^^ "หลับตา" แล้ว "เปิดใจ" ^^
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
ประสบการณ์....ในตลาดหุ้น




จงเรียนรู้ ประสบการณ์ ผู้ผ่านพ้น
มองเล่ห์กล เกมส์หุ้น คุณต้องได้
อ่านตำรา ไม่ยาก เท่าอ่านใจ
ตีโจทย์หุ้น เอาไว้ จะได้ทัน
----------------------

บทความด้านล่างคัดลอกมาจากกระทู้ ประสบการณ์ในตลาดหุ้น
ของคุณ YTOK ที่โพสต์ลงห้องสินธรเมื่อสองปีก่อน
เห็นว่าเป็นกระทู้ดีมีประโยชน์ เหมาะกับนักลงทุนที่เพิ่งเข้าตลาด

ประสบการณ์ในตลาดหุ้นที่ผ่านมา

จากคุณ : Year To 2000 (YTOK)
เขียนเมื่อ : 22 ต.ค. 52 01:33:20


http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2009/10/I8459833/I8459833.html


***************************

       ผมเริ่มเข้าทำงานครั้งแรก กับ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ที่มีชื่อคำแรกเหมือนบริษัทฝรั่ง ที่ขายสินค้าเกียวกับเทคโนโลยี่ จนถึงเครื่องบิน บริษัท นี้ขึ้นต้นด้วยอักษร จี ปัจจุบันบริษัทนี้ได้ถูกสั่งปิดกิจการโดยรัฐบาลไปตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เคยดูแลพอร์ต บุคคลสำคัญๆในประเทศมาก็หลายคน ในหลายๆบริษัท ผ่านเหตุการณ์ ทั้ง สุข ทุกข์ คละเคล้ากันไป เคยเห็นพอร์ตลูกค้าหลายร้อยล้าน มีกำไรเขียวทั้งพอร์ต ถือไว้จนต้องถอนใบหุ้นเป็นวอลล์เปเปอร์ มาก็หลายคน เคยรับออเดอร์ ที่เรียกว่า การทำหุ้น มาก็หลายครั้ง ตั้งแต่หุ้น...บอกไปจะเสียจรรยาบรรณไหมเนี่ย ลูกค้าที่เข้ามาทำหุ้น มีทั้งที่เป็นคนไทย และลูกค้าที่เป็นฝรั่ง ทั้งที่เป็นบุคคล และที่เป็น พอร์ตบริษัท เห็นการเปลี่ยนแปลงมามากมาย จนมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฎที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ผมเห็นคนที่รวยมากจากหุ้น ในที่สุดก็หมดไปเพราะหุ้น จากมีเงินสดเกือบๆพันล้าน กลายเป็นหนี้หลายร้อยล้านก็มี คนที่เขายังเชิดหน้าชูตาอยู่ทุกวันนี้ อาจจะเป็นเพราะเขายังเสวยบุญเก่าวิบากกรรมใหม่ที่เขาทำยังมาไม่ถึง แต่สิ่งที่เขาทำ เขาปล่อยข่าว ถ้าเขาทำจริง พวกคุณไม่ต้องกลัวเลย ในที่สุดเขาก็จะไม่เหลือ...เหมือนที่ผมเคยเห็นมา ไม่มีคนไหน รวยบนความทุกข์ของผู้อื่นได้นาน ที่เราเห็นว่า เขายังอยู่สบายบนโลกใบนี้ เพราะว่าชีวิตเราบนโลกใบนี้ มันสั้นยิ่งนัก และเราไม่สามารถตามเขาไปได้ทุกภพภูมิ เราจึงไม่รู้ว่า พวกเขาที่ทำไม่ดีเหล่านี้ไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนบ้าง

สิ่งที่ผมได้รู้ไดเห็นมา เกือบ 20 ปี ก็พอที่จะทำให้ผมเชื่อในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เป็นความจริงทุกประการ เพื่อนๆชาวสินธร คนใดอยากรู้เรื่องอะไร ถามผมได้เลยครับ ผมพร้อมจะเอาความจริงทุกเรื่องมาเปิดเผย การเปิดเผยครั้งนี้ แหมว่าสักวัน ผมจะต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงขึ้นมา ผมก็พร้อมที่จะเปิดเผยครับ อยากทราบเรื่องใดๆถามมาได้เลยครับ

**********




1 ทำได้อย่างไง " ทุบเพื่อเอาหุ้น "

       การทุบเพื่อเอาหุ้นนั้น มีหลายรูปแบบก็เหมือนกับการปั่นหุ้น หรือ ทำหุ้น การที่จะทุบหุ้น ก็เพราะต้องการเก็บหุ้นเข้าพอร์ท หรือ ว่ามีหุ้นเหลืออยู่น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณเดิมที่เคยมีอยู่ เจ้าของพอร์ตก็จะใช้วิธีไปตั้งซื้อไว้หลายๆที่ ในหลายๆบัญชี ในกรณีเจ้าของพอร์ตที่จะเก็บหุ้นนั้นก็จะพยายามปล่อยข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นบ้าง เอาหุ้นที่มีอยู่ขายลงมาเพื่อให้เทคนิเคิ้ลเสียบ้าง(เพื่อให้เกิดสัญญาณขาย) เจ้าของพอร์ตก็จะสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนใหญ่การทุบเพื่อเอาหุ้น มักจะทำตอนขาลงใกล้จะสุดๆแล้ว เพราะตอนนั้นคนจะเริ่มเบื่อหน่ายไม่อยากถือครองหุ้น ส่วนการทุบเพื่อเอาหุ้น ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเป็นเพราะรายใหญ่ระดับประเทศขายแล้วหุ้นไม่ลง ก็ใช้วิธีตั้งซื้อหลายๆที่แล้วปล่อยข่าว งานนี้ถ้าคุณกรณ์ เอาจริงก็น่าจะลองเข้าไปตรวจบัญชีรายชื่อ ของรายใหญ่ และพรรคพวกให้หมดว่ามีการตั้งซื้อไว้ที่ไหนบ้าง ขอฟังเทปบันทึกเสียงย้อนหลังจากโบรกเกอร์เหล่านั้นว่า มีการพูดคุยอะไรบ้าง ให้ตำรวจสอบสวนผู้ใกล้ชิด ตลอดจนพนักงานการตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนนักข่าวของบลูมเบิกร์ แล้วสาวถึงที่มาของแหล่งข่าว ถ้าทำงานกันจริง ผมว่า อย่างน้อยน่าจะสาวถึงตัวการได้ เพราะเรื่องนี้คงต้องทิ้งหลักฐานพอควรไม่ว่าพยานบุคคล การพูดคุยทางโทรศัพท์ เพื่อนฝูง และอื่นๆอีกมากมาย

*****

2 สมัยก่อนเขาไม่มีการซื้อขายผ่านเน็ตแล้วเขาปั่นหุ้นกันยังไงครับ หมายถึงการไล่ราคาแบบเร็วๆน่ะครับ

       ใช้วิธีการซื้อขายผ่านโทรศัพท์ ครับ เรียกว่าเปิดบัญชีไว้ สามสี่ สิบ จนถึง ร้อย บัญชี ก็มี เช่น คนรถ คนสวน คนใช้ ทุกคน ญาติพี่น้อง คนสวน คนใช้ ญาติพี่น้องตัวเอง พี่เมีย น้องเมีย พนักงานในบริษัท แต่เวลาสั่งออร์เดอร์ ตัวเองและลูกน้อง คือ ทีมงานเป็นคนสั่ง ผู้ชาย สั่งในนามที่เปิดบัญชี ชื่อ ผู้ชาย ผู้หญิง สั่งในนามบัญชี ชื่อ ที่เปิดกับผู้หญิง มีห้องปฏิบัติการ ที่มีสายโทรศัพท์ พร้อมใช้ เป็นสิบๆคู่สาย จะ hold สายไว้ทั้งวัน ห้ามวาง พอสั่งออร์เดอร์ ปุ๊บ ต้องพร้อมเคาะปั๊บทันที คือ ต้องเปิด สปีคเกอร์โฟน ไว้ตลอดเวลาแหล่ะ

*****

3 เราจะรู้ได้ยังไงว่าเค้า "ทุบเอาของ" หรือ "ดันเพื่อปล่อยของ"

       เวลาหุ้นเป็นขาขึ้น เขาจะตั้งดันไปเรื่อยๆ ใครขายมาเขาก็รับกิน แต่ถ้าใครไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มาไล่หุ้นเขา ถ้าราคาถึงระดับนึง ถ้าเขาสืบและรู้ว่าคุณไม่ใหญ่ เขาก็จะโยนให้คุณ ถืออย่างทรมานเลย เวลาหุ้นเป็นขาขึ้น ไม่มีใครอยากทุบหุ้นตัวเองครับ มีแต่จะช่วยดัน ดัน ดัน ไปเรื่อย อาจจะมีตั้งขายข้างบนให้รายย่อยรายใหญ่ไม่จริงที่มาไล่ซื้อบ้างพอราคาหุ้นถอยลงมาห้าหกช่องก็ซื้อคืน

แตถ้าเป็นกองทุนฝรั่งเงินมันเยอะมาก มันก็จะตั้งซื้อไปเรื่อย จนราคาหุ้นยกตัวอย่างแบบ ปตท. เรือ พวก ตระกูล ปตท ทั้งหลาย ฝรั่งเขาคงจะเริ่มซื้อตอนที่ตลาดเริ่มยืนได้จริงๆ และก็ซื้อต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แต่ผมก็ว่าแปลกนะ ที่คนไทยรายบุคคลปั่นหุ้น กลต.เอาผิด แต่พอโบรกฝรั่ง ปั่นหุ้น กลต. ไม่เคยแตะต้อง อ้างว่า เสียบรรยากาศการลงทุน เดี๋ยวเงินลงทุนจะไหลกลับ

*****

4 เวลาเค้าจะทุบ หรือดัน เนี้ยะ เค้านัดกันยังไงรึเปล่าคะ ข้อนี้สงสัยมาก

       เขาไม่ได้พร้อมกันมาหรอกครับ เขาก็มองตลาดเหมือนๆกันคือมองเป็นขาขึ้นเหมือนๆกัน นั่งกินกาแฟ บนโต๊ะกลมคุยกัน มองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นขาขึ้นเหมือนกัน ก็เข้าซื้อพร้อมกัน แต่เวลาออก ตัวใครตัวเผือกครับ

       ขาขึ้นนี่ เขาขอ ห้าสิบ ถึง ร้อยเปอร์เซ็น ขาลงนี่ ไม่มีกฎเกนฑ์ตายตัวในเรื่องผลตอบแทน แต่จะเน้นที่ความเสี่ยงมากกว่า เพราะประสบการณ์สอนพวกเขาครับ เมื่อก่อนลงทุนยาว แปดปี สิบปี เดี๋ยวนี้ไม่แล้วครับ เพราะมีเครื่องมือทางการเงินในโลกนี้เยอะมากพร้อมที่พวกเขาจะไป ตอนนี้เขาก็คงเห็นเหมือนเราครับว่าราคาหุ้นขึ้นมาเยอะ ความไม่แน่นอนก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ up side gain มีอีกไม่มาก อย่างมากอีกร้อยกว่าจุด พอร์ตใหญ่ๆๆๆต้องเริ่ม วางขายครับ เดี๋ยวตลาดวายซะก่อน ขายจะไม่ได้ราคาครับ


--------
คคห.คุณ ปัจจตัง

การปั่นหุ้น ทุบหุ้น ในยุคดิจิตอลทำได้ง่ายมาก และจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ถ้าเจ้ามือต้องการปั่นหุ้น จาก 3 บาท เป็น 9 บาท ระหว่างที่หุ้นสวิงผ่าน 7 บาทจะเกิดโมเมนตัม หรือแรงส่งโดยอัตโนมัติ (เหมือนรถขึ้นเนินที่ยังมีแรงเฉื่อยส่งอยู่ ) ระหว่างนั้น จะตัดขายเป็นระยะๆ โดยมีกำลังซื้อจากแมงเม่าเข้ามาช่วยดัน ผสมกับการปล่อยข่าวดี และกำหนดราคาเป้าหมายผ่านทางสื่อต่างๆ พอถึงยอดดอย แรงส่งเริ่มหมด ถึงตอนนั้นเจ้ามือ ก็ปล่อยของไปเยอะแล้ว กำไร 300%ส่วนการทุบเอาของ ก็เหมือนกัน เมื่อทุบลงไปอย่างต่อเนื่องสักพัก จะเกิดแรงเฮโลขายตาม เป็นแรงเฉื่อยขาลง

เช่น จะทุบจาก 7 บาทลงเป็น 4 บาท เจ้ามือจะออกแรงในช่วงแรกเท่านั้น พอลงต่ำกว่า 6 บาท จะเริ่มมีการเทขายจากรายย่อย ผสมกับเจ้ามือปล่อยข่าวร้ายตามสื่อต่างๆ เจ้ามือที่เล่น ใช้เงินระดับร้อยล้าน ซึ่งถ้าปั่นขึ้น แค่กำไรเท่าตัว ก็พอใจแล้ว ส่วนการทุบลง ก็เพื่อต้องการกำไรที่เพิ่มกว่าสองเท่า แมงเม่า หรือรายย่อย ไม่ต่างอะไรจากเหาฉลามหรอกครับ ถ้าจับจังหวะตอนที่ฉลามกำลังล่าเหยื่อถูก แล้วร่วมผสมโรงด้วย ตอดเล็กตอดน้อยจากเศษเหยื่อ ก็อาจจะได้มาสักหลักหมื่นหลักแสน แค่นี้รายย่อยก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว แต่สรุปของรายย่อยกว่า 90% เมื่อเล่นหุ้นเป็นระยะเวลานานกว่าห้าปี คือ ขาดทุนครับ เงินไหลไปอยู่ทีเจ้ามือหมด

อย่ามาอ้างเลยว่า ตลาดหุ้นไม่ใช่การพนัน มันมีรูปแบบของการเสี่ยงโชคแบบการพนันแฝงอยู่ด้วยไม่น้อย แล้วเคยเห็นการพนันที่ไหน เจ้ามือขาดทุนไหมครับ ไม่มีหรอก บางทีเจ้าก็ร่วมมือกับเจ้าของหุ้น ช่วยกันกำหนดทิศทาง ยิ่งปั่นหรือทุบง่ายเข้าไปใหญ่ แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน ถ้ามีลูก มีหลาน มีภรรยา มีเพื่อนฝูง ที่ยังไม่เคยเล่นหุ้น อย่าสร้างกรรมด้วยการดึงพวกเขาเข้ามาเล่นนะครับ เสียมากกว่าได้ ถึงจะได้นิดๆหน่อยๆ แต่กำลังกาย กำลังใจ ความวิตกกังวล เวลาที่สูญเสียไปกับการเฝ้าดู และอารมณ์ต่างๆที่สวิงไปสวิงมาอยู่ตลอดชีวิต นั่นก็คือกรรมอย่างหนึ่ง

จบคคห. คุณปัจจตัง

----------

       เห็นด้วยกับคุณปัจจตังครับ ผมไม่เคยชวนใครเข้ามาเล่นหุ้นนานมาก ทั้ง ทั้ง ที่ตัวเองยังทำงานอยู่ในตอนนั้น ก็ไม่ชวนคนเข้ามาเล่นหุ้น เพราะรู้ว่าเกมส์นี้ไม่มีใครชนะ ถึงคนที่ออก จากตลาดกำเงินไปแล้วก็เถอะ ก็ไปเจ๊งอย่างอื่นอยู่ดี เงินที่ได้จากความยากลำบากเศร้าโศรกเสียใจของผู้คน คนที่ได้มาก็มักจะต้องเสียคืนกลับไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ อันนี้ผมเห็นมากับตาแล้วครับ จึงกล้าพูดแบบนี้ และผมก็เห็นด้วยกับคุณปัจจตังครับ ว่าเวลาขาขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ ทุกอย่างก็สวยหรู ลูกค้าต่างชาติรายใหญ่รายหนึ่ง ให้ผมตั้งซื้อทั้งรวมทั้งเคาะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ตอนนั้นราคาไม่ถึงร้อยบาท ตั้งบิท ทั้งสามช่อง รวมทั้งเคาะซื้อด้วย แป๊บเดียวก็มีคนมาช่วยกันไล่ราคาขึ้นไปเกือบซิลลิ่ง สิ่งที่คุณปัจจตังพูดก็เรื่องจริงครับ

ขอโอกาสนี้ คุณปัจจตัง มาร่วมกันช่วยให้ หูตา ของเพื่อนๆน้อง พี่ๆของเรา สว่างกันดีไหมครับ อย่างน้อยก็มีคนเตือนๆ ไม่ให้ลืมตัวครับ

*****

5 คนที่เป็นเสี่ยโดยเทรดหุ้นกันแบบใช้ดูเทคนิคกับการซื้ออย่างเซียน vi ไม่ใช้อินไซด์ข้อมูลไม่มีแก๊งปั่นนั้น มีกันมากน้อยแค่ไหนคะ

       คนที่ปั่นหุ้น สมัยก่อนจะมีไม่มาก เครือข่ายไม่กว้างเหมือนสมัยที่เรามี นายกฯ เล่นหุ้นครับ สมัยก่อนก็จะมีเสี่ย Two เสี่ย ว.ช เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร ชื่อดัง ร่วมมือกันปั่นหุ้นที่ทำบ้านจัดสรรของตัวเอง จากราคาไม่ถึงร้อย ขึ้นไปกว่า สามร้อย แล้วเพิ่มทุน ตอนนั้นเป็นที่ฮือฮากันมากๆๆ ว่าหุ้นไรวะจะมหัศจรรย์ พันลึก ใครซื้อแล้วอมเหมือนถูกรางวัลที่ หนึ่ง แล้วคุณดูชะตากรรมของคนพวกนี้ซิครับ เสี่ยTwo ต้องหลบหนีคดีเช็ค ตั้งหลายปี รู้สึกว่าคดีจะหมดอายุเมื่อประมาณปี 2546 2547 นี่เอง พอพ้นจากคดีเช็คปุ๊บ

ถ้าใครจำได้ว่าปี 2547 เสี่ย Two เริ่มกลับเข้ามาปั่นหุ้นตัวเล็กอีกครั้ง ก็ไอ้หุ้น สาม ตัว สี่ ตัว สิบ บาท นั่นแหล่ะ ก่อนเสี่ย Two ช่วงนั้น ก็จะมีหุ้น มหัศจรรย์ พันลึก อีก หนึ่ง ตัว หุ้นตัวนี้ เป็น ตัวอย่าง ของการปั่นหุ้นในประวัติศาสตร์ วงการหุ้นไทย ปั่นจากราคา 20-30กว่า บาท ลิ่งไม่รู้กี่ลิ่ง จนราคาขึ้นมา 150 บาท ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ ผมเพิ่งเข้าวงการ หน้ายังใสปิ้ง ยังจำได้ถึง ออร์เดอร์ ที่ บล. ชาวจีน (ชื่อสมมุติ) ส่งออร์เดอร์ ซื้อหุ้นที่ละแสน สองแสน ตอนนั้นเคาะกระดาน ซื้อหุ้นหลายตัว มั่วไปหมด อาทิ SWC ROH STAR หุ้นหลักทรัพย์เกือบทุกตัว ออร์เดอร์ที่บอกมาออร์เดอร์ ละแสน สองแสน ราคาหุ้นหลายตัวหลักร้อย ก็ถือว่าเยอะในสมัยนั้น และระดมสั่งเข้ามาตลอดทุกๆ 15 วินาที จนกว่าหุ้นจะซิลลิ่ง

บุคคล ที่มีชื่อ ในสมัยนั้น เท่าที่จำได้ ก็จะมี (นามสมมุติ แต่ออกเสียงใกล้กัน) มาร_ชาลี_แช๊ปปิ้น และก็มีกลุ่มตระกูลเจ้าของศูนย์การค้าชื่อดัง สี่ขอนแสคว์ และก็มีเจ้าของตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยสมัย สามสิบกว่าปีที่แล้ว พวกนี้ถือว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในสมัยนั้น และยังมีอีกมากมายหลายชื่อถ้านึกได้ก็จะนำมาบอกภายหลัง ช่วงที่พวกนี้ดังมาก สามารถสร้างตำนานอันลื่อลั่น กระสอบทองคำ ยังเป็นที่กล่าวขวัญของนักลงทุนรุ่น พ่อ พี่ ป้า น้า อา ถ้า ยังมีความจำดี แต่ชะตาชีวิตในปัจจุบัน เขาเป็นอย่างไร บ้าง ลองให้พวกเพื่อนๆ ไป ค้นคว้าดูแล้วกันครับ

ถัดจากยุค บล. ชาวจีน ก็มายุค กระสอบทองคำ ก็เริ่มเข้าสู่ยุค FCI และ RR เสี่ย Two ก็ยังคงมี บทบาท ร่วมกับเจ้าของหุ้น ยุคนี้เริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเทรดกันแล้ว case นี้ก็โด่งดังไม่แพ้กระสอบทอง แต่ตอนจบของละครไม่ได้ค่อยสวยเหมือน กระสอบทอง เจ้าของ บริษัท ก็โดนคดีไป เงินทองที่ได้มาก็หมดไปในตัวหุ้น เพราะ การปั่นหุ้น ต้องใช้เงินมากมายมหาศาล ต้องนำเงินไปวางมาร์จิ้น โดยใช้ตัวสัญญา ใช้เงิน เงินของเขาเหล่านั้นก็คงจะโดนยึด เพื่อหักกลบลบหนี้ (ออฟเซ็ท) กับหนี้ที่เขามีอยู่ แต่ยังคงไม่พอ เพราะมูลค่าหุ้นเป็นศูนย์ ก็ต้องมีตามทวง ตามฟ้องกันให้วุ่นวายเรื่องนี้คงเป็นอุทาหรณ์อย่างดีให้กับนักลงทุนหน้าใหม่นะครับ

กรณี FCI RR นี้ ผมเห็นคนหมดตัวกันมากเพราะ สมัยนั้นโบรกเกอร์ ยังไม่รัดกุม ให้ลูกค้ารายใหญ่ กู้ยืมเงินซื้อหุ้น กระจุกตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป บางคนหมดไป สามร้อยล้าน บางคนหมดไปร้อยกว่าล้าน แต่มีจำนวนหลายๆคนนะครับ อันนี้ที่รู้จักรวมๆกันก็เป็นพันล้าน ทั่วประเทศก็คงหลายๆพันล้านกรณีนี้ ผมก็ได้รับการขอร้องจากลูกค้าไปเป็นพยานในชั้นศาล วันที่ไปขึ้นศาล อนิจจา แกเคยมีเงินหลายร้อยล้าน ต้องนั่งรถปิคอัพเก่าๆมาขึ้นศาล นึกในใจว่า ทำไมชีวิต คนเราช่างผกผันยิ่งนัก ได้แต่ภาวนา ขออย่าให้เราต้องเป็นแบบนั้นเลย เจ้าประคุ้ณ!!!

ตอนที่ไปขึ้นศาลนั้นก็ประมาณปี 2546 ทำให้นึกย้อนไปถึง เสี่ย อ..อ่าง ที่มีหุ้น บิ๊กแลนด์ (ชื่อสมมุตินะ กันโดนฟ้อง) เสี่ยอ...อ่าง เป็นคนสุภาพ เป็นลูกค้าน่ารักมากๆ ไม่เคยตวาด มาร์ฯ อย่างเราๆซึ่งเมื่อสมัยนั้น ตำแหน่งไม่ใหญ่โต ตอนบิ๊กแลนด์ เข้าก็ประมาณปี 2533-2535 ในระหว่างนั้นน่ะ จำเวลาที่แน่นอนเป๊ะๆไม่ได้ แต่จำได้แน่ๆว่าเข้ามาหลัง ตี๊เล็กyong เสี่ย อ...หรือ คุณ อ เป็นลูกค้าที่ใครๆก็อยากได้ ไม่มีการต่อรองค่าคอม สุภาพ ไม่ด่ามาร์ ขอแค่จัดห้องให้ เสี่ย อ...อ่าง นั่ง ในที่สุดเสี่ย อ...อ่าง ก็หมดเงินไปกับหุ้น บิ๊กแลนด์ 300 ล้าน ซื้อตอนราคาเกือบ สองร้อยห้าสิบ และก็ซื้อถัวเป็นระยะๆๆๆ ซื้อจนเงินหมด

ตอนนั้น เสี่ยมั่นใจถึงอนาคต ของหุ้นตัวนี้มากๆๆๆๆ ถึงขนาดชอบโชว์ พอร์ตให้เพื่อนดู แต่ที่ผมมีโอกาสดูในตอนนั้น เพราะผมต้องเริ่ม คอลล์มาร์จิ้นแกแล้ว ใครอย่าไปแนะนำให้แกขายเชียว แกมองตาเขียวเลย ดีไม่ดีแกจะถามว่าจบการศึกษาอะไรมา ไม่รู้ป่านนี้เสี่ย อ... จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ขอให้เสี่ยได้รับอนิสงน์นี้ด้วย ที่ผมเอากรณีตัวอย่างของเสี่ย มาเป็นอุทาหรณ์ให้นักลงทุนได้ระมัดระวังการลงทุนไม่ให้หวังผลเลิศ...จนลืมโศกนาฏกรรมที่รออยู่เบื้องหน้า

*****



6 รายย่อยส่วนใหญ่ เค้าติดหุ้นแล้วก็ไม่ได้ขายออกไป เห็นส่วนใหญ่ก็บอกว่าถือไว้ถือไว้ แล้วรายใหญ่ จะเก็บหุ้นคืนอย่างไงอ่ะครับ

       รายใหญ่จะรอครับ ถ้า เขาดูแลหุ้นตัวนั้น เขาจะรอ รอไปเรื่อยๆๆๆ และคนที่ดูแลหรือรายใหญ่ในปัจจุบัน มักร่วมมือกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับแรกๆ ถ้ารายย่อยไม่คายหุ้นออกมาก็จะใช้วิธีการสกปรก ก็คือ ทำให้งบการเงินออกมาดูไม่ดี เหมือนกับบริษัท จะไปไม่รอด เป็นใครๆก็ต้องกลัว วิธีที่จะทำให้งบการเงินไม่ดีก็มีหลากหลายวิธี เอาไว้จะมาแฉเรื่องจริงให้พวกเราทราบ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ บางทีมีคนทำจดหมายร้องเรียนตลาดหลักทรัพย์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำเป็นเหมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีหน่วยงานที่ตรวจสอบแบบจริงๆจัง ทั้งที่มีอำนาจหน้าที่ ในเรื่องที่บริษัทรับอนุญาต ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไซฟ่อนเงิน มีคนร้องเรียนมา ตลาดฯก็ต้องทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของนักลงทุน ทุกวันนี้ ผู้บริหารทำอย่างเดียวเป็นหัวใจหลัก คือทำอย่างไรให้หุ้นขึ้น นักลงทุนไม่ด่า แล้วก็คอยดักจับมาร์ทั้งหลายในเรื่องที่ทำผิดระเบียบต่างๆ อันนี้ไม่มีใครว่า แต่เรื่องใหญ่ๆท่านก็ต้องทำด้วย

*****

7 ถามว่าตลาดหุ้นช่วงนี้เป็นยังไง น้องเขามีหุ้นอยู่หลายตัว น้องถามว่าจะ ถือไว้ดีไหม หรือจะขายออกไป ดีหรือไม่

       การลงทุนในหุ้น อยากให้มองภาพรวม เพราะไม่มีสิ่งใดที่สามารถฝืนตลาดได้นาน อาจจะฝืนได้ชั่วคราว ถ้าหุ้นเป็นขาลงก็ลงหมด โดยส่วนตัว ตอนนี้คิดว่าตลาดเล่นยากขึ้น เพราะราคาหุ้นขึ้นมาเยอะมาก แต่การที่น้องจะตัดสินใจ ขายหรือไม่นั้น อยากให้น้องเป็นคนตัดสินใจเอง เพราะถ้าหุ้นจบรอบของปี ก็คงจะลงหมด ส่วนกองทุนที่จะเข้ามาซื้อเพราะ LTF นั้น เขาสามารถออกเงินสำรองไปก่อนตอนนี้ได้เลย ถ้า เขาเห็นว่า ราคาถูกมาก มาก แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปซื้อปลายปี คือ เขามีเงินสดสำรองไปก่อน ถ้าช่วงปลายปี ราคาหุ้นยังอยู่สูง เขารอไปต้นปีหน้าก็ได้ บางครั้ง เขาทำรายการ ครอสซิ่ง กันเอง ระหว่างกองทุนในเครือเดียวกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาไล่ซื้อในกระดาน มันมีหลายรูปแบบครับ

การดูราคาหุ้นในตลาด ดูง่ายๆแบบเด็กดูก็ได้ครับ ไม่ซับซ้อน ดูว่า PE ratio ในปัจจุบัน เท่าไร เมื่อเทียบกับ PE ในอดีต เท่าไร และเทียบกับอุตสาหกรรมเท่าไร อันนี้พูดได้ว่าดูแบบเด็กดู เพราะตอนจบใหม่ๆเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน และไม่นานก็เข้าตลาดหุ้นก็ดูแบบนี้ ส่วนแบบอื่น เดี๋ยวค่อยมาพูดกัน เปิดตำราไฟแนนซ์ คุยกันเลยก็ดี เป็นวิทยาทานไปในตัว แต่เดี๋ยวจะไม่ทันการ

อ้อ อีกอย่างนะที่จะเพิ่มเติมก็คือ เมื่อดู PE ของตัวหุ้นแล้วก็ดู PE ของตลาดหุ้นด้วย เปรียบเทียบว่าของบ้านเราเท่าไร รอบ รอบ บ้านเท่าไร อย่ามองเข้าข้างตัวเองว่า โอ้ยของเค้า ตั้ง 40-50 เท่ายังเล่นกันอยู่เลย มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างไม่ใช่แค่ PE ratio อย่างเดียว แต่ถ้า PE ตลาดบ้านเรา พุ่งขึ้นไปเกิน 20-25 เท่า เราก็ต้องเริ่มระมัดระวังแล้วครับ

เวลาหุ้นเป็นขาขึ้น ทุกคนก็ร่าเริงยินดี ขายเท่าไรก็ไม่ลง จนเพลิดเพลิน หลงดีใจ ว่าจะไปเท่านั้นเท่านี้ ตามกระแสนักวิเคราะห์ ชี้นำ เห็นคนรวยจริงด้วยหุ้น น้อยรายมาก บางทีนักวิเคราะห์ยังเอาตัวไม่รอดเลย ในที่สุดก็ติดบ่วงหุ้นไปด้วยเหมือนกัน

*****

8 ทำไมน้ำมันขึ้น TOP กลับไม่ขึ้น

       เวลาน้ำมันขึ้น ธุรกิจโรงกลั่น จะบริหารสต๊อกลำบากมาก เกือบสองปีที่แล้วจำได้ไหมครับ ตอนที่ราคาน้ำมัน สวิงไป สวิงมา ค่าการกลั่นลดกันไปเป็นแถว โดน เจ้าโกลด็แมนซาก (นามสมมุติ) บอกว่าราคาน้ำมันจะไปร้อย ก็ไปร้อยจริงๆ พอวิ่งไป 120-130 เหรียญ/บาร์เรล เจ้าโกลด์แมนซาก(ชื่อสมมุติ) ก็ออกข่าวไปทั่วโลกว่าจะไป 200 เหรียญ/บาร์เรล ทุกบริษัทโรงกลั่นทั่วโลกก็ซื้อน้ำมันมาสต๊อกกันใหญ่ จนถึงราว 150 เหรียญ หลังจากนั้นราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว พวกโรงกลั่น แบกสต๊อกจนหลังแอ่ะ ในภายหลังก็ต้องลงบัญชีรับรู้ขาดทุนกันไปตามๆกัน

ส่วนที่น้อง ถามว่าทำไม PTTEP ไม่ขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้น ตอนที่ราคาน้ำมันขึ้นไป 150 เมื่อเกือบ สองปีที่แล้ว ผมก็เข้าไปตามดูราคา EXXON MOBIL ราคาของหุ้นสองตัวนี้ก็ไม่ขึ้นตามราคาน้ำมัน เพราะอะไร ไอ้ขบวนการปั่นหุ้น ปั่นราคาสินค้า คอมโมดิตี้ นี่ มันทำเป็นขบวนการ มีทีม วิเคราะห์ คอยป้อนข้อมูลเป็นระยะๆ ทีนี้ เขารู้ว่า เขาสามารถผลักดันราคานำมันได้แค่นั้นแล้ว ไม่มีคนมาซื้อสัญญาน้ำมัน ต่อยอดดอยแล้ว เหมือนแชร์ลูกโซ่ปลายด้วนแล้ว ไม่มีเหยื่อ รายใหม่แล้ว

ดังนั้นกองทุนพวกนี้ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ก็ต้องเริ่มระบายหุ้นน้ำมันที่ถือครองไว้ทั่วโลก ก่อนที่ราคาน้ำมันจริงๆจะวกกลับลงมา ดังนั้นจะเห็นว่าราคาน้ำมันขึ้น แต่หุ้นน้ำมันไม่ขึ้น เพราะกองทุนพวกนี้นั่งขายของอยู่ ระบบการทำงานของพวกนี้จะเชื่อมโยงไปถึงการประกาศสต๊อกน้ำมันของอเมริกาด้วย เพราะพวกนี้เขาสามารถหาข้อมูลได้ตลอดเวลาที่เขาต้องการ และการทำงานของกองทุนปั่นระดับโลกนี้ เขาเน้นข้อมูลตัวเลขสำคัญที่สุด พวกกองทุนระดับโลกนี้ เขาจะมีการประชุม ปรึกษากันเป็นเครือข่ายทุกวัน นักลงรายย่อยๆ อย่างเราถ้าอ่านเกมส์ไม่ขาดก็เป็นเหยื่อให้ทั้ง กองทุนปั่นหุ้นระดับโลก ไหนจะมาเจอพวกเหลือบปั่นหุ้นในประเทศ เรียกว่าหนีเสือ ปะ จระเข้

การที่เราต้องอ่านเกมส์เอง เพราะเราจะเข้าถึงข้อมูลตัวเลขพวกนี้ช้ามาก กว่าเขาจะประกาศออกมาเราก็รู้ช้ากว่าเขาหลายอาทิตย์ พวกนี้จะรู้ก่อนประกาศ อาจจะเกือบเดือนแถมเกือบสิบปีมานี้ พวกเราต้องมาเจอ พวกนักการเมือง ก็เข้ามารุมทึ้งในตลาดหุ้น ปั่นกันมั่วไปหมด เอาไว้ค่อยๆเล่าเป็นรายตัวละกัน

แต่อนิจจา กองทุนระดับโลกก็หนีวิบากกรรมไม่พ้น ไปเจ๊ง ซับไพร์โลน ไม่รู้เท่าไร ต่อเท่าไร ถ้ารัฐบาลอเมริกาไม่เอาเงินเข้าไปช่วยก็คงจะปิดกิจการแบบถาวร แต่หารู้ไม่ว่าการทำแบบนั้น เป็นเพียงแค่ซื้อเวลา เหมือนคนเล่นชักคะเย้อ เหมือนฝีที่แตก รักษาแต่ภายนอก แต่ยังมีแผลที่เน่าในอยู่

ผมก็ไม่รู้ว่า รอบต่อไปที่แผลข้างในจะแสดงผลออกมาข้างนอกจะเป็นเมื่อไร ดังนั้น ที่น้องบอกว่าราคาน้ำมัน ปีหน้าจะสูงขึ้นนั้น มันก็ยังไม่แน่ ก็ต้องดูเศรษฐกิจ จีน ที่จะมาแทนอเมริกา ในอนาคตด้วยว่า จะเป็นหัวรถจักรดึงเศรษฐกิจโลกได้จริงไหม อินเดีย และ ยุโรป จะช่วยดึงได้ไหม แต่ผมเห็นภาพอเมริกา ในอนาคตคร่าวๆแล้วครับ
ตอนแรกผมคิดว่าจะซื้อบ้านอยู่ที่อเมริกา ซื้อด้วยเงินสดไม่ต้องไปผ่อนให้มีภาระด้วยเนี่ยแหล่ะ ผมก็เปลี่ยนใจ เมืองไทยเรานี่แหล่ะที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแล้วครับ อันนี้ด้วยความรู้สึกจริงจากใจนะครับ

*****

9 การลงทุนในช่วงตลาดหมี ที่ราคานิ่ง ๆ pe ต่ำ ๆ นะจะปลอดภัยที่สุดใช่ไหมครับ ?

       ถูกต้องครับถ้าคุณอดทนรอได้ ในที่สุดก็ต้องมีเหตุการณ์แบบนั้นมาให้คุณได้ลิ้มลองอีก ถ้าคุณได้ลิ้มลองแล้ว ก็ จงอย่าติดใจ อย่าเข้าๆออกรายวัน รายสัปดาห์ เพราะการเข้าและออกแต่ละครั้ง ยิ่งถี่มากเท่าไร หมายถึงคุณมีความเสี่ยงสะสมมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับ ผลตอบแทนสะสม อาจจะไม่คุ้มกัน ในที่สุดก็เหมือน แมงเม่าบินเข้ากองไฟ

*****

10 กรณีพวกที่รู้ข่าววงใน พวกเข้าจะทุบหุ้นก่อน หรือ ซื้อหุ้นขึ้นไปเลย หรือว่า จะทยอยเก็บของแบบเงียบๆ ครับ พวกเค้าจะใช้กลยุทธ์วิธีกระทำใด แล้วผมพอจะสังเกตุออกไหมว่า อย่างนี้จะต้องมีอะไรพิเศษเกิดขึ้นแน่

       ก่อนที่ข่าวดี จะเผยเพร่ออกมา เจ้ามือจะเก็บหุ้น ไว้จำนวนมากแล้วครับ ใช้เวลาเก็บในช่วงที่หุ้นเป็นขาลงครับครับ พวกนี้จะวิเคราะห็ภาพรวมตลาดเป็นระยะๆๆๆ ว่าใกล้สิ้นสุดหรือยัง ถ้ายังไม่สิ้นสุด ก็จะกดราคา และเก็บของไปเรื่อยๆๆ ไม่รีบร้อน อาจจะมีปล่อยข่าวว่า ยอดขายไม่ดีบ้าง หนี้เสียเยอะบ้าง ให้รายย่อยที่ทนไม่ไหวขายออกมา พอตลาดหุ้นจะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น ราคาก็จะเริ่มไม่ลง แกว่งตัวแคบๆ เพราะ เจ้ามือบางราย อาจจะมี ทำให้เกิดสัญญานการกลับตัวในทางเทคนิเคิล อย่างชัดเจน เช่นทำให้แคนเดิลสติ๊ก เป็นรูปแฮมเมอร์ บ้าง บุลลิ่ชเอ็นกราฟฟิ้งบ้าง ครับ

หลังจากนั้น ถ้าตลาดเริ่มขึ้น ก็จะค่อยๆดันราคาขึ้น ตอนนี้หุ้นอยู่ในมือเจ้ามากมาย รายย่อยเหลือน้อยเต็มที ใครขายมา เจ้ามือ รับกินหมดครับ สังเกตุดูว่าช่วงนี้จะเริ่มมีปริมาณซื้อขาย หนาแน่นเป็นพิเศษ เพราะจะมีรายใหญ่ อื่นๆเข้ามามั่วด้วย ใครใหญ่ไม่จริง มาไล่เคาะซื้อ เขาก็อาจจะให้แบกหุ้นของเขา สักระยะ แล้วในที่สุดรายใหญ่ไม่จริงก็ต้องขายคืนไป ช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายจะหนาแน่น

ขอให้คุณสังเกตุไว้เลยว่า ถ้าราคาหุ้น อยู่ใกล้ฐาน แล้วเริ่มมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น คุณสามรถเข้าไปพันตูกับเขาได้ แต่ถ้าเป็นตรงยอดดอย ไม่ควรเด็ดขาด ถ้าคิดว่าเป็นดอย (ห่างจาก bottom) มากว่าร้อยเปอร์เซ็น บางตัวอาจจะ สอง สามร้อยเปอร์เซ็น ยิ่งถ้าตลาดหุ้นขึ้นมาเป็น ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เศรษฐกิจโลก ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะถ้าตลาดฯ ลงเมื่อไร หุ้นแต่ละตัว เจ้ามือ ดันราคาได้ชั่วคราวครับ เพราะที่ผ่านมาเห็นเจ้ามือดัน จนตัวตายมีเยอะมาก

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเป็นกรณี ข่าวร้าย ก็จะทำในตรงกันข้าม ทำแบบที่บอกมาแต่ตรงข้ามน่ะครับ พวกนี้ เขาเห็นว่าเป็นเกมส์การเงิน เขาไม่รู้ตัวว่า เขาได้ทำอะไรลงไป มีความสุขที่ได้เห็น พอร์ต มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะที่รายย่อย หลายคนต้องย่อยยับ หมดเนื้อหมดตัว บางครอบครัว บ้านแตกสาแหรกขาด บางคนหลายคนคิดจะฆ่าตัวตาย

*****



11 เป็นไปได้ใหมครับว่าหลายบริษัททำงบการเงินขึ้นมาบอกว่ารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการปั่นหุ้นเพื่อจะปล่อยของให้กับรายย่อย โดยที่รายใหญ่รู้ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดข้างหน้าครับ

       ในอดีต สมัย แรกๆ การทำธุรกรรม มักทำโดยใช้ชื่อจริง เมื่อมีการกระทำความผิด จึง สามารถ ตามตัวได้ง่าย กรณีเสี่ย TWO เป็นตัวอย่าง ที่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ในกรณีของ แบงค์ สตางค์แดง จนมีการนำตำรวจไปค้นที่ห้องพักของเสี่ย พบเงินสดเป็น ร้อยๆล้านบาท ตามข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ถ้าจำไม่ผิดก็ ไม่ต่ำกว่า สองร้อยล้านบาท ในตอนหลัง ก็ใช้วิธีปิดบังตัวตนที่แท้จริง หันไปใช้ ชื่อคนอื่นเ ปิด บัญชี หรือ ใช้ชื่อคนอื่นตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่ ปั่นหุ้นอย่างเดียว แต่ไซฟ่อนเงินจาก บริษัท ที่ตัวเอง ถือหุ้นใหญ่ ด้วย เจ้าของบริษัท หรือ เจ้ามือปั่นหุ้น หลายๆคนจะใช้ คนขับรถ คนสวน คนใช้ พนักงานส่งเอกสาร พนักงานธุรการ และญาติๆ ของพวกนี้

ตอนนี้มาเข้าเรื่องที่ คุณถามมา ได้เลยครับ ที่คุณถามว่าทำไม สินทรัพย์เพิ่ม ยอดขายลด กำไรลด แต่บริษัทลูก ทำไมไม่โดนพิษเศรษฐกิจ

เจ้าของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น จะตั้งบริษัทลูก ขึ้นมา โดยใช้นอมินี่ ถือหุ้น เพื่อป้องกัน การเชื่อมโยง รายการส่วนได้ส่วนเสีย
ขบวนการไซฟอนเงินทำโดย
1) ให้เครดิตทางการค้าแก่ บริษัทลูกเหล่านี้ แบบสุดๆๆ เช่นให้เทอมการชำระเงินแบบ นานมากๆๆๆ
2) ขายสินค้าในราคาถูก สุดๆๆๆ บริษัทลูกไม่มี ทางไปหาซื้อได้ที่ไหน แล้วบริษัทลูก ที่ถือหุ้นโดย นอมินี่ ก็จะนำสินค้าไปขายต่อ ให้กัลลูกค้าในราคาตลาด เท่ากับ บริษัทลูกทำการผูกขาดในการขายสินค้าให้บริษัทนี้
3) ขายสินค้า ที่มีตำหนิ แบบราคาของเสีย แม้สินค้ามีตำหนิ แค่ รอยแมวข่วน หมา ข่วน ให้บริษัท ลูก ขายแบบเหมาถูกๆไปเลย ยกตัวอย่างจริง
เช่น ราคาสินค้าขายในตลาดกิโลละ 200 บาท พ่อค้าขายของเก่ารับซื้อกิโลละ 20 บาท เขาจะเอาราคาที่พ่อค้ารับซื้อของเก่าเป็นเกณฑ์ ในการรับซื้อ ของเสียจากขบวนการผลิต ทั้งที่จริงๆเป็นเพียงแค่ รอยแมว รอยหมา ข่วน บริษัทลูก ที่เจ้าของแอบไปตั้งน้ ก็จะนำสินค้าไปขายให้ลูกค้า ในราคาต่ำกว่าราคา 200 บาทนิดหน่อย

เห็นภาพหรือยังครับ ทีนี้มาดูงบดุล งบกำไร ขาดทุน
การที่มีลูกหนี้การค้าเยอะๆๆๆๆ ผลก็คือ สินทรัพย์เพิ่มขึ้นมโหฬาร การที่ลดราคาพิเศษสุดๆให้กับ บริษัทลูก โนมินี่ของตัวเอง ผลก็คือ ยอดขายลดลง กำไรก็ลดลง
แต่บริษัท ลูกยังไงก็อยู่รอดได้ เพราะชกใต้เข็มขัด เข้าใจหรือยังครับ

*****

12 เรื่องที่เค้าบอกกันว่า หุ้นทุกตัวมีคนคอยคุมราคาอยู่นี่จริงแค่ไหนคะ
อย่างหลายๆ ตัว โดยเฉพาะตัวเล็กๆ ก็คงทราบกันว่ามีจ้าวคุมอยู่จริง แต่มันจะหมายถึงทุกตัวเลยจริงๆ เหรอคะ รวมถึงพวกหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่ราคาแพงๆ ด้วยรึเปล่า แล้วอย่างพวกหุ้นปันผลที่ VI ถือกัน หรือหุ้น ที่ไม่ค่อยขึ้นลงมา set หุ้นพวกนี้มีคนคุมราคาด้วยรึเปล่าคะ"


       ในส่วนตัวผม จะแบ่งหุ้นที่มีการทำราคาไว้ สองประเภท
1) หุ้นที่เจ้าของ หรือ เจ้ามือ ดูแล หุ้นพวกนี้ จะเป็นหุ้นปั่น ตัวเล็กๆ หรือหุ้นที่มีทุนจดทะเบียนไม่สูงมากเหมือนบริษัทในข้อ สอง
2) หุ้นที่มีการดูแล โดยกองทุนต่างประเทศ เช่นหุ้น ขนาดใหญ่ เช่น ปตท ปูน การบินไทย ธนาคารใหญ่ เงินต่างประเทศ เวลาไหลเข้ามาก็จะเข้ามาซื้อหุ้นพวกนี้ เพราะเงิน เขาเยอะมาก หุ้นใหญ่ๆเหล่านี้ ก็มีการบริหาร จัดการ (ก็ปั่น นั่นแหล่ะ) เหมือนกัน แต่เนียนกว่า เพราะเป็นกองทุน

ไม่ว่าจะเป็นข้อ หนึ่ง หรือ ข้อสอง การยันราคาไม่ให้ลงตามตลาดหุ้น จะยันไว้ได้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้คนตกใจ แต่เป็นเพียงชั่วคราว เข้าหลักที่ว่า ใครขายก่อนได้ราคาดีก่อน หุ้นที่ไม่ลงเลยก็มี ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพคล่องในตลาด และมีราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่อเทียบกับปันผล ที่ได้รับ จึงไม่มีใครอยากขาย ถ้าการดำเนินธุรกิจยังราบรื่น มีกำไรในอัตราสูงเท่าเดิม

*****

13 มีหลายคนซื้อหุ้นโดยอาศัยดูกราฟเทคนิค แต่เห็นพี่บอกว่ามีการทำ
กราฟกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พอรู้ว่ามีการทำกราฟจริงๆ แต่สงสัยว่าปกติ เค้าทำกันบ่อยแค่ไหน คือว่าเป็นช่วงๆ ที่ต้องการให้เกิดสัญญาณซื้อหรือขายตามที่เค้าต้องการ หรือจริงๆ แล้ว คนที่คุมราคาหุ้นตัวไหนอยู่ เค้าก็คุมกราฟหุ้นตัวนั้นๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่ก็เห็นว่าหลายคนที่ใช้กราฟ ก็ยังสามารถทำกำไรได้ตามกราฟอยู่เรื่อยๆ
คือสงสัยว่า โอกาสที่เราจะโดนกราฟหลอกนี่มีมากน้อยแค่ไหนคะ แล้วเราจะรู้มั้ยคะว่า เรากำลังจะโดนกราฟหลอกรึเปล่า มีข้อสังเกตอะไรมั้ยคะ"


       ใช้หลักการเดียวกันครับ สร้างกราฟได้ช่วงๆหนึ่ง ถ้าราคายิ่งสูง ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะใช้เงินทุนเยอะขึ้น

ลองนึกภาพราคา ปตท ดูซิครับ สมัยก่อน ราคา 35 บาท 20 ล้านหุ้นเป็นเงิน 700 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน ถ้าราคา 250 บาท ใช้เงิน 5000 ล้านบาท หุ้นทุกตัว ราคายิ่งสูงยิ่ง ควบคุมลำบาก บางครั้ง เลย ต้องหาเหยื่อ มาแบก ก็ต้องใช้วิธีปล่อย ข่าวดี นั่น แหล่ะ

*****

14 ในการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นแต่ละตัว นอกจากภาพรวมใหญ่ของตลาดแล้ว เราควรจะคำนึงถึงอะไรบ้าง "

       โอ้โห้ เป็นคำถามที่ ตอบได้ แต่น้องจะทำได้หรือเปล่า ถ้าไม่มองภาพเศรษฐกิจรวม ของประเทศ และ ของโลก ก็ขอพูดไปที่ตัวหุ้นเลยแล้วกัน
1) เลือกบริษัทที่เราจะลงทุน ธุรกิจของบริษัท ผู้บริหาร มีจริยธรรม สินค้า in trend
2) ดูราคาหุ้น แพงไหม ในขณะที่จะซื้อแพงเกินไหมเมื่อเทียบกับ ทั้งปี
3) ดูอัตราผลตอบแทนของธุรกิจ หรือดู เงินปันผลที่จะจ่าย
4) ดูอนาคตของบริษัทว่าจะก้าวไปในทิศทางไหน คู่แข่งในอนาคตเป็นอย่างไร
5) ดูงบการเงิน งบกำไร ขาดทุน หาอัตราส่วนต่างๆ รวมทั้ง PE
...... ห้าข้อแรก ไม่รวมข้อ 2 คือ การวิเคราะห์ด้วยปัจจัย พื้นฐาน ….
6) จังหวะในการเข้าซื้อ ต้องใช้เครื่องมือ ทางเทคนิค ซึ่งน้องต้องหาหนังสืออ่านและศึกษาเอาเอง

แต่ถ้าไม่ดูทั้ง 6 ข้อนี้ลงทุนได้ไหม ได้ โดยดูจากราคา แต่เพียงอย่างเดียวไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น ดูจากพฤติกรรม การเคลื่อนไหวของราคา ดูจากราคาเฉลี่ย ย้อนหลังสักสี่ห้าปี การจะซื้อราคาใด ไม่สามรถบอกได้ เพราะในแต่ละสถานะการณ์ไม่เหมือนกันครับ แต่ใช้หลักการง่าย ถ้าน้องซื้อแพงกว่า ชาวบ้าน ความเสี่ยงน้องก็สูงกว่า ชาวบ้าน ถึงให้ดูราคาที่ผ่านมา ถ้าน้องจะลงทุนอย่างปลอดภัย น้องก็ต้องอดทน อดทน รอราคาลงมาถึงจุดดุลยภาพ ซึ่งก็คือจุดที่หุ้น มักไม่ค่อยลงแล้ว แรง ซื้อ กับแรงขาย มาชนกันพอดี

คาถาการลงทุนที่ เห็นนักลงทุนใช้แล้ว มักได้ผลก็คือ อดทน อดทน อดทนรอราคาลงมา และอดทนถือ รอ ที่จะขายเมื่อหุ้นกลับขึ้นไป อดทนถือ หุ้น รอ ที่จะขาย ไม่ใช่ กำไร นิดเดียว ขายนะครับ

ถ้าตลาดเป็นขาขึ้น รอ ไปเรื่อยๆๆๆ จบรอบเมื่อไร ก็ขายไปเลย จะจบรอบเมือไร ก็ดูจากภาพ รวมของตลาดหุ้น ดูว่าดัชนีราคาหุ้น ขึ้นมาเยอะมากไหม ดัชนีเพิ่มขึ้นมาจาก bottom ภายในเวลาไม่ถึง หนึ่งปี ต้องระวัง อย่างมาก มาก อย่าซื้อ ขาย บ่อยๆ เพราะโบรกเกอร์ รวยอยู่แล้ว ไม่ต้องเพิ่มความรวยให้เขาครับ

*****

15 เรียนถาม คุณ Year To 2000 (YTOK) ครับ แล้วรายการโทรทัศน์ดัง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนละครับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือด้วยหรือเปล่าครับ ?
website ดัง ๆ ของ ตลท. ละครับ ?แล้ว ตลท. รู้เรื่องทั้งหมดที่คุณ Year To 2000 (YTOK) รู้แล้วเคยคิดจะปรับเปลื่ยนให้เป็นธรรมบ้างหรือไม่ครับ หรือว่ามันเป็นกติกา ไม่มีใครถูกใครผิด น่าสงสารคนที่คิดจะลงทุนจริง ๆ แต่ไม่มีความรู้ในการเลือกบริษัทนะครับ จะอาศัยนักวิเคราะห์มืออาชีพก็ไม่ได้ แล้วตาสีตาสาที่คิดจะลงทุนเพื่อยามแต่ชรา ก็ต้องโดนหมดเลยใช่ไหมครับ ถ้าสมมุติ คุณ Year To 2000 (YTOK) ได้เป็นรัฐบาลจะมีวิธิแก้ไขอย่างไรไหมครับ"


       ตามความเห็นผม บางทีรายการดัง อาจจะเป็นเครื่องมือโดยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ยกตัวอย่าง ผมเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ชื่อบริษัท AAA ผมมีความสนิทสนมกับผู้บริหาร ทีวีช่องนั้น ผมก็จะบอก เฮ้ยผมจะจัดทำข่าวประชาสัมพันธ์บริษัทผม วันเท่านั้น เท่านี้ จะแถลงข่าวเรื่องโครงการณ์ ใหม่ หรือ ข่าวการดำเนินงาน หรือ ข่าวดี อื่นๆ... ว่าแล้วผมก็ให้งบเอนเทอร์เทนไปเลย สำหรับนักข่าวช่องนั้น และมีงบโฆษณา ให้กับทีวี ช่องนั้นๆ

ส่วนเรื่องตลาดหลักทรัพย์รู้ หรือไม่ นั้น รู้ครับ แต่กลัวครับ เพราะเดี๋ยวนี้ เจ้าแต่ละคนก็มีกลุ่มการเมือง back up กลัวเข้าตรวจสอบรายใหญ่แล้วหุ้นตก นักลงทุนก็จะด่าตลาดฯ ว่าทำให้หุ้นตก แล้วรายใหญ่ก็จะถือโอกาสทุบตลาดฯ และบอกว่าตลาดฯทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน ตลาดฯก็จะขยาดแขยง เมื่อเจอนักลงทุนรวมตัวกันด่าครับ

วิธีแก้ไข ต้องตั้งองค์กร อืสระ เข้ามาดูแลเรื่องนี้ คู่ขนานไปกับตลาดฯครับ เพราะถ้าเป็นรัฐบาลก็กลัวจะเสียคะแนน องค์กรอิสระต้องมีตัวแทนจากรายย่อยด้วยครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นแขนขาให้รายใหญ่ไปอีก รายย่อยต้องเลือกคนดี มีจริยธรรม ขึ้นมาเป็นตัวแทน เหมือนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค น่ะครับ

และอีกเรื่องนะครับ ที่นักลงทุนต้องปกป้องให้ได้ อย่าให้เอาตลาดหลักทรัพย์ ของเราแปรรูปเข้าตลาดหุ้นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ต่อไปเอกชนที่มีอำนาจเงิน จะเป็นคนเข้ามาควบคุม ดูแลตลาดทุน สมบัติของชาติ ไม่ควรเอาไปขายกิน ดู อังกฤษ อเมริกา เป็นตัวอย่าง ขายทุกอย่าง จนประชาชน ต้องบริโภค สาธารณูปโภค ที่มีราคาแพง ดูว่าเขาเจริญ ทางวัตถุ แต่พวกเขาเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาต้องทำงานเป็นทาสจนแก่ นะครับ พวกเราต้องช่วยกันปกป้องสมบัติของชาติ นะครับ เพราะประเทศเรายังมีคนยากจนอีกมาก พวกเขาควรได้การคุ้มครองนะครับ

*****



16 บางคนบอกถ้ามีหุ้นพื้นฐานดีก็ไม่ต้องกลัวถึงแม้ภาพรวมจะแย่ เดี๋ยวหุ้นก็ขึ้นคืนมา "

       ปัจจัย ภายนอก มี มากมายหลายหลาก บางครั้ง นักลงทุน บางคนติดหุ้น ก็คิดว่าไม่เป็นไรหุ้น พื้นฐานดี เก็บไว้รอราคา ขึ้นมา บางครั้ง ราคาไม่ขึ้นมา เพราะมีปัจจัย อื่นๆมาแทรก เช่น เทรน เปลี่ยน พฤติกรรม ผู้ บริโภค เปลี่ยน ยกตัวอย่างที่เห็นชัด ชัด

เช่น TRUE และ TT&T เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด
TRUE เดิมชื่อ TA หรือ ชื่อเต็มว่า Telecom Asia ราคาเข้าตลาดครั้งแรก 150 บงล.ภัทร เป็น under writer
TT&T เข้ามาครั้งแรกไม่ต่ำกว่า 200 บาท
ตอนนั้นใครๆก็คิดว่า พื้นฐานดี เพราะโทรศัพท์ บ้านเราตอนนั้น ขอยากไม่พอใช้ ปรากฎว่า พฤติกรรมผู้บรโภคเปลี่ยน ไปนิยมใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ คนที่ถือ TA และ TT&T ก็ไม่เคยได้เห็นราคานี้อีกเลย

*****

17 การใช้ TFEX ทำกำไรควบคู่กับการทุบ ไล่ซื้อหุ้น ดูยังไงครับ ?
ควรดูสัญญาณ จากใครเป็นหลัก ? "


       ก็เหมือน ข่าว ที่ออกมา เมื่อเร็วๆนี้ไงครับ ที่ บอกเจ้ามือ short TFEX แล้วตลาดหุ้นยังไม่ยอมลง แถม ฝรั่ง ดันซื้อมาก เข้าไปอีก ก็เลยมีการปล่อยข่าวที่ไม่ดี ออกมา แล้วมีการให้ข่าวไปที่ สำนักข่าว bloomberg ดังที่เป็นข่าว ถ้าทำจริง ก็ถือว่าแย่มากๆๆๆ ผลกรรมที่พวกเขาทำไว้ ผมว่ารุนแรงมาก
ไม่ต้องรอชาติหน้าเลย ชาตินี้แหล่ะได้เห็นแน่ๆครับ

*****

18 มีคำถามอยากถามครับถ้าหุ้นส่วนใหญ่มีดูแลอยู่ ทั้งเจ้าของ หรือกองทุน ไม่ทราบว่าเราจะมีวิธีการดูได้หรือไม่ว่า
1) ตอนนี้กำลังมีคนเข้ามาเก็บของ ปล่อยของ หรือทุบราคา
2) ถ้าดูได้ เราจะสามารถรู้ได้ไหมว่า เค้ารายใหญ่จริง หรือ รายใหญ่ไม่จริง
3) ถ้าเราเห็นและรู้ว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่ เราควรจะเข้าไปหรือไม่ครับ หรือควรเข้าไปช่วงไหน (เพราะหุ้นส่วนใหญ่ก็มีการทำอย่างนี้)
4) ดูได้จาก bid offer ได้หรือไม่ครับ "


       อันนี้ดูได้ครับ ต้องอาศัย ประสบการณ์ การสังเกตุ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ในระหว่าง เทรด มาร์เก็ตติ้ง ที่ฉลาด และมีไหวพริบ รู้จักสังเกตุ ดูพฤติกรรม การเคลื่อนไหว ราคาของหุ้น มีการทำงานมานาน ทำออร์เดอร์ให้ลูกค้ารายใหญ่ๆ พอพวกเขามีประสบการณ์มากๆๆๆ เขาจะรู้เลย ว่า คู่ต่อสู้ในเกมส์ การเงิน กำลังจะทำอะไร ใหญ่ไหม เพราะลูกค้าของเขาก็ใหญ่ ดังนั้น คู่แข่งที่กำลัง เข้ามา ใหญ่กว่า เขา หรือ เล็ก กว่า เขา เพราะ มันจะมีการประลองกำลัง กัน สักยกสองยก ก็จะรู้

ส่วนนักลงทุนรายย่อย ที่ ชานฉลาด นั่งดู เขาชกกัน ดู บ่อยๆๆๆๆๆ เหมือนดู มวย ก็จะดูออก เหมือนกัน แต่จะไม่มีทางที่ละเอียดเท่ามาร์เก็ตติ้ง เพราะมาร์เก็ตติ้งทำออร์เดอร์ด้วยมือตัวเอง และก็ฉันใดก็ฉันนั้น การดูมวยทุกวัน หรือ ดูหุ้นทุกวันของนักลงทุนรายย่อย ดูแล้วอดใจไม่ไหว ลงไปเกลือกกั้วทุกวัน(ซื้อขายทุกวัน) ในที่สุดก็ต้องมีพลาดสักวัน ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะการลงไปเล่นทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าบ่อนการพนัน ทุกอย่างเป็นทางอบายทั้งสิ้น

*****

19 ขอสอบถามด้วยความอดกังวลไม่ได้ พวกกองทุนหย่ายๆ ของ(สัญชาติ) ไทยที่มีหุ้น เช่น กองทุนเกษียณอายุทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ต่างๆ พอจะสู้ หรือเท่าทันกองทุนจากต่างประเทศหรือไม่ครับ"

       จากประสบการณ์น่ะครับ หรืออาจเป็น 1 เครื่องมือของแก๊งในการทำราคาของเจ้าละครับนี่ กองทุน กบข และ กองทุนประกันสังคม ตลอดจนกองทุนในเครือสถาบันการเงิน ต่างๆนั้น เพียงพอที่จะช่วยพยุงตลาดหลักทรัพย์ให้เกิดเสถียรภาพได้ระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถไปต่อกรกับกองทุนต่างประเทศทั้งหมดได้หรอกครับ เพราะเขามี เครื่องไม้เครื่องมือ มีกระสุนดินดำมากกว่ากองทุนของเราเยอะครับ การทำงานของเขา จะมีความชำนาญกว่าเรา เพราะเขาหากินไปทั่งโลก มีเครื่อข่ายที่คอยป้อนข้อมูลอย่างดีเยี่ยม

พูดถึงกองทุนของเรา กองทุนหนึ่ง ที่ผู้บรหารสูงสุด เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ประเทศเรา เอาผู้บริหารที่ขาดจริยธรรม มาบริหารเงิน พ่อแม่พี่น้อง ท่านผู้นั้นทำตัวแบบคำพังเพยของไทย คือเรือล่มเมื่อจอด คือ แกทำงานทางด้านบริหารกองทุน มาอย่างยาวนาน เมื่อก่อน ในเครือ AAA (นามสมมุติ) บริษัท นี้ มีบริษัทแม่ที่ชื่อคล้ายกันอยู่ที่อเมริกา เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมกับเจ้านายไปเจรจาที่จะให้บริษัทนี้ มาผ่านออร์เดอร์ที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ ในระหว่างที่คุยบนโต๊ะอาหารในโรงแรมหนึ่ง ลูกน้องของท่านผู้บริหารกองทุนท่านนี้ บอกผมว่าชอบ ที่เวลามีข่าวลือในตลาดหุ้น ว่าจะมีการปฏิวัติ จะได้ช้อนซื้อหุ้น

แล้วข่าวประเภทนี้ ถ้าลือผ่านบุคคลที่น่าเชื่อถือ อย่างผู้บริหารกองทุน มาร์เก็ตติ้ง ก็จะยิ่งเอาไปกระจายข่าว อย่างรวดเร็วในตลาดหุ้น ราคาหุ้นก็จะลดลงอย่าง รวดเร็วมาเข้าทางเหลือบแบบพวกนี้อีกนั่นแหล่ะ ผู้บริหารการเงินการธนาคารที่มีจริยธรรม ช่างหายากเย็นเหลือเกินในโลกใบนี้ ความโลภ ล้วนครอบงำไปทุกคน

*****

20 พวกรายใหญ่ในเมืองไทย หรือว่าฝรั่งที่เข้ามาเนื่ย เค้ามีสคริปหรือบทละครเตรียมเข้ามากำกับเลยไหมครับ หรือว่าเล่นไปแสดงไปเขียนบทไป"

       มันเป็นเรื่องธรรมดา เลยครับ ที่นักลงทุนรายใหญ่ มักจะเข้าถึงข้อมูลก่อนเพื่อน เช่น ข้อมูลการวิเคราะห์หุ้นรายตัว หรือ การทำ company visit ซึ่งในช่วงหลายปีให้หลังมานี่ นักลงทุนรายใหญ่ๆคับๆบริษัท สามารถ ร้องขอได้ว่า ต้องการให้บริษัท ทำรายงานการวิเคราะห์บริษัท หลังการเข้าเยี่ยมชมกิจการ (Company Visit)

และเมื่อนักลงทุนรายใหญ่รู้ล่วงหน้าไม่ว่าจากการร้องขอ หรือ การจัดตารางของบริษัท นักลงทุนเหล่านี้ก็จะเริ่มสะสมหุ้นตัวนั้นๆก่อน พอข่าวออกก็จะเริ่มดันราคา โดยการตั้งรายการเสนอซื้อมากๆ ทั้งสามหรือสี่ ช่องราคาที่นักลงทุนสามารถเห็นได้ และก็จะมีการไล่เคาะรายการ offer ทีละช่อง จนในที่สุดจุดพลุได้ พอราคาไปถึงระดับที่ เขาพอใจ เขาก็จะเริ่มวางขายครับ โดยจะดันราคาไปด้วย ขายไปด้วย การที่พวกนักลงทุนรายใหญ่ สามารถร้องขอให้ทีมวิเคราะห์ทำ company ได้ก็คงไม่ต่างจากการขอให้ผู้กำกับการแสดง เขียนบทสคริ๊ป ดีๆนี่เอง

*****



21 เล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน เหมือนอย่างไรครับ"

       ที่บอกว่าการเล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน เพราะจากประสบการณ์ที่ ผ่านมาหลายปี คนไทยจะลงทุงแบบสั้นมากๆ จึงเรียกว่าการลงทุนระยะสั้น หรือการลงทุนแบบเก็งกำไร (บางคนเรียก เกร็งกำไร)
ผมเห็น ลูกค้าส่วนมาก ซื้อเช้า ขายบ่าย ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ ขาย ส่วนใหญ่ ที่ไม่ขายเพราะติดหุ้น

การลงทุนแบบระยะสั้น ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนันเท่าไร ลูกค้าที่ซื้อ เช้า ขาย บ่าย หลายครั้งที่ไม่ได้เป็นดังที่ตัวเองคิด ก็จะต้องหาส่วนต่างขาดทุนมาจ่ายเมื่อถึงวันดิว ลูกค้ารายใหญ่ หลายราย ที่พอร์ต ไม่ต่ำกว่า ร้อยล้านบาท ซื้อหุ้น วันหนึ่งหลายตัว กำไร สองสาม ช่องก็ขายแล้ว ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะตกลงกับโบรกเกอร์ ในเรื่องลดค่าคอมมีสชั่น พวกนี้ก็จะขี่คอรายย่อย เพราะถ้าเขาทำวอลลุ่มการซื้อขายได้ถึงที่ตกลง เขาก็จะได้ส่วนลดค่าคอมฯ ราคาขึ้นไป หุ้นบางตัวแค่หนึ่งช่อง เขาขายก็คุ้มค่าคอมฯ เหลือกำไร นิดหน่อย แต่ถ้ารายย่อยซื้อ ต้องรอให้ราคาขึ้นไป สองช่อง จึงขาย ถึงจะได้กำไร นี่แหล่ะที่บอกว่า รายใหญ่ขี่คอรายย่อย การลงแบบนี้จะเห็นว่าเป็นการลงทุน แบบได้เสียไปเลย (ที่จริงไม่อยากเรียกว่าการลงระยะสั้น เลยด้วยซ้ำ)

การลงทุน ที่เรียกว่าลงทุนจริง ต้องมีการกำหนด กรอบเวลาในการลงทุน สามเดือน หกเดือน หนึ่งปี สองปี สามปี อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ช่วงจังหวะในการเข้าลงทุน มีระบบรักษาความปลอดภัย เมื่อตัดสินใจผิดพลาด ที่เรียกว่า คัทลอท

*****

22 มีคำถามครับ บางครั้งมีการ ซื้อหุ้นตัวใหญ่ตอนปิดตลาด เช่นหุ้น ABCDE เทรดกันทั้งวันที่ 196-200 บาท 16:30 ราคาอยู่ที่ 200 บาท
พอปิดตลาด ปิดยกเป็น 204 บาท ทั้งๆ ที่ตลอดวัน ราคาไม่เคยถึง 204 บาทเลย (และที่ราคา 200 บาท ในระหว่างวัน ก็มีหุ้นให้ซื้อจำนวนมากด้วย) และมีการทำแบบนี้กับหุ้นใหญ่หลายๆ ตัว เรียกว่าจงใจ ผลัก ดัชนีให้ปิดสูงขึ้น ตอนปิดตลาด
ถามว่า คนคนนั้น เป็นกลุ่มไหน ตลท. มีกองทุน ที่มีไว้ทำ ดัชนีเอง ไหมครับ?
หรือมีคนกลุ่มไหน ที่นั่งวาดกราฟ SETi ของเราอยู่หรือเปล่า"


       เขาเรียกว่า มาร์เกต เมคเกอร์ ครับ มีครับ คนพวกนี้ก็คือ ทีมที่อยู่ในคอลโทรลของรายใหญ่ระดับประเทศ ถ้าเขายังมีหุ้นอยู่ในพอร์ตจำนวนมาก เขาก็ต้องทำให้ตลาดปิดให้ดีที่สุด ส่วนรายใหญ่ที่ไม่มีหุ้นในพอร์ต ก็จะไม่สนใจทำราคาปิด

การปิดของราคาที่กระโดดขึ้นไป เป็นได้หลายกรณี เช่น การทำ ครอสซิ่ง, ไดเร็ก, ทำราคาไหนก็เกิดราคานั้นครับ หรือการบางทีเห็นหุ้นราคาลงมามากๆๆก็ส่งคำสั่ง ซื้อหุ้นคืนทั้งหมด ปริมาณที่เสนอซื้อมีจำนวนมาก และใส่ราคา เอทีโอ เข้าไป ก็จะทำให้กวาดออร์เดอร์ ที่ตั้งขายทุกช่องขึ้นไป ทำให้ราคากระโดดไปหลายช่องราคาครับ

รายใหญ่ในประเทศมีหลายคนครับ ดังนั้น มาร์เก็ตมาร์คเกอร์ ก็จะมีจำนวนมากที่คอยทำราคา สร้างเทคนิค หลอกรายย่อย อย่างเราๆให้บินเข้ากองไฟ พวกรายใหญ่นี่มีหลายกลุ่ม หลายรูปแบบครับ บางครั้งพวกเดียวกัน แต่คนละกลุ่ม ตอนแรกตกลงว่าจะทำหุ้นตัวเดียวกัน ยังหลอกกันเองเลยครับ คือทำราคาไปถึงระดับหนึ่ง แล้วแอบออกตัวก่อน แล้วนับประสาอะไรกับรายย่อย จะไม่ตกเป็นเหยื่อครับ

*****

23 คำถามครับแล้วที่ว่าฝรั่งหัวดำ อย่างพี่ไทย ที่ไปเปิด port นอกเมืองไทย แล้วส่ง order มา ทำให้ดูเหมือนฝรั่งซื้อนั้น คาดว่ามีสัดส่วนมากแค่ไหนครับ หมายถึง การ Net Buy ในทุกๆ วันนั้น พี่ไทย มีสัดส่วนอยู่ในนั้น สักกี่ % โดยประมาณ"

       โอ้โห ขอประทานโทษนะครับ ถ้าจะเอาคัวเลขสัดส่วน ที่แน่นอนคงไม่สามารถบอกได้เพราะไม่มีใครรู้ครับ แม้แต่ตัว ผู้บริหารสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ เพราะเวลาโบรกเกอร์ฝรั่ง ที่ส่งออร์เดอร์เข้ามาจะส่งในนามชื่อของโบรกเกอร์

แต่เป็นที่รู้กันว่า หลังจากมีการจับปั่นหุ้นครั้งเlสี่ย TWO หลังจากนั้นเป็นต้นมา จะใช้นอมินี่ และถ้าจะเปิดในชื่อของตัวเองก็จะเดินทางไปเปิดที่ต่างประเทศ นักการเมืองใหญ่ๆหลายคนก็ใช้วิธีนี้ จึงเป็นที่สงสัยในวงการโบรกเกอร์ ต่อมาว่า เมื่อครั้งที่หุ้นตัวหนึ่งราคา 35 บาท ในตอนทำ ไอพีโอ มีการสั่งให้ ขายหุ้นในส่วนที่จะขายให้นักลงทุนต่างประเทศ ได้สั่งให้ขายให้ใครโดยเฉพาะเจาะจง หรือเปล่า ข้อสงสัย อันนี้ สักวันอาจจะได้รับการเปิดเผยออกมา เพราะความลับไม่มีในโลกนี้ครับ


SmileySmileySmiley SmileySmiley



--------------------------------------------------------

เครดิต คุณ Year To 2000 (YTOK)




Create Date : 02 ธันวาคม 2554
Last Update : 9 มีนาคม 2555 22:02:58 น. 3 comments
Counter : 576 Pageviews.

 
ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้ ผมก็เป็นเม่าตัวหนึ่ง แทบอยากเลิกไปเลย(แต่ไม่เลิก แหะ แหะ)


โดย: phajongs วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:22:09:55 น.  

 
อย่าไปกลัวค่ะ เรียบเรียงมาให้อ่านเพื่อเท่าทันกัน จะได้วางแผนการลงทุนให้รอบคอบมากขึ้น สู้ๆ ^^







โดย: นินจาคาปูชิโน่ วันที่: 6 ธันวาคม 2554 เวลา:14:30:16 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับ


โดย: Changnoy IP: 180.183.106.62 วันที่: 22 กันยายน 2555 เวลา:14:52:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นินจาคาปูชิโน่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เล่นรอบสั้น วนไป ในรอบกลาง
เก็งกำไร ไว้บ้าง ในรอบสั้น
ถือหุ้นยาว เอาปันผล ปนเหมือนกัน
แต่ความฝัน คือส่วนต่าง ของราคา

รอจังหวะ หุ้นสวิง อิงตามกรอบ
อยู่ในรอบ ขึ้นหรือลง จงค้นหา
รู้จักผ่อน รู้จักพอ รอเวลา
ได้รางวัล ทรงคุณค่า คือกำไร ^^
Friends' blogs
[Add นินจาคาปูชิโน่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.