ก็แสนจะน่าร้ากกกกก น่าร้ากกกกก ทั้งสองฟากนี่นา.........

อย่าเพิ่ง!
อย่าเพิ่ง!
อ่านหัวเรื่องแล้วอย่าเพิ่งสรุปเอาตามแต่อำเภอน้ำใจของตนว่าเจ้าของบล็อกเป็น "คนเจ้าชู้"
ไม่ว่าความเชื่อของคุณขณะนี้มันจะจริงหรือไม่ก็ตาม!!!!!!
คือเงี้ยครับ
กาลครั้งหนึ่ง
ผมได้รับบัญชาจากคนจ่ายเงินเดือนให้เดินทางไกล - ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ไปไหน ผมเลยตีขลุมเอาว่า ระยะจากเมืองสงขลาถึงประจวบคีรีขันธ์นั้นมัน "ไกล" ไม่ใช่เล่น
ก็เก็บผ้าผ่อน
(ภาษาสงขลาเรียก "ดับพาย" ดับ = จัด, พาย = สะพาย กล่าวคือจัดข้าวของห่อผ้าขาวม้าแล้วขึ้นสะพายไหล่เดินทาง นั้นแล)
เดินตามคณะสองสามคนมา
ทั้งๆ ที่ยังไม่มั่นใจว่าเขาจะพาเราไปปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรมั่ง
ภารกิจรองที่ได้รับมอบหมายในครั้งนั้นคือ "เก็บข้อมูลรายทาง"
ส่วนภารกิจหลักใหญ่ยิ่งอันมิอาจบกพร่องพลาดพลั้งคือ
"คอยชวนคุยอย่าให้คนขับง่วง"
และเชื่อว่าผมคงทำภารกิจหลักครั้งนั้นได้ดีเยี่ยมทีเดียว
เพราะดูคนขับจะเครียดกับการชวนคุยเรื่องปัญหาความอดอยากในโซมาเลีย
และสถานการณ์ความผันผวนในกลุ่มประเทศโลกที่สามหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
กับผลสะเทือนของภาวะฟองสบู่แตกจนถึงจลาจลในติมอร์ตะวันออก
และพฤติกรรมลักลั่นย้อนแย้งของขุนแผน
ปิดท้ายด้วยข้อวิพากษ์ว่าด้วยการใช้ฝาส้วมชักโครกแบบนั่งเก้าอี้ว่าเมื่อไหร่ควรปิดและเปิดฝาบนหรือฝาล่าง
จนกระทั่งแกไม่มีอาการอยากหลับเลยตลอดเส้นทาง
ความจริงดูเหมือนจะไม่ยอมหลับในเวลาที่ต้องหลับเสียด้วยซ้ำ........
อิ อิ
สรุปว่าผมต้องจากนคราแรมทางแวะโน่นแวะนี่สองคืนก็รวบรัดตัดความว่ามาถึงนครที่มีภูเขาหลายขยุ้มมาจ๊ะเอ๋กัน (ประจวบคีรีขันธ์) พลันทันใด
มาพักที่วนอุทยานปราณบุรีที่อยู่ไม่ไกลเท่าใดนักจากปากแม่น้ำปราณ
ก็ได้มีโอกาสปฏิบัติภารกิจรองก่อนพลบของวันนั้น
ที่ตั้งของวนอุทยานปราณบุรีก็เป็นดังว่า - อยู่ใกล้ปากแม่น้ำ
ความที่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำ บรรดาตะกอนดินทั้งหลายจากเขาจากแปลงเกษตรและชุมชน
ก็ถูกพัดพาไหลออกสู่ทะเล แล้วเวียนวนด้วยกระแสน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นลมที่พัดไปมาไม่รู้เหนื่อย
ตกถมเป็นตมเลนตามแนวฝั่งเหนือใต้ของลำน้ำ กลายเป็นลานเลนขนาดใหญ่
ช่วงชิงพื้นที่หาดทรายของเมืองประจวบย่านนี้ไปไม่น้อย
หาดเลนคือทรัพยากรพื้นฐานอันดีของป่าเลน
สองฟากปากแม่น้ำปราณในอดีตจึงอุดมไปด้วยพืชไม้ชายเลนสารพัดพันธุ์
แสม โกงกาง เป้งทะเล ถั่ว กระเบา โปรง ฯลฯ ทั้งหลาย ก็งอกงามอยู่บนเปือกตมนั้นอยู่เนิ่นนาน
นาน
และนาน
และนาน.........
.........
.........
จนกระทั่งถึงยุคที่กุ้งกุลาดำกลายเป็นทองคำที่มีชีวิต
ป่าเลนของเมืองปราณก็ถูกรื้อถอนเปลี่ยนเป็นบ่อกว้างๆ เต็มครึ่ดไปหมด โดยบริษัทผลิตอาหารใหญ่ของประเทศโลกที่สามประเทศหนึ่ง
โอ้ว! มาตรฐานสูงครับ บ่อกุ้งพวกนี้ ถมอัดลูกรังให้แน่นดาดพื้น เพื่อไม่ให้ใครครหาว่าทำให้น้ำบ่อแถวนั้นพลอยกลายเป็นน้ำบ่อกุ้งไปด้วย
แถมทำระบบระบายน้ำประตูคอนกรีตเรียบร้อยแน่นหนา ย้ำ! ว่าหนาและแน่นอย่างยิ่ง
จนกาลถัดมา
กุ้งกุลาแปรสภาพจากทองกลายเป็นกองหนี้ บ่อกุ้งเทคโนโลยีสูงแห่งเมืองปราณก็เหลือเพียงรูปรอยอนุสรณ์ในรูปบ่อกุ้งร้าง......
.....หลายปี......
จนกระทั่งบริษัทพลังงานแห่งชาติ (ของประเทศเดียวกับบริษัทอาหารนั่นแหละ) พร้อมด้วยรัฐวิสาหกิจผลิตไฟฟ้า เร่เข้ามาหาพื้นที่ปลูกป่า ด้วยเหตุผลข้างหน้าและข้างหลังหลายประการ
บริษัทพลังงานก็ยึดเอาบ่อกุ้งร้างสิบๆ บ่อเป็นแปลงลองฝีมือปลูกป่าชายเลนเสียในทันใด
ผลเบื้องต้นคือ
ปลูก
.....
ตาย
.....
ปลูกอีก
.....
ตายอีก
จนต้องมานั่งวิเคราะห์ว่ามันเป็นอันใดฤๅ ไฉนจึงไม่อาจปลูกโกงกางให้งอกงามได้?
ข่าวว่ากำลังจะถอดใจแล้วคราวนั้น
เพราะแม้จะนึกออกแระ
ว่าสิเฮ็ดจังใดน้อจึงสิปลูกขึ้น แต่ทุนก็สูงเหลือแสน
เคราะห์ดีเหลือเกิน
ที่มี "พระผู้ซึ่งทรงงานหนักสุดแสนเพื่อแผ่นดินไทยมาตลอดค่อนศตวรรษ" เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่
พระองค์โปรดพื้นที่แห่งนี้ด้วยเหตุผลว่า เป็นชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนทะเลและผู้คน
ทรงปรารภความว่า "ให้ช่วยกันทำให้ดี"
จากวันนั้น
เรื่องทุนที่ว่าสูงเหลือแสนก็ไม่ต้องพูดถึงกันอีกต่อไป.........
หนทางปลูกป่าที่ว่าใช้ทุนสูงบนนากุ้งร้างผืนนี้ก็คือ
ด้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ขุดงัดเอาดินที่อัดดาดเอาไว้ขึ้นให้หมด
เพราะไม่งั้นรากไม้ชายเลนจะชอนลงดินไม่ได้ และจะล้มตายไปเหมือนที่เคยปลูกมา
ด้วยการลงทุนครั้งนั้น จากพระมหากรุณาธิคุณในพระราชปรารภนั้น
ปราณบุรีจึงได้ป่าโกงกางงามสะพรั่งผืนใหญ่ให้ชาวบ้านเดินเข้าไปหากุ้งขาว กุ้งแชบ๊วยและปูดำมาขายมากินได้เป็นอาจิณ
ในเวลาเพียงหกปีถัดจากนั้น....
ภาพบนสุดนั้นเป็นเหมือนตัวรวบยอดทั้งหมดที่ผมได้ไปเจอมาในคราวนั้นครับ
สมุดที่มีเส้นปากกายุ่งๆ คล้ายรูปกั้งรูปปูนั้น
คือบันทึกที่ผมพยายามวาดอย่างประณีตสุดขีด และบันทึกด้วยลายมืออันบรรจงสุดขีด (อิ อิ)
เก็บเรื่องราวที่ได้เจอเอาไว้ - ดังที่บอกว่าเป็นภารกิจที่สอง
เพราะตอนนั้นยังไม่มีกล้องถ่ายรูปของตัวเอง เลยต้องวาดมั่วๆ ไป
ส่วนรูปถ่ายด้านขวามือของท่านนั้น คือรูปที่ถ่ายจากทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน
ที่ทางวนอุทยานเค้าทำเอาไว้ ตรงนั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยต้นโปรง ,ถั่ว, พังกาหัวสุม กลุ่มนี้
เพราะเป็นพืชชายเลนที่เติบโตได้ดีบนเลนที่เริ่มแปรสภาพเป็นบกแล้ว ซึ่งต่างกับพวกโกงกางใบใหญ่โกงกางใบเล็กที่ชอบน้ำมากกว่า แม้จะเป็นพืชวงศ์เดียวกันก็ตาม
ทางเดินจุดนี้จำได้เลาๆ ว่าสูงจากพื้นดินประมาณเกือบสองเมตรครับ และมีจุดที่เป็นหอชมทิวทัศน์โดยรวมของป่าชายเลนธรรมชาติผืนนี้อีกต่างหาก
ส่วนรูปทางซ้ายมือ คือผลงานการฟื้นฟูนากุ้งร้างให้เป็นป่าชายเลนตามที่เล่าข้างต้นแหละครับ
ที่เห็นเป็นน้ำนั่นไม่ใช่ทะเล แต่เป็นบ่อกุ้ง พ้นยอดโกงกางออกไปซ้าย - ขวา - หน้า - หลัง ก็เต็มไปด้วยบ่อกุ้งแบบนี้
ครั้งที่ผมไปนั้น ป่าโกงกางปลูกใหม่พวกนี้อายุราวห้า - หก ปี กำลังเสียดกิ่งแผ่ใบเติบโตอย่างรวดเร็ว
ถ้าไปดูวันนี้สงสัยว่าอาจจะไม่ได้เห็นผิวน้ำในบ่อเหมือนเก่า เพราะใบโกงกางคงเขียวครึ้มแผ่ปรกไปทั่วพื้นที่อดีตบ่อกุ้งเหล่านี้ไปหมดแล้ว

....อันนี้เป็นภาพรวมในหนึ่งหน้าบันทึกครับ กลุ่มล่างสุดของภาพ คือสัตว์ที่ผมพบเห็นในช่วงเวลานั้น รอบๆ แปลงปลูกป่าโกงกางในนากุ้ง ก็มีพวกกุ้งหลายชนิด ปลาจำพวกปลากระบอก หอยนางรม แม้ตัวไม่ค่อยโตเท่าไร แต่ก็พบเห็นได้มากมาย หอยกะพงที่เค้าเอาไปผัดทั้งเปลือกกะใบโหระพาก็มาก ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (สงสัยว่าแถวบ้านจะไม่มี) คือ "หอยจาน" เป็นหอยสองฝากลมๆ แบนๆ แบบจานข้าวแหละครับ บางฝานี่เส้นผ่านศูนย์กลางราวสามนิ้วก็มี ปูดำนี่มีแน่นอนแต่ไม่ได้บันทึกไว้ ส่วนพวกนกที่เห็นก็พวกนกที่หากินกับน้ำ นกยางขาว ยางโทน นกกาน้ำขนดำขลับหากินเป็นฝูงและศิลปินเดี่ยวอย่างนกกะเต็นสีฟ้าสด นั่งบนตอไม้กลางน้ำคอยจ้องจับปลากินก็พบได้ทั่วไป....

นี่เป็นภาคขยายของหน้าบนโน้นครับ
แสดงภาพตัดขวางนากุ้งที่เค้ารื้อก้นบ่อเปลี่ยนเป็นแปลงโกงกาง
มีบ่ออย่างนี้เต็มไปหมด และทุกบ่อมีประตูเป็นตัวเชื่อมถ่ายเทน้ำในบ่อกับทะเลใหญ่
คือมีภาวะของน้ำขึ้น - น้ำลง
มีคนบอกผมว่า
พืชพันธุ์ชนิดที่อาศัยอยู่ชายเลนและเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็น "ป่าชายเลน" นั้น
มีลักษณะสำคัญคือ
ถ้าน้ำลงแล้วไม่ขึ้นก็ซี้แหง!
ถ้าน้ำขึ้นแล้วไม่ลง ก็ซี้แหงอีกเหมือนกัน!!!
ป่าชายเลนที่แท้จะอยู่ได้และมีนิเวศที่สมบูรณ์นั้น
ต้องมี "น้ำขึ้น" และ "น้ำลง" ครับ
แปลว่าอะไร?
แปลว่า
......ถนนใดๆ
(ทั้งเพื่อการพัฒนาแบบมีเจตนาดีและประเภทที่ดูยังไงก็ไม่พัฒนา ทั้งเจตนาก็ไม่ดีอีกต่างหาก)
ที่ตัดเลียบริมทะเลผ่านป่าชายเลนโดยไม่เหลือช่องทางเพียงพอให้น้ำได้ไหลขึ้นและไหลลงอย่างสะดวกนั้น
ก็คือการทำลายป่าชายเลนฟากบกของถนนสายนั้นแบบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์จนไม่รู้จะชมยังไงนั่นแหละครับ......

ดูออกกันมั้ยเนี่ย ว่าไอ้ตัวข้างบนนั่นน่ะ "ปูแสม"
เป็นปูแสมกันทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีต้นแสมเพราะอยู่กลางป่าโกงกางนั่นแหละ!!!!
จากข้อมูลป้ายความรู้ริมทางเดินศึกษาธรรมชาติในวนอุทยาน
ทำให้ผมรู้ว่าเจ้า แป สะ หมู ปู สะ แหม นี้ เป็นสัตว์อยู่รูที่ออกจะเป็นพระเอกเขื่องๆ พอดูในป่าชายเลน
เพราะท่านเสพใบโกงกางและใบพืชชายเลนอีกหลายชนิดเป็นพฤกษาหาร
พอใบโกงกางปลิดจากขั้วร่วงพลิ้วๆ ปลิวผลอยๆ ตกปุ๊!
ท่านก็เดินตรงรี่ (แบบปูๆ) เข้าไปเอาก้ามใหญ่ข้างขวาคว้าหมับ!
เหลือบซ้ายแลขวาระวังระไว แล้วลากครืดๆ พาลงรังรูใต้พื้นเลนในเวลาไม่นาน
ถึงก้นรูก็นั่งเสพนอนเสพใบโกงกางอย่างสำเริงอารมณ์
ความจริงท่านชอบใบเขียวมากกว่า แต่ก็เลือกไม่ค่อยได้เพราะที่ร่วงมามักเป็นใบเหลืองใบแดงที่หมดอายุทั้งน้านนนนน
ก็ยอมอร่อยน้อยลงซักนี้ด ดีกว่าอดละนะ
เอ.......
แล้วมันจะเป็นพระเอกกันอีท่าไหนเนี่ย?
ท่านี้แหละครับ
ท่าที่เอาใบไม้จากผิวดินลงไปกินใต้ดินนี้แหละ
เพราะเมื่อมีคณะปูเป็นแสนเป็นล้านตัว ก็สามารถลงชื่อถอดถอน......เอ้ย
ก็สามารถทำให้เกิดภาวะแลกเปลี่ยนความอุดมสมบูรณ์ระหว่างที่ผิวดินกับใต้พื้นดินทั่วไปทั้งผืนป่าชายเลนที่ปูอาศัยอยู่

จากอาณาจักรอันเปียกเปือกเมือกโคลนของปูแสม ถ้าเราหันหลังให้ทะเลอ่าวไทย ก้าวสวบๆ ไปหาแผ่นดิน
ซักพักเราก็จะพบว่า ไอ้เลนนิ่มๆ นี่ไม่ค่อยจะนิ่มแระ
แล้วมันก็จะแข็งขึ้นเรื่อย ทุกๆ ก้าวที่เราเดินห่างออกจากทะเล
ความจริงดินแข็งๆ พวกนี้ครั้งหนึ่งก็เคยนิ่มนุ่มเป็นเปือกโคลนมาก่อน
แต่พอซากอินทรีย์สะสมมากเข้า นานวันน้ำก็ขึ้นไม่ถึง กลายเป็นที่พ้นน้ำในวันหนึ่ง
ทำให้ค่อยๆ พ้นสภาพการเป็นป่าชายเลนขนานแท้ไปเรื่อยๆ
แต่ความที่เป็นดินใหม่ที่ยังเค็มจัดและยังมีน้ำเค็มเฉอะแฉะอยู่ใต้ดินลงไปนิดหน่อย
ทำให้พืชยืนต้นทนเค็มสกุลเดียวกับโกงกาง เช่น พังกาหัวสุม โปรงขาว โปรงแดง ถั่ว ไปจนถึงแสม ยังคงยึดหัวหาดเป็นเจ้าพ่อจับจองพื้นที่อยู่อย่างเหนียวแน่น
อืม....
ผมเอ่ยชื่อต้น "ถั่ว" หลายครั้ง
แต่ลืมบอกว่า ถั่วที่ว่านี้ไม่ใช่หยั่งถั่วลิสง หรือถั่วเขียว ถั่วมะแฮะเด้อค่ะเด้อ
แต่เป็นถั่วชนิดที่เกือบจะให้นายแจ็คใช้ปีนขึ้นไปฆ่ายักษ์ได้ทีเดียวเชียวแหละ
คือเป็นไม้ยืนต้นน่ะครับ
มีฝักยาวๆ แบบถั่วฝักยาวด้วย
ดูเหมือนฝักจะเอามาต้มแล้วบีบเอาเมล็ดกินได้นะ - ถ้าจำไม่ผิด
แต่ถ้าผมจำผิดแล้วใครทะเล้นไปกิน แล้วผิดสำแดงจนสิ้นชีพ
ก็กรุณาช่วยยืนยันกันด้วยว่า ผมได้ออกตัวไว้แล้วว่า "ถ้าจำไม่ผิด"
อิ อิ
อ้อ!
ในพื้นที่ที่ยังเค็มจัดขนาดนั้น ถ้าไม่มีไม้ใหญ้ปกคลุมเสียหมด
พืชน้อยๆ หยั่ง "ชะคราม" พืชอวบน้ำทนเค็มก็จะขึ้นได้ครับ
ผมเองรู้สึกว่าชะครามเป็นไม้ล้มลุกที่มีเสน่ห์ที่เดียว
เช่นว่าสีของมันสามารถบอกระดับความเค็มในดินได้ ประมาณถ้าเค็มมั่กๆ มันก็จะแดงมั่กๆ
เค็มน้อยก็แดงน้อย เป็นม่วงเป็นคราม - ประมาณนั้น
กับอีกอย่าง มั น กิ น ไ ด้ จ้ะ!
อยากลองก็ตามไปดูที่บล็อกคุณswin ตามนี้นะจ๊ะ
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=chim&date=29-03-2006&group=1&gblog=6
ในภาพขยุกขยิกข้างบน
ผมเขียนถึงเมล็ด หรือฝัก หรือ.....จะเรียกยังไงดีหว่า...
คือผมอะนะเป็นเด็กที่โตในแถบภูเขา พอมาเจอโกงกางกับแสมนี่ก็ทึ่งเอามากๆ เพราะที่บ้านไม่เคยเห็นของแบบนี้
เอาโกงกางก่อน
เจ้าโกงกางนี่ดูจะมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับชายเลนอย่างน่าหมั่นไส้!
ที่ใบมีต่อมคายเกลือ - ไม่กลัวเค็มละเว้ยเฮ้ย
โคนต้นมีรากค้ำยัน - เลนนิ่มเราไม่กลัวล้ม ลมจะพัดหนักๆ เราก็ไม่กลัวโค่น
แถมฝักนั่น
หย่อนยาวโตงเตง
ตรงปลายเป็นตุ้มหนักๆ ส่วนใกล้ขั้วจะยาวๆ เรียวๆ
พอหมดบุญจากต้นก็หล่นดิ่งลงมา
ถ้าหล่นตอนน้ำลงก็ดัง "ซ้วบ"!!!!! ปักเลนลงไป
ส่วนตุ้มงอกราก ส่วนขั้วก็ผลิใบ
ไม่ต้องมี อบต. ไหนเขียนโครงการไปขอตังค์จากบริษัทพวกที่อยากทำอิมเมจมาเป็นทุนปลูก มันก็งอกเองได้
ต่อให้ร่วงตอนน้ำขึ้น
มันก็ยังลอยตุ๊บป่อง ตุ๊บป่องในแนวตั้ง เอาตุ้มลง
น้ำลงเมื่อไรก็ปักเองงอกเองอยู่ดีนั่นแหละ
เอากะเค้าสิ!
ส่วนแสมก็น่าทึ่งครับ
ผมแกะดูกี่ลูกต่อกี่ลูก เหมือนกันหมด
คือทั้งๆ ที่ยังติดอยู่กับต้น
แต่ลูกแสมก็มีฝาเลี้ยงครอบใบสำเร็จที่ม้วนอยู่เป็นแกนกลาง
พูดง่ายๆ ก็คือ มันมีต้นสำเร็จ ใบก็สำเร็จอยู่แล้วทั้งๆ ที่ยังอยู่บนต้น
รอแค่รากงอกหลังจากร่วงลงดินไปซักไม่กี่เพลาเท่านั้นเอง!
ความอัศจรรย์ปรากฏได้ในทุกนาทีของชีวิตจริงๆ นะครับ
อันนี้เป็นความตื่นเต้นแบบคนป่าคนเขาที่เพิ่งได้มานั่งพินิจชีวิตริมทะเล
..............
ผมใช้เวลาอิงแอบอยู่กับอ่าวไทยครึ่งวันบ่ายกับหนึ่งคืน
พอเช้าตรู่ตื่นขึ้นมาก็ต้องกล่าวลาทั้งๆ ยังอาลัย......
ราวกับเดินออกมาจากห้องแก้วกิริยาตอนกลางดึกก็ไม่ปาน
แต่ยังไงก็ต้องไปครับ
ก็แม่วันทองนอนเนื้อนวลอยู่ฝั่งอันดามันโน้นโน่นนี่นา.......
...............
.........
....

จากประจวบคีรีขันธ์ฝั่งอ่าวไทย
ผมเหหัวลงใต้
เคลื่อนคณะทะแยงๆ ไปทางทิศใต้เฉียงตะวันตก สู่ฝั่งอันดามัน
ปฏิบัติหน้าที่จุดแรกที่ชุมชน "บ้านบางพัฒน์" ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา
บางพัฒน์เป็นชุมชนที่แสนอัศจรรย์ (อีกแล้วครับท่าน) สำหรับผม
เพราะพอเราเดินทางไปถึงริมฝั่งอันดามันที่ ต.บางเตย
แทนที่เราจะถึงหมู่บ้าน - กลับไม่ถึง
ต้องเดินข้ามสะพานข้ามคลองไปอีก เพราะตัวหมู่บ้านนั้นอยู่ฟากตรงข้ามคลองที่เรามาถึง
หนำซ้ำ
ยังเป็นหมู่บ้านที่อยู่เหนือน้ำล้วนๆ เป็นร้อยหลังคาเรือนอีกต่างหาก!
เหตุผลที่เร่จากทะเลตะวันออกมาถึงบางพัฒน์ซึ่งอยู่ทะเลตะวันตกคือ
ชุมชนที่นี่เค้าได้รางวัลที่มีชื่อเสียงรางวัลหนึ่งของไทย ในเรื่องสิ่งแวดล้อม
ชาวบางพัฒน์ช่วยกันดูแลป่าชายเลนกันอย่างดีมากๆ
แถมยังมีการจัดการหมู่บ้านที่ลงตัวด้านปากท้อง สิ่งแวดล้อมและความกลมเกลียวฉันท์เพื่อนมนุษย์เป็นที่น่าชื่นชม
เรือนทุกหลังที่บางพัฒน์ปลูกเหนือน้ำอย่างที่ว่า
เป็นตำแหน่งปากคลองก่อนออกทะเลอันดามัน ความจริงก็เหมือนกับบ้านริมคลองทั้งหลายที่หน้าบ้านหันหาคลองนั่นแหละ
แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะมีถนนตัดผ่านหลังบ้าน จนชาวบ้านต้องหันหน้าเข้าหาถนนและหันหลังให้คลองกันหมด
แต่บางพัฒน์ยังคงหันหน้าเข้าหาคลองอยู่ และเราไม่สามารถเข้าทางหลังบ้านเค้าด้วย
เพราะด้านหลังไม่มีถนน
จะมีถนนได้ไงละครับ เพราะหลังบ้านของคนที่นี่เป็นป่าชายเลนทึบขนัดแน่นกว้างตั้งเป็นพันไร่
ฝีมือปลูกโดยคนหลายต่อหลายกลุ่มทั้งในและนอกชุมชน
แต่ฝีมืออนุรักษ์นั้น ยังไงๆ ก็ต้องยกให้คนบางพัฒน์เค้านั่นแหละ
บางพัฒน์ให้ประสบการณ์ใหม่สำหรับไอ้หนุ่มหลังเขาไกลทะเลอย่างผมหลายประการด้วยกัน
ประการสำคัญซึ่งอาจน่าขำอย่างยิ่งสำหรับคนอื่นๆ ก็คือ
ผมเชื่อมาเกือบตลอดชีวิตว่า "ปูม้า" นั้น "ไม่อร่อย" ด้วยเหตุว่ารสมันจืด จื๊ด จืด
แถมบางทีฟุ้งไปด้วยกลิ่นแอมโมเนียจนแทบกินไม่ลงด้วยซ้ำ
จึงไม่เคยสั่งข้าวผัดปู โป๊ะแตกก็ไม่ใส่ปู ปูม้าผัดผงกะหรี่ก็ไม่ค่อยได้รับเกียรติมาสัมผัสปากผมซักเท่าไร
แต่นั่นแหละ
ปูม้าที่บางพัฒน์ได้เอาก้ามคีบขอบกะลาที่คว่ำอยู่ แล้วแง้มบอกผมที่นอนหมอบอยู่ข้างใต้ว่า
"ผิดซะแระเอ็ง"
เพราะเมื่อหนุ่มชาวประมงบ้านนี้หอบเอาอวนกลับจากออกทะเลในเช้าวันนั้น แล้วเอาปูม้าสดใหม่ใส่ลังถึงนึ่ง
เพื่อนร่วมทางถามว่าจะซื้อมั้ย?
ผมก็ส่ายหน้า ยิ้มๆ แล้วพูดเบาๆ พอเพื่อนได้ยิน (เพราะกลัวชาวบ้านเสียใจ) ว่า
"ม่ายอาว มันม่ายหร่อย"
เพื่อนก็เลยซื้อเองซะ สี่ - ห้าตัวเท่านั้นแหละ
และเมื่อเราเคลื่อนคณะออกจากบางพัฒน์ได้ไม่ถึงสิบนาที - เท่านั้นเอง
ผมต้องนั่งนึกในใจไปขณะที่ดูดเปลือกปูม้าต้มถุงนั้นไปเกือบตลอดทางว่า
"ทำไมกูไม่ซื้อเองซักสิบโลว้าาาาาาาาาา.....เฮ้อ!"
สรุปว่าปูม้าที่ผมเคยกินมาทั้งชีวิตก่อนหน้าวันที่ได้ประจักษ์ความจริงที่บางพัฒน์ในวันนั้น
คือปูม้าใกล้เน่าแล้วทั้งสิ้น!
เลยต้องรื้อฐานข้อมูลเกี่ยวกับปูม้ากันใหม่ตอนวัยหนุ่มฉกรรจ์ตอนกลางๆ นี่เอง
หนึ่งในสิ่งที่ได้จากหมู่บ้านเหนือผืนน้ำแห่งนี้คือ
ผมได้พิจารณาญาติของกุ้ง ที่เราเรียกว่า "กั้ง" อย่างใกล้ชิดจริงๆ ที่นี่
เพราะชาวบ้านจับมาขังรวมไว้รอขายอยู่หลายตัว
กั้งตั๊กแตนที่ได้เห็นใกล้ๆ ทำให้ทึ่งในวิวัฒนาการแห่งชีวิตเข้าอีกแล้ว เพราะเพียงแค่ "แขนคู่สังหาร" ข้างนี้
ก็ทำให้ผมต้องมานั่งทำความเข้าใจเรื่องระบบการใช้งานอยู่ตั้งนาน จนวาดออกมาได้อย่างรูปข้างบน
เพื่อจะมานึกออกอีกทีตอนเขียนเสร็จแล้วว่า อย่างอื่นน่ะเข้าใจถูก
ยกเว้นการเคลื่อนที่ของแขนกั้งเมื่อจู่โจมเหยื่อ
ที่ถูกคือการเคลื่อนไหวแบบข้างล่างครับ

จุดสุดท้ายก่อนกลับสงขลาก็ยังคงเป็นฝั่งอันดามันที่ผมแอบมาปันใจ
ออกจากบางพัฒน์ พังงา ตอนที่ยง
บ่ายสองโดยประมาณ ผมซอกซอนแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลขสี่ - เพชรเกษม
เข้าสู่หมู่บ้านท่ามะพร้าว ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่
มาเพราะที่นี่เป็นอีกแห่งที่จัดการเรื่องป่าชายเลนได้ดีจนได้รับรางวัลอีกนั่นแหละ
ขณะที่บ้านบางพัฒน์นั้นโดดเด่นเรื่องป่าชายเลนแบบน้ำมาก คือพวกแสม โกงกาง ที่ชอบน้ำขึ้นน้ำลงแบบเต็มๆ
แต่ท่ามะพร้าวดูจะมีชื่อเสียงเป็นพิเศษจากเรื่องป่าชายเลนชนิดที่เกือบจะเป็นบกอันอุดมไปด้วย ถั่วขาว โปรง ตะบูนและเป้งทะเลซะมากกว่า
และเมื่อได้เดินสำรวจป่าชายเลนที่ชาวบ้านอนุรักษ์ ก็เชื่อเอาจริงๆ ว่า
ถ้าคนที่มีความมีความรู้มากๆ มีกำลังมากๆ แบบคนในเมือง ได้ตระหนักเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว
โลกเราต้องดีขึ้นกว่านี้แน่ๆ
เพราะลำพังชาวบ้าน ป.4 - ป.6 ส่วนใหญ่ ม.3 ส่วนน้อย และ ม.6 กระจึ๋งเดียวของหมู่บ้านนี้
เค้ายังช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองได้อย่าง........โห....ไม่รู้จะพูดยังไง
ประชุมแก้ปัญหาป่าโกงกางถูกทำลายเพราะเอาไม้เผาถ่าน + เอาที่ทำนากุ้ง จนกระทั่งชะลอปัญหาลงได้
แก้ปัญหาอวนรุนที่กวาดทุกอย่างจากทะเลพร้อมๆ กับทำลายกล้าโกงกาง ด้วยการทำ "ขวากทะเล" ให้อวนเสียหาย
ตั้งกองเฝ้าระวังและลาดตระเวน ที่มีเพียงปืนลูกซอง สอง - สามกระบอก
โดยมีอัลเลาะห์กับหัวใจของคนรักบ้านเกิดเป็นเกราะคุ้มภัย
ตั้งกองทุนออมทรัพย์พร้อมเจียดเงินลงขันให้พลตระเวน
ฯลฯ
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย
ขณะที่ผู้มีวาสนาบารมีจำนวนมาก
คิดได้แค่ว่า ทำยังไงถึงจะรักษาสมบัติเงินทองเอาไว้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง
และให้ลูกหลานของตัวเองมีทรัพย์ไว้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่ตัวเองเคยทำมา
คนลำเค็ญด้อยโอกาสทั้งหลายก็เฝ้าแต่คิดให้ตัวเองพอหาเก็บหากินได้เพียงวันนี้วันพรุ่ง
และถนอมสิ่งรอบตัวเอาไว้ให้ลูกหลานพอมีกินเหมือนๆ กับที่ตัวเองเคยมีมา
เหมือนกันไม่มีผิด
ต่างกันแค่ปริมาณการเสพทรัพยากรธรรมชาติต่อหัวระหว่างคนรวยกะคนจนเท่านั้นเอง!
อิงแอบฝั่งอ่าวไทย - แอบปันใจกับอันดามัน
จบลงด้วยการกลับมานั่งจมที่เก้าอี้เขียนงานเหมือนเดิม
แต่วิเศษที่ได้ความทรงจำงามๆ กับการเดินทางครั้งนี้เยอะแยะ
ความรู้ก็พอได้ติดหัวเอาไว้โม้บ้างตามที่พอจำได้
ดีครับ
ดีจริงๆ
ความทรงจำสุดท้ายที่ท่ามะพร้าวอยู่ที่แกงส้มปูดำครับ
สดๆ จากป่าชายเลนที่พวกเค้าเฝ้าดูแลรักษา
อร่อยจนพูดไม่ถูก
และหัวใจนักสู้ของชาวบ้านก็ทำเอาเราพูดไม่ออกในหลายถ้อยคำระหว่างสนทนาเหมือนกัน
ค้อนไม่แข็ง - แรงไม่ถึง ย่อมตีดาบให้แกร่งและคมไม่ได้
คนเราหากไม่โดนเคี่ยวกรำด้วยความลำเค็ญ จะกล้าแกร่งแหลมคมได้อย่างไร
..........
......
เอ๊ะ
ทำไมจบซีเรียสจัง
อิ อิ
