Group Blog
 
All Blogs
 

ระงับการใช้ Blog นี้ไม่มีกำหนดครับ

จริงๆก็ปล่อยร้างมานานแล้ว

ใช้แต่ของ multiply ครับ

http://robinsage.multiply.com

ครับ




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2550 22:26:26 น.
Counter : 145 Pageviews.  

Micocomputer Eras (1)



ช่วงนี้ ข่าวหนึ่งที่วงการ IT กล่าวถึงกันมากก็คือ Clip แอ... อุ๊บ... ไม่ใช่ เครื่อง iMac Intel based ซึ่ง เป็นเครื่อง Macintoch ที่ใช้ CPU Intel ที่รันด้วย OS ของ Apple คือ OSX นั่นเอง Apple สร้างความฮือฮาหลังจากประกาศข่าวเมื่อกลางปี 2005 ว่าจะผลิตเครื่อง Macintoch โดยใช้ CPU Intel จนมีผู้เปรียบเปรยว่า ถ้าเป็นวงการยานยนต์นั้นไซ้ร ก็คือ Ferrari ประกาศใช้เครื่องยนต์ BMW ปานนั้นเลยทีเดียว นับว่าเหตุการณ์นี้เหมือนเป็นวงการ Mile stone ของวงการ Micro Computer เลยทีเดียว



begin



เรามาท้าวความถึงประวัติ Micro Computer กันซะหน่อยดีกว่า ตอนนั้นเครื่องคิดเลขขนาดเท่ากล่องใส่ข้าว กำลังแพร่หลายกันมาก บริษัท Busicom บริษัทญี่ปุ่นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขรายใหญ่ได้ว่าจ้าง บริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าบริษัท Intel ซึ่งตอนนั้นมีงานหลักคือทำ memory chip ให้ทำการสร้าง CPU แบบ single-chip ขนาด 4 bit ขึ้นมาเพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขของตน และพร้อมๆกันนั้น Intel ก็ได้ผลิต Support Chip จำนวนหนึ่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับนำไปสร้างเป็น Micro Computer ได้ แต่อย่างนึกไปถึงจอภาพหรือ keyboard อะไรนะครับ Micro Computer ขณะนั้นเก็บข้อมูลไว้ใน Rom Input ด้วย DIP Switch และแสดงผลด้วย หลอดไฟ LED นะครับ ซึ่งก็มีคนหัวใสเอา Chip เหล่านั้นไปประกอบเป็น micro computer เล็กๆ ให้ นัก Electronic Computer ได้เอาไปลองใช้กัน ซึ่งก็ลงโฆษณาไว้ในวารสารต่างๆ รวมถึงวารสารกองทัพเรือสหรัฐ ด้วย และแล้วโฆษณาชิ้นนั้นก็ไปโดนใจ ศาสตราจารย์ Gary Kildall แห่งบัณทิตวิทยาลัยของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งมีความคิดว่า ถ้าเจ้า computer 4 bit มันถูกอย่างนี้มันน่าจะได้รับความนิยม จึงพัฒนา ระบบ Programming ให้เจ้าเครื่องนี้โดยใช้ชื่อ PL/M (Programming Language / Microcomputers) และสร้าง OS เพื่อสร้าง Environment ให้ PL/M ตัวนี้โดยใช้ชื่อว่า CP/M (Command Process/Microcomputers)



8 bit microcomputer



หลังจากนั้นเครื่อง Altair 8800 ซึ่งใช้ CPU 8 bit ก็ถือกำเนิดขึ้นโดย Gary ก็ทำการ port CP/M ของตนให้ใช้กับเครื่อง Altair ได้ด้วย โดยเครื่อง Altair นั้นมี interpretor ภาษา Basic มาให้ด้วยชือว่า MBasic โดยเป็นผลงานของบริษัทเล็กๆที่ชื่อ Microsoft Basic ซึ่งก่อตั้งโดยเด็กหนุ่มที่ตัดสินใจเลิกเรียนที่ Harvard ที่ชื่อ Bill Gates นั่นเอง เครื่อง Altair ไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ทำให้การใช้ micro computer เป็นที่นิยมมากขึ้น และมาเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ microcomputers โดย เด็กหนุ่มสองคนจากคือ Steve Jobs และ Steve Wozniak สร้าง computer สุดจ๊าบของเขาด้วยลัง Apple เรียกว่าเครื่อง Apple I และเป็นทีสนใจมากจนมีนายทุนสนใจให้การลงทุนให้จึงผลิตเครื่อง Apple II ขึ้นมา การใช้งาน micro computer เป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น มี Application 3 ตัวที่ได้รับความนิยมสูงในการใช้งานกับ Microcomputer คือ Word star สำหรับงาน word processing ,dBase II สำหรับงานเก็บข้อมูล และ VisiCalc สำหรับงาน Spreadsheet และ Application ทั้ง 3 ตัวนั้นก็ทำงานบน CP/M นั่นเอง ด้วยความสำเร็จอันนี้ ทำให้ Gary รวยไม่รู้เรื่องจึงเลิกจากการเป็นอาจาย์มาเปิดบริษัทเต็มตัวชื่อ Digital Reserch กลายเป็นเศรษฐีย่อมๆเลยทีเดียว



16 bit microcomputer



เมื่อความร้อนแรงในตลาด Micro ฉุดให้ยักษใหญ่อย่าง IBM ขณะนั้นเกิดสนใจในตลาดนี้ขึ้นมา ภายใน IBM จึงมีแผนกเล็กๆชื่อว่า แผนก Personal Computer (PC) ขึ้นมา ซึ่งมีทีมงานเพียง 12 คน นำโดย William Lowe สำหรับ IBM เองนั้นก็อยากให้ OS ยอดนิยมในขณะนั้นอย่าง CP/M เป็น OS ที่ Bundle ไปกับเครื่อง IBM PC ด้วย แต่การเจรจานี้กลับล้มเหลว มีตำนานเล่าว่า Gary เบี้ยวนัด IBM เพราะเพลินกับขับเครื่องบินส่วนตัวเล่น แต่ความเป็นจริงก็คือ อาซ้อ Dorothy เมียรักของเฮีย Gary ซึ่งทำหน้าที่เจรจาธุรกิต พิจรณาข้อเสนอของ IBM นานไปหน่อย ทำให้ หนุ่มน้อยชื่อ Bill Gates ก็คว้าโอกาศสำคัญในชีวิตได้ เมื่อเข้ามาเสียบแทนโดยเสนอ OS ที่ชื่อ DOS (Disk Operating System) ให้กับ IBM เมื่อได้รับการตกลงจาก IBM แล้ว Bill gate ก็ไปซื้อ OS ชื่อ QDOS มาจาก Tim Paterson แห่ง Seattle Computer products เพื่อเอาไปขายต่อให้กับ IBM อีกทีหนึ่ง เนื่องจาก IBM มีรายได้มหาศาลจาก Mainframe จึง มองเห็นว่า PC น่าจะเป็นเพียง Terminal ที่โปรแกรมได้เท่านั้น จึงไม่เป็นที่สนใจของผู้บริหารระดับสูงนัก William Lowe หัวหน้าแผนก PC ในขณะนั้นจึงไม่สามารถใช้ ทรัพยากรของ IBM ได้อย่างเต็มที่ จึงผลิต IBM PC ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเปิด คือใช้อุปรณ์จากโรงงานทั่วๆไปมาผลิตเป็นเครื่อง PC โดย CPU นั้นได้เลือกใช้ของ Intel ซึ่งใช้ CPU 8086 ซึ่งเป็น CPU แบบ 16 bit โดย IBM มีความคิดว่าจะถือครองเพียง ลิขสิทธิ์ของ BIOS ซึ่งหากใครต้องการผลิต IBM PC Compatible ก็ต้องมาของ Licensed จาก IBM แต่ทว่า Bios ที่ Compatible ของ IBM ถูกวางจำหน่ายอย่างรวดเร็ว จึงเป็นผลให้บริษํทอื่นๆสามารถสร้างเครื่องที่ทำงานได้เหมือนกับเครื่อง IBM PC ได้ ด้วยเหตุเช่นนี้ เครื่อง IBM PC Clone จึงมีมากหมายหลายหลาก และ Application ดังๆต่างๆก็ถูก port มาใช้กับ IBM PC นี้ด้วย



GUI



ส่วน Apple เองก็ไม่นิ่งเฉย หลังจากถูกกองทัพ IBM/Clone จู่โจม Jobs ก็ไปซุ่มพัฒนาระบบ GUI ต่อจาก Xerox เป็นเครื่องชื่อ Lisa โดยตั้งชื่อตามลูกสาวคนแรกของ Jobs นั่นเอง ซึ่งเครื่อง Lisa เครื่องหนึ่งก็ถูกส่งไปแถวๆ Redmond ให้กับบริษัทหนึ่งทีชื่อ Microsoft ซึ่งตอนนั้น M$ กำลังทำ Speadsheet ชื่อ Multiplan ซึ่งนำมาปัดฝุ่นทำใหม่จากยุค CP/M (และพัฒนามาเป็น Excel ในยุค Windows) หลังจาก Lisa ได้รับการวางจำหน่ายนั้นผลกลับไม่เป็นอย่างที่ Jobs คาดไว้ เนื่องจาก แนวความคิดของ Jobs ยังใหม่เกินไปสำหรับยุคนั้น ทำให้ Jobs ปรับปรุง Lisa และ ตั้งชื่อเครื่องรุ่นต่อๆมาว่า Macintoch ส่วน GUI OS ของตนใช้ชื่อ Mac OS ขณะนั้นเอง Microsoft ก็ประกาศตัว GUI OS ชื่อว่า Windows ของตนขึ้นมาเช่นกัน และเช่นเดียวกันกับ Lisa มันไม่ประสบความสำเร็จนัก



32 bit microcomputer

เมื่อ CPU มาสู่ยุค 32 bit ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ๆใน CPU 80386 ที่เอื้อสำหรับการทำงานแบบ Multitasking Windows 3.0 จุดประกายความหวังให้กับ Microsoft อีกครั้ง แม้ Windows 3.x จะยังเป็น 16 bit OS ไม่สามารถทำงานแบบ Multitasking ได้สมบูรณ์จรีงๆ แต่คนจำนวนไม่น้อย Run Windows 3.x เพื่อที่จะ Run Microsoft Excel,Word คือว่า WYSIWYG (What you see it what you get) เริ่มถูกนำมาใช้ จนทำให้ Microsoft จากที่เป็นบริษํทขนาดกลางๆที่เลี้ยงตัวเองด้วย DOS มาเป็น บริษัทขนาดใหญ่ ในยุคนี้เอง IBM รู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกชุมมือเปิบ จึงปฏวัติวงการ PC ใหม่ด้วย พัฒนาระบบ BUS ใหม่สำหรับใช้เฉพาะเครื่อง IBM คือ เปลี่ยนจาก ISA Bus หรือ AT Bus มาเป็น สภาปัตย์กรรมแบบ Micro Chanel (MCA Bus) ใช้ชื่อว่า PS2(Personal System/2) โดยหวังจะให้ IBM เป็นที่หนึ่งอีกครั้ง แต่ทว่าผลิตรายอื่นๆไม่เล่นด้วย ก็พัฒนาระบบ bus ของตัวเองโดยพัฒนาจาก ISA มาเป็น VESA Bus ซึ่งสถานะการนี้ทำให้ IBM ถูกโดดเดี่ยว หาอุปกรณ์ต่อพ่วงยาก จึงยิ่งทำให้สถานะการณ์ตลาด PC ของ IBM คับขันจนสุดท้ายต้องมาพัฒนาเป็น ELSA Bus ซึ่ง Compatible กับ VESA Bus ด้วย



โปรติดตามตอนต่อไป (comming soon)




 

Create Date : 14 มกราคม 2549    
Last Update : 14 มกราคม 2549 13:18:44 น.
Counter : 111 Pageviews.  

Willy Wonka & Chocolate Fact

หลังจากบทประพันธ์เรื่องเอกของ โรอัลด์ ดาลห์ Chalie & Chocolate Factory ได้ถูกนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง
โดยการนำเสนอของ ทิม เบอร์ตัน

หลังจากที่ผมผิดหวังกับ Planet of the ape มาแล้ว หนังของทิม เบอร์ตันเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลยจริงๆ

หนังเปิดเรื่องขึ้นมาคล้ายหนังสือ ทีเล่าถึงครอบครัวอันอัตคัดแต่เปี่ยมไปด้วยความรักของครอบครัวชาลี
พร้อมกับเรื่องเล่าของคุณปู่เรื่อง Mr. Wonka ผู้ลึกลับ

และแล้วเรื่องก็ดำเนินมาให้ชาลี และ คุณปู่ ได้มาเป็นแขกเยี่ยมโรงงานชอคโคเลต พร้อมๆกับคู่ครอบครัวแสบๆ อีก 4 แบบ 4 สไตล์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กและครอบครัวแย่ๆ

การดำเนินเรื่องในช่วงกล่างหลังจาก Mr. Wonka ปรากฏ ด้วยพลังทางการแสดงของ Johnny depp จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ ผู้ชมก็จะต้องหันเหความสนใจไปที่เขา ซึ่งผู้กำกับเองก็เข้าใจตรงนี้ดี จึงให้เพิ่มเติมสิ่งที่ไม่มีในบทประพันธ์ดังเดิม โดยความสำคัญกับ ตัวตน และ ความเป็นมาของ Willy Wonka ค่อนข้างมาก

ในหนังแสดงให้เห็นว่า Willy Wonka แม้จะดูเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน ร้ายกาจ แต่ดูเหงา ว้าเหว่ ชีวิตเขาครุ่นคิดถึงแต่ขนมหวาน เพื่อชดเชยบางอย่างที่เขาไม่มีคือ "ครอบครัว"

ในหนังทำเรื่องนี้ได้อย่างฉลาด ตอนที่ Willy Wonka ตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อสู่หนทางการเป็นนักทำชอคโคเล็ต โดยขัดแย้งกับพ่อของเขา และถูกพ่อกล่าวสำทับไว้ว่า "ถ้าแกกลับมา ฉันก็ไม่อยู่รอแกที่นี่หรอก"

เพื่อเขาพบกับความผิดหวังแล้วเดินผ่านบริเวณที่เคยเป็นบ้านของเขา ในใจเขาไม่ได้คิดว่าที่นั่นคือบ้านอีกต่อไป เพราะพ่อคงไม่รอเขาอยู่ในนั้น โดยทิม เบอร์ตันเลือกที่จะสื่อออกมาเป็น ภาพตึกแถวที่มี ช่องโหว่ ณ จุดที่เคยเป็นบ้านของเขา และเมื่อเขากลับมาอีกครั้งหนึ่งโดนการนำของชาลี บ้านของเขาก็อยู่ที่นั่นอีกครั้ง แต่ไม่มีตึกแถวอื่นๆอยู่เคียงข้าง ก็เพราะเขามาก็เพื่อกลับบ้านที่มีพ่อของเขารออยู่ เหมือนที่มีคนกล่าวไว้ว่า คนเรามี House ได้หลายหลัง แต่มี Home เพียงหลังเดียวเท่านั้น ซึ่ง Willy Wonka ในขณะนั้นได้ Come back home แล้ว

นอกจากนี้ในหนังยังได้กล่าวถึงเรื่อง คุณค่า (Value)

อย่างตอนที่ ชาลี ได้ตั๋วทอง มานั้น ชาลีมีความคิดที่จะเอาตั๋วทองมาขาย เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่คุณตา คนที่ดูไม่อีกนังขังขอบเรื่องชอคโคเลตนัก (ผิดกับคุณปู่) กลับเรียกชาลีมาคุยใกล้ๆ แล้วบอกว่า เงินหนะเขาพิมพ์กันมหาศาล มีอยู่ข้างนอกมากมายแต่ตั๋วทองหนะมีเพียง 5 ใบเท่านั้น
และต่อมาในบ้านหลังเดิม ชาลี ก็ได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่มีคุณค่า 2 สิ่งอีกครั้งคือ ครอบครัวของเขา กับ โรงงานชอคโคเลต ซึ่งไม่ต้องให้ใครมาชี้แนะอีกแล้ว ชาลีก็ต้องเลือกสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือ ครอบครัว


แต่ในชีวิตจริงของคนเรา บางคนอาจจะอยากได้ โรงงานชอคโคเลต ที่เห็นว่ามันหอมหวล ในรูปแบบต่างๆกัน ไป อาจจะเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ และบางคนอาจจะตกสู่หลุมพลางของโรงงานชอคโคเลต เหมือนๆกับเด็กๆทั้ง 4 ที่เจอกับดักแห่งความล้มแหลว บางคนอาจจะผ่านมาได้จนเจอหลุมกับดักสุดท้ายคือกับดักแห่งความสำเร็จเหมือนที่ชาลีเจอ (และ Willy Wonka ก็ตกอยู่ในกับดักนี้เช่นกัน) คือต้องแลกความสำเร็จกับครอบครัว และแล้วชาลีก็ผ่านกับดักนั้นมาได้อย่างงดงาม แถมยังช่วยดัง Willy Wonka ให้พ้นจากกับดักอันหอมหวลอีกด้วย

การมุ่งหวังความสำเร็จนั้นทุกคนก็แล้วแต่ที่จะทำเพื่อครอบครัวทั้งสิ้น แต่ไม่รู้ว่าจะมีซักกี่คนที่จะหลุดพ้นกับดักแห่งความสำเร็จไปได้เหมือนกับ ชาลี




 

Create Date : 20 กันยายน 2548    
Last Update : 20 กันยายน 2548 12:53:49 น.
Counter : 470 Pageviews.  


Robin Sage
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Robin Sage's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.