^^ "หลับตา" แล้ว "เปิดใจ" ^^
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
จิตวิทยาการลงทุน ( The Psychology of Investing )


การลงทุน ในหุ้น คุณต้องรู้
ว่าราคา ขึ้นอยู่ กับสิ่งไหน
อยู่ที่เงิน ที่งาน พื้นฐานใด
หรืออารมณ์ พาไป ซื้อขายกัน

หุ้นจะวิ่ง ขึ้นลง มีคนสร้าง
คนโลภบ้าง กลัวบ้าง ต่างใฝ่ฝัน
บางคนกลัว รีบขาย คายหุ้นกัน
บางคนโลภ ซื้อทัน พลันติดดอย

ใช้ความโลภ ความกลัว มั่วไปหมด
กำไรหด ทุนหาย ต้องหน่ายถอย
รู้จังหวะ ซื้อขาย ให้ทยอย
ซื้อแต่น้อย คอยกำไร ไม่ร้อนรน

ใช้สติ คิดอ่าน เท่าทันหุ้น
ตลาดหนุน เงินหนา มากี่หน
รอจังหวะ ซื้อขาย ให้อดทน
เชื่อมั่นตน เชื่อมั่นหุ้น ของคุณเอย...

by นินจาคาปูชิโน่




------------------------------------



บทความด้านล่างคัดลอกมาจากเวปไซต์

http://www.bigmoveclub.com

เป็นบทความของคุณ Boyles
เขียนเมื่อวันที่ Jun 13, 2011

จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investing

1. Disposition Effect

- ผู้คนจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียใจ และหาการกระทำที่ทำให้เกิดความภูมิใจ (Regret and Pride)
เมื่อคุณมีหุ้น 2 ตัว ตัวหนึ่งขาดทุนอยู่ และอีกตัวกำไรอยู่ คุณจะขายตัวไหนและถือตัวไหนต่อไป
คำตอบ นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายตัวที่ได้กำไรทิ้งเพื่อความภูมิใจ และ ถือตัวขาดทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจ

note: ความผิดพลาดของผมคือ จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดโดยการไม่ Stop loss เพราะหวังว่าสถานการณ์ในอนาคตจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลงเกือบทุกครั้ง ดังนั้นเราควรมีแนวคิดและ ฝึกการ stoploss ยังไง ประมาณเราจะเจ็บจิ๊ดๆ ไม่ปล่อยให้เนื้อร้ายมันงอกเงยยังไง แล้วผมจะเอาบทความเกี่ยวกับ stoploss มาลงอีกที

2. Overconfidence

- ความมั่นใจเกินไป ทำให้นักลงทุน Trade เกินขนาดของ port และประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป ทำให้มองข้ามว่าเราเองไม่ได้เป็นคนกำหนดทิศทางตลาด

note: สิ่งที่ผมเคยเป็นคือเมื่อ Trade ได้ติดต่อกันพักใหญ่ๆแล้ว จะมีความมั่นใจมากและระมัดระวังน้อยลง + กับเงินกำไร(จากเจ้า จิตวิยาในข้อต่อไป)ที่ได้มาทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

3. House – Money Effect

- เงินของเจ้ามือ นักลงทุนจะเล่นหุ้นเสี่ยงมากขึ้นหลังจากได้กำไรมาก่อนหน้านี้ เพราะเหมือนกับเอาเงินของคนอื่นมาเล่น จิตวิทยาข้อนี้ คนเอาเงินเจ้ามือมาต่อยอดเรื่อยๆ และเล่นด้วยความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ในที่สุด

4. Snake – Bite Effect

- โดนงูกัด เมื่อนักลงทุนขายขาดทุน ส่วนนึงจะเข็ดขยาดและเลิกเล่น และอีกส่วนนึงจะต้องเอาการเอาคืนจนทำให้เกิดจิตวิทยาข้อต่อไป

5. Trying to break Even Effect

- การจะเอาคืน หลังจากนักลงทุนขาดทุนมาก จะต้องการเอาคืนโดยลงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม

6. endowment effect

- การตั้งราคาที่คิดว่าจะขายสูงกว่าราคาตลาด ในขณะที่คุณเป็นเจ้าของอยู่ ประมาณว่าคุณจะประเมินทรัพย์สินที่คุณมีสูงกว่าราคาตลาด นี้ก็เป็นอีกข้อที่คนจะตั้งราคาสูงขึ้นเรื่อยจนเกิดภาวะฟองสบู่

ตัวอย่าง คุณมีบ้านอยู่ 1 หลัง คุณต้องการขายให้ได้มากกว่าราคาตลาด 12 % และเมื่อราคาบ้านลดลงไปเรื่อยๆ คุณก็ยังคิดจะขายบ้านที่ราคาเดิม แต่ตอนนี้ราคาที่คุณจะขายบ้านมากกว่าราคาตลาดถึง 30 %

7. Status quo bias

คำจำกัดความสั้นๆคือ avoiding action and avoiding change
- เมื่อนักลงทุนถือหุ้นกลุ่มใดไว้ จะไม่ต้องการขายหุ้นทิ้ง ไปซื้อกลุ่มอื่น

ตรงกับบทความที่ผมเคยสรุปไปแล้ว เรื่อง เล็งให้แม่นเก็งให้รวย The Zurich Axioms by Max Gunther ข้อ6
“สรุป หลักการนี้สอนให้คุณมีความคล่องตัวในการโยกย้ายสถานะและอย่าให้มีรากงอก ซึ่งจะเป็นตัวบ่อนทำลายการเก็งกำไรของคุณ อย่างเช่น ความจงรักภักดี หรือการรอคอยเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย หลักการข้อนี้สอนให้คุณพร้อมที่จะกระโดดจากหลักทรัพย์ที่อยู่กับที่ หรือคว้าโอกาสดีไว้โดยเร็ว แต่มิได้หมายความว่าให้คุณกระโดดไปมาจากหลักทรัพย์นึง ไปอีกหลักทรัพย์นึง ก่อนการกระโดดคุณควรจะชั่งใจให้ดีรอบคอบก่อน และถ้ามีเหตุผลที่ไม่สำคัญก็ไม่ควรเปลี่ยนมือ แต่ถ้าสถานะการลงทุนเดิมไม่ดี คุณก็ควรจะขจัดรากทั้งหมดทิ้งไป และกระโดดหนีโดยเร็ว จงอย่าให้มีรากงอกเกินไป”

8. Cognitive Dissonance

- นักลงทุนเผชิญ ความคิดที่เป็นบวกและลบในเวลาเดียวกัน นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และเลือกที่จะพิจารณาข้อมูลที่เป็นบวก และละเลยข้อมูลที่เป็นลบ ความเชื่อของตนเองจะถูกปรับให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปแล้ว

เมื่อนักลงทุนตัดสินใจซื้อหุ้นแล้ว ความมั่นใจว่าหุ้นจะขึ้นจะมากขึ้นทันที เหมือนกับเมื่อเราซื้อหวย ก่อนซื้อเราคงไม่คิดว่ามันจะถูกมาก จนเมื่อเราซื้อเลขไปแล้วสักเลข ความมั่นใจว่าหวยจะออกตัวที่เราซื้อจะมีมากขึ้นในทันที

note: เรื่องของการรับข้อมูลเชิงบวก และลบ ผมได้เผชิญมาแล้วเมื่อผมตัดสินใจเปิด position แล้วผมจะรับข้อมูล + ที่สนับสนุนให้ผมได้กำไรในอนาคต และลดความเชื่อข้อมูลเชิงลบ – มันทำให้ผมเกิดอติเชิงจิตวิทยาครอบงำ ทำให้ผมไม่สามารถ stoploss ได้ทันท่วงที เพราะกลัวว่าข้อมูลเชิงบวกที่ผมรับมาจะเป็นความจริง

9. Sunk cost Effect

ต้นทุนจม เมื่อนักลงทุนมีพอร์ตที่ขาดทุนมากๆ จะไม่ยอมขาย จะตรงกับจิตวิทยาเรื่องการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในเรื่องของการขายขาดทุน คือ ถ้านักลงทุนเริ่มขาดทุนความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อขาดทุนมากขึ้น และนานขึ้นความเจ็บปวดจะลดลง เปรียบกับกราฟพาราโบล่า ความชันของความเจ็บปวดจะเป็นอัตราเร่งเพิ่มขึ้นในช่วงแรก และลดลงในเวลาต่อมา นั่นเป็นสาเหตุให้ นักลงทุนจะถือส่วนที่ขาดทุนไปอย่างยาวนาน

10. Representativeness and familiarity

- ความเป็นตัวแทนและความคุ้นเคย นักลงทุนจะคิดว่าผลการดำเนินการ และผลตอบแทนที่ผ่านมาในอดีต จะต่อเนื่องไปในอนาคต

Note: บริษัทที่ทำกำไรต่อเนื่อง ไม่ได้มีความหมายว่าจะทำให้หุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทที่มีอัตราการทำกำไรที่มากขึ้น จะทำให้คนคาดหวังมากขึ้น และหุ้นจะขึ้นมากกว่า ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เมื่อผ่านไปนานเมื่อบริษัททำกำไรได้คงที่ในเวลาต่อมา หุ้นก็ลงในเวลาต่อมาเช่นกัน

11. Social interaction

- การรับรู้ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เมื่อคนที่อยู่รอบกายเรามีความคิดที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันยิ่งมี internet ทำให้การบริโภคข้อมูลเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้เราได้รับข้อมูลที่เป็น + และ – และง่ายมากที่ทำให้เราได้รับอคติเชิงจิตวิทยาในต่างๆรูปแบบ ทั้งในเรื่องของความกลัวหมู่ กลัวขาดทุน panic sell กลัวไม่ได้กำไร panic buy หรือ การรับข้อมูล ข่าวสารทั้งจริงและเท็จโดยไม่รู้ที่มา
หวังว่าคงมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง ผิดถูกก็อภัยด้วยล่ะกันเน้อ


by Boyles


-------------------------------



Create Date : 09 มีนาคม 2555
Last Update : 9 มีนาคม 2555 14:22:56 น. 5 comments
Counter : 2080 Pageviews.

 
อยากจะเล่นหุ้นเป็นบ้างจัง ไม่รู้จะเริ่มต้นยังงัยดี


โดย: jommann วันที่: 9 มีนาคม 2555 เวลา:16:04:15 น.  

 
บทความดีมากเลย การฝึกใจสำคัญที่สุดในการลงทุน
โดยเฉพาะข้อแรก let loss run ตลอด
แดงๆ จะถือ ไม่กล้าขาย
แต่พอเขียวๆ อยากขาย ไม่อยากแพ้ตลาด


โดย: Ceres (นางฟ้าเซเลส ) วันที่: 9 มีนาคม 2555 เวลา:17:28:05 น.  

 
ขอบคุณมาก
ทำให้รุ้ว่าตัวเองก็เป็นเหมือนคนอื่น


โดย: โจ IP: 115.87.153.162 วันที่: 9 มีนาคม 2555 เวลา:20:34:22 น.  

 
เป็นบล็อคที่น่าสนใจมากค่ะ


โดย: little bull IP: 61.90.22.236 วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:18:54:27 น.  

 
ดีใจที่ชอบบทความค่ะ บางครั้งก็อยากจะอธิบายประสบการณ์
ความคิดอ่านของตัวเองเ ป็นข้อเขียนแบบคนอื่นบ้าง
แต่พูดไม่ถูก 555
เลยได้แต่แต่งกลอน และก็ copy ข้อคิด ข้อเขียนของท่านอื่น ที่เขาคิดเหมือนเรามาให้อ่านแทน ^^

คุณ jommann ก่อนอื่นอ่านหนังสือหุ้นก่อนค่ะ หาเวปดีๆ อ่านข้อคิดและประสบการณ์ของคนอื่น
และที่สำคัญเริ่มด้วยเงินทีละน้อย ค่อยๆศึกษาน่าจะได้ผลและปลอดภัยที่สุดค่ะ


โดย: นินจาคาปูชิโน่ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:10:46:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นินจาคาปูชิโน่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เล่นรอบสั้น วนไป ในรอบกลาง
เก็งกำไร ไว้บ้าง ในรอบสั้น
ถือหุ้นยาว เอาปันผล ปนเหมือนกัน
แต่ความฝัน คือส่วนต่าง ของราคา

รอจังหวะ หุ้นสวิง อิงตามกรอบ
อยู่ในรอบ ขึ้นหรือลง จงค้นหา
รู้จักผ่อน รู้จักพอ รอเวลา
ได้รางวัล ทรงคุณค่า คือกำไร ^^
Friends' blogs
[Add นินจาคาปูชิโน่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.