เราอาจจะฉลาดในโลกของเราก็เป็นได้นะเออ

แอ็คชั้น - คอมมิดี้ ยอดคนขี้รำคาญของโลก!! บทที่2-2 ปืนที่ดังปัง...มันน่ารำคาญที่สุด!

 บทที่สอง-สอง ปืนที่ดังปัง...มันน่ารำคาญที่สุด!


ขณะนภามองดูวารินกับแก้กับดักตรงหน้านั้นเอง อยู่ลูกสุนัขก็เห่าขู่ใส่อะไรบางอย่างเบื้องหลังเขา แล้วทันใดเสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้น

“ปัง” เมื่อนภาหันมองก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนสองคนในชุดเครื่องแบบทำงาน

“ไอ้บ้าเอ้ย!” ชายอีกคนที่ไม่มีปืนเอ่ยขึ้น “ยิงปืนทำไมวะ ตกใจนะเว่ย!”

“ทนหน่อยสิ เราเป็นข้าราชการนะ ไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนไปวันๆ”

“ฉันห่วงว่าเดี๋ยวตำรวจจะมาต่างหาก”

“พวกเราก็เจ้าหน้าที่ ทำงานให้รัฐบาลกลัวอะไร”

ชายสองคนนั้นเถียงกัน “ไม่เห็นต้องทำขนาดนั้นก็ได้นี่นา”

“เราเป็นคนของประชาชน ต้องทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มความสามารถสิ ให้สมกับเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์”

“ไอ้บ้า! เงินเดือนไม่พอแดกยังมาทำพูด”

ทั้งคู่เถียงกันต่อ จากเรื่องความรับผิดชอบไปถึงเรื่องปากท้อง เลยไปถึงเรื่องเงินเดือน ค่าเทอมลูก ค่าผ่อนบ้าน ชีวิตดิ้นรน เงินผ่อนรถ จนไปถึงเรื่องราคาทองตกกะทันหัน และความสงสัยเรื่องหวยล็อกแล้วฉับพลันหันมามองเด็กหนุ่มสองคน คนที่ยิงปืนขึ้นฟ้าชี้ปากปืนมาทางทั้งสอง “ออกมาจากตรงนั้นซะ หมาสองตัวนั้นเป็นของรัฐบาล”

นภาปล่อยมือ วารินขมวดคิ้วมองหน้าเพื่อน “ปล่อยทำไมวะ? หมาอยากไปกับพวกมันหรือไง?”

ลูกสุนัขเห่าเสียงเล็กแต่แฝงแววมาดร้ายใส่สองบุรุษ มันแยกเขี้ยวขู่ราวงูแผ่แม่เบี้ยและไม่ลดละความเกรี้ยวกราดแม้ไร้ผล

“ปืนจุดสามหกสวิสแอนเวสสัน ปืนเก่าใช้ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นปืนสะสมยอดนิยม”นภาเอ่ยขึ้น บุรุษถือปืนพยักหน้ายิ้มชมเชย “แต่ไม่ควรอยู่ในมือคนผิด ปืนไม่เลวร้าย...คนใช้ต่างหาก”

“แกพูดอะไร?”บุรุษถือปืนคำรามดัง

“ใจเย็นก่อน”บุรุษอีกคนปรามขณะที่นภาเริ่มลงมือปลดกับดักต่อ

“ปัง!”บุรุษถือปืนส่งกระสุนขึ้นฟ้าอีกนัด ขณะอีกคนไม่ทันปิดหูได้แต่กัดฟัดโมโห

“เอ็งจะยิงทำไมวะเนี่ย”

“ปัง!”เขายิงอีกครั้งพร้อมขู่ “เฮ้ย! ไม่ได้ยินเหรอวะ ออกมาจากตรงนั้นซะ หมาทั้งสองตัวนี้เป็นทรัพย์สินของทางรัฐบาล อย่าทำให้พวกเราไม่มีทางเลือกหน่อยเลย”เขาชี้ปืนมาทางนภา

“มันเป็นสัตว์ผสมเทียมในการทดลองของทางรัฐบาล มันเป็นโครงการลับ ที่นี่มีบรรยากาศที่ดีเหมาะต่อการพามันมาเดินเล่น เจ้าหน้าที่ดูแลคนหนึ่งทำมันหลุดออกมา เราจึงวางกับดักเพื่อค้นหามัน ตอนนี้มันคงไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้วมันเลยดุร้ายต่อพวกเรา”บุรุษอีกคนอธิบาย ท่าทีสุนัขสองแม่ลูกยังดุตอบ

“ไม่เห็นจะดุร้ายซะหน่อย”วารินแย่งขณะยันตัวลุกขึ้นมายืนบังระหว่างกลุ่มชายแปลกหน้ากับแม่สุนัขและนภาผู้แก้กับดักอยู่ “มันแค่ต้องการอิสระ อย่างน้อยมันก็ควรได้รับการดูแลอย่างดีจากคนเลี้ยงดูที่รักมัน ที่ดูแลมันไปจนตาย ไม่ใช่จากคนไร้ความรับผิดชอบ จากโรงงาน หรือจากห้องทดลอง”

“พวกเราก็ดูแลมันอย่างดี เรามีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลมัน”คนไม่ถือปืนอธิบาย

“ดูแลมันแบบนี้เหรอ”นภาชูกับดักที่ปลดออกแล้วโยนไปกองที่พื้นตรงหน้าระหว่างฝ่ายตัวเองกับฝ่ายชายสองคน แม่สุนัขรับรู้ถึงอันตรายจึงรีบออกวิ่งหนี ไฟฟ้าช็อตจากกับดักไม่ทิ้งบาดแผลใดๆไว้

บุรุษถือปืนยิงกระสุนใส่กับดักกระจาย แล้วยิงขึ้นฟ้าอีกสองนัด “พวกเธอ ออกมาตรงนั้นซะ”เขาว่าแล้วยิงปืนเฉียดผ่านเด็กหนุ่มสองคน ชายปริศนาอีกคนวิ่งผ่านสองเด็กหนุ่ม ลูกสุนัขวิ่งตามแม่ ส่วนชายถือปืนยิงไล่ตามแม่สุนัขอีกสองนัด

“หยุดนะ!”วารินเข้ายื้อแย่งปืน กระสุนพุ่งไร้ทิศทาง ชายอีกคนเข้ามาหมายดึงเด็กหนุ่มออกห่าง แต่ไม่ทันก้าวเท้าถึงก็ถูกนภาเตะเข้าดากขาด้วยวิชามวยวัดที่ถนัดจนสิ้นแรงลงไปกองนอนกับพื้น ระหว่างยื้อแย่งนั้นเองกระสุนนัดหนึ่งพลาดไปโดนลูกสุนัขล้นลงกับพื้น ราวเปลวเทียนวูบดับแสง

“แก!”การยื้อแย่งหยุดชั่วขณะ เมื่อวารินสวมสีหน้าโกรธแทบคลั่งขึ้น

“สวิสแอนเวสสันบรรจุกระสุนได้สิบสองลูก เมื่อกี้เป็นกระสุนนัดสุดท้ายแล้ว”นภาว่า

“แกได้ไส้ทะลักแน่”เมื่อได้ยินความจากนภา วารินผลักตัวเองจากอีกฝ่าย ตั้งหลัก รวบรวมพลังบ้าคลั่งมายังตีนถีบข้างถนัด แล้วพุ่งพลัง “พลังถีบทะลวงท้องไส้ทะลัก!”

บุรุษในการครอบครองปืนกระเด็นปลิวติดต้นไม้ใหญ่ แรงกระแทกทำเอาไม้ไหวเอนใบไม้ล่วงหล่น ชายหลังติดไม้ตั้งหลักยืนทรงตัวได้ก่อนพูดขึ้น 

“ถีบได้ไม่เบานี่ แต่ยังไม่เท่าไหร่หรอก”ว่าแล้วความจุกเสียดที่ท้องพลันพลั่งพลูออกมาเป็นกับข้าวที่เพิ่งกินเมื่อเช้ากับอีกหน่อยหนึ่งของเมื่อคืน อวกแตก!

“บอกแล้วว่าไม่ขี้ปาก”วารินหันยิ้มแต่แฝงแววเศร้าให้นภาก่อนเดินตรงไปหาร่างลูกสุนัขที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น แม่สุนัขกลับมาดอมดมลูกอย่างไม่รู้เหตุการณ์ วารินส่ายหน้าก่อนหันหานภา “นภา แกช่วยได้ไหม แกรู้ทุกเรื่องนี่”

“ส่งอุปกรณ์พยาบาลมาที่นี่ด่วนเลย”นภาตะโกนออกคำสั่งใส่โทรศัพท์มือถือ ก่อนหันบอกวาริน “นายแก้ปัญหาโดยใช้เท้าไปแล้ว ส่วนฉันต้องแก้โดยใช้หัวของฉันบ้าง บอกให้นะ ฉันเองก็ไม่ได้ขี้ปากหรอก”

ตอนนั้นเองที่ปืนบรรจุกระสุนใหม่เล็งมาทางนภา

“เฮ้ย! หลบก่อน”วารินเหลือบเห็นด้วยหางตากระโดดฝากรอยตีบใส่เพื่อนจนกระเด็นจากวิถีกระสุนแบบเฉียดตาย เจ้าของกระสุนที่พุ่งใส่คือคนเดิม

“เจ็บนะเว้ย ถีบให้มันเบาหน่อยได้ไหม”

“ก็ยังดีกว่าตายแหละ”วารินว่า ทั้งสองตกเป็นเป้าของปืนในชายผู้อยากเอาคืนด้วยความแค้นเคืองเต็มกำลังเสียแล้ว

“พวกเธอมายุ่งเรื่องไม่เข้าเรื่องนะ”บุรุษถือปืนว่าแล้วขยับนิ้วเข้าที่โกร่งไกอย่างถนัดถนี “ลองดูสิว่าตีนแก กับกระสุนฉันอะไรมันจะเร็วกว่ากัน”

เสียววินาทีนั้นเอง เสียงประกาศก้องถึงความรำคาญก็ดังขึ้นเหนือกลุ่มคนทั้งหมดนั้น บนกิ่งใหญ่ของไม้ต้นสูงลิบฟ้า “รู้ไหมว่าเสียงปืนเป็นเสียงที่น่ารำคาญที่สุดในโลก แล้วคนที่ใช้มันก็น่ารำคาญยิ่งกว่าเสียอีก”

เสียงประกาศก้องดึงความสนใจของมือปืน เขาแหงมองแดดแสงแยงตามองเห็นเพียงแสงขาว และเงาดำในท่ายืนไหลตกแบบเพิ่งตื่นนอน 

“แกเป็นใครกัน?”

ร่างนั้นบนต้นไม้ตอบกลับด้วยการลงถึงพื้นดินเบื้องหน้าคนถือปืนอย่างเกินทันใจ มือปืนผงะขณะจะยกปืนขึ้นจัดการกับคนตรงหน้า เสี้ยววินาทีแห่งความประหลาดใจก็เกิดขึ้น เมื่อปืนหายไปจากมือที่ครอบครองแล้วไปโผล่อยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม

“ทีเผลอ!”นภารำพึงขึ้น

แล้วร่างชายผู้เคยถือมือและยืนอยู่บนพื้นก็ไม่สามารถแม้จะแค่ยืนด้วยเท้าของตัวเองบนพื้นธรรมดาได้ เขาทำได้เพียงนอนหมดสติในป่าเงียบสงัด แสงตะวันอ่อนยามเช้าชโลมลูบไล้ใบหน้าเหมือนดั่งว่าเขาได้ผล็อยไปอย่างสุขสมใจ ทั้งที่จริงแล้ว เขาโดนตะบันยัดเยียดความรุนแรงของปลายเกือกเข้าที่ดากขาจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อย่างเต็มลัก!

“นิรันดร์” ทั้งนภาและวารินเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

นิรันดร์หันมาในสีหน้าง่วงซึมพร้อมคราบน้ำลายที่ปากคางประทับตรงตรึงเป็นเอกลักษณ์ทักขึ้น “นายสองคน รู้ชื่อฉันด้วยเหรอ สวัสดีตอนเช้านะ”เขาทักทายอย่างยิ้มแย้ม

“หา!”ทั้งสองอุทาน

“ฉันมางีบที่นี่ประจำแหละ ตอนเช้าในเมืองวุ่นวาย เสียงดังน่ารำคาญสุดๆ ที่นี่เหมาะแก่การนอนมากเลย ทั้งสงบ ร่มเย็น อากาศก็บริสุทธิ์ ที่สำคัญคือเงียบดี”นิรันดร์ว่าแล้วหันถาม ในความเงียบสงบได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาของนกร้อง และแม่สุนัขที่เห่าหอนร่ำไห้ นิรันดร์มองดู “พวกคนถือปืนมันขี้ขลาดน่ารำคาญที่สุด เนอะ?”




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 14:24:05 น.   
Counter : 123 Pageviews.  

แอ็คชั้น - คอมมิดี้ ยอดคนขี้รำคาญของโลก!! บทที่2-1 รถคว่ำดีกว่าทับหมา..คือวีถีของมหาคน ทับหมาดีกว่ารถคว่ำ...คือวิถีของคนหมาๆ

 ตอนที่สอง-หนึ่ง รถคว่ำดีกว่าทับหมา..คือวีถีของมหาคน ทับหมาดีกว่ารถคว่ำ...คือวิถีของคนหมาๆ (ยาวได้อีก)


วาริน ธนศักดิ์เป็นชื่อ-นามสกุลของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เพิ่มเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ของโรงเรียนพญายม เรื่องผลการเรียนพอถูไถ ด้านกีฬาพอไปได้ ด้านดนตรีไม่ค่อยเอาอ่าว แต่หากถามถึงเรื่องของพลังถีบนั้น บอกได้ว่าร้ายแรงและไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

เมื่อครั้งอยู่ม.สอง คืนหนึ่ง มีขโมยขึ้นบ้านเขา จอมโจรถึงคราวเคราะห์ เมื่อมาเจอกับพลังถีบของเด็กหนุ่มเข้าที่หน้าบ้าน จอมโจรสลบและต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลก่อนเข้าไปเกาะซี่ลูกกรงพร้อมรอยฝีเท้าติดท้องที่ไม่มีวันเลือนหาย 

ต่อมาด้วยพลังถีบไม่ธรรมดานี้เอง เขาถูกชักจูงจากรุ่นพี่ให้ไปมีเรื่องวิวาทต่อยตีกับอีกโรงเรียน เรื่องวิวาทครั้งนั้นเป็นวิวาทด้วยฝ่าเท้าล้วนๆ ด้วยเหตุนี้เองในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามเขาจึงถูกพิจารณา และส่งตัวมายังโรงเรียนพญายม โรงเรียนที่มากไปด้วยเด็กหนุ่มมากปัญหาแห่งนี้นี่เอง...

ส่วนในเรื่องของพลังถีบมากผิดมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาของเขานั้น ก็ได้มาจากกิจวัตรประจำวันของเขานั่นเอง เขาเป็นลูกชายของยอดคนเก็บขยะของจังหวัด(มิใช่ของโลก) พ่อของเขาเก็บขยะไว้ได้เป็นกองเป็นตั้งอย่างที่มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถค้นหามาได้ 

และกองขยะเหล่านั้นก็แสนจะหนักเกินมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาจะสามารถขนย้ายได้ แต่วารินทำได้! หลังจากยกขยะแสนหนักบรรทุกเต็มรถซาเล้งถีบ เขาก็ใช้พลังแรงถีบมหาศาลที่ฝึกปรือมาแต่เล็กจนโตในการบรรลุกิจวัตรส่งขยะเพื่อแลกค่าขนมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ไม่ต่างฟูจิฮาร่า ทาคุมิแห่งภูเขาอากินะ(จากการ์ตูนและหนังเรื่องinitialD) ราวกับแอบลอกพล็อตกันมาเลยทีเดียว!

แล้ววันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันที่เขาต้องออกถีบซาเล้งมาตามสองข้างทางที่เป็นพงหญ้าในยามเช้า เขาออกนอกเมืองเพื่อส่งขยะที่โรงตีราคา ในช่วงขากลับเขาจะถีบเร่งความเร็วราวแข่งกับเวลา และแข่งกับความรู้สึกของเขา หลังจากเลี้ยวโค้งและเร่งความเร็วนั้นเอง ลูกสุนัขตัวหนึ่งวิ่งพรวดข้ามถนนตัดหน้า!

“เฮ้ย!”วารินตกใจหักเลี้ยวและตัดสินใจโดด...รถไปทาง เขาไปทาง รถเข้าพงหญิงขวา ส่วนเขาจมกองหญิงเบื้องซ้าย “บ้าเอ้ย” เขาสบถกับตัวเองจับดั้งเจ็บแปรบและดึงหญ้าจากปากรสเฝื่อนพร้อมพ่นน้ำลาย แต่ทว่าใบหน้าไม่สบอารมณ์ของเขาเมื่อมองไปเห็นลูกสุนัขยังข้ามถนนไปได้ก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

เขาลุกขึ้นพร้อมจัดการดึงรถซาเล้งออกมาจากข้างทางเตรียมพร้อมจะออกถีบ ทันใดเสียงลูกสุนัขร้องเห่าดังจากข้างทางที่มันเดินหายไป เสียงดังไม่หยุดสะกิดความสงสัยแก่เด็กหนุ่มจนเขาต้องตามดู จึงพบภาพน่าตกใจนั้น

เป็นภาพแม่ของลูกสุนัขตัวนั้นถูกกับดักหนีบขาไว้ ลูกสุนัขพยายามเห่าร้องขอความช่วยเหลือ วารินเห็นกับดักเป็นแผ่นวางวงจรดูไฮเทคแปลกตากว่ากับดักที่เคยเห็นตามทีวีหรือตามการ์ตูน มันหนักและสร้างความเจ็บปวดให้กับแม่สุนัข เขาลงมือลองปลดกับดัก ทว่าเมื่อแตะโดนตัวแม่สุนัขหรือกับดักก็เกิดรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาราวถูกไฟฟ้าช็อต จากนั้นเขาพยายามอยู่นานแต่ก็ไร้ผล เขาส่ายหน้า เหงื่อตก ถอนใจและเริ่มหงุดหงิด

แต่เมื่อมองไปยังลูกสุนัขที่ยืนเอาใจช่วยอยู่ วาริมยังตัดใจไม่ได้ แม้มือของเขาจะเริ่มระบมปวดแสบมากก็ตาม
และแล้วอยู่ๆแสงยามเช้าถูกบดบังโดยเงาปริศนา เมื่อวารันหันมองก็ต้องเจอกับคำทักทายของฝ่ายตรงข้าม ที่ทำให้เขาทั้งเซ็งอารมณ์และมีความหวังขึ้นมาพร้อมกัน

“วารินจอมถีบทะลวงท้องไส้ทะลักนี่เอง นั่นกับดักของใครน่ะ น้ำหน้าอย่างนายคงทำกับดักแบบนั้นไม่ได้แน่”

“นภา มาทำอะไรที่นี่เนี่ย?”

นภายักไหล่ในชุดวอร์ม “มาออกกำลังกายไง ไม่เห็นชุดเสื้อผ้าของฉันเหรอไง?” 

“แล้วพอช่วยแก้กับดักนี่ออกได้มั้ย? แม่หมามันติดอยู่”

“ขอดูหน่อย” นภาพินิจดูก่อนพิเคราะห์ความ “กับดักแบบนี้ เป็นกับดักแบบพิเศษ มันจะส่งสัญญาณบอกเจ้าของที่ติดตั้งมันไว้เมื่อมีเหยื่อมาติดกับ สร้างความเจ็บไม่มากนัก แต่ก็ทำให้หมดแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ เป็นกลไกที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆออกมา”

ลูกสุนัขเห่าให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

“ใจเย็นๆ ถึงมือผู้รอบรู้ทุกเรื่องอย่างฉันแล้วไม่ต้องกลัว” เขาเหลือบมองลูกสุนัขยิ้มทันใดก่อนอุทาน “เจ้าหมาตัวนี้” เขามองสุนัขสองตัวสลับไปมาอย่างตื่นตะลึง วารินนั่งยองอยู่ก็พลันตื่นตะลึงกับแววตาของคนตรงหน้า

“มีอะไร!?”

“หมาสองนี้ เป็นหมาพันธุ์ผสม เป็นพันธุ์ระหว่างพันธุ์บางแก้วกับหลังอานของไทย”

“แล้วไงกัน”วารินถาม

“โดยปกติสุนัขพันธุ์ผสมข้ามสายพันธุ์ มันจะเกิดเป็นพันธุ์ทาง แต่ระหว่างบางแก้วกับหลังอานนั้นมีกำเนินวิวัฒนาการอยู่ใกล้กัน นักวิทยาศาสตร์คำนวณออกมาว่ามีความน่าจะเป็นหนึ่งในพันล้านที่เมื่อทั้งสองพันธุ์นี้ผสมข้ามสายกันแล้ว จะเกิดเป็นพันธุ์แท้สายพันธุ์ใหม่ขึ้น ซึ่งก็คือวิวัฒนาการ!”

วารินนิ่งมองท่าทีตกตะลึงของอีกฝ่าย ตกตะลึงอยู่นานนาที เขาจึงเอ่ยขึ้น “ถามอย่าง”

“อะไร?”

“นายจะไม่แก้กับดักนี้แล้วเหรอ?”เขาถามเชิงตำหนิ เชิงประท้วง เชิงเรียกร้องสิทธิ และมองเป็นไปที่หัวของอีกฝ่ายราวตั้งคำถามว่า ในนั้นมีสมองที่ใหญ่หรือเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวกันแน่

“เออ โทษที ตะลึงไปหน่อย”นภายิ้มเขินก่อนลงมือจัดการกับดักตรงหน้าต่อ ทันใดเสียงลูกสุนัขเห่าขู่สองเงาทะมึนปรากฏเบื้องหลัง

“ปัง!”เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 14:19:06 น.   
Counter : 118 Pageviews.  

แอ็คชั้น - คอมมิดี้ ยอดคนขี้รำคาญของโลก!! บทที่1-2 การต่อสู้...มันคือวิถีทาง!!!

บทที่หนึ่ง-สอง การต่อสู้...มันคือวิถีทาง!!!


โดยรอบสนามเอนกประสงค์เริ่มมีนักเรียนจับกลุ่มมุงชมการต่อสู่ บางคนในนั้นเอ่ยถึงเรื่องเหตุการณ์ตัวประกันเมื่อคืนวาน บางคนในนั้นเอ่ยต่อถึงความคืบหน้าที่ว่ายอมคนขี้รำคาญของโลกปรากฏตัว ลมโชยรอบสนามราวกรุยทางถึงการเริ่มต้นของการต่อสู่

ในวินาทีไร้การเคลื่อนไหว วารินชิงเตะสองฝีเท้า กล้ามเนื้อแดงยักษาไม่ไหวติงด้วยความแข็งแกร่งเกินมนุษย์ อีกฝีเท้าเข้าที่ต้นขา ไม่เกิดผล วารินกัดฟันโดดถอยหนึ่งฝีก้าว คิดไม่ตกว่าควรจัดการกับร่างแข็งราวหินผาตรงหน้ายังไง

“พลังถีบทะลวงท้องไส้ทะลัก”วารินก้องกังวานเสียงพร้อมผลักตัวถีบเข้าท้องน้อยของอีกฝ่าย ทว่ามัดกล้ามแข็งแกร่งไม่สะทกสะท้าย แดงยักษายิ้มมุมปาก

“พลังถีบของแก”แดงยักษาเอ่ยพลางหยุดคิดหาคำพูด นานสามวินาที “เหมือนเด็ก” ว่าแล้วเจ้าเครื่องบดมนุษย์ยักเกร็งหน้าท้องออกแรงต้านทันใดวารินจอมถีบทะลวงท้องไส้ทะลักปลิวกลิ้งไปกับพื้น
วารินลุกขึ้นแล้วเตะสูงหมายเผด็จศึกใส่หน้าฝั่งตรงข้าม ทว่าแรงเตะเบาเหมือนยุงกัดสำหรับกรามที่ขดแข็งราวท่อนเหล็กของแดงยักษา ทันใดหมัดแรกของคนร่างยักษ์สวนกลับมาเต็มลิ้มปี้ พลังรุนแรงผลักร่างวารินกระเด็นไปถึงริมสนาม

“ไม่เท่าไหร่นี่หว่า”แดงยักษาเอ่ยอีกครั้ง แล้วนิ่งราวคิดคำพูดไปสามวินาที “เหมือนเด็ก” ว่าแล้วเขาย่างก้าวเดินเข้าหาเหยื่อที่โอดครวญแทบหมดพลังชีวิตอยู่ที่พื้น มันคือเกมส์ล่าที่ไร้ทางสู้ของเหยื่อ มันคือความโหดร้ายจากด้านมืดของสังคม มือหนาหนักของแดงยักษาจับดึงคอเสื้อยกร่างเหยื่ออ่อนแรงขึ้น เหยื่อพยายามดิ้น เตะหลายฝีเท้าแต่เหมือนเพียงสะกิด “เออ เตรียมตัวตายซะ”

เครื่องบดมนุษย์เงื้อหมัดราวกับสัญญาณแห่งความตาย วารินตัดใจ ชื่อฉายาจอมถีบทะลวงท้องไสทะลักคงถูกลบไปจากโลกนี้

ตอนนั้นเองนิ้วปริศนาสองนิ้วเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“โอย!”เป็นเสียงแดงยักษาร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อนิ้วปริศนาสองนิ้วทิ่มเข้ามาที่ดวงตาเขา แดงยักษาถึงกับทรุดร่างอ่อนแรงลง ขณะมองเขม่นคนสวมแว่นที่ลงนิ้วจู่โจม

“นภา นายทำอะไร ดูถูกฉันเหรอ?”วารินชันร่างพลางเอ่ย

“เราต้องร่วมมือกันรับมือ”นภาว่าขณะเผชิญหน้า เขาถอยหนีมาอยู่ข้างวารินพร้อมเอ่ย “ต้องร่วมมือกัน รุมมันเลย”

แดงยักษาถอยใจไม่สบอารมณ์ ก่อนค่อยๆ ก้าวย่างมาถึงหน้าทั้งสอง ในบัดดลนั้นนภาพุ่งหมัดเข้าใส่พร้อมกับวารินออกแรงถีบ แต่ทั้งหมัดและฝีถีบกลับถูกจับไว้ได้อย่างง่ายดายด้วยนิ้วหนาบนฝ่ามือราวคืมเหล็กยัก และนิ้วนั้นเริ่มออกแรงบีบ

“ทั้งมือและเท้าจะ”แดงยักษานิ่งเหมือนนึกคำอีก “เออ โดนบีบ...บี้!” ไม่ใช่! ในห้วงความคิด คำพูดยังไม่ตรงใจแดงยักษา เขาไล่เรียงคำพูดในหัว บีบ บี้ ปี้ ป่น ใกล้เข้ามาทุกที บด แบน ในที่สุดเขาตัดสินใจได้ว่าจะเอ่ยว่าคำ “บด!” แต่ไม่ทันได้เอ่ย และไม่ทันได้ออกแรง เสียงดังของรถมอเตอร์ไซร์ที่เขาซ้อนท้ายมาเมื่อครู่ล้มลงกับพื้น เสียงนั้นสร้างความโกธาแก่เขาอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง เขาปล่อยมือจากสองเหยื่อที่แทบจะหมดทางรอด แล้วหันไปทางต้นเสียง “นั้นมอเตอร์ไซร์ฉัน ใครทำให้มันล้ม”

ใครคนนั้น ยืนถอนใจมองสงบนิ่งอยู่หน้ามอเตอร์ไซค์ตะแคงล้ม แดงยักษาสืบเท้าเข้าหา เมื่อได้พินิจดูเค้าหน้าตาปรือเหมือนเพิ่งตื่น และคราบน้ำลายที่บอกได้เลยว่าเกิดจากหลับน้ำลายย้อยอย่างแน่นอนนั้น ก็ชวนให้เขารู้สึกขำอย่างไร้เหตุผล

“เพิ่งตื่น...อยากตายเหรอ”แดงยักษากระชากเสียงถามเอาเรื่อง แต่ท่าทีฝั่งตรงข้ามที่ชาชินยิ่งทำให้เขาโกรธขึง “ฉันถามว่าแกอยากตายเหรอ”เขาว่าพลันออกหมัดหนักหน่วงขนาดทำให้กะโหลกร้าวได้

“ที่ฉันตื่นก็เพราะไอ้เสียงมอเตอร์ไซค์ดังลั่นของแกนั่นแหละ”เด็กหนุ่มหน้าเปราะน้ำลายตอบคำ

ทันใดไม่ทันรู้ตัวร่างของแดงยักษาก็ลอยขึ้นฟ้าสูงมาตกเอาที่มอเตอร์ไซค์ของตัวเอง

“แกทำอะไร” แดงยักษายันตัวลุกขึ้น นึกคำพูด งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “มอเตอร์ไซค์ของฉัน!!”

แดงยักษายังบ่นด่าไม่จบ เด็กหนุ่มหน้าเปราะคราบน้ำลายก็เดินออกมา เฉียดผ่านทั้งวารินและนภาไป แดงยักษาเดือดแทบควันออกหูพุ่งร่างเข้าทำร้ายเป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง

ทันใดร่างเครื่องบดมนุษย์ยักษ์ของแดงยักษาก็ตกเป็นฝ่ายลงไปกลิ้งกองอยู่ที่พื้น และหมดสติไป โดยไม่สามาสรถยันตัวลุกขึ้นยืนได้อีก เด็กหนุ่มหน้าเปราะน้ำลายคงเดินหายไป

“แกทำอะไรน่ะ”คนขับมอเตอร์ไซค์มีท่าทีตกใจลนลาน ทำท่าจะเข้ามาขวางทางแต่กลับกระโดดหลบข้างทางโดยดี ก่อนโดดขึ้นมาใหม่แล้วฉุดดึงร่างยักไร้สติขึ้น หอบกลับขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่พอจะสตาร์ทเครื่องติดอย่างทุลักทุเล“จำไว้เถอะ พวกแกไม่รอดแน่”

“เมื่อกี้อะไรกัน”วารินถามขึ้น

นภาขยับแว่นก่อนตอบ “เขาคือนิรันดร์ ยอมคนขี้รำคาญของโลกยังไงละ ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ”

“มันเป็นยังไงเหรอ?”

“ดูไม่ทันเลยใช่ไหมละ”นภาอธิบาย "เคล็ดวิชามวยของหมอนั่นไม่ธรรมดา มันเป็นลูกผสมที่ไร้จุดอ่อน ระหว่างมวยโบราณ ทั้งหมัดที่พุ่งเข้าที่จุดสำคัญ ทั้งศอกซึ่งศิลปะการต่อสู่ใดๆของโลกก็ไม่มีใช้เพราะมันร้ายแรงทั้งกับเราและศัตรู รวมถึงท่าประชิดจับรัด สวนกลับ ว่องไวและสง่างาม ทั้งหมดนี้คือมวยไชยา”

“แล้วมวยอีกอย่างที่มาผสมล่ะ”วารินถาม

“อีกมวย เป็นมวยโบราณที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ เป็นมวยที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ มันคือมวยวัด!”

“หา! มวยวัด”

“ใช่ มวยวัดไร้เกียติยศ ไร้ความสง่างาม ทั้งทิ่มตา เตะหว่างขา โจมตีจุดอย่างว่า ซัดเอาตอนคู่ต่อสู้นอนกองอยู่ที่พื้น”

“ทิ่มตาแบบที่นายทำเหรอ?”

นภาขยับแว่นก่อนพยักหน้ารับ “ใช่ และเหตุการณ์เมื่อกี้ที่เกิดขึ้น คือแดงยักษาต้อยหมัดหนักหน่วงที่สุดใส่นิรันดร์ ด้วยความเร็ว และรุนแรง นิรันดร์ใช้เคล็ดวิชาของมวยไชยาในการแปรพลังฝ่ายตรงข้ามเป็นพลังของตนเอง จับรับพลังหมัดแปรเปลี่ยนเป็นพลังทุ่ม ฉับพลันที่แดงยักษาถูกทุ่มหงายหลังแผ่ลงกับพื้นนั้นเอง เขาฉวยโอกาสทิ่มตาฝั่งตรงข้ามจนมึนงง และด้วยความเร็วที่เราแทบจะมองตามกันไม่ทัน นิรันดร์โดดเตะฝากฝีเท้าเข้าที่ดากจุดยุทธศาสตร์ของแดงยักษาอย่างเต็มแรง”

วารินนึกพลางกลืนน้ำลายอึกเสียวเจ็บแทน

“แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาของหมอนั้น” นภาเอ่ยขึ้นอีก “คือการสามารถยอมรับทั้งความสง่างาม เกียติยศพร้อมกับความไร้เกียติ ความอัปยศของนักสู้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ”

“ใช่ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขณะที่นายเป็นลอบกัดไร้เกียติอย่างเดียว”

“สำหรับคนที่ฝึกมวยไชยาจนบรรลุแล้วนั้น เกียติยศและความหยิ่งในศักดิ์ศรีต้องมีมากที่สุด แต่เขากลับฝึกต่อถึงมวยวัด ซึ่งทุกครั้งที่ฝึกย่อมเป็นการเหยียบศักดิ์ศรีของตัวเอง การกล้าเหยียบเกียติยศและศักดิ์ศรีของตัวเองได้นี่แหละ ที่ไม่ธรรมดาเลย…”




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 14:17:56 น.   
Counter : 153 Pageviews.  

แอ็คชั้น คอมมิดี้ ยอดคนขี้รำคาญของโลก!! บทที่ 1-1 ก็แค่นักเรียนตีกัน...อย่าคิดมาก!

 บทที่หนึ่ง ก็แค่นักเรียนตีกัน...อย่าคิดมาก!

โลกนี้มีคนผู้เป็นที่สุดของโลกสักกี่คนกัน ไม่อาจทราบ แต่หนึ่งในที่สุดของโลกมาอยู่ ณ ที่โรงเรียนพญายมแห่งนี้แล้วคนหนึ่ง จากพื้นที่ราบเรียบของสนามเอนกประสงค์หน้าอาคารเรียน เด็กนักเรียนเตะบอลกันสนุก บอลถูกเตะหายไปโดยบาทาไม่ได้รับเชิญ

“พวกม.สองมายุ่งอะไรน่ะ”เด็กหนุ่มเดินไปหาคนที่เตะบอลหายออกไปไกลพร้อมกลุ่มเพื่อนชั้นม.หนึ่งอีกเจ็ดแปดคน

“พวกม.หนึ่งเตะบอลห่วยแตกมาก เห็นแล้ว...รำคาญตาอย่างรุนแรงเลย รับไม่ได้” เจ้าของบาทาไม่ได้รับเชิญกล่าวราวกับเป็นคำเชิญให้เกิดการแบ่งแยกขึ้น เขาคือเด็กม.สองส่วนตรงข้ามคือเด็กม.หนึ่ง

“รู้มั้ย...พ่อฉันเป็นใคร?" แกนนำเด็กม.หนึ่งว่า

“ขนาดตัวแกยังไม่รู้” แกนนำม.สองว่าแล้วเหวี่ยงหมัดโมโห “แล้วฉันไปรู้เหรอ!”

การปะทะเริ่มต้น ต่อยตะรุมบอนกันอย่างชุลมุน มันวุ่นวายชนิดไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครด้วยซ้ำ ยิ่งเครื่องแบบนักเรียนเหมือนกันอีก ม.หนึ่งคนหนึ่งต่อยหน้าเพื่อนกันเองไปหลายครั้ง ม.สองคนหนึ่งก็ตุ้ยท้องเพื่อนกันเองไปหลายหน ตุ้ยท้องกันไปพักใหญ่แล้วจับหัวขึ้นมา เห็นหน้าก็ตกใจรีบเหวียงไปทางอื่น ทั้งอายทั้งรู้สึกผิด ม.สองคนหนึ่งถีบก้นแกนนำฝ่ายตัวเองล้มกลิ่งกับพื้น พอรู้ตัวก็รีบถลาหลบหายเข้ากลีบเมฆ

“ไอ้เป็ด แกต่อยฉันใช่ไหมเนี่ย”แกนนำม.หนึ่งจับมือเพื่อนได้

“โธ่ จะใช่ได้ไงวะ เมื่อกี้ฉันจะหยุดหมัดของไอ้พวกรุ่นพี่ ถึงฉันไม่ชอบขี้หน้าแก เพราะแกชอบทำตัวเป็นลูกคุณหนูน่าหมั่นไส้ และขี้โม้เป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนก็ตามทีเถอะ แล้วแกก็ยังไม่มีน้ำใจอีกด้วย แต่ฉันก็ยังเห็นแกเป็นเพื่อนอยู่นะ”

“เออ...แล้วไป”

แกนนำของพวกรุ่นพี่ม.สองก็พบปัญหาคล้ายกัน

“แกถีบหน้าฉันใช่ไหม ฉันจำกลิ่นตีนแกได้นะ”

“โธ่ เพื่อนกัน ฉันจะทำอย่างนั้นกับเพื่อนที่หลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา และก็ไม่เคยให้คนอื่นลอกข้อสอบเลยทั้งที่คอยลอกคนอื่นอยู่เป็นประจำอย่างแกได้ไงกัน อีกอย่างกลิ่นตีนฉันอาจจะบังเอิญไปเหมือนกับกลิ่นตีนของพวกรุ่นน้องมันก็ได้ แล้วแกก็ไม่ใช่หมา จะมานั่งจำกลิ่นตีนคนอื่นเขา”

“เออ...แล้วไป”

ตะลุมบอนกันไปตะลุมบอนกันมา ทั้งแกนนำรุ่นพี่ทั้งแกนนำรุ่นน้องดูจะบอบช้ำที่สุด ยิ่งตะลุมบอนกันก็ยิ่งเจ็บหนัก ยิ่งเจ็บหนักก็ยิ่งร้องดังขึ้น ทันใดนั้นเองทุกคนต้องกระดอนกระเด็นราวถูกพายุพัดผ่านเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งพาร่างตัวเองเข้ามาในกลุ่มตะลุมบอน หนึ่งฝีเท้าต่อหนึ่งคนลอยไปนอนกองที่พื้น ฝีเท้าของเขาเข้าที่ปลายคาง เข้าที่ซอกลักแล้ เข้าที่ต้นขา เข้าที่แก้มขวา ทุกที่ล้วนถูกประทับด้วยฝ่าเท้า และทุกคนนอนกองเจ็บระบมอยู่ที่พื้น

“ไอ้หมอนี้มันใครกัน”แกนนำม.สองถาม “แกเป็นใคร”

“ฉันทนเห็นคนสองคนโดนคนทั้งกลุ่มรุมกระทืบไม่ได้”

“แกว่าไงนะ โดดรุม นี่มันยกพวกตีกันต่างหาก”แกนนำม.สองว่า

เด็กหนุ่มชี้ที่แกนนำม.หนึ่งและแกนนำม.สอง “พวกแกโดนรุมชัดๆ ไม่เห็นคนอื่นต่อยกันสักเท่าไหร่”

“จริงเหรอ? ว่าแล้ว พวกแกต่อยฉันทำไมวะ ไอ้เพื่อนเลว”แกนนำม.สองหันว่า

คนหนึ่งตอบกลับยิ้มๆ “โทษที อยากทำมานานแล้ว”

“ดังนั้นพวกแกทุกคนต้องได้รับการลงโทษ”เด็กหนุ่มผู้หยุดเหตุปะทะประกาศก้อง “โดยยอมคนขี้รำคาญของโลกคนนี้แหละ”

“หา! หรือแกคือยอดคนขี้รำคาญของโลกที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ แกคือรุ่นพี่ม.สี่ที่เพิ่งเข้าเรียนก็ถูกพักการเรียนเพราะดันไปรำคาญครูใหญ่ที่เข้มงวดเรื่องการเข้าแถวชนิดห้ามเส้นขนกระดิกแม้สักเส้น แต่ตัวเองกลับชอบยืนโม้กับครูสาวที่ยืนใกล้ๆ จนได้รับฉายาปากว่าตาขยับชั้นเลิศของจังหวัด เขาโดนหมัดที่มองไม่เห็นแต่ไม่รอดพ้นจากสายตาครูสังคมที่เคยเป็นนักมวยมาก่อนได้” แกนนำม.สองกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่นและคอแห้งอยากได้น้ำดื่มจะขาดใจ ก่อนพูดต่อ “แกคือ...แกคือใครหว้ะ...ไม่รู้ชื่อว่ะ”

“งั้นแกก็ควรรับโทษด้วยเช่นกัน”เด็กหนุ่มม.สี่ว่า “ฉันชื่อวาริน จงรับโทษเป็นรอยฝ่าเท้าประทับบนใบหน้าทุกคนซะ”

“ยอดคนขี้รำคาญของโลกงั้นเหรอ? น่าขำนัก”เด็กหนุ่มกอดอกผงาดจากบนเสาประตูฟุตบอล

“แกเป็นใครน่ะ”

เขาแย้มยิ้ม ดวงตาใต้กรอบแว่นมองทะลุแทบทุกสิ่ง “ฉันชื่อนภา ผู้รอบรู้ทุกเรื่อง”

“งั้นต้องลองเชิงหน่อยว่าแกเป็นตัวจริงหรือเปล่า” วารินยืดอกพร้อมปะทะฝีปาก กลุ่มนักเรียนรุ่นน้องหลบหายไปข้างทาง กลายเป็นกลุ่มคนดู

“นั้นสินะ ก็ที่นี่พวกแอบอ้างชื่อคนอื่นมันเยอะ ใช่ไหม วารินจอมถีบถลวงท้องไส้ถะลัก”

วารินยิ้มตบมือให้ “เก่งนี่”

“แน่นอนว่าต้องเก่ง ชื่อเสียงแกมันน้อยเหลือเกิน ถ้าไม่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจริงๆไม่รู้หรอก บอกให้นะ เทียบกับคนที่เป็นยอมคนขี้รำคาญของโลกแล้ว ทั้งด้านชื่อเสียง ทั้งด้านฝีมือ แกเป็นแค่”เขานึกหาคำพูด ท่านึกของเขา ยิ่งวารินเห็นนานเข้ายิ่งโมโห “คงเป็นแค่ เศษอะตอมของนิวเครียสของแบดทีเรียของขี้เล็บนิ้วก้อยตีนข้างซ้ายของเขากระมัง”

“แกว่าไงนะ ฟังไม่รู้เรื่อง ความรู้ไม่ถึง!”วารินว่าเสียงดัง “จะบอกอะไรให้นะ ฉายาของฉันไม่ได้ขี้ปากหรอกนะ”

“อืม ไม่ใช่ขี้ปากแต่เป็นขี้เท้า ในฐานะม.สี่เหมือนกัน ฉันขอเตือนนายนะ ฝีมือเขาคนนั้นไม่ธรรมดาเอามากๆ เลย สวมรอยเป็นคนอย่างนั้น มีแต่จะซวยโดยไม่รู้ตัว” ไม่ทันขาดคำเขาก็ต้องเบี่ยงตัวหลบพลังถีบถลวงไส้ถะลักของอีกฝ่าย “แค่ถีบฉันยังไม่โดนอย่าหวังเทียบเขาคนนั้นได้”

“แก อย่าดูถูกกันให้มันมากนะเว่ย” วารินถีบพุ่งเท้าไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย แต่ชะงักไว้ครึ่งฝีเท้าเมื่อเสียงแผดดังของท้อไอเสียมอเตอร์ไซค์ดังคำรามลั่น เขาวางเท้าลงกับพื้นหันมองชายสองคนที่ซ้อนท้ายกันมาถึงที่สนามอเนกประสงค์ ผู้ใหญ่สองคนร่างกำยำพร้อมพกความโหดเหี้ยมมาเต็มอัตราบนเค้าโครงหน้าแบบนักเลงในด้านมืดของสังคม ชายหนุ่มกำยำชี้นิ้วมาทางทั้งสอง

“แกคนหนึ่งคือยอมคนขี้รำคาญของโลกใช่มั้ย?”

“เออ”วารินตอบขณะนภาขยับแว่นมองพินิจอีกฝ่าย

“งั้นก็ดี คือทางเราสืบมาได้ว่าแกมีส่วนที่ทำให้ลูกพี่ของเราเข้าไปนอนเล่นในคุก เลยอยากขอรบกวนเวลา มาทำความเข้าใจปัญหากันหน่อย”ชายคนเดิมว่า

ชายหนุ่มคนซ้อนท้ายร่างกำยำกว่าเหลือกตาแลบลิ้นให้เห็นกระดิ่งเจาะลิ้นในปาก เขาแลบลิ้นสั่นกระดิ่งราวเตือนภัยขณะบิดกล้ามเนื้อราวผ่อนคลายยืดเส้นสายก่อนจะจัดการถอดเสื้อออก เผยพลังแข็งแกร่งจนต้องขนลุก จากรูปทรงสันทัดราวเครื่องบดขยี้มนุษย์ขนาดยักษ์

นภาเอ่ยแผ่วเบา “เขาคือแดงยักษา เป็นอดีตนักมวยไทยระดับแชมป์ตลอดกาล แต่เขารุ่นใหญ่เกินไป ได้รับการผลักดันให้ไปต่อยเค-วันจนเป็นแชมป์ มาถึงตอนนี้ยังไม่มีใครโค่นเขาได้ ทว่าเขาต้องเลิกชกเสียก่อนเพราะปัญหาทะเลาะวิวาทภายในค่าย แดงยักษา ว่ากันว่าที่ทะเลาะวิวาทคือเขาไปต่อยรุ่นน้องในค่ายจนกะโหลกร้าวหมดอนาคตไปเพราะเหม็นขี้หน้า”

“ท่าทางจะเหม็นขนาดหนัก แต่จะบอกให้นะ ช่วงชกน่ะ มันสั้นกว่าช่วงถีบ”วารินว่าแต่ยังกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น

“ต้องร่วมมือกัน”นภาเสนอ วารินส่ายหน้ากำมือแน่นตั้งท่าสู้

“อย่ายุ่ง บอกแล้วไงฉันไม่ได้ขี้ปาก”




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 14:16:36 น.   
Counter : 132 Pageviews.  

แอ็คชั้น - คอมมิดี้ ยอดคนขี้รำคาญของโลก!! บทนำ

บทนำ

“ปล่อยตัวประกันซะ เราปิดล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว บ้าจริง! คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ลูกนักการเมืองหรือไงวะ ทำแบบนี้ มันเป็นตัวอย่างทีไม่ดีต่อเยาวชนเลยนะโว่ย ไอ้โง่”เสียงโหดเข้มจากลำคอผู้กองหนุ่มนามจันทราก้องดังจากโทรโข่ง ส่งถึงบนตึกสี่ชั้นย่านธุรกิจที่เสียความเป็นย่านธุรกิจเคร่งขรึมจากความวุ่นวายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“พี่พูดแบบนั้นเดี๋ยวก็มีปัญหาหรอกครับ นี่ออกอากาศถ่ายทอดสดอยู่ด้วย”จ่
จ่อยผู้เจียมตัวปาดเหงื่อ

“ไอ้จ่อย!”ผู้กองจันทราว่า

“ปัญหาก็มีอยู่ตรงหน้านี่แหละ ปัญหาเบื้องหลัง ผู้กองหนุ่มผู้มีสมองปราดเปรื่อง เพียบพร้อมไปด้วยไหวพริบและหน้าตาที่ดูหล่อเหลาคมเข้ม และไม่เคยทุจริตในหน้าที่การงานอย่างฉันน่ะ ไม่กลัวอยู่แล้วเว้ย!”

“ไม่ได้โม้เลยครับ”จ่าจ่อยตอบ

“เออ ชื่อตลกแล้วยังแซว”ผู้กองจันทรายกโทรโข่งขึ้นอีกครั้ง “เฮ่ย! ข้างบนมันหนาวนะ รีบลงมาเถอะ มาอยู่อ้อมกอดของผู้กองจันทราผู้แสนน่ารักผู้นี้เสียดีๆเถอะนะ แล้วจะให้กินขนม อย่างกินปูไทยมั้ยละ ผงชูรสมันดูเยอะหน่อย แต่อร่อยเชียวนะ นี่ฉันไม่ได้ค่าโฆษณาจากขนมปูไทยหรอกนะ แต่มันอร่อยจริงๆ”

เสียงจากโทรโข่งอันดูจะมีสาระบ้าง และไร้สาระบ้างส่งถึงชายร่างยักษ์ที่ในมือถือมีดจี้สาวสวยเป็นตัวประกันอยู่ ใช่แล้ว หากคุณได้หย่อนก้นนั่งสบายใจเฉิบดูทีวีอยู่ (และหากน้องคนเล็กของคุณไม่นั่งดูช่องการ์ตูนญี่ปุ่นยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ หรือพี่สาวไม่ดูช่องซีรีย์เกาหลียี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ และพ่อคุณไม่นั่งดูช่องการเมืองไทยยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ พอดีกับที่แม่คุณไม่ดูช่องแม่บ้านไทยยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ จังหวะเดียวกับป้าคุณไม่ดูช่องสุขภาพไทยยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่) ตอนนี้ทางช่องข่าวไทยยี่สิบสี่ชั่วโมง คุณจะได้ชมภาพคมชัดเจาะลึกของชายร่างกำยำ ในความโหดเหี้ยมบนดวงหน้า เขาเสียเพื่อนไปสามคน เมื่อเสี้ยวนาทีก่อน ด้วยเหตุบังเอิญทั้งปวงต่อไปนี้ เหตุบังเอิญว่าตอนเด็กเขาชอบความรุนแรง ชอบแกล้งพวกอ่อนแอกว่าโดยที่ไม่ยอมรับเลยว่า แท้จริงแล้วตัวเองเป็นพวกขี้ขลาด บังเอิญต่อมาเขาก็เจอพวกคนที่เป็นแบบเดียวกัน นั่นทำให้บังเอิญต่อมาเขาก็ทำตัวเหลวไหล เริ่มจากหนีเรียน หนีเที่ยว แล้วก็หนีออกจากบ้าน แม้จะรู้ว่าสิ่งใดนำพาชีวิตไปในทางที่ดี เขากลับมุ่งชีวิตไปในทางตรงกันข้าม เรื่องสามัญประจำครอบครัวที่ขาดการเอาใจใส่ต่อกัน ซึ่งไม่แน่ว่าครอบครัวคุณก็อาจเป็นหนึ่งในครอบครัวสามัญนั้น ต่อมาบังเอิญเขากับพวกเพื่อนผู้อ่อนแอจากความด้อยโอกาสทางสังคม ไม่รู้วิธีหาเงินใดๆ เลยนอกจากไล่ไถเอาจากพวกเด็กนักเรียน และบังเอิญเขาก็ไปมีครอบครัว เขายังมีศีลธรรมพอจะเลี้ยงดูลูกของตัวเอง เขาจึงต้องหาเงินเป็นกอบเป็นกำ วิธีหนึ่งที่ผุดขึ้นมาคือรวมตัวกับเพื่อนตั้งกลุ่มธุรกิจลักพาตัว เขาทำมาสองปีไม่เคยพลาด แต่บังเอิญผู้กองจันทราย้ายมาใหม่และเขาไม่ธรรมดาเชียว

“ลงมาซะ อย่าให้เรื่องมาก” จากการถ่ายทอดสดคุณจะได้ยินเสียงเจรจายียวนชวนโมโหของผู้กองหนุ่มตอนปลายคนนี้ “ฉันไม่มีเวลา ต้องกลับไปดูแลลูกเมียบ้าง เข้าใจมั้ย ใช้เวลากับครอบครัวน้อยเกินไปมันไม่ดีหรอกนะ ลูกฉันเกิดน้อยใจไปติดยาขึ้นมาจะว่าไง เป็นปัญหาสังคมอีก ฉันรู้สึกแย่มากนะ ดังนั้นเลิกเถอะ ยังมีโอกาสกลับบ้านอยู่นะเว่ย อยากกลับไปกินกับข้าวฝีมือเมียรักจังเลย”ผู้กองหนุ่มเจรจา ทันใดเขาต้องตกตะลึงเมื่อไม่ทันได้หายใจจบ ร่างเด็กหนุ่มลอยจากสักที่มาตกอยู่บนหลังคาตึก

จากการถ่ายทอดสด...ผู้คนต่างตกตะลึง จากผู้กองหนุ่ม...สายตาเขาเองยังไม่เชื่อ จากนักลักพาตัว...เขาตกใจจนเสียความโหดเหี้ยมไปหมดสิ้น

“เอารถมาให้ฉัน...”เขายังบอกข้อเรียกร้องเมื่อเด็กหนุ่มตรงเข้ามา เสื้อผ้าไม่มีจุดเด่นใดๆ ที่ดูเด่นเห็นจะเป็นหมัดที่ซัดเข้ามาจนเขาหน้าหงาย

จากสาวสวยตัวประกัน - ดาราหน้าใหม่ นักร้องหน้าใหม่ และกำลังจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ เธอได้ยินเด็กหนุ่มพูดขึ้น

“เสียงดังน่ารำคาญจริง...”

“เธอชื่ออะไรน่ะ อยากได้รางวัลไหม?”สาวสวยว่า

เด็กหนุ่มหยุดก้าว หันมาทางเธอ เธอเห็นใบหน้า...ขอบคางเปื้อนด้วยคราบน้ำลายคาดว่ามาจากนอนหลับน้ำลายเยิ้ม สิ่งต่อมาที่สาวตัวประกันเห็นคือดวงตาที่มีร่องรอยของขี้ตาฝังอยู่

“เธอ”สาวสวยทำตัวไม่ถูก เธอกำลังจะขำคนที่มาช่วยเหลือ เป็นความขำอย่างรุนแรงที่กำลังจะทะลักล้น แต่เธอต้องกลั้นไว้ ทั้งชีวิตคุณหนูอย่างเธอไม่เคยต้องอดทนกับอะไรที่ทรมานขนาดนี้มาก่อน ทรมานกว่าตอนที่ถูกจับเป็นตัวประกันเสียอีก

“ชื่อ...นิรันดร์”เขาว่าพลางปิดปาก หาว...ก่อนเอ่ย “ยอดคนขี้รำคาญของโลก!”






 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 16:44:41 น.   
Counter : 143 Pageviews.  

1  2  

art-shit
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบเตะบอล ชอบกินข้าว ชอบฟังเพลง ชอบอ่านหนังสือ ชอบตบยุง ชอบไปโรงเรียน ชอบนั่งรถไกลๆ ชอบคิดถึงเรื่องเก่าๆ ชอบดูละคร ชอบดูหนัง ชอบวาดรูป ชอบเล่นเกมส์ แต่ยังรู้สึกว่า ยังพอมีเวลาว่างอีกเยอะ
[Add art-shit's blog to your web]