Group Blog
All Blog
ต่ออีกเรื่อง ความหวานกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว
ให้เข้าใจตรงๆ ก็คือความหวานกดการทำงานของภูมิต้านทาน โดยอ้างอิงจาก หนังสือของนายแพทย์ Jame Braly โดยแปลได้ว่า ในบางคนน้ำตาลกดการทำงานของเม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวหลักของภูมิต้านทาน (เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่ายกายจากสิ่งแปลกปลอม) ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณกินน้ำอัดลม 1 กระป๋อง หรือกาแฟใส่น้ำตาล 1 ถ้วย แล้วตามด้วยขนมหวานอีก 1 ชิ้น เม็ดเลือดขาวของคุณจะทำงานลดลง 75% และจะเป็นอยู่อย่างนี้นาน 6-8 ชั่วโมงกว่าจะกลับมาทำงานตามปกติ และจากหนังสือ Low Carb Energy โดยแพทย์หญิง Christine Horner โดยแปลได้ว่า นักวิจัยพบว่าการกินหวานกดภูมิต้านทานโดยไปกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T Lymphocyte ยกตัวอย่างถ้ากินขนมหวานชิ้นใหญ่ซัก 1 ชิ้น ความหวานจะกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว ประมาณ 50-94% นาน 5 ชั่วโมง ทำให้ได้แนวทางที่จะคิดต่อได้ว่า ทำไมเด็กๆที่กินขนมหวานเป็นประจำถึงได้ป่วยบ่อยๆทั้งๆที่เด็กก็ดูแข็งแรงดี จริงๆแล้วใครก็ตามที่ชอบกินหวานๆ (ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม) ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ป่วยง่ายอยู่แล้ว ถ้ากินหวานลดลงก็ป่วยลดลงเช่นกัน
ต่ออีกหน่อย จากหนังสือ Improving genetic expression in the prevention of the diseases of aging โดย Jeffrey S. Bland. Ph.D. จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นภายในหลอดเลือด และอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะทำลายผนังหลอดเลือดโดยทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและหนาตัวถ้าคิดต่อไปถ้าอนุมูลอิสระไม่ได้ทำลายแค่ผนังหลอดเลือดแต่ทำลายทุกส่วนที่เลือดวิ่งไปถึง แค่นี้ก็ทำให้คิดได้ว่าทำไมถึงได้เกิดโรคอะไรต่างๆนานาสารพัดจากความหวาน
ยังไงเองต้องขอขอบคุณคุณแม่ผมเองที่ท่านได้ซื้อหนังสือของนายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ ชื่อหนังสือ "ทำไมคุณถึงป่วย" ซึ่งผมอยากจะหาซื้อเพื่อเอาไปมอบให้กับคนที่ผมรู้จัก ผมว่าคุณหมอได้ช่วยให้คนอีกหลายคนหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยทรมาน ทำให้ผมนึกไปถึงว่าการแพทย์ปัจจุบันในบางสาขาก็รักษากันไปเหมือนรักษาที่ปลายเหตุ แต่หากมองย้อนกลับมาที่ต้นเหตุได้ก็อาจจะไม่ต้องไปรักษาเลยเพียงแค่หยุดการกินหวาน หยุดกินนมวัว และปรับพฤติกรรมใหม่ เน้นทานอาหารสด ผักสด (งดผลไม้โดยสิ้นเชิง) ผมไม่แน่ใจว่าวันนึงจะโดนเรื่องลิขสิทธิ์รึเปล่า แต่ถ้าเค้าติดต่อมา ผมอาจจะขอซื้อหนังสือเค้าจำนวนเยอะๆ



Create Date : 29 เมษายน 2553
Last Update : 29 เมษายน 2553 12:13:59 น.
Counter : 309 Pageviews.

0 comment
ความหวานเป็นสารเสพติด.... อูยยย... ฟังดูน่ากลัว
"ความหวานเป็นสารเสพติด" อ้างอิงจากหนังสือของนายแพทย์ James Braly เรื่อง Corn syrup ซึ่งน้ำตาลจากข้าวโพดเป็นสารให้ความหวานที่ผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ขนมถุง ลูกอม น้ำอัดลม เป็นสารเสพติดและก่อให้เกิดภูมิแพ้อย่างแรง นอกจากนี้ยังมีของหนังสือ Low carb energy ของแพทย์หญิง Christine Homer โดยอธิบายว่า คนอเมริกันกินน้ำตาลเฉลี่ย 60 kg/คน/ปี ที่น่ากลัวคือเด็กกินเป็นสองเท่าของผู้ใหญ่ น่ากลัวมาก และหนังสือ Lick the sugar habit คือความหวานทำให้เกิดโรคร้ายหลายชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่เป็นแผลเรื้อรังอักเสบ หอบหืด ข้ออักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ไมเกรน ซึมเศร้า โรคเหงือก ฟันผุ เบาหวาน อ้วน กระดูกผุ โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีรายละเอียดลึกลงไปคือ "ความหวานกระตุ้นสมองที่ตำแหน่งเดียวกับ มอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน" และวารสาร Neuro image บอกว่า "เวลาเราอยากกินหวานๆ สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเราอยากเสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน" โดยในนี้จะมีการทดลองในหนูทดลอง โดยให้หนูกินอาหารและน้ำหวาน เมื่อเวลาผ่านไปหนูกินน้ำหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและกินอาหารลดลงและเมื่อหยุดน้ำหวานหนูจะเกิดอาการลงแดงทันทีคือ ปากสั่น ตัวสั่น และเมื่อให้กินน้ำหวานอาการเหล่านี้ก็จะหายไป (ทำให้นึกถึงเวลาคนที่ติดเหล้า ช่วงเวลาบ่ายแก่ๆถ้าไม่ได้กินเหล้ามือไม้จะสั่นพอได้กินเข้าไปซักเป๊ก อาการลงแดงก็จะหายไปทันที ความจริงแอลกอฮอล์ก็เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งเหมือนกันเลย ทำให้เกิดอาการลงแดงได้เหมือนกัน และถ้านึกถึงคำพูด "เวลาได้กินหวานๆแล้วชื่นใจ" หมายความว่า ก็กำลังลงแดงอยู่หน่อยๆ พอได้กินหวานก็หายลงแดงมีเรี่ยวแรงขึ้นมา) ทีนี้มีเรื่องการทำวิจัยในหนูทดลองอีกแบบ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้น้ำหวาน กลุ่มที่สองให้มอร์ฟีน โดยเริ่มจากกลุ่มแรกให้หนูกินน้ำหวาน พอหยุดน้ำหวานหนูจะเกิดอาการลงแดงทันที คือ ปากสั่น ตัวสั่นอีก แต่คราวนี้ให้ยา naloxone พบว่า หนูหายจากอาการปากสั่น ตัวสั่น (naloxone เป็นยาที่ใช้ช่วยในการเลิกยาเสพติดพวกมอร์ฟีนและเฮโรอีน) หลังจากนั้นเริ่มให้มอร์ฟีนหนูอีกกลุ่ม จนหนูติดมอร์ฟีน แล้วหยุดให้มอร์ฟีน หนูเกิดอาการลงแดงทันที ก็ให้ naloxone กับหนูก็หายลงแดงทันที สรุปคือการกินหวานเป็นประจำทำให้เกิดอาการเสพติดได้ เกิดอาการลงแดงได้ และสามารถใช้ยาตัวเดียวกับการเสพติดมอร์ฟีนในการรักษา



Create Date : 29 เมษายน 2553
Last Update : 29 เมษายน 2553 11:43:02 น.
Counter : 595 Pageviews.

1 comment
ผิวพรรณกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าสาวๆหรือหนุ่มๆเคยสงสัยบ้างไหม
เคยสงสัยบ้างมั้ยครับ ว่าเวลาใช้เครื่องสำอางค์หรือโลชั่นหรือครีมต่างๆเพื่อบำรุงผิวพรรณ ใช้ไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยดีขึ้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อก็ไม่ได้ช่วย พอใช้ไปก็ดีมาหน่อยแต่ไม่นานก็เป็นอีก
มีเรื่องของความหวานมาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องนึงแล้วครับ หนึ่งในนั้นคือความหวานทำให้ความยืดหยุ่นและการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆลดลง แพทย์ท่านได้เล่าถึงประสบการณ์จริงโดยมีผู้ป่วยรายนึงอายุ 30 ปี มีอาการผิวหนังแข็งและชั้นใต้ผิวหนังแข็ง (scleroderma) โดยเข้ารับการรักษามาหลายโรงพยาบาลแต่ไม่หายซักทีซ้ำยังได้รับการบอกว่าเป็นโรคที่ไม่หายขาดแต่เมื่อได้รับการรักษากับคุณหมอเปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ก็ได้รับการอธิบายเรื่องความหวานและงดกินหวานเป็นเวลา 1 เดือนอาการผิวหนังแข็งลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ลองอ่านแล้วอย่าพึ่งเชื่อครับ ลองค้นหาข้อมูล แต่ก็อาจจะมีบางท่านที่อยากนำวิธีนี้ไปลองแล้วถ้าหายก็ขอบคุณตัวเองนะครับที่สามารถอดทนงดกินหวานได้



Create Date : 28 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 11:05:19 น.
Counter : 283 Pageviews.

0 comment
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย มีท่าบริหารต่างๆให้ครับ
เมื่อทานอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายรวมทั้งอาหารเสริมต่างๆแล้ว ก็ใช่ว่าจะแข็งแรงเสมอไป การออกกำลังก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่ใช่น้อย เรื่องนี้ผมก็ได้ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองเช่นกัน จะว่าเป็นหนูทดลองก็ใช่จะว่าชอบที่จะพยายามก็ใช่แล้วแต่วิจารณญาณครับ
ใน Guide จะมีการออกกำลังทั้งแอโรบิค (เคลื่อนไหว) และแอนแอโรบิค (แบบที่เคลื่อนไหวน้อย) ในวงเล็บจะดูงงๆมั้ยนะ เอาเป็นว่าแบบแอโรบิคก็เน้นการออกกำลังกายให้หัวใจแข็งแรง ทีนี้มาดูตาม link นี้เลยครับ
http://www.exrx.net/Lists/Directory.html
สำหรับคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบเล่นเวทและเล่นกีฬาชนิดอื่นไปด้วย ผมขอแนะนำอย่างนึงว่าการเล่นเวทนั้นตามหลักเมื่อออกกำลังแล้วอีกวันนึงต้องพักกล้ามเนื้อนั้นๆเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ซ่อมแซมตัวเอง แต่ผมเองเคยยกเวท แล้วก็อีกวันไปเล่นแบดครับ ผลคือเอ็นฉีกแต่ก็คิดว่าไม่ได้รุนแรงมากนัก ตอนนี้ก็พยายามรักษาตัวเองด้วยการไปทำกายภาพบำบัดและบริหารช่วย
ขอให้ทุกท่านออกกำลังอย่างสนุกนะครับ และขอให้สุขภาพดีกันถ้วนหน้า



Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 17:11:54 น.
Counter : 200 Pageviews.

0 comment
หมอสิวจะโกรธผมมั้ยนะ แล้วทำไมคนเราต้องเป็นสิวด้วยล่ะ
มีบทความหนึ่งในเรื่องสิว ผมอยากจะแชร์ให้กับทุกท่านที่กำลังเสียเงินทองมากมายเพื่อที่จะหาวิธีรักษา ลองมาดูสาเหตุกันนะครับ
สิวรอบปาก สิวที่เกิดขึ้นในรัศมี 2 นิ้วรอบๆปากไม่ว่าจะกี่เม็ดก็ตามบ่งบอกได้ว่าใน 24-72 ชั่วโมงที่ผ่านมาคุณได้กินหวานมากๆหรืมมันๆมากทำให้ไขมันที่เกิดขึ้นมีปริมาณมากจนต้องขับทิ้งที่ต่อมใต้ผิวหนัง แต่ว่าทำไมต้องเป็นรอบปาก อันนี้ไม่รู้เหมือนกันแต่มีคนบอกว่ารอบปากสะท้อนถึงบริเวณลำไส้ใหญ่
ขอขอบคุณบทความจากคุณหมอเปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ หนังสือ "ทำไมคุณถึงป่วย"
หากว่าไม่เชื่อก็ลองดูได้นะครับเพราะยังไงก็ไม่เสียหาย ไม่เสียตังที่จะต้องลองเสียด้วยซ้ำ
ขอต่ออีกนิดหน่อยนะครับ จะได้อ่านได้ยาวเลย ไม่ต้องไป click หัวข้ออื่นให้เมื่อย มีเรื่องเชื้อราน่ะครับ สำหรับท่านที่เป็นเชื้อราบ่อยๆ เป็นขี้กลากไม่หายซักที ทายาแล้วก็หายพอหยุดทาก็เป็นอีก แล้วก็โทษว่าซักเสื้อผ้าไม่สะอาด ก็เพราะมาจากการกินหวานนั่นแหละครับทำให้ผิวหนังเป็นกรดสุดๆแล้วราก็ชอบสุดๆเช่นกัน พอทายาราก็ตายแต่สปอร์ยังอยู่ ไม่นานก็กลับมาเป็นอีก



Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 12:14:56 น.
Counter : 326 Pageviews.

2 comment
1  2  3  

dmi
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]