Let the right one in แวมไพร์หน้าใสแต่ใจไม่กระเตาะ
เรื่องมันเริ่มจากว่า เพื่อนลากไปดูแวมไพร์โคตรหล่อ หมาป่าซิกแพ็ค แห่ง Twilight :New moon จขบ.นั่งหาวแล้วหาวอีก ขณะที่เพื่อนนั่งตาแป๋วจ้องลอนคลื่นหน้าท้องเจค็อบอย่างมีความสุข อย่าไปสะกิดเชียวนะ แม่คุณจะแว้ดให้ พอดูจบแล้วมันก็ให้ยืมภาคแรกมาให้ดูด้วย

อูย...นางเอกหน้าปวดอึตลอดเวลาเนี่ยนะ กรูไม่ดูหรอก!
ปั๊ก!โดนสันดีวีดีเคาะหัว แล้วบังคับให้ดู ฮือ... สิ่งที่เก็บเกี่ยวจากภาคแรกได้คือ เพลง Clair de lune ของ Debuusy เพราะดี...

ตอนนั้นเลยสาบานกับตัวเองว่าจะหาหนังแวมไพร์ที่มีเนื้อมีหนังมังสามาดูล้างตาเรื่องนี้ให้ได้



Let the right one in เป็นช้อยส์ที่เข้าตาเลยทีเดียว

ความเหงาจากเมืองที่ขาวโพลน ความอึดอัดจากห้องสี่เหลี่ยมไร้ชีวิตชีวา มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่หย่ากัน(โถ...ไอ้หนูเอ๊ย....) และมีแม่ที่ดูเหมือนไม่ค่อยแคร์ เพียงดูแลลูกไปตามหน้าที่เท่านั้น ผลักดันให้ออสการ์ กลายเป็นเด็กเงียบเชียบเศร้าซึมไร้เพื่อน โดนรังแกประจำ และกลายเป็นคนที่อ่อนแอไม่กล้าสู้และเก็บกดอยู่ลึกๆ วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไปช่างเศร้าซึมเหมือนเมืองนี้นัก จนกระทั่งเด็กสาวนามเอลี่ผู้ลึกลับปรากฎขึ้นมาในชีวิตออสการ์เนี่ยแหละ ชีวิตเขาถึงพอมีสีสันขึ้นมาบ้าง

สีโชกเลือด...


SPOIL... แล้วนะจ๊ะ เยอะ+สำคัญด้วยเหอะ...


Let the right one in หนังสวีเดนที่ดำเนินเรื่องเนิบนาบตามสไตล์หนังยุโรป ถ้าใครชอบดูแบบซีจีอลังการเรื่องกระชับตัดต่อรวดเร็ว ดูเรื่องอาจจะพังพาบคาโซฟาได้ หนังค่อยๆเล่าทีละเล็กละน้อย หยอดความสยองนิดหน่อยพอแหวะ เสียงเลือดไหลโกร๊ก เสียงหนึบหนับของเลือดที่ติดมือ พอเป็นพรีวิวเล็กว่าเอ็ง(ผู้ชม)จงเตรียมตัวรับมือ แวมไพร์เรื่องนี้ไม่ใช่แวมไพร์โรแมนติก แล้วก็ไม่ใช่แวมไพร์วิ่งโอลิมปิกด้วย<---แซวทไวไลท์

ถ้าออสการ์เป็นเป๊บซี่ที่ถูกเขย่าจนใกล้ระเบิด ที่เปิดฝาขวดเรื่องนี้ก็ชื่อเอลี่ พออสการ์ได้อยู่ใกล้เอลี่มากเข้าสัญชาตญาณดิบก็ถูกถ่ายทอดโดยไม่ต้องพึ่งพาการกัดคอเลย เอ่่อ...บอกไปยังว่าเอลี่น่ะคือผีดูดเลือด  เอลี่ที่ติดค้างอยู่ในร่างเด็กอายุ 12 ตลอดกาลไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไปแค่ไหน เธอก็ยังอยู่ อยู่เพื่อออกล่าเลือดมาเติมเต็มชีวิต ไปอีกชั่วกาลนาน(แต่ไม่แน่นะ อีก 2 ปี 2012 โลกใกล้แตกแล้วล่ะ)โดยออกล่าเอง และมีชายแก่ที่จงรักภักดีต่อเธอคอยฆ่าคนเพื่อนำเลือดมาสังเวยเธอด้วย

แวมไพร์ผู้มีประสบการณ์ผ่านไม่รู้กี่ร้อนกี่หนาว สอนสั่งเด็กชายหน้าสวยเหมือนผู้หญิงให้เอาคืน "หนักๆ"  กับพวกเด็กเกเร ไม่เคยมีใครให้คำปรึกษาแบบเจนจัดเช่นนี้มาก่อน และออสการ์เลือกที่จะไว้วางใจและเชื่อเอลี่ เด็กชายรวบรวมความกล้าได้เป็นครั้งแรกของชีวิต ความกล้าที่ก้าวกระโดดจาก 0 เป็น 10 จากความมีเหตุผลเป็นดิบกร้าว จากที่ยืนรอคำพิพากษาของกลุ่มเด็กเกเรโดยไม่ขัดขืนอะไรเลย กลายเป็นไม่ร้องห้ามปรามหรือทักท้วงซักคำแต่ฟาดป้าบจั๋งหนับเลย เสียงกรีดร้องของเด็กเกเรยิ่งทำให้ออสการ์สาสมใจ สีหน้าเปล่งประกายความเชื่อมั่นเหมือนบรรลุสิ่งสุดยอดที่เขาหวังมานาน เขาไม่ใช่เด็กอ่อนแอที่จะมาดูถูกกันอีกแล้ว เขาเก่งขึ้นแล้ว เก่งพอที่เอลี่จะยอมรับ แล้วก็เก่งพอที่จะปกป้องเอลี่ได้ด้วย

เอลี่ที่รัก เพื่อนคนแรกและคนสุดท้ายของเขา เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ... แต่เอลี่ก็เหมือนจะรั้งตัวเองไว้ก้าวหนึ่งเสมอ คอยพร่ำบอกออสการ์ว่าฉันไม่ใช่เด็กผู้หญิงธรรมดา

โอว...ช่างโรแม๊นซ์ ไม่เห็นเป็นไรเลยเอลี่เอาอย่างเอ็ดเวิร์ดกับเบลล่าซี่ สวีทวิ้ดวิ้วกันขนาดนั้นน่ะ ถึงเธอจะไม่เป็นมังสวิรัติก็ช่างเถอะ ถึงเธอจะแค่ 12 ขวบก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวนี้เขานิยม Loli (คุคุคุ...คุก...คุก...คุก อืม...เหมือนอะไรติดคอ)

ต่อมาถึงได้ซาบซึ้งว่า...ที่เอลี่มีปัญหาไม่ใช่แค่เธอเป้นแวมไพร์อย่างเดียว...




เอลี่เคยมีปิกาจู้!!!





โฮ้-หลี่-ชิด !!!.....จขบ.ไถลตกเก้าอี้...
หักมุมรุนแรงแหกโค้งเลย<---- สำหรับเจ้าของบล๊อกน่ะ
เรื่องนี้มัน Y(aoi) ทำไมไม่มีใครบอก เค้าจะได้หามาดูให้เร็วกว่านี้!!! กระดี๊กระด๊า...                                                             

อูย ว่าแล้วว่าทำไมบรรยากาศมันแปลกๆ ว่าแล้วก็ย้อนไปดูตอนที่ออสการ์ไปอยู่กับพ่อแล้วเพื่อนพ่อก็โผล่มา รึว่าฉากนั้นก็!!! กึ๋ยส์ๆๆๆๆ(คิดมากไปเองค่ะ) วิ่งไปหาพัดลมมาเป่าไล่ปราณเมฆม่วงจากบล็อกก่อน เดี่ยวผู้ที่หลงเข้ามาจะสำลักตาย...

ถึงจขบ.จะสนใจเรื่องนี้ แต่ออสการ์ก็บ่ยั่น ไม่สนอะไรทั้งนั้น ขอแค่เอลี่อยู่ข้างๆเขาก็พอแล้ว ไม่สนขนาดที่ว่าเขาต้องผู้สมรู้ร่วมคิดในการฆ่าผู้คนเพื่อเธอ(รึเขา) ในทางกลับกันเอลี่ก็พร้อมจะผลาญคร่าชีวิต mortal อื่นๆเหมือนกันหากเพื่อเด็กผู้ชายหน้าหวานใสคนนี้เพียงผู้เดียว

รึเรื่องนี้มันจะ Yuri วะ? เอลี่ยิ่งน่ารักอยู่ด้วยดิ...

แล้วบางทีเรื่องอาจะซ้ำรอยเดิม บางทีออสการ์อาจจะเป็นเหมือนชายแก่ที่เคยร่วมชีวิตอยู่กับเอลี่ เมื่อถึงจุดๆนึงไม่เธอก็เขาก็ต้องพลัดพรากจากกัน คนอยู่ก็เจ็บปวด หากคนตายมิอาจรอคอย...หรือสองคนอาจจะเลือกที่จะอยู่ร่วมกันในฐานะคนที่ไม่ใช่คน ไม่อาจปลดเปลื้องบาปได้เหมือนหญิงสาวที่ยอมตายด้วยแสงแดดแผดเผาดีกว่ามีชิวิตอยู่อย่างไม่อาจออกไปข้างนอกยามกลางวันได้ตลอดกาล...

ปล.ถ้าเอลี่อยู่เมืองไทยจะลำบากน่าดู...แดดแรีงแรง
ปล.2ออสการ์ก็เหมือนกันสวยจนต้องโดนหลอกเอาไปขายชัวร์ๆ
ปล.3 Yaoi คือชายรักชาย ส่วนYuri คือหญิงรักหญิง



Create Date : 07 มีนาคม 2553
Last Update : 7 มีนาคม 2553 16:38:32 น.
Counter : 2387 Pageviews.

6 comment
Wall-E หุ่นน้อยหัวใจกุ๊กกิ๊ก
WALL-E หุ่นน้อยหัวใจกุ๊กกิ๊ก




แอนิเมชั่นของพิกซาร์ที่ไปดูในโรงและยอมซื้อdvd มากกเก็บไว้อีก(หลังจากเรื่องของ Finding Nemo)
ไม่ได้คาดหวังมากกับเรื่องนี้ในตอนแรก กลับผิดคาด
แค่แอนิเมชั่นเบิกโรง กระต่ายน้อยกับนักมายากล Presto ก็ฮาจนคุ้มค่าตั๋วไปแล้วครึ่งนึง
(อยากให้มีภาคต่อมากๆ)

เสียงเพลงร่าเริงลอยมาให้ได้ยินแผ่วๆแล้วค่อยๆดังขึ้น
แล้วเปิดตัวด้วยรูปโลกใบใหญ่ที่ดูเหมือนห่อหุ้มไปด้วยหินก้อนเล็กๆ ที่เมื่อซูมลงไปแล้ว....
ดาวเทียม!! ดาวเทียมเจ้าค่ะที่ห่อหุ้มโลกอยู่ ดาวเทียมมาแทนที่โอโซน หนาแน่นเหมือนรถบนถนนในกรุงเทพ ไม่มีผิด

บนโลกที่แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวานี้ยังเหลือหุ่นกำจัดขยะรุ่นWALL-E โทรมๆทำงานอย่างไม่ย่อท้อ
ที่จะฟื้นฟูโลกให้กลับมาเป็นดังเดิม
ทำยังไงน่ะเหรอ? ก็อัดก๊อปปี้ขยะต่างๆให้เป็นทรงลูกบาศก์แล้วเรียงจนเป็นกองสูงใหญ่หลายสิบหลายร้อยกอง
จนท่วมท้นมหาศาลจนกลายเป็นมหานครขยะ

แล้วมนุษย์ล่ะไปไหน? ทำไมไม่ยอมแก้ไขปัญหาที่ตัวเองก่อขึ้น
โน่น...อยู่โพ้นกาแล็กซีไหนก็ไม่รู้ บนยานท่องอวกาศ AXIOM รื่นเริงสำราญในอวกาศเป็นเวลาตั้ง 700 ปี
ภาระทั้งหมดก็ตกแอ้กบนบ่าเล็กๆของ “วอลลี่”

IPB Image

วอลลี่อยู่อย่างเดียวดายมาตั้ง 700 ปีกับสิ่งมีชีวิตที่อึดที่สุดในโลก “น้องแมงสาบ”ตัวกระจิ๋วที่ฆ่ายังไงๆก็ไม่ตาย
ขนาดถูกวอลลี่ทับแปร๊ดซะแบบบี้ติดพื้นก็ยังยังไม่ตาย ด้วยพลังแฝง กาจั๊วะ เพาเวอร์!!

วันดีคืนดีก็มียานอวกาศร่อนจนลงที่บ้านหลบภัยของวอลลี่
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงเข้าไปซุ่มแอบดูยานลำนั้น แล้วเขาได้พบกับ “อีฟ”
(หรือ อีฟา ตามสำเนียงแมชชีนของเจ้าวอลลี่)
อ้า...นี่หรือคนที่เจ้าหุ่นน้อยรอมานานแสนนาน...

IPB Image

นี่คือหนังรัก ย้ำหนังรัก ไม่ใช่หนังไซไฟบวกสิ่งแวดล้อมเต็มสูบที่แทรกเรื่องราวน่ารักโรแมนติกของหุ่นยนต์ 2 ตัวไว้แต่อย่างใด
หนัง รักกุ๊กกิ๊กเรื่องนี้เพียงแต่ใช้เรื่องราวแนวดิสโทเปียหน่อยๆ(มนุษยชาติต้อง หนีจากโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะไปเพียงหยิบมือนึงเท่านั้น)
มาเป็นแบ็คกราวด์ เป็นการเพาะปูมหลังของวอลลี่ที่เป็นหุ่นยนต์ผู้รู้จักแต่”ภารกิจ” ในการอัดขยะให้รวมกันเป็นก้อน ซ้ำแล้วซ้ำอีก
คิดดูว่าถ้าเราต้องทำสิ่งเดิมๆซ้ำเป็นร้อยๆปี จะเบื่อหน่ายแค่ไหน(เอาแค่ไม่ถึงสิบปีดีก็จะชักกระแด่วแล้ว อิอิ)
ตัวก็มอมแมมเปื้อนฝุ่นดินอยู่ตลอด และมีสายตาที่เหงาหงอย ได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยการเปิดวิทยุประจำกายลั่นๆไป
แรงผลักดันวอลลี่ให้ทำภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ”ความหวัง”ก็เป็นได้ เขาได้แต่หวัง
รอและคอยเพื่อนที่จะมาจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น เพื่อนที่จะมาช่วยไล่ความเหงาไปจากชีวิตเขา


...เพื่อน...

...เพื่อน....























...เพื่อนที่ไหนฟะ!


IPB Image


แม่นางอีฟตัวขาวนุ่มละมุนละไม ดูหรูดีมีคลาส แต่เวลาโมโหนี่อย่าอยู่ใกล้ ถ้าไม่อยากถูกระเบิดกระจุย

IPB Image

ฟี้ดดดดด...แช้ดดดดดดดดดด ตู้ม!(อ้าก! กระโดดหลบแทบไม่ทัน)
แต่เธอเป็นหุ่นยนต์ที่อ่อนโยนค่ะ น่ารัก โอบอ้อมอารี
สวยด้วย...

IPB Image

แฉ่ง พอชมแล้วดีด๊านะยะหล่อน
เฮ่อ...เกือบไป


วอลลี่เมื่อแรกได้พบหน้า(แต่ไม่ได้สบตา เพราะยังกลัวตัวสั่นงันงก)ก็เหมือนโดนเด็มซี่ย์ โรลของอิปโป
แล้วน็อกด้วยเคาเตอร์ขวาของมิยาตะ นับสิบก็ไม่ฟื้น
ไม่เอาแล้วเพื่อน... เพิ่น อยากได้แฟนแทน

แต่ก็นะ หนูอีฟนั้นยากแท้หยั่งถึง เธอก็เหมือนมหาสมุทรที่ดูสงบเงียบ ลึกลับน่าค้นหา แต่ก็ปั่นป่วนด้วยพายุตลอดเวลา
อีฟให้ความรู้สึกนุ่มนวลและรูปลักษณ์เป็นหญิงที่แฝงความแข็งแกร่งเหมือนผู้ชายไว้ในตัวด้วย
แถมยังรักภารกิจ จนไม่มีเวลาไปเสวนากับหุ่นรุ่นปู่เก่าๆอย่างวอลลี่ ปล่อยให้วอลลี่ของเราต้องแอบรักเธออย่างเงียบๆ
แล้วเรียกร้องความสนใจจากเธอด้วยความซุ่มซ่ามของเขาจนได้

ภารกิจของอีฟเกือบทำให้วอลลี่ต้องพรากจากเธอไป เมื่อระบบภารกิจในร่างกายเธอตอบรับต่อสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์แสงได้
หรือ “พืช”ที่วอลลี่นำมาอวดเธอ อีฟจำต้องนำ “ความหวัง”ของมนุษยชาติกลับไปที่ ยานอวกาศ “แอกเซี่ยม”
ซึ่งวอลลี่ก็ไม่ยอมให้รักแรกและรักสุดท้ายของเขาต้องหายลับไปในอวกาศเหมือนกับที่มนุษย์ทุกคนทิ้งเขา
ให้อยู่อย่างเดียวดายบนโลกที่ไร้ชีวิตใบนี้อีกครั้งแน่นอน เขาจึงตามอีฟไปและเข้าไปสู่โลกแห่งใหม่

ยาน Axiom...

วอลลี่ได้พบเพื่อนใหม่ๆ อย่างหุ่นยนต์ที่ต้องรอคิวซ่อมอย่างหุ่นร่ม หุ่นช่างแต่งหน้า
กับน้องโม่หุ่นยนต์ทำความสะอาดที่เกลียดความสกปรกจับใจ และยังไปสร้างความลำบากให้น้องหุ่นซ่อมยานเบิร์นนี่
ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกะเค้าด้วยเลย และด้วยความซุ่มซ่าม (อเกน)
เขาก็ก่อเรื่องอลหม่านบ้านทรายทองบนยานอวกาศขนาดมหึมาลำนี้และด้วยเรื่องวุ่นๆนี้เอง
ที่สร้างอนาคตใหม่ให้กับมนุษย์ที่วันๆเอาแต่ใช้โฮโลแกรมแช็ท
กินฟาสต์ฟูดแบบเหลวและเล่นกอล์ฟด้วยโปรแกรม 3มิติ(เอ๊ะ คุ้นๆกันมั้ยแบบเนี้ย)
จนตัวอ้วนตัวเหมือนลูกปลาวาฬยืนด้วยตัวเองยังไม่ค่อยจะได้เล้ย! วอลลี่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง...

IPB Image


สำหรับกัปตันยานแอกเซี่ยมมนุษย์คนแรกสุดที่”อยาก”จะกลับ “บ้าน”อย่างจริงจังเพราะไปเห็นวิดิโอเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของโลก
และ ดันเชื่อว่ามีต้นพิซซ่าอยู่จริงกัปตันคนนี้เหมือนเป็นตัวแทนของคนเจเนอเร ชั่นอย่างเราๆ ที่รักสบาย ขี้เกียจ เอาเรื่องเฮฮาไว้ก่อน หยั่งเงี้ย

IPB Image

กับน้องโม่ที่รักกฎระเบียบหน้าที่ตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ยังต้องแหกกฎมาจัดการกับวอลลี่ที่สุดท้าย
ก็ละทิ้งกฏเกณฑ์ทั้งหลายมาเพื่อช่วยวอลลี่แทน


กระทั่งวอลลี่และอีฟนำพืชที่เป็นตัวแทนแห่งความหวังมามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน ยังไม่วายโดนขวางโดยออโต้
หุ่นบังคับยานอัตโนมัติที่ไม่ยอมให้ทุกคนกลับโลก
พืชที่อีฟนำมานั้นเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้โปรแกรมที่จะส่งยานแอกเซี่ยมกลับโลก
หากมีตัวอย่างพืชไปแสกนในเครื่องซึ่งเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และความหวัง
(คล้ายกับเรื่อง Final Fantasy: the spirit within)


IPB Image

แม้ว่าเราจะเห็นได้ว่าออโต้ยึดคำสั่งสุดท้ายของประธานบริษัท By en Large
ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดให้มนุษย์ไปท่องเที่ยวหลั่นล้าในอวกาศและจนหาทางกลับโลกไม่ได้อีก
เพราะมีมลภาวะอันตรายร้ายแรงที่เกิดจากการที่โลกโดนสูบทรัพยากรจนเกลี้ยงหมดหยดสุดท้าย
จนโลกกลายเป็นถังขยะมหึมาที่เกิดพายุทรายยักษ์ทุกวี่วัน
แต่เหตุผลที่แท้จริงแล้วคือออโต้นั้นพอใจที่ได้เป็นกัปตันเงาที่มีอำนาจอย่างสูงในยานแอกเซี่ยม
อะไรๆก็เป็นสิ่งอัตโนมัติหมดแล้ว มนุษย์ก็เป็นง่อยหมด ถ้าต้องกลับโลกมนุษย์แล้วเขาจะเหลือค่าอะไร
เมื่อไม่ต้องมีหน้าที่ต้องบังคับยานอวกาศอีกต่อไป
แต่ออโต้ประมาทความสามารถในการเอาตัวรอดและการต่อสู้ของมนุษย์มากเกินไป
ไอ้อะไรอัตโนมัติมันก็เดินเครื่องมาด้วย manual มาก่อนไม่ใช่หรือ?
เขาเลยต้องแพ้แก่มนุษย์ที่เขาคิดว่าเคยปกครองไปอย่างง่ายดาย

ยานแอกเซี่ยมก็ลงจอดบนโลกมนุษย์อย่างมีสวัสดิภาพ เอวัง


IPB Image


วอลลี่กับอีฟในตอนแรกเหมือนเรื่องในการ์ตูนญี่ปุ่นที่แอบรักเขาข้างเดียว
ก่อนที่เธอหรือเขาจะเห็นความดีในตัวอีกผ่ายหนึ่งและหันมารักตอบ เรื่องนี้ตามรอยเป๊ะๆ
เราจะได้เห็นความรักที่ส่งผ่านแววตาของวอลลี่ปิ๊งๆ แต่เหมือนมันไม่ได้ซึมซาบเข้าผิวโลหะของอีฟซักกระผีก
หรือตอนที่วอลลี่พยายามจะจับมืออีฟ เลียนแบบหนังมิวสิคอลที่เขาดูในจอทีวี แต่อีฟก็ไม่ได้สนองตอบเขาเลยซักนิด
ด้วยใจห่วงแต่ภารกิจ แต่เมื่อเห็นวอลลี่ทำดีกับตัวเองมากๆเลยอ่อนไหวแล้วเริ่มห่วงหาเขาบ้าง
จนตอนที่วอลลี่ลืมดับหมดทุกสิ่ง คราวนี้เองที่อีฟต้องรักเขาตอบบ้าง
(ง้าก ตอนนี้น้ำตาเกือบเล็ดแล้ว ถ้าหนังยืดช่วงเวลาเศร้าซึ้งออกไปอีกนิดล่ะก็ไหลพรากแน่ๆ)
โชคดีที่ตายก่อน เอ้ย นังบ้า... โชคดีที่เรื่องนี้แฮปปี้ต่างหากล่ะ

Wall-E แม้จะแฝงปรัชญาที่ต้องแหวกว่ายคว้านหากว่าจะเจอ เพราะช่วงแรกๆนี่หนังใบ้กันจริงๆ
แถมตามมาด้วยความฮาและเรื่องสวีวี่วีเป็นระยะๆแถมมัวแต่มองหาน้องโม่ จนบางทีก็เกือบลืมธีมเรื่องจริงๆไปซะแล้ว...

ช่วยลดโลกร้อนด้วยการลดใช้พลาสติกและกระดาษด้วยนะคะ
แสรดดด...ไหนว่าเป็นหนังรักไม่ใช่หนังสิ่งแวดล้อมงัย! พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมกับสัญลักษณ์อยู่ได้
อ่อ... นั่นสิเนอะงั้นเปลี่ยนเป็น ความรักย่อมชนะทุกสิ่งค่ะ!



Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2552 20:45:31 น.
Counter : 301 Pageviews.

4 comment
Stormy Night แพะน้อยตี้ซี้หมาป่า
ปก DVD พิมพ์ผิดไปหน่อยเป็น"Stromy night"แทน



Stormy Night
คู่ซี้ต่างพันธุ์

อนิเมชั่นจากญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทั่วเอเชีย(น่าจะทั่วโลกด้วย)
เรื่องราวเกี่ยวกับแพะน้อยนาม “เมย์”ที่ต้องวิ่งหลบฝนฟ้าที่คะนองมาก ฟ้าผ่าซะเมย์ขนแทบไหม้ เมย์วิ่งเข้าไปในบ้านร้างแห่งหนึ่งแล้วรอให้พายุสงบลง ขณะที่เขาอยู่คนเดียวในความมืดอย่างเงียบๆ ก็มีผู้มาเยือนคนใหม่หลบฝนเข้ามาในบ้านร้างเช่นเดียวกัน เมย์มองไม่เห็นหน้าของเขาและดมกลิ่นก็ไม่ได้เพราะเป็นหวัดคัดจมูกเพราะตากฝนมา เลยอาศัยเพียงการได้ยินเท่านั้น เมย์ที่ได้ยินเสียงกีบเท้าเลยคิดว่าผู้มาใหม่คือแพะเหมือนกับตัวเอง ทั้งสองพุดคุยกันท่ามกลางความมืดและพายุฝนกระหน่ำ และต่างรู้สึกถูกคอกันมาก
เลยนัดกันมากินข้าวเที่ยงที่หน้ากระท่อมร้างนี้ในวันรุ่งขึ้น โดยตกลงกันว่าใช้รหัส “ในคืนที่พายุกระหน่ำ”เพื่อยืนยันตัว หลังจากที่พายุสงบแล้วทั้งสองจึงแยกย้ายกันไป

วันรุ่งขึ้น เมย์จะเซอร์ไพร์ซพื่อนใหม่ของตัว เลยเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ เพื่อนใหม่ของเขาที่เพิ่งมาถึงพอดีก็รู้ตัวจึงร้องออกไปว่า“ในคืนที่พายุกระหน่ำ” เมย์ก็ตอบรับว่า“ในคืนที่พายุกระหน่ำ”แล้วโผล่หน้าออกจากพุ่มไม้
แล้วเมย์ก็ต้องตะลึง เมื่อเพื่อนใหม่ของเขาเป็น”หมาป่า”

เอาล่ะ นับแต่บรรทัดนี้สปอยล์ ข้างบนน่ะเกริ่นๆพิมพ์อยู่ที่หลังกล่องDVD


ผู้ล่ากับผู้ถูกล่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ ถึงอยู่ร่วมกันได้คงเป็นตอนที่ผู้ถูกล่านอนสงบนิ่งแล้วถูกกินเอาๆมากกว่า กาบุ (หนังแปลว่าก๊าบ แต่ชอบคำว่ากาบุมากกว่า) หมาป่าหนุ่มมีความรู้สึกไม่ผิดไปจากเมย์
แต่ว่ามาถึงขั้นนี้เขากินเมย์ไม่ลง และเขารู้สึกดีที่ได้อยู่และพูดคุยกับเมย์
ทั้งสองมีอะไรๆที่เหมือนกันหลายอย่าง เช่น กำพร้าแม่เหมือนกัน กลัวเสียงฟ้าผ่าเหมือนกัน

แต่เมื่อกาบุทำข้าวกล่องหายแล้วเมย์ดันมาเดินนำหน้าแล้วส่ายก้นอวบๆหางนิดๆต่อหน้ากาบุแล้ว กาบุที่หิวข้าว(หิวเนื้อ)ก็น้ำลายหกทันที เขาเตรียมจะขย้ำเมย์อยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นดวงตาใสแจ๋วสีม่วงอ่อนของแพะน้อยแล้ว ก็ชะงักทันที เมย์เสนอที่จะแบ่งข้าวกลางวันให้กาบุแล้ว แต่ด้วยความต่างของสายพันธุ์ที่กินพืชกับกินเนื้อ เหมือนที่กาบุจะไปกินใบคลอเวอร์ได้เช่นไร ก็เป็นโชคดีของเมย์แล้วที่กาบุทำข้าวกล่องหาย ไม่งั้นเมย์คงได้เห็น กาบุนั่งกินเนื้อเพื่อนสายพันธุ์เดียวกันกับตัวเองแน่ๆ หยึ๋ย !

กาบุทำใจแข็งไม่ชำเลืองมองข้าวกลางวันที่เคี้ยวใบคลอเวอร์ตุ้ยๆ ขนนิ่มๆ เนื้อนุ่มๆ (โอย น้ำลายไหล เหมือนกาบุแล้วนะเนี่ย) และแทบไม่น่าเชื่อว่าเมย์นั้นไว้เนื้อเชื่อใจกาบุเป็นอย่างมาก จึงล้มตัวลงนอนข้างๆกาบุนั่นเอง
กาบุก็รู้สึกดีใจและรู้สึกหิวไปพร้อมๆกันเมื่อเมย์นอนอย่างน่ารักน่าชังอยู่ข้างๆเขา “น่านิดเดียว แค่หูข้างเดียวเมย์ให้ได้อยู่แล้ว ก้เราเป็นเพื่อนกันนิ” “ไม่ได้ๆๆๆๆ” กาบุหักห้ามใจจนถึงที่สุดจนเมย์ตื่นขึ้น และเตรียมตัวจะกลับ กาบุต่อสู้กับความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่กระโจนไปกินเมย์เสียเดี๋ยวนั้น แล้วถามว่าครั้งหน้าเจอกันที่ไหนดี”

มิตรภาพของสองเผ่าพันธุ์ก็ผลิบาน
เอาไปเลย 9/10

ไม่รู้นักวิจารณ์คนไหนดันบอกว่าเรื่องนี้มีพลังเมฆ "ม่วง" แผ่กระจาย
ทั้งที่เรื่องเป็นที่จริงใจและบริสุทธิ์น่ารักใสซื่อแท้ๆ
ทำจินตนาการเด็กเตลิดไปไกลหมด ฮึ!

น่ารักเกินห้ามใจกับความน่ารักและใสซื่อของเมย์ แพะตัวผู้อาร๊ายยน่ารักน่ากอดซะมิมี กาบุถึงหน้าดุเหมือนหมาป่าทั่วไปแต่เขาก็เป็นหมาป่าที่จิตใจดีงาม และรักเพื่อนมากๆ ทั้งสองต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

แต่เรื่องผิดธรรมชาติอย่างนี้จะเก็บเป็นความลับได้ยังไง?

เมื่อวันหนึ่งฝูงของกาบุจะออกล่าแพะเพื่อตุนไว้ในฤดูหนาว กาบุแทบจะคลั่งตายเพราะเขาเพิ่งนัดเมย์ให้ไปที่ที่ฝูงของเขาจะไปล่าแพะพอดี

แพะหลายตัวที่ไปกินหญ้าที่ผาหินหล่นเพราะหญ้าอร่อยๆ โฮะๆ หัวหน้าฝูงหมาป่านี่ฉลาดใช้ได้ รู้ทางดีว่าแพะชอบอะไร ดีว่าหมอกลงจัด และผาหินหล่นหินมันหล่นจริงๆ แทบทับเมย์ไส้แตก กาบุเลยคว้ากีบเท้าเมย์แล้ววิ่งหน้าตั้งพาเมย์ไปซ่อน แพะแก่ๆตัวนึงเห็นเข้าว่าหมาป่าช่วยเมย์ ส่วนฝูงของกาบุก็ลงโทษกาบุที่ทำผิดกฎฝูง

ทั้งฝูงของเมย์และกาบุเลยตัดสินให้ทั้งคู่เป็นสปายหลอกให้อีกฝ่ายพูดข้อมูลความลับของพวกตัวเองออกมา

กาบุที่เป็นหมาป่าที่มีจิตใจซื่อสัตย์และรักเพื่อน ถึงกับสารภาพกับเมย์ก่อนว่าเขากำลังจะหลอกใช้เมย์ เมย์ซาบซึ้งใจมาก และบอกกับกาบุว่าเขาก็ต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่พอเห็นหน้ากาบุแล้วก็ทำไม่ได้ พวกเขาเลยตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ และเดินทางไปหาทุ่งกว้างสีเขียวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของภูเขาหิมะกว้างใหญ่ไพศาล ที่ๆเพื่อนซี้ต่างพันธุ์สามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาของฝูงอีกต่อไป

แต่ระหว่างที่พวกเขาเดินทางไปนั้น เมย์ก็มีเรื่องผิดใจกับกาบุที่เขาออกไปหากินหลังจากที่เมย์หลับไป จนกระแนะกระแหนกาบุไปหลายคำ

บนภูเขาหิมะที่พายุหิมะพัดอย่างรุนแรง เมย์หมดแรงจะเดินทางต่อไปเพราะสู้กับอากาศหนาวและท้องที่หิวไม่ได้ จนหมดสติไป กาบุเลยขุดถ้ำหิมะ(ข้างในจะอุ่นกว่าข้างนอก)แล้วลากเมย์เข้าในพักและพร่ำบอกเมย์ว่า

“อย่าตายนะ เมย์”

พายุหิมะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนเมย์และกาบุหิวโหย กาบุน้ำลายไหลย้อยเหมือนครั้งแรกที่เขาไปปิกนิกกับเมย์
เมย์รู้ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ทั้งเขาทั้งกาบุคงไม่รอด เมย์เลยเสนอให้กาบุกินเขา กินเพื่อให้อยู่รอด

ให้ทำเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาเจอกัน ทำตามกฎของธรรมชาติที่พวกเขาบิดเบือนมานานแล้ว...ผู้ล่า “กิน” เหยื่อ

เมย์และกาบุจึงต้องแกล้งสมมติจำลองเหตุการณ์ในบ้านร้างที่เมย์ซ่อนอยู่แล้วกาบุ หมาป่าที่หิวโหยเดินเข้ามาเห็นแพะที่น่าเจี๊ยะ ก็พุ่งขม้ำทันที

ลาก่อน...กาบุ

ลาก่อน...เมย์
เดี๋ยวก่อน!

นี่เป็นแค่เหตุการณ์จำลองที่เมย์และกาบุคิดเท่านั้น
กาบุจะกินเพื่อนหรือไม่ เมย์จะนอนนิ่งๆให้กินหรือจะสู้สุดใจขาดดิ้นเหมือนที่แม่ของเขาเคยทำ

ติดตามต่อได้ใน DVD

เรื่องนี้ดราม่าจิ๊ดๆหน่อยนะ





Create Date : 03 กันยายน 2551
Last Update : 3 กันยายน 2551 23:12:29 น.
Counter : 1575 Pageviews.

1 comment
The Devil's reject
The Devil's reject




สาเหตุที่ซื้อเรื่องนี้มาดูน่ะเหรอ
เพราะมันถูกอ่ะดิ
89 บาทเอง

เพียงแต่ดูแล้วต้องเสียเงินอีกหลายหมื่น
ไปบำบัดจิต...

เรื่องที่ดุแล้วชวนแหวะบวกหดหู่เรื่องสุดท้ายที่ดู คือ Texas chainsaw massacre ภาคแรกนะ Saw1-4นะเหรอ จิ๊บๆ ชิวๆ
ไอ้เลตเทอร์เฟซที่ถลกหนังชาวบ้านมาใส่เป็นหน้ากากพร้อมเลื่อยไฟฟ้าเสียงกระหึ่มเสียดแก้วหู ดูทีไรก็ขนลุก
เพราะที่มันฆ่าคนเป็นหมูหมา ผักสด เหมือนพูดกันไม่รู้เรื่อง ยังพ่วงมากับครอบครัวจิตผิดปกติขั้นเยียวยาไม่ได้มาด้วย ซาหยองงงง หนีฆาตกรมาเจอครอบครัวฆาตกร และหนังตบท้ายไว้ว่า สร้างจากเรื่องจริง ใน รัฐเทกซัส
อย่าทำให้กลัวได้ม้ายยย

มาถึงใน ครอบครัวไฟร์ฟลาย ใน The devil’s reject ก็ยังเกิดในเทกซัสอีกแน่ะ นี่พวกตระกูลโรคจิตนี่มาจากสาแหรกเดียวกันรึเปล่าเนี่ย เวียนวนอยู่ในเทกซัสอยู่นั่นแหละ

จากนี้ไปบอกเล่าเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เต็มสตีม
หากอยากนำมาดูอ่านช่วงต้นๆเป็น preview แต่หากคิดว่าคงไม่อยากดู
อ่านเป็นเป็นนิทานก่อนนอนสยองขวัญได้ อ่านย่อหน้าต่อไปได้เลย
เรียงตามลำดับเวลา

เปิดตำนานโหดต่อจาก Texasฯ






ในยุค ‘60
ศพหญิงสาวร่างเปลือยถูกลากไปในป่าอย่างเป็นจังหวะลากขาของชายร่างยักษ์ ก่อนที่จะหยุดลงเมื่อเขาหลบให้พ้นจากสายตารถเจ้าหน้าที่นำทีมโดยนายอำเภอ จอห์น วายเดล เพื่อไปจับกุม แต่ วายเดลอยากจับตายล้างตระกูลไฟร์ฟลายบ้านี่มากกว่า เพราะครอบครัวโรคจิตนี่ฆ่าและเก็บศพเน่าเปื่อยของเหยื่อไว้กองเต็มบ้านไฟร์ฟลายที่พวกเขาบุกทลายเข้าไป และหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้นมีพี่ชายของวายเดลอยู่ด้วย หลังจากม่านหมอกแก๊ซน้ำตาจางลงเ จ้าหน้าที่หลายนายสังเวยชีพในการดวลปืนกับเจ้าของบ้านที่เตรียมพร้อมประทะอย่างเต็มที่ ทางไฟร์ฟลายก็สูญเสียลูกชายไปหนึ่งคนและคุณแม่ไฟร์ฟลายก็โดนจับไปสอบสวน แต่ลูกชายและลูกสาวจอมโหด โอทิสและเบบี้ ไฟร์ฟลาย หนีรอดไปเตือนกัปตันสปอลดิ้ง ตัวตลกที่อุบาทว์ที่สุดในโลก และเป็นหัวหน้าครอบครัวไฟร์ฟลายให้ไปหลบซ่อนตัว

กัปตันสปอลดิ้งนึกถึงเพื่อนร่วมสาบานก่อนใครเพื่อน เขาบอกให้โอทิส และเบบี้ไปเจอกันที่โมเท็ล(ที่แบบร้างๆ ไม่เค้ยไม่เคยมีคนมาพักเลยจนกระทั่งครอบครัวโรคจิตอยากจะมานัดเจอกันนี่แหละ) เพื่อที่จะหนีไปกบดานกับชาร์ลี นักค้ากามและค้ายาเพื่อนของกัปตันสปอลดิ้ง หาวิธีไปเจอกันให้ได้...โดยไม่เลือกวิธีการ

ผลที่ไม่ต้องเลือกวิธี เลยมีหญิงแก่มาสังเวยชีวิตและรถแก่โอทิสและเบบี้และสองแม่ลูกที่เจอกับกัปตันสปอลดิ้งพอดี คนทั่เป็นแม่โดนต่อยหน้าจนสลบและลูกที่ต้องมีปัญหาทางจิตกับตัวตลกตอนโตอย่างไม่มีข้อสงสัยเป็นเหยื่อ

และเหยื่อรายต่อมาคือกลุ่มคนที่อุตส่าห์ขับรถมาโคตะระไกลเพื่อมาพักผ่อนที่โมเต็ลนรกแตกนั่นพอดีกับที่โอทิสและเบบี้ มาถึงพอดี แหมไม่รู้เห็นหน้าคนพวกนี้แล้วเป็นไง อยากฆ่าขึ้นมาจริงๆ สองศรีพี่น้องก็ฆ่าซะตายเกลื่อนกลาด ตอนนึงโอทิสพูดกับเหยื่อหลังจากที่เขาเว้าวอนขอชีวิต โอทิสกลับพูดว่า"ข้าเป็นปีศาจ และข้ากระทำอย่างปีศาจ" เป้นการปฏิเสธที่เลือดเย็นที่สุด รองจาก game over ของ Jigsawเลยทีเดียว (ต้องเข้าใจว่าเกลื่อนกลาด จะหาซีนแบบหนีรอดด้วยโชคหรือร่วมมือกันอัดมันแล้ววิ่งหนีหนังเรื่องนี้ไม่ปรากฎ ผลคือสมองกระจาย หน้าเหวอะแหวะ รถทับซะเป็นน้ำเฮลล์บลูบอยกับขนมปัง


เหยื่อคนสุดท้ายหยุดหายใจตอนที่กัปตันสปอลดิ้งมาถึงไม่กี่วินาที

ยัง...ยังไม่หมดเรื่องนี้ยังโหดต่อ


นายอำเภอ จอห์น วายเดล ทำตามกฎหมายยังไงก็จับครอบครัวนี้ไม่ได้ซะที สติเลยขาด พร้อมยินยอมที่จะทำทุกอย่าง สาบานกับภาพลวงตาของพี่ชายว่า จะฆ่าล้างโคตรไฟร์ฟลายให้หมดเลย ประเดิมด้วยการกระซวกคุณแม่ไฟร์ฟลายซะมีดมิดด้าม แล้วว่าจ้างนักกวาดล้างไปถล่มบาร์ที่ซ่อนของชาร์ลีจนจับไฟร์ฟลายได้หมดทุกคน

คราวนี้ไฟร์ฟลายไม่ได้สวมบทเป็นปีศาจและทำตามวิถีของปีศาจเพียงอย่างเดียว พวกเขาตกเป็นเหยื่อของปีศาจแทน ปีศาจที่แปลงกายมาจากผู้ที่ต่อสู้กับปีศาจตลอดมาอย่างนายอำเภอ วายเดล เขายิงลูกแม้กใส่บริเวณหน้าอกของกัปตันสปอลดิ้ง โอทิส และเบบี้ ไม่เว้นแม้ซักคน พร้อมตอกตะปุใส่มือของโอทิสและทำการทารุณกรรมต่างๆนานา และกะจะย่างสดทุกคนด้วย
การกระทำล้างแค้นของวายเดลก็ไม่เห็นต่างจากพฤติกรรมของไฟร์ฟลาย ไ เรื่องนี้ไม่มีขาวโอโม่ ไม่มีดำสนิท มีแต่สีเทาผสมน้ำตาลผสมสีอื่นๆ จนเป็นสีตุ่นๆเละๆ เหมือนใจของตัวละครหลักๆของเรื่องนี้

วายเดลเกือบจะสมหวังแล้วแต่ก็แค่นั้น ไฟร์ฟลายทุกคนรอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือของชายร่างใหญ่ที่เราลืมไปแล้วหลังจากที่เขาปรากฎตัวตอนแรกสุดแล้วไม่โผล่มาอีกเลย และเป็นวายเดลที่ตายแทน

ตอนนี้อยากจะบอกว่าเชียร์พวกไฟร์ฟลายให้รอดง่ะ แอบสงสารเบบี้นิดหน่อยที่ตอนใกล้ตายเธอก็เป็นมนุษย์ที่กลัวตาย ถ้าเป็นพวกยิ้มหึๆ
แล้วบอกว่า”ช่วยฆ่าฉันแบบ ซาดิสต์ๆที”อันนั้นก็สมควรตายๆไปเหอะ

แม้สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ยังจบว่าพวกชั่วๆต้องรับกรรม รถกัปตันสปอลดิ้ง โอทิส และเบบี้ ถุกดักกลางทางและโดนเจ้าหน้าที่ถล่มห่ากระสุนใส่ แต่ขอโทษทีพวกเอ็งตายได้เท่ที่สุดเลยว่ะ รถที่พุ่งไปข้างหน้าพร้อมดนตรีร็อคเร้าใจ และสีหน้าของพวกไฟร์ฟลายที่ยังไม่ยอมแพ้และยังสนุกที่จะได้เดิมพันชีวิต โดนกระสุนเจาะร่างจนพรุน

แม้จะถูกส่งไปนรก นรกยังต้องขอเฉดหัวพวกเอ็งกลับมา
“ตระกูลไฟร์ฟลาย”




Create Date : 19 สิงหาคม 2551
Last Update : 20 สิงหาคม 2551 0:05:24 น.
Counter : 1028 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

กุลสตรีดีแตก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



จขบ.นี้วันๆเอาแต่ดูเมะ especially สาย Y จะยาโอ้ย จะยูริ ก็คัมมอน ตรูเหยียบเรือสองแคม เพราะงั้นบล็อกจะว่างโล่งโจ้งเตียน หลายเพลาจะอัพที

แพลนในอนาคต - อาจจะรีวิวเมะที่เคยดู แต่ต้องแซะตัวให้ละสายตาจากการนั่งดูให้ได้ก่อน ขนาดรีวิวหนังยังเอาตัวไม่รอดเลย

โธ่เอ๋ย...