศิลปะที่ศิลปินสร้างขึ้นมาให้แก่โลกควรจะยังให้เกิดประโยชน์ต่อโลก คือ นอกจากจะมีรูปแบบที่งดงาม ประกอบไปด้วยสุนทรียศาสตร์แล้ว ควรจะมีเนื้อหาที่ยังให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์ด้วย ผู้เขียนเห็นว่าการสร้างงานศิลปะขึ้นมาโดยคนอื่นดูไม่รู้เรื่อง เป็นงานศิลปะขยะดีๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าเราอยากจะเขียนภาพ Nude เราก็ควรจะเขียนภาพ Nude คนแก่ เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นอนิจจัง หรือความไม่เที่ยงของสังขาร คนดูแล้วเกิดความสังเวช สลดใจ เกิดปัญญาญาณทางธรรม โดยเจตนาในการแสดงออกแล้วถือเป็นงานศิลปะที่ดี แต่ทักษะฝีมือของศิลปินในการแสดงออกก็ต้องทำให้ถึงด้วย ต้องทำให้คนดูรู้สึกได้อย่างที่เราต้องการด้วย ซึ่งในแนวทางภาพเหมือนจริง [Realistic] จะทำได้ยาก จึงควรหลีกเลี่ยงในรูปแบบนี้ ควรเขียนภาพแบบกึ่งนามธรรม [Semi Abstract] จะสื่อได้ดีกว่า
เมื่อเรามองภาพเขียน Nude ที่เป็นภาพเหมือนจริง [Realistic] ของชาติชาย ปุยเปีย เราจะมีอารมณ์ที่รู้สึกแตกต่างกันกับที่เรามองภาพ Nude ที่เขียนภาพแบบกึ่งนามธรรม [Semi Abstract] ของ ปิกัสโซ อย่างชัดเจน(ดูภาพประกอบ) จุดตรงนี้นี่แหละที่เราจะแบ่งเขตว่า รูปแบบแบบไหนควรจะสื่อออกมาแล้วทำให้เกิดมงคลอันอุดม คือ จิตสูงขึ้น เพราะเมื่อเราดูภาพของ ปิกัสโซ แล้ว จะมิได้คิดนึกไปทางกามกิเลส แต่จะเห็นโครงสร้างรูปทรงที่แปลกตา การวางโครงสีที่มีรสนิยม เห็นแล้วเกิดความงามทางสุนทรียะ จิตไม่ได้เกิดอกุศลใฝ่ต่ำ ย่อมถือว่าเป็น ศิลปะ มิใช่ อนาจาร เพราะงานศิลปะนั้น ความงามขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย จุด เส้น น้ำหนัก ที่ว่าง สี พื้นผิว
รูปแบบในการแสดงออกสำคัญที่สุด เพราะศิลปะเป็นทัศนศิลป์ รับรู้สัมผัสทางตา แล้วปรุงแต่งขึ้นมาโดยสมมุติร่วมกันในกลุ่มของคนที่ทำงานศิลปะ คนอื่นที่ไม่ได้สมมุติร่วมด้วยย่อมไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วย เช่น เอาผลงานแวนโก๊ะที่ขายคนญี่ปุ่นได้ราคา 5, 000 กว่าล้านบาท ไปขายให้แม่ค้าปากคลองตลาดราคา 500 บาท แม่ค้าที่ไม่ได้รู้จักภาพนี้เลย ก็อาจจะไม่ซื้อ เพราะไม่ได้มีสมมุติร่วมด้วย

งานศิลปะบริสุทธิ์จำเป็นแค่ไหนต่อคนไทย
ฟันธงไปได้เลยว่า ไม่จำเป็นเลย แต่ถ้าเป็นศิลปะประยุกต์จะเป็นประโยชน์มากกว่า งานศิลปะที่มุ่งสนองอารมณ์และจิตใจ ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อชื่นชมในคุณค่าของความงามนั้น เป็นการสนองอัตตาตัวเอง เป็นคนเห็นแก่ตัวยิ่งนัก นักศึกษาที่เรียนศิลปะจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จบไปแล้วทำงานศิลปะบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนกะคร่าวๆ น่าจะแค่ 10 % เท่านั้น แต่การเอาความรู้ทางด้านศิลปะไปประยุกต์ใช้งานกับการทำงาน การดำเนินชีวิต ก็จะทำให้ผู้นั้นเกิดความสุข และมีมุมมองที่แปลก มีความคิดสร้างสรรค์กว่าผู้ที่เรียนสายอื่นที่มักจะใช้เหตุผลเป็นหลัก

เด็กต้องการศิลปะหรือไม่
ต้องการสิ ต้องการมากเพราะเด็กเล็กๆ ยังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ภาษาภาพจะเป็นการสื่อสารที่ดีที่สุดของเด็ก เด็กจะเขียนรูปตามประสบการณ์ที่เห็น+จินตนาการ แล้วสื่อออกมาจากหัวใจเลย นับว่าภาพเขียนของเด็กเป็นศิลปะบริสุทธิ์ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่ทั่วไปต้องการให้เด็กเขียนภาพให้เหมือนจริง ซึ่งผิดทาง เด็กที่อายุไม่ถึง 13 ปี ยังควบคุมมือให้สัมพันธ์กับระบบประสาทสั่งงานของสมองได้ยังไม่สมบูรณ์ จึงควรจะให้เด็กเขียนรูปตามจินตนาการก่อน อย่าเอาความเหมือนมาตัดสิน เด็กต้องการทำงานศิลปะเพื่อได้ระบายจินตนาการของตนเองออกมา ขอให้ผู้ใหญ่ให้กำลังใจ กล่าวชมเท่านั้น โปรดอย่าทำลายจินตนาการของเด็กด้วยเจตนาที่แสนดี

การสอนศิลปะเด็กที่ถูกต้องควรจะสอนแบบไหน
การสอนให้เด็กเขียนภาพมีหลักว่า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเด็กเอง เช่น เวลาเด็กเขียนรูปจะไม่มีการร่างภาพก่อน (SKETCH) เด็กจะไม่มองภาพเป็นวงกลมรวมๆ แล้วมาใส่รายละเอียด อย่างที่สอนกันในผู้ใหญ่ แต่เด็กจะเขียนไปเลยสดๆ ภาพจึงเบี้ยว โย้เย้ แต่สื่อความหมายได้ ตรงจุดนี้เองคือ ความบริสุทธิ์ในการแสดงของเด็กที่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ แม้แกล้งทำงานแบบเด็กก็ไม่ได้อารมณ์แบบเด็ก จุดนี้จะต้องรักษาไว้ ให้คงความเป็นตัวเองของเด็กไว้ สอนได้แต่การให้เด็กหัดสังเกต หัดเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 สิ่ง แล้วให้เด็กเขียนในสไตล์ตัวเอง แต่สื่อความหมายตามจินตนาการของตัวเองได้ เช่น การสอนให้เด็กสังเกตความแตกต่างระหว่างเแมวกับหมา เป็นต้น

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ใหญ่ต้องให้ความรัก ความเมตตาต่อเด็กให้เด็กมีความสุขเหมือนกับเป็นลูกของเราเอง เด็กจะสัมผัสได้ด้วยใจ เมื่อเด็กมีความสุข จินตนาการก็จะพรั่งพรูออกมาเอง การชมและมองผลงานเด็กในแง่บวกเสมอจะทำให้เด็กเกิดกำลังใจ มีความรักในผลงานตัวเอง เด็กก็จะภูมิใจเห็นคุณค่าของตัวเอง จะเป็นจุดที่ทำให้เด็กทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จได้เมื่อโตขึ้น เพราะสิ่งง่ายๆ ก็ทำได้ดีแล้วก็มีความพร้อมทางใจที่จะเรียนรู้สิ่งที่ยากยิ่งขึ้น

ทำไมเด็กไทยไม่ดูงานศิลปะ
เด็กน่ะอยากดูแต่ผู้ใหญ่ไม่ดูเอง
ผู้ใหญ่จะต้องหมั่นหาเวลาว่างพาเด็กไปดูงานศิลปะ เปิดโลกกว้างให้กับเด็ก ความหลากหลายคือ ความงาม ก่อให้เกิดจินตนาการต่อยอดความคิดของเด็ก การให้เด็กไปเรียนศิลปะเพื่อจะส่งงานเข้าประกวดเพื่อให้ได้รางวัลนั้น มิใช่ความคิดที่จะให้ลูกรักศิลปะ เด็กจะเครียดเพราะจะต้องทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ มิใช่เกิดจากตัวเด็กเองที่อยากจะเขียนรูป
คนไทยเขียนรูปแสดงงานศิลปะแบบฝรั่งเมื่อหลังจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ประวัติศาสตร์บนเส้นทางศิลปะร่วมสมัยของไทยจึงยังสั้นเมื่อเทียบกับศิลปะทางตะวันตก คนไทยจึงทำงานศิลปะตามหลังฝรั่งมาโดยตลอด ยังไม่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง จนยุคโลกาภิวัตน์ เมื่อมีคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมาบนโลก การสื่อสารจึงทันกันหมด หลายคนจึงพยายามย้อนยุค หันกลับมาสร้างงานที่ดูแล้วมีกลิ่นอายของความเป็นไทย แต่ก็กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งก็ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะศิลปะมิใช่สิ่งจำเป็นเร่งด่วน ผู้สร้างงานศิลปะก็อยู่อย่างลำบาก ต้องไปทำอาชีพหลักอย่างอื่น เลยไม่ค่อยมีเวลาเขียนรูปทำงานศิลปะอย่างจริงจังต่อเนื่อง งานแสดงศิลปะก็เลยมีแต่ซ้ำๆ กัน เช่น เคยเห็นแสดงที่งานโน้น ก็มาเจอส่งแสดงในงานนี้อีก ทำให้น่าเบื่อหน่าย คนส่งงานประกวดก็ต้องหวังรางวัล ทำให้งานเป็นสูตรสำเร็จ มิใช่งานศิลปะด้วยจิตบริสุทธิ์
เมื่อผู้ใหญ่ก็เบื่อที่จะไปดูงานศิลปะ เด็กก็ขาดโอกาสไปด้วย จึงควรจะให้ศิลปะออกไปรับใช้สื่ออย่างอื่นที่เด็กชอบและเข้าถึงจะดีกว่า เช่น เด็กชอบเล่นเกมมากกว่าอ่านหนังสือ เพราะเกมเป็นศิลปะประยุกต์ 3 มิติ เด็กสามารถที่จะโต้ตอบกับเกมได้ แต่ผลงานศิลปะเป็นแบบ 2 มิติแบนๆ ทำอย่างไรก็ตื่นเต้นสู้เกมไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องยอมรับตรงจุดนี้ได้ ต้องเข้าใจเด็กมิใช่ห้ามเด็ก เพียงแต่ผู้ใหญ่จะต้องหาอะไรให้เด็กทำ ให้เวลาอยู่กับเด็กอย่างมีคุณภาพ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้ได้เท่านั้น

คนทำงานศิลปะที่ประสบความสำเร็จวัดกันที่ไหน
ถ้าพูดแบบทุนนิยมกึ่งเสรีเช่นนี้ ก็ต้องดูกันตอนแสดงงานศิลปะแล้วขายได้กี่รูป ได้เงินเท่าไหร่ ถ้าใครจัดแสดงงานใหญ่ๆ แล้วยังขายไม่ได้ก็จะขาดทุนเพราะต้องลงทุนตั้งแต่ เฟรม, สี, พู่กัน,ค่าเช่าสถานที่จัดแสดงงาน, ใส่กรอบรูป , ค่าพิมพ์สูจิบัตร, ค่าพิมพ์โปสเตอร์, ค่าอาหารเลี้ยงวันเปิดงาน ฯลฯ ถ้าหาสปอนเซอร์มาช่วยออกค่าใช้จ่ายไม่ได้ก็จะพกพาความเสี่ยงกับการขายรูปไม่ได้ หรือถ้าขายได้น้อยก็ไม่พอค่าใช้จ่าย
มีศิลปินบางคนบอกว่า เมื่อสมัยก่อนยังไม่มีชื่อเสียง เขียนภาพอย่างละเอียด เก็บเนี้ยบ แต่ขายได้แค่ 4,000 บาท ปัจจุบันทำงาน Abstract ปัดสีไปมาแป๊ปเดียวก็เสร็จ ขายได้ 400,000 บาท เขาบอกว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว เพราะคิดแบบทุนนิยม เอาเงินกำไรได้มากๆ เป็นดัชนีชี้วัด
ถ้าคิดแบบบุญนิยม ถ้าเราเขียนรูป ค่าสีไม่เกิน 500 บาท ค่าเฟรม 100 กว่าบาท ใช้เวลาแค่ 1 วัน เราตั้งราคา1,000 บาท ถ้ามีคนซื้อ ราคานี้ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว เรามีความสุขและเราพอใจจะขายในราคานี้ ไม่ค้ากำไรเกินควร เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะความสำเร็จของเราเอาความสุขเป็นดัชนีชี้วัด
เราขายงานศิลปะก็เหมือนกับพ่อค้าขายไข่ปิ้งน่ะแหละ เรากำไรพออยู่ได้ ไม่ต้องคิดค่าครู ค่าวิชา ค่าประสบการณ์อะไรหรอก เพราะอดีตมันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำงานมากี่หมื่น กี่แสนชิ้น อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันต่างหาก ดูกันตรงปัจจุบันนี้แหละว่าคุณเขียนรูปแล้วสวย ผู้ซื้อพึงพอใจก็ซื้อ ก็ควรจะให้เหมาะกับค่าแรง+ของ+กำไรพออยู่ได้ อย่าคิดกำไรเกินควรเลย ถ้าคุณทำงานน้อยๆ แล้วได้เงินมากๆ คุณก็ต้องไปดูดเอาเงินในโลกไปอยู่ที่คุณมากกว่าคนอื่น ทรัพยากรในโลกมันก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าคุณบริโภคมาก คนที่ขาดแคลนก็จะมาก คุณบริโภคน้อยมันก็จะเฉลี่ยให้แก่คนอื่นได้มากขึ้น คนขาดแคลนก็จะเหลือน้อยลง
ศิลปินผู้ประสบความสำเร็จ วัดกันที่ความสุขในการเป็นผู้ให้ จึงจะถูกต้องตามธรรม
ให้คนมีความอิ่มเอมใจ ได้ชื่นชมความงามได้ก็เพียงพอแล้ว ท่านประสบความสำเร็จแล้ว เพราะศิลปะเป็นสิ่งไร้สาระ แต่ถ้าคุณคิดจะสร้างานศิลปะอยู่ ควรจะสร้างเป็นงานอดิเรก (Hobby) มิใช่อาชีพ ถ้าคุณทำงานเพื่อให้เป็นอาชีพที่จะให้อยู่ได้ด้วยการขายงานศิลปะ มันก็มิจฉาทิฐฐิเสียแต่ต้นแล้ว เพราะคิดจะเป็นฝ่ายเอา มิใด้คิดจะเป็นผู้ให้

ศิลปะไม่เหมาะสมกับเด็กไทยเพราะอะไร
1. วงการศิลปะบ้านเราไม่ต่างกับวงการดารานักแสดง ที่เต้นกินรำกิน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน
2. เมื่อผู้ทำงานศิลปะมุ่งหวังจะขายรูปเพื่อหวังให้ได้เงินตอบแทนมากๆ แล้วเวลาจะสอนเด็กมันจะขัดแย้งกันมาก เพราะผู้ที่คิดจะเอาก็มักจะเห็นแก่ตัวจัด ให้ความรักความเมตตาแก่เด็กได้อย่างไร
3. ศิลปะเป็นเรื่องสุนทรีย์ เป็นความละเอียดอ่อน แต่เด็กรุ่นใหม่โตมากับเกมคอมพิวเตอร์ที่รุนแรง และดู Clip VDO ที่หล่อหลอมให้จิตหยาบกระด้างขึ้นทุกวัน
4. ค่านิยมคนไทยที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับศิลปะ เมื่อลูกโตขึ้นก็อยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นวิศวกร ฯลฯ มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้สูงๆ ไม่เห็นความสำคัญว่าทำงานศิลปะจะอยู่ได้อย่างไร
แล้วผู้ใหญ่จะส่งเสริมลูกให้สนใจศิลปะทำไม? มีความจำเป็นใดต้องสนับสนุนให้เด็กเรียนศิลปะ งานศิลปะเด็กเป็นเพียงสิ่งที่ปลดปล่อยจินตนาการของเด็กออกมาเท่านั้นหรือ




แนวทางแก้ไข
ต้องแก้ไขที่ตัวผู้ใหญ่เอง “ความรัก” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะให้กับเด็ก ทุกสิ่งที่จะสอนเด็กต้องออกมาจากจิตใจที่ดีงามก่อน เด็กจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกถึงกันได้ แม้จะบอกว่ามันเป็นเรื่องนามธรรม แต่จิตใจที่ดีงามก็จะแสดงออกมาภายนอกทั้งแววตา กิริยาอาการ ที่แกล้งทำไม่ได้ โลกนี้ต้องการผู้ใหญ่ที่จิตใจดีงาม เป็นนักปฏิบัติธรรมที่อย่างน้อยต้องมีศีล 5 ที่เข้มงวดกับตัวเอง แต่ผ่อนปรนผู้อื่น จึงจะเป็นต้นแบบแก่คนรุ่นหลังได้ เมื่อเด็กมีต้นแบบ [prototype] ที่ดี สิ่งที่ดีๆ อย่างอื่นจะตามมาเองตามหลัก อิทัปปัจจยตา

( อิทัปปัจจยตา = “ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”, ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย, กฎที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ” )



Create Date : 07 สิงหาคม 2550
Last Update : 7 สิงหาคม 2550 8:03:49 น. 11 comments
Counter : 2636 Pageviews.

 

สมัยผมเรียนอยู่ชั้นประถมต้น..วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ
ร่วมชั้นเรียนประสาเด็ก เล่นซ่อนหาเล่นไล่จับกัน
รอบสระน้ำโบราณชุ่มน้ำ เวลาลมพัดจะวิ่งไปแย่ง
ไขว้คว้าลูกยาง ที่ปลิดปลิวหมุนลอยคว้างเหมือน
กังหันบนหัวโดราเอม่อนหล่นลงมาจากกิ่งก้านคบ
บนต้นยางนาเก่าแก่ข้างสระน้ำ จนแหงนคอตั้งบ่า

เด็กผู้ชายรีบไปโรงเรียนแต่เช้าก่อนตะวันจะสาย
เพราะกลัวน้ำค้างยอดหญ้าดอกใบต้อยติ่งระเหย
เลือกเด็ดใบหญ้าชื้นน้ำค้าง เลี้ยงจิ้งหรีดในกรอบ
ดินเหนียวสี่เหลี่ยมเอากิ่งไม้ทางมะพร้าวทำซี่กรง

ผมเป็นเด็กถนัดมือซ้ายโดยธรรมชาติชอบวาดรูป
ระบายดินสอสี สีเทียน สีชอล์คฯ ไปตามเรื่องราว
จนคุณครูเห็นแววเลยจับเรามานั่งวาดรูป ๓-๔ คน
ตอนพักกลางวันบ้าง ตอนเย็นบ้าง..ส่งรูปประกวด
สถานทูตญี่ปุ่น งานวันเด็ก ไปวาดรูปประกวดงาน
ศิลปหัตถกรรมแห่งชาติ ปี-ที่โรงเรียนเตรียมอุดม
พญาไท จากรางวัลชมเชย ไต่มาจนถึงรางวัลที่ ๑

หากมีซีกส่วนดีบ้าง ต้องกราบระลึกถึงพระคุณครู
ศิลปะผู้เสียสละอุทิศเวลา ออกค่าใช้จ่าย-ส่วนตัว
พาผมไปดูงานศิลปะ แกลเลอรี่ของมืออาชีพแถว
ซอยกัปตันบุช โอเรียนเตล ขึ้นไปดูชิ้นงานเก็บไว้
ชั้นบน ไปพบ อ.มาโนช กงกะนันท์ ท่านก็แนะนำ
ชวนให้มาอีก ไปดูแกลเลอรี่แถวๆ อโศก สุขุมวิท
เรียกว่าออกจะเกินตัวมาก สำหรับนักเรียนประถม

ความรู้สึกประทับใจต่อคุณครูศิลปะอยู่ชั้นประถม
ทำให้เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงมักสนใจติดตาม
ข่าวสารชอบไปชมผลงานศิลปะ เคยเดินตามท่าน
อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ท่านอธิบายว่าทำไม มอง
เห็นอากาศแสงสีเขียวน้ำเงินตกกระทบบนผิวเนื้อ
อมส้มสดใสสว่างรูปนางแบบเปลือยที่จัดจ้านด้วย
ฝีแปรงฉับพลันกึ่งนามธรรมที่หอศิลป์โรงกษาปณ์

บรรยากาศแสงเงาของเมืองแถบเมดิเตอร์เรเนียน
เส้นสายลายจิตรกรรมไทยที่ฝาผนังวัดราชบูรณะ

ท่านยังกระหายใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา เคยไปปรึกษา
เรื่องภาพจิตรกรรม..บนคอสอง ศาลาการเปรียณ
แห่งหนึ่ง ท่านสอนให้รู้จักเลือกคัดสรรค์ดูงานที่ดี
เป็นผู้สมถะเรียบง่าย เป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ
แม้เมื่อท่านเจ็บป่วยด้วยโรคชราภาพ ยังไปเยี่ยม
ไปกราบขอพรปีใหม่ ที่บ้านพัก ในซอยนาคบำรุง
จนท่านไปพักรักษาตัวอยู่ที่ตึก ๘๔ ปี รพ.ศิริราช

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมตั้งใจไว้ว่าจะไปวาดรูปเล่น
แถววัดโพธิ์ โห พอเจอกลุ่มนักศึกษาขาตั้งเฟรม
แลนด์สเคป-สีน้ำมันแล้ว ผมนี้หงอยเหี่ยวไปเลย
ตกลงไปนั่งดูหนุ่มสาวเขาทำงานกันด้วยความสุข

ทุกวันนี้ ยังผิดใจกับสาวเจ้านางหนึ่ง เธออุตส่าห์
ขอให้วาดรูปดอกกล้วยไม้ช่อเล็กๆ เรียกว่าไฟล์
บังคับก็ว่าได้ ถือเป็นคาร์ดวันสำคัญแทนสิ่งของ
อื่นใด แต่ผมก็ทำแหลกเหลวอีกตามเคย เงียบฉี่
ล่วงเลยจนทุกวันนี้..ก็สมแล้วถูกตัดหางปล่วยวัด
(ความจริงนะวาดเสร็จแล้ว แต่มันจะออกไปแนว
ดอกทานตะวัน ของแวนโก๊ะ โลกเบี้ยว-อยู่ร่ำไป
มือไม้ มันแข็งเป็นสากกะเบือ สิ้นฝีมือที่จะเขียน
ให้เหมือนให้ดูสวยงามอ่อนช้อย..เสื่อมทรามสิ้น
เอารูปไปเธอก็คงผิดหวังกับเรา กระบี่อยู่ใจจริงๆ)

ครูศิลปะคนทำงานศิลปะศิลปินนั้นมีชีวิตและงาน
ที่มีคุณค่าน่าสนใจไม่น้อย ที่ประทับไว้ให้แก่โลก
ไม่ว่าเมื่อเราโตขึ้น ดำเนินชีวิต ในสาขาอาชีพใด
ศิลปะอันบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างนั้นเล่าระเหยซึมซับครุ
กรุ่นอยู่ทั่วภายในอนู-ลมหายใจของเราตลอดไป


โดย: ดำ(เกิง) IP: 58.8.118.200 วันที่: 7 สิงหาคม 2550 เวลา:10:41:04 น.  

 
มาทักทายครับ
เห็นผลงานของพี่มานานแล้วครับ
ชอบผลงานของพี่ดินหินครับ


โดย: ถ่านหินจำศีล วันที่: 11 สิงหาคม 2550 เวลา:18:31:26 น.  

 
ชอบภาพของอาจารย์มากครับดูแล้วมีสาระและให้ความรู้กับผมมาก


โดย: ต่อ 04 สวนนัน IP: 61.91.172.249 วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:16:28:46 น.  

 
อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะเลยครับ ช่วยชี้ช่องทางให้พ้นจากความสับสน ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ
อยากมีโอกาศได้พูดคุยกับอาจารย์อีก แต่ก็ไม่รู้จะพบได้ที่ใหน


โดย: poo อดีตนศ.สวนดุสิต IP: 58.9.145.181 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:19:48:04 น.  

 
อ่านแล้วเป็นประโยชน์มากค่ะ...ยังคิดถึงพี่จิวเสมอนะ ...ก้อย เมธาวินทร์


โดย: ก้อย เมธาวินทร์ IP: 203.146.196.18 วันที่: 1 พฤษภาคม 2551 เวลา:15:59:40 น.  

 
ความหมายของศิลปะ
( ก็ดี )


โดย: ดี IP: 117.47.231.26 วันที่: 22 มิถุนายน 2551 เวลา:15:18:13 น.  

 
ความหมายของศิลปะปรระยุกต์


โดย: สายน้ำ IP: 117.47.231.26 วันที่: 22 มิถุนายน 2551 เวลา:15:19:36 น.  

 
อารจารย์ที่มหาลัยผมให้ทำรายงานเรื่องศิลปะหางานได้ยังไม่ครบเลยทั้งอ่านหนังสือสอบทั้งหางานทำรายงานอารจารช่วยหน่อยดิ


โดย: โตคับ IP: 125.25.202.105 วันที่: 27 กรกฎาคม 2551 เวลา:8:00:00 น.  

 
เป็นบทความที่ดีครับ แต่ผมคิดว่าถึงงานที่ผมทำจะไม่มีค่ากับคนอื่น แต่มันมีค่ากับตัวผมเองแน่นอน และผมจะทำงานของผมต่อไป ถึงจะไม่มีใครเหลียวมอง



โดย: ดรีมที่หนึ่ง IP: 222.123.189.195 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:50:54 น.  

 
นานๆ เข้ามาทีนึง
เขายังไม่ปิดของเราก็ดีแล้ว
แต่ลืมว่าใส่บทความยังไงนะ
เดี๋ยวลองคลำๆ ดูอีกที


โดย: ดินหิน IP: 125.25.133.220 วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:8:39:16 น.  

 
งั้นๆ


โดย: -- IP: 192.168.1.10, 203.144.144.165 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:07:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dinhin
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผมชอบวาดรูปครับ
Friends' blogs
[Add dinhin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.