คนเหงาและอ้างว้าง.......ซันซิล
Group Blog
 
All blogs
 

"Final - ISPR นางสาวเจษฎาภรณ์ เพชรด้วง

นักประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่หัวใจไอที





นักประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่หัวใจไอทีในที่นี่ฉันคิดว่านักประชาสัมพันธ์ยุคนี้ต้องมีความสามารถรอบด้าน ด้านคอมพิวเตอร์ก็ต้องเก่งและเราอัพเดทสิ่งใหม่ๆในสังคมอยู่ตลอดเวลา จะต้องมีความสามารถพิเศษ เช่น

1.ภาษาอังกฤษ
2.มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสมกับหน้าที่ ความรับผิดชอบของตำแหน่ง
3.ความสามารถด้านการถ่ายภาพ
4.มีความสามารถในการติดต่อประสานงาน
5.มีความรับผิดชอบต่อคุณภาพของ งานสูง

นั้นเป็นเพียงความสามารถเบื้องต้นที่นักประสัมพันธ์รุ่นใหม่หัวใจไอทีจะต้องมีความรับผิดชอบงานสูง และสร้างความรับรู้ หรือรู้เห็น สร้างความเชื่อถือ ให้แก่ผู้ลูกค้า นักประชาสัมพันธ์จะต้องสร้างความรู้สึกเชื่อถือ สร้างความนิยมและดึงดูดใจให้แก่ลูกค้า สาวนการทำงานเราจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ในงานประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เรารู้ข้อมูลอยู่ตลอดค่ะ





 

Create Date : 01 ตุลาคม 2550    
Last Update : 1 ตุลาคม 2550 10:19:32 น.  

สื่อสิ่งพิมพ์

การบ้าน
สื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media)สื่อประเภทสิ่งพิมพ์ (The Printed Words)
สื่อเพื่อการสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน (House or Home Journal) เป็นหนังสือวารสารสิ่งพิมพ์ที่ใช้สื่อสัมพันธ์ในหน่วยงานให้รู้หรือเข้าใจและแจกจ่ายกันเฉพาะภายในหน่วยงาน
1.2 สื่อสัมพันธ์ภายนอกหน่วยงา(External Publication) เป็นวารสารสิ่งพิมพ์ที่ใช้เพื่อสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับบุคคลภายนอกหน่วยงานจัดทำรูปเล่มประณีต ใช้ถ้อยคำ สำนวน ภาษาเป็นทางการ การระมัดระวังมากกว่าหนังสือสัมพันธ์ภายใน
1.3 สื่อสัมพันธ์แบบผสม (Combination) เป็นการจัดทำสิ่งพิมพ์ สื่อสัมพันธ์ในลักษณะผสมใช้อ่านได้ทั้งคนภายในและภายนอกหน่วยงานในเล่มเดียวกัน

การเตรียมสิ่งพิมพ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ (Preparation for Publication) ก่อนจะทำสิ่งพิมพ์ควรมีการวางแผนให้เรียบร้อย การวางแผนที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่ง 3 ประกาด้วยกัน คือ วัตถุประสงค์ (Purpose) ผู้อ่าน (Reader) และรูปแบบ (Format) ในขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้ร่วมกัน

1. วัตถุประสงค์ (Purpose) ก่อนที่จะทำหนังสือควรจะวางวัตถุประสงค์อย่างรอบคอบ
เขียนวัตถุประสงค์และให้ผู้อ่านมีอำนาจอนุมัติและทำงานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่
วางไว้
2. ผู้อ่าน (Reader) งานสำคัญอันดับแรกคือ ทำงานให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้และงานนั้นจะเป็นจริงได้ต้องคำนึงถึงผู้อ่านเป็นหลัก ผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินผลงาน ถ้าเขารู้สึกซาบซึ้งกับหนังสือก็ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาไม่อ่านหนังสือเขาก็จะไม่ซาบซึ้ง ดังนั้น เราต้องตอบให้ได้ว่านิสัยในการอ่านหนังสือของเขาเป็นอย่างไร ตัวอย่างประเภทไหนที่จะดึงดูดความสนใจของเขา จะวางเค้าโครงเรื่องอย่างไรจึงจะเอาชนะใจเขาได้ควรจะเป็นส่วนไหนเป็นต้น
3. รูปแบบ (Format) มีสิ่งพิมพ์ที่ไม่คำนึงถึงผู้อ่าน แล้วก็ไม่อยากที่จะวางรูปแบบ ควรกำหนดขนาดของหน้า จำนวนหน้า รูปภาพ มีการ์ตูนหรือไม่ และอื่น ๆ อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการกำหนดรูปแบบ คือ หาจุลสารที่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน และกลุ่มผู้อ่านเดียวกัน ลองอ่านและวิเคราะห์และลองวางรูปแบบซึ่งในการวางรูปแบบนั้นควรคำนึงถึงงบประมาณและเนื้อหาที่จะให้
สื่อสิ่งพิมพ์มีลักษณะต่าง ๆ คือ

1.1หนังสือพิมพ์ (Newspaper)
หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเผแพร่และการประชาสัมพันธ์ เพราะหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนที่สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และมีระยะเวลากำหนดออกที่แน่นอนเป็นประจำสม่ำเสมอหนังสือพิมพ์ผิดกับสื่อชนิดอื่น ๆ ตรงที่ว่าหนังสือพิมพ์นั้นอาจจะเป็นเครื่องเร่งเร้าก่อให้เกิดประชามติขึ้นในหมู่ประชาชนได้ และขณะเดียวกันก็จะส่อประชามติของประชาชนสะท้อนออกมาให้เห็นอีกด้วย เราจึงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าหนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งในวงการประชาสัมพันธ์หนังสือพิมพ์ สามารถเสนอข่าวสารเรื่องราวต่าง ๆ หลายด้านปะปนผสมผสานกันไปในฉบับเดียวกัน มีทั้งข่าวสาร เรื่องราว ที่ประชาชนเฉพาะกลุ่มและประชาชนทั่วไปสนใจ เช่น ข่าวการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจ สังคม กีฬา บันเทิง เป็นต้น หนังสือพิมพ์เป็นสื่อในการติดต่อ 2 ทาง (Two-Way Communication) เพราะเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิดเห็น นโยบายการดำเนินงานของกิจการ แล้วยังเป็นสื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่มีต่อองค์กรด้วย เช่น การวิจารณ์การปฏิบัติงานหรือนโยบายของรัฐบาล เพื่อองค์การที่ถูกวิจารณ์จะได้ปรับปรุนโยบายให้ดีขึ้น หรือรัฐบาลใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อขอความร่วมมือในการปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ยังเป็นสื่อที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยใช้เป็นสื่อแถลงนโยบาย ข้อคิดเห็นทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ใช้ในการเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักของประเทศต่าง ๆ หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
ข้อดีของหนังสือพิมพ์
1. หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่เสนอข่าวที่น่าสนใจสม่ำเสมอและรวดเร็ว จึงเป็นสื่อที่มวลชนยอมรับข่าวการเผยแพร่
2. มีความคงทนถาวรกว่าสื่อมวลชนประเภทอื่นเพราะเมื่อผู้อ่านไม่เข้าใจตอนใดก็ย้อนกลับมาอ่านทบทวนใหม่ได้
3. เสนอเรื่องราวข่าวสารหลายประเภท มีทั้งเรื่องราวข่าวสารที่ประชาชนเฉพาะกลุ่ม
และประชาชน.
1.1 สื่อเพื่อการสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน (House or Home Journal)
เป็นหนังสือวารสารสิ่งพิมพ์ที่ใช้สื่อสัมพันธ์ในหน่วยงานให้รู้หรือเข้าใจและแจกจ่ายกันเฉพาะภายในหน่วยงาน
1.2 สื่อสัมพันธ์ภายนอกหน่วยงาน (External Publication) เป็นวารสารสิ่งพิมพ์ที่ใช้เพื่อสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับบุคคลภายนอกหน่วยงาน จัดทำรูปเล่มประณีต ใช้ถ้อยคำ สำนวน ภาษา เป็นทางการ การระมัดระวังมากกว่าหนังสือสัมพันธ์ภายใน
1.3 สื่อสัมพันธ์แบบผสม (Combination) เป็นการจัดทำสิ่งพิมพ์ สื่อสัมพันธ์ในลักษณะผสมใช้อ่านได้ทั้งคนภายในและภายนอกหน่วยงานในเล่มเดียวกัน
การเตรียมสิ่งพิมพ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ (Preparation for Publication) ก่อนจะทำสิ่งพิมพ์ควรมีการวางแผนให้เรียบร้อย การวางแผนที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่ง 3 ประการด้วยกัน คือ วัตถุประสงค์ (Purpose) ผู้อ่าน (Reader) และรูปแบบ (Format) ในขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาปัจจัยทั้ง
3ประการนี้ร่วมกัน

1. วัตถุประสงค์ (Purpose) ก่อนที่จะทำหนังสือควรจะวางวัตถุประสงค์อย่างรอบคอบ เขียนวัตถุประสงค์และให้ผู้อ่านมีอำนาจอนุมัติและทำงานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
2. ผู้อ่าน (Reader) งานสำคัญอันดับแรกคือ ทำงานให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้และงานนั้นจะเป็นจริงได้ต้องคำนึงถึงผู้อ่านเป็นหลัก ผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินผลงาน ถ้าเขารู้สึกซาบซึ้งกับหนังสือก็ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาไม่อ่านหนังสือเขาก็จะไม่ซาบซึ้ง ดังนั้น เราต้องตอบให้ได้ว่านิสัยในการอ่านหนังสือของเขาเป็นอย่างไร ตัวอย่างประเภทไหนที่จะดึงดูดความสนใจของเขา จะวางเค้าโครงเรื่องอย่างไรจึงจะเอาชนะใจเขาได้ควรจะเป็นส่วนไหนเป็นต้น
3. รูปแบบ (Format) มีสิ่งพิมพ์ที่ไม่คำนึงถึงผู้อ่าน แล้วก็ไม่อยากที่จะวางรูปแบบ ควรกำหนดขนาดของหน้า จำนวนหน้า รูปภาพ มีการ์ตูนหรือไม่ และอื่น ๆ อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการกำหนดรูปแบบ คือ หาจุลสารที่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน และกลุ่มผู้อ่านเดียวกัน ลองอ่านและวิเคราะห์และลองวางรูปแบบซึ่งในการวางรูปแบบนั้นควรคำนึงถึงงบประมาณและเนื้อหาที่จะให้
สื่อสิ่งพิมพ์มีลักษณะต่างๆ คือ

1.1หนังสือพิมพ์ (Newspaper)

หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเผยแพร่และการประชาสัมพันธ์ เพราะหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนที่สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และมีระยะเวลากำหนดออกที่แน่นอนเป็นประจำสม่ำเสมอ หนังสือพิมพ์ผิดกับสื่อชนิดอื่น ๆ ตรงที่ว่าหนังสือพิมพ์นั้นอาจจะเป็นเครื่องเร่งเร้าก่อให้เกิดประชามติขึ้นในหมู่ประชาชนได้ และขณะเดียวกันก็จะส่อประชามติของประชาชนสะท้อนออกมาให้เห็นอีกด้วย เราจึงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งในวงการประชาสัมพันธ์หนังสือพิมพ์ สามารถเสนอข่าวสารเรื่องราวต่าง ๆ หลายด้านปะปนผสมผสานกันไปในฉบับเดียวกัน มีทั้งข่าวสาร เรื่องราว ที่ประชาชนเฉพาะกลุ่มและประชาชนทั่วไปสนใจ เช่น ข่าวการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจ สังคม กีฬา บันเทิง เป็นต้น หนังสือพิมพ์เป็นสื่อในการติดต่อ 2 ทาง (Two-Way Communication) เพราะเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิดเห็น นโยบายการดำเนินงานของกิจการ แล้วยังเป็นสื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่มีต่อองค์กรด้วย เช่น การวิจารณ์การปฏิบัติงานหรือนโยบายของรัฐบาล เพื่อองค์การที่ถูกวิจารณ์จะได้ปรับปรุงนโยบายให้ดีขึ้น หรือรัฐบาลใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อขอความร่วมมือในการปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ยังเป็นสื่อที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยใช้เป็นสื่อแถลงนโยบาย ข้อคิดเห็นทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ใช้ในการเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักของประเทศต่าง ๆ หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

ข้อดีของหนังสือพิมพ์
1. หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่เสนอข่าวที่น่าสนใจสม่ำเสมอและรวดเร็ว จึงเป็นสื่อที่มวลชนยอมรับข่าวการเผยแพร่
2. มีความคงทนถาวรกว่าสื่อมวลชนประเภทอื่น เพราะเมื่อผู้อ่านไม่เข้าใจตอนใดก็ย้อนกลับมาอ่านทบทวน ใหม่ได้
3. เสนอเรื่องราวข่าวสารหลายประเภท มีทั้งเรื่องราวข่าวสารที่ประชาชนเฉพาะกลุ่ม และประชาชนทั่วไป สนใจจึงสามารถเข้าถึงประชาชนได้หลายกลุ่มหลายอาชีพ
4. เสนอข่าวหรือเรื่องราวต่างๆครั้งละมากๆ ได้รวมทั้งเสนอข่าวประจำวันทุกวันเป็นประจำ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
5.มีภาพถ่ายประกอบช่วยดึงดูดความสนใจและเข้าใจข่าวสารได้ยิ่งขึ้น
6.ราคาถูกหาซื้อได้ง่ายและมีหลายภาษา

ข้อจำกัดของหนังสือพิมพ์
1.ไม่สามารถเข้าถึงผู้อ่านที่อ่านหนังสือไม่ออกหรือผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดี
2.หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ไม่มีสีสันสวยงาม ไม่มีสิ่งใดสะดุดตาผู้อ่านนอกจากพาดหัวข่าวซึ่งควรเป็นข้อความที่กะทัดรัดอ่านเข้าใจง่ายและสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องของข่าว
3.มีอายุสั้นผู้อ่านอ่านครั้งเดียวแล้วจะทิ้งไปประชาชนไม่นิยมเก็บหนังสือพิมพ์ไว้เป็นเวลานาน
4.มีช่วงอายุที่สั้นเมื่อคนอ่านเพียงครั้งเดียวแล้วก็จะผ่านไปเพราะข่าวต่างๆมีผ่านเข้ามาทุกวัน
5.ผู้อ่านหนังสือพิมพ์จะอ่านเพียงบางเรื่องหรือบางคอลัมน์ที่เขาเกี่ยวข้องหรือสนใจเท่านั้น
6.ไม่มีสีสันหรือภาพสีที่สวยงามสะดุดตาชวนอ่าน

นักประชาสัมพันธ์ ควรรู้จักผูกพันกับหนังสือพิมพ์ และถือว่า การหนังสือพิมพ์สัมพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์ซึ่งมีข้อแนะนำในการปฏิบัติดังนี้
1. ต้องศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆเกี่ยวกับวงการหนังสือพิมพ์ เช่น นโยบาย จุดมุ่งหมาย ความต้องการของ หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับซึ่งแตกต่างกันไป และต้องศึกษาบุคคลในวงการหนังสือพิมพ์เพื่อทำความรู้จักสร้าง ความสนิทสนมคุ้นเคย
2. ต้องให้ข่าวหนังสือพิมพ์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับนโยบาย ความมุ่งหมาย โครงการ ผลงาน และเหตุการณ์ เพื่อให้ หนังสือพิมพ์นำไปลงเผยแพร่ ทำให้ประชาชนผู้อ่านเกิดความสนใจ ความรู้ ความเข้าใจ และนิยมเลื่อมใสในสถาบัน
3.ต้องอำนวยความสะดวกแก่นักข่าวหรือนักเขียนที่มาติดต่อ
4.ต้องผูกสัมพันธ์และสังสรรค์กับบรรดานักข่าวและนักเขียนให้ใกล้ชิดสนิทสนม
5.ต้องคอยตัดข่าวบทวิจารณ์และสารคดีที่หนังสือพิมพ์ต่างๆลงเพื่อติดตามวัดผลงาน
6. แพร่ข่าวให้หนังสือพิมพ์ ตรวจกระแสข่าว ตรวจข่าวและความคิดเห็นที่เป็นความเข้าใจผิด

1.2 วารสาร (Journal)

จัดทำเพื่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม อาจเป็นภายในหรือภายนอกองค์กรก็ได้ จัดทำเป็นรูปเล่ม มีระยะเวลาออกที่แน่นอน และมีความต่อเนื่อง

ข้อดีของวารสาร
1. รูปเล่มแข็งแรงและสวยงาม
2. สามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนเป้าหมายได้ตามความประสงค์เจาะจงหรือต้องการ
3. มีผลทางด้านช่วยย้ำเตือนความทรงจำและประทับใจ เพราะออกติดต่อกันเป็นประจำและต่อเนื่องโดย สม่ำเสมอ
4. มีเนื้อที่เพียงพอที่จะสื่อสารหรือชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
5. มีความยืดหยุ่นสูง เพราะอาจเปลี่ยนแปลงเนื้อหา รูปเล่มให้เป็นไปตามความต้องการและงบประมาณของ องค์กรสถาบันได้ง่าย

ข้อจำกัดของวารสาร
1. คุณภาพของวารสารมักไม่ค่อยดีและขาดคุณภาพ เพราะจัดทำกันเองในองค์กรเป็นส่วนใหญ่
2. งบประมาณเป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดทำ
3. ยุบเลิกได้ง่าย หากผู้บริหารไม่เห็นด้วย หรือเมื่อไม่ได้รับงบประมาณ
4. ผู้จัดทำไม่มีเวลาเพียงพอ เพราต้องมีงานภาระอื่น ๆ ภายในองค์การอีกมากมาย
5. หากวารสารที่ออกนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ไม่แน่ชัดหรือขาดความรู้ที่น่าสนใจและสารประโยชน์ที่แท้จริงแล้ววารสารนั้นก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชน

1.3 นิตยสาร (Magazines)
นิตยสาร เป็นเครื่องมือหรือสื่อในการประชาสัมพันธ์ประเภทสิ่งพิมพ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง นิตยสารมีรูปเล่มที่กะทัดรัดสวยงาม และมีระบบการพิมพ์ที่ประณีต มีสีสวยงามช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของนิตยสาร
1. การจัดทำนิตยสารมักทำในรูปของธุรกิจโดยทีมงานขององค์กร
2. มีการวางแผนงานจัดทำอย่างเป็นระบบ ทำให้มีรูปเล่มที่สวยงามและเนื้อหาแปลกใหม่ ไม่ซ้ำหรือน่าเบื่อ
3. สามารถนำเสนอรายละเอียดเรื่องราวได้มาก และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้
4. จำนวนการผลิตไม่มาก มีการบอกเงื่อนไขการรับเป็นสมาชิก ทำให้ไม่สูญเปล่า
5. ระยะเวลาในการอ่านนิตยสารนานกว่าหนังสือพิมพ์
ข้อจำกัดของนิตยสาร

1. ราคาต่อหน่วยของนิตยสารแพงกว่าหนังสือพิมพ์
2. การจัดจำหน่ายและเผยแพร่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่ม
3.ขาดความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์เพราะอาจออกเป็นรายเดือนหรือรายปักษ์
4.มีราคาแพงประชาชนบางกลุ่มอาจไม่สามารถซื้อหรือจับจ่ายได้
5. มีจำนวนจำหน่ายและเผยแพร่คอนข้างน้อย

1.4 หนังสือรายงานประจำปี มักจัดทำเป็นรูปเล่ม และมีขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม มีเรื่องราวสำคัญและน่าสนใจขององค์กรเรียกว่าAnnualReport
1.5 หนังสือรายงานประจำงวด (Imperial Report) ทำเป็นรูปเล่มคล้ายกับหนังสือรายงานประจำปี โดยออกเป็นงวด ๆ เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือนต่อครั้ง เพื่อรายงานผลการดำเนินงานขององค์กรประจำงวด หรือรายงานผลโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
1.6 จดหมาย (News Letter) มีลักษณะเป็นแผ่นปลิวชนิดหนึ่ง เพื่อส่งให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมาย หรือคาดคะเนว่าจะเป็นลูกค้าได้ในอนาคตมีหัวจดหมายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนหรือองค์กร
1.7 ป้ายประกาศและโปสเตอร์ เป็นสื่อที่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชนที่มีความเด่นและสะดุดตา จัดทำด้วยสีสันสวยงามมีภาพและตัวอักษรชัดเจนอ่านง่ายแม้อยู่ไกล
1.8 แผ่นพับ (Folder) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการขององค์กร
1.9เอกสารแจกมักทำเป็นเอกสารที่รวมเป็นเล่มเพื่อเผยแพร่หรือแจกให้อ่าน
1.10 จุลสาร (Booklet and Bulletin) เป็นเอกสารเชิงความรู้ทางวิชาการ มีลักษณะคล้ายแผ่นพับแต่เย็บเป็นเล่ม
1.11 ใบปลิว (Leaflet) มีลักษณะเป็นกระดาษแผ่นเดียว บรรจุข่าวสาร เรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง

สื่อบุคคล (Personal Media)
สื่อบุคคลเป็นวิธีการสื่อสารที่เก่าแก่ที่สุด ใช้กันตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ขึ้นในโลก เป็นสื่อที่ใช้กันมากใน กลุ่มประชาชนทั่วไปเครื่องมือของสื่อบุคคลมีทั้งที่เป็นคำพูดกริยาท่าทางการแสดงออกทางอากัปกิริยา วิธีการสื่อสารด้วยบุคคลจะเป็นการใช้คำพูดเป็นหลักด้วยวิธีการสนทนาอภิปรายบรรยายสาธิตประชุมคำพูด (Spoken Word) เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และทุกคนต้องใช้คำพูดในชีวิตประจำวัน ในงานอาชีพ ในชีวิตส่วนตัว สื่อคำพูดจึงเป็นสื่อที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากนี้หากคำพูดนั้นพูดโดยบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สังคมยกย่องนับถือก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักในคำพูดนั้นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การพูดจึงเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดชักนำความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ออกมาให้ผู้อื่นได้ทราบและเข้าใจ คำพูดจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้มนุษย์เกิดความร่วมมือร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สื่อบุคคลหรือการสื่อสารด้วยคำพูดนั้นมี2แบบคือ
- แบบที่เป็นทางการ (Formal oral communication) เช่น การอภิปราย การบรรยาย การประชุม การประกาศข่าวการให้สัมภาษณ์การสัมมนา
- แบบที่ไม่เป็นทางการ (Informal oral communication) คือ การพูดจา สนทนาปราศรัยต่าง ๆ ในการพูดที่เป็นทางการนั้น ผู้พูดจะต้องพูดให้ผู้ฟังสนใจ เข้าใจ ประทับใจ เกิดศรัทธา แล้วยังอาจจะมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ในทางการพูดด้วย เช่น เพื่อให้ข่าวสารความรู้ เพื่อชักจูงใจ เพื่อกระตุ้นเร้าอารมณ์ เพื่อก่อให้เกิดการ
ปฏิบัติการหรือทำให้รู้สึกซาบซึ้ง ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าจุดมุ่งหมายจะมี 2 ลักษณะ คือ จุดมุ่งหมายที่เปิดเผย หรือจุดมุ่งหมายที่ปกปิด
ประเภทของคำพูดที่ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์
1.การพบปะพูดจาธรรมดา
2.การจัดตั้งหน่วยติดต่อสอบถาม
3.การพูดติดต่อทางโทรศัพท์
4. การแสดงปาฐกถา

ลักษณะของสื่อบุคคล
2.1 การพูดสนทนาเป็นการสื่อสารของบุคคลโดยทั่วไปในวงสนทนาซึ่งเป็นการสื่อสาร
กันในชีวิตประจำวันทั่วไป
2.2 การอภิปราย เป็นการสื่อความโดยกลุ่มคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นการให้ความรู้ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่มีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน
2.3 การบรรยาย เป็นการสื่อความเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจต่อเนื่องในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยผู้ฟังเป็นผู้รับสารและผู้บรรยายเป็นผู้ให้สาร
2.4 การประชุม เป็นการร่วมกันปรึกษาหารือกันในกลุ่มหรือทีมงานอย่างมีระบบและระเบียบวิธีทางการ ประชุม เช่นการยกมือก่อนพูดแสดงความคิดเห็น มีการจดบันทึกรายงานการประชุม และมีประธานการประชุม
2.5 การฝึกอบรม เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่บุคคล เพื่อให้มีความรู้เพิ่มขึ้น และมีความสามารถขึ้นในเรื่องที่ได้รับการฝึกและอบรมมา
2.6 การสัมมนา เป็นกระบวนการสื่อสารสองทาง ทั้งให้และรับความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างวิทยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนา
2.7 การพูดในที่ชุมชน เป็นการพูดในที่สาธารณะหรือชุมชนในวาระหรือโอกาสต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจความรู้ยกย่องและยินดีตลอดจนความเห็นอกเห็นใจในเรื่องราวต่างๆ

ข้อดีของสื่อบุคคล
1.เป็นสื่อที่ทุกคนมีอยู่แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองในการซื้อสื่อแบบสื่ออื่นๆ
2. ทำให้ผู้พูดและฟังเห็นหน้าตา บุคลิก ลีลา ท่าทาง น้ำเสียงประกอบการพูดซึ่งมีอิทธิพลในการชักจูงและเร้าความสนใจได้มากกว่า
3.เป็นการสื่อสารสองทางทั้งผู้พูดและผู้ฟังสามารถโต้ตอบกันได้ทันที
4.ผู้พูดสามารถปรับเนื้อหาให้เหมาะกับผู้ฟังได้ทันท่วงที
5. เหมาะกับการเผยแพร่เรื่องราวที่ไม่สลับซับซ้อนหรือติดต่อสัมพันธ์กันเป็นการส่วนตัว

ข้อจำกัดของสื่อบุคคล
1.ไม่มีความคงทนถาวรพูดแล้วก็ผ่านเลยไป
2.ไม่สามารถครอบคลุมผู้ฟังจำนวนมากๆได้
3.หากผู้พูดขาดความสามารถในการพูดจูงใจก็จะทำให้การพูดล้มเหลวได้
4. เนื้อหาสาระที่นำมาพูดหากสลับซับซ้อนเกินไป ทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ ต้องมีอุปกรณ์ประกอบการพูด เช่น ภาพถ่าย ภาพสไลด์ ภาพยนตร์
5. เป็นสื่อที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน



สื่อโสตทัศน์ (Audio Visual Media)

เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ที่มีการใช้ทั้งภาพและเสียง มีลักษณะ คือ
3.1 ภาพยนตร์ (Films) หรือวิดีโอ (Video)
ภาพยนตร์มีทั้งภาพและเสียงประกอบอื่น ๆ เช่น ภาพนิ่ง ภาพเลื่อนเป็นชุด ภาพโปร่งแสง ทั้งนี้เป็นเทคนิคต่างๆที่จะให้นักประชาสัมพันธ์เลือกใช้ให้เหมาะกับงานแต่ละแบบ ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ใช้ประสาทสัมผัสทางตา นับว่าเป็นสื่อที่ให้ความประทับใจและทำให้ผู้คนจดจำเรื่องราวเนื้อหาได้นาน เพราะผู้ชมจะได้ดูและได้ฟังคำบรรยายไปพร้อม ๆกัน

ข้อดีของภาพยนตร์
1. มีทั้งแสง สี เสียง และภาพเคลื่อนไหวประกอบดนตรี ทำให้ประทับใจและจดจำ
2. สามารถเร่งเร้าความสนใจของผู้ชมได้ตลอดเวลาที่ภาพยนตร์ฉายอยู่
3. สามารถสอดแทรกความคิดเห็น และเป็นสื่อในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติพฤติกรรมได้ง่าย
4. สามารถเสนอภาพในอดีตที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปชมได้อีก
5. ใช้เทคนิคสร้างเหตุการณ์ประกอบฉากการถ่ายทำได้อย่างสมจริงสมจังที่สุด

ข้อจำกัดของภาพยนตร์
1. ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์สูงมาก
2. ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มชนเป้าหมายจำนวนมาก ๆ ได้ ชมได้ในจำนวนจำกัด เพราะผู้ชมอยู่ในห้องฉายภาพยนตร์เท่านั้น
3. มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเครื่องอุปกรณ์และห้องฉายภาพยนตร์

3.2 วิทยุ (Radio)
เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ที่ส่งข่าวสารได้รวดเร็ว และเผยแพร่ข่าวไปได้ไกลมาก เป็นที่นิยมทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ประชาชนมีใช้มากแม้ในชนบทที่อยู่ห่างไกลและยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีหลากหลายรายการ ทั้งข่าวสาร บันเทิง รายการเพลง รายการละคร



ข้อดีของวิทยุ
1. มีราคาถูก มีความรวดเร็ว แม้จะอยู่ห่างไกลจากสถานีก็ตาม
2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออกก็สามารถรับฟังได้ ครอบคลุมบริเวณพื้นที่กว้างขวางมาก
3. ให้ความรู้สึกเป็นกันเองกับผู้ฟัง สร้างความใกล้ชิด ซ้ำยังพกติดตัวได้ตลอดเวลา
4. ให้ความรู้สึกเร้าอารมณ์ และเป็นสื่อที่จูงใจได้ง่าย เพราะเน้นจังหวะ ลีลาที่ใส่อารมณ์ทำให้ผู้ฟังจินตนาการ และมีความรู้สึกร่วมด้วย
5. สามารถฟังไปด้วยและทำงานอื่นไปด้วยได้


ข้อจำกัดของวิทยุ
1. ไม่สามารถเสนอรายละเอียดได้มาก เพราะต้องพูดให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย
2. ไม่มีความคงทนถาวร ถ้าผู้ฟังพลาดรายการไปก็ไม่สามารถจะรับฟังได้อีก
3. ถ้ามีข้อผิดพลาดจะแก้ไขได้ยาก
4. ต้องฟังอย่างมีสมาธิจึงจะได้ใจความทั้งหมด
5. เป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่สามารถไต่ถามเรื่องราวที่ไม่เข้าใจได้


3.3 โทรทัศน์ (Television)
เป็นสื่อที่เจริญรุดหน้ามาก สามารถถ่ายทอดข่าวสารได้ทั้งโดยคำพูด ข้อเขียน และรูปภาพ เป็นทั้งภาพสี ขาวดำ และภาพนิ่ง ภาพยนตร์และอื่น ๆ ถ่ายทอดข่าวสารได้เร็วมาก และส่งภาพในระยะทางไกล ๆได้ด้วย รายการทางโทรทัศน์จะคล้ายกับวิทยุ มีความหลากหลายโทรทัศน์จึงเป็นสื่อที่มีบทบาทและมีผู้นิยมมาก


ข้อดีของโทรทัศน์
1. ดึงดูดความสนใจได้มาก เพราะสามารถทดแทนได้ทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ และภาพยนตร์
2. ผู้ชมเก็บข่าวสารได้มากเพราะมีทั้งภาพและเสียง
3. ถ่ายทอดข่าวสารได้รวดเร็ว ทำให้ข่าวเป็นที่น่าเชื่อถือ
4. สามารถเสนอรายการบางรายการได้ดีกว่าวิทยุและหนังสือพิมพ์ เช่น รายการสารคดี การสาธิตทางวิชาการต่าง ๆ

ข้อจำกัดของโทรทัศน์
1. ราคาแพงกว่าสื่อประเภทอื่น
2. เมื่อพลาดรายการก็ไม่สามารถจะชมได้อีก นอกจากบันทึกเป็นวิดีโอเทป
3. เป็นการสื่อสารทางเดียว

3.4 เครื่องฉายแผ่นใส
เป็นสื่อที่ใช้ประกอบการบรรยายเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

3.5 เครื่องฉายสไลด์
เป็นสื่อที่ใช้ประกอบการบรรยาย เพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นภาพนิ่ง เลื่อนภาพได้ทีละหนึ่งภาพ ปัจจุบันมีการปรับปรุงให้มีการฉายแบบ Multi ทำให้ฉายได้ทีละ 3 เครื่อง

3.6 เครื่องรับ – ส่งแฟกซ์
เป็นเครื่องโทรศัพท์ที่สามารถส่งข่าวสารที่มีลักษณะคล้ายการถ่ายเอกสารจากต้นทางมายังเลขหมายโทรศัพท์ปลายทาง โดยมีสัญญาณบอกความพร้อมในการรับข่าวสารหรือแฟกซ์

สื่อกิจกรรมต่างๆ
สื่อกิจกรรมต่างๆที่จัดในลักษณะกิจกรรมตามวาระหรือโอกาสต่าง ๆ โดยมากจัดในรูปของนิทรรศการ การออกร้าน งานฉลอง การประกวด การแข่งขัน ประงานสถาปนาองค์กร หรือการเปิดให้เข้าชมกิจการในวันสำคัญ มีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ
1. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนจำนวนมากมาเข้าร่วมงาน

2. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมภายในงานและองค์กรให้เป็นที่รู้จักของประชาชน
3. ประชาชนที่มาร่วมงานได้รับสารประโยชน์ ส่วนองค์กรได้สร้างภาพพจน์ที่ดีในสายตาประชาชนเพิ่มขึ้น

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์
1. เพื่อให้การศึกษาทางอ้อมในวิชาการสาขาต่าง ๆ และเหตุการณ์ต่าง ๆ แก่กลุ่มประชาชนเป้าหมาย
2. เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล กิจกรรมของสถาบันต่อกลุ่มประชาชนเป้าหมาย
3. เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลุ่มประชาชนเป้าหมายให้ร่วมมือกับสถาบันหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติของกลุ่มประชาชนเป้าหมายที่มีต่อสถาบัน ไปในทางที่พึงประสงค์
4. เพื่อสร้างความบันเทิง สนุกสนานความพึงพอใจแก่กลุ่มประชาชนเป้าหมาย

หลักในการจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการ
1. การจัดแต่ละครั้งควรมีศูนย์รวมแนวความคิดเพียงอย่างเดียว
2. ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกในการเข้าชม
3. ต้องให้ผู้ชมเข้าใจง่าย และเสียเวลาน้อยที่สุด คือ จะต้องใช้ทัศนวัสดุประเภท ภาพ ของจริง ของจำลองและวัสดุสามมิติอื่น ๆให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นการดูมากกว่าการอ่าน
4. ใช้คำอธิบายสั้น ๆ ข้อความโต ๆ มองเห็นชัดแต่ไกล
5. แสงก็มีบทบาทในการจัดนิทรรศการ
6. สีที่สะดุดตาจะช่วยเร้าความสนใจและน่าติดตาม
7. ควรพยายามให้ผู้เที่ยวชมได้มีส่วนร่วมตามความเหมาะสม
8. ควรจัดเรื่องราวหรือกลุ่มวัสดุที่แสดงให้เป็นหมวดหมู่ และต่อเนื่องสันพันธ์กัน


สื่อมวลชน
ลักษณะของสื่อมวลชนสามารถแบ่งได้เป็น2ชนิดคือ
5.1หนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและนิตยสารทั้งรายสัปดาห์และรายปักษ์
5.2สื่อกระจายเสียงและแพร่ภาพนอกจากวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แล้วยังมี
-ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ได้จัดทำเป็นรายการภาพยนตร์เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์
- เคเบิลทีวี เป็นเคเบิลที่มีลักษณะไร้สาย ต้องติตั้งเสาอากาศไมโครเวฟเพื่อรับความถี่ ถอดรหัสเป็นการ ส่งด้วยคลื่นไมโครเวฟ
- ดาวเทียม เป็นการสื่อสารโดยการส่งคลื่นวิทยุโทรทัศน์จากสถานีขึ้นสู่ดาวเทียมและสะท้อนกลับมายังจานรับคลื่นซึ่งจะมีความคมชัดของภาพมาก
- วิดีโอเท็กซ์ เป็นสื่อที่คล้ายกับการส่งสารสนเทศสิ่งพิมพ์ของเทเลเท็กซ์ที่ส่งไป พร้อมกับคลื่นวิทยุโทรทัศน์แต่วิดีโอเท็กซ์อาศัยสายโทรศัพท์หรือสายเคเบิลเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างสถานีส่งกับผู้รับและมีการโต้ตอบกันได้

บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนที่มีต่อประชาชน
1. แจ้งข่าวสาร ความรู้ ความเคลื่อนไหวของกิจการหรือหน่วยงานต่าง ๆ
2. เผยแพร่ไปยังประชาชนส่วนใหญ่อย่างกว้างขวาง
3. สิ่งที่เผยแพร่มีการจัดเตรียมอย่างดีไว้ก่อนล่วงหน้า
4. สื่อมวลชนส่งข่าวสารที่สนองความสนใจของกลุ่มประชาชนจำนวนมาก
5. พยายามรักษามาตรฐานหรือคุณภาพการทำงานของสื่อมวลชนประเภทนั้นไว้เพื่อภาพพจน์ที่ดีงามและความเชื่อถือของประชาชน

************************************
การประชาสัมพันธ์กับการโฆษณา
การโฆษณา (Advertising) คือการกระทำใด ๆ ที่เป็นการชักจูงให้มีความ ประสงค์หรือความมุ่งหมาย เพื่อการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หรือเป็นการโฆษณาเชิญชวนให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการโดย ผ่านสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรืออาจจัดรถโฆษณาเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เช่น รถโฆษณาเชิญชวนให้เลือกพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง รถโฆษณาของธนาคาร การโฆษณาโดยทั่วไปจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการซื้อเสียงต่าง ๆ อันได้แก่ การซื้อเนื้อที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร การซื้อเวลาจากสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ค่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (Cut out) แผ่นโฆษณา (Poster) แผ่นพับ (Folder) นอกจากนี้ยังมีสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ติดตามรถประจำทาง ตามด้านข้าง (Bus side) และด้านหลัง (Bus back) เป็นต้น ฉะนั้นการโฆษณาจึงหมายถึง รูปแบบของการเสนอใด ๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายและมิได้เป็นการโฆษณานี้เป็นการส่งเสริมเผยแพร่ความคิดเห็น สินค้าหรือบริการ ต่าง ๆ โดยมีผู้อุปถัมภ์ตามที่ระบุไว้การโฆษณาเป็นหน้าที่ทางการตลาดที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งมีบทบาทในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ผลิตสินค้าออกจำหน่ายกับประชาชนผู้บริโภค เพราะการโฆษณาเป็นการสื่อสารโน้มน้าวใจ (Persuasive Communication) จากผู้ขายไปยังผู้ซื้อหรือผู้คาดว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้หวังให้สินค้า ผลิตภัณฑ์หรือบริหารนั้น ๆ จำหน่ายได้ใน ปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการโฆษณาจะหมายถึง การเชิญชวนหรือชักจูงให้ประชาชน “เกิดความอยากใช้” หรือ “อยากจะซื้อบริการ” เพราะประชาชนก็มีความต้องการที่จะหาซื้อหรือใช้บริการต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น การโฆษณาขายรถยนต์ บ้าน บริการ ซักอบรีด ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงานของทางราชการ ก็มักจะใช้วิธีโฆษณาในกิจกรรมของตนเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนมาใช้บริการของตนเช่น ธนาคารออมสิน หรือเทศบาล เชิญชวนให้ประชาชน
รักษาความสะอาดของถนน ดังนั้นในการนี้บางครั้งหน่วยงานก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ โฆษณา จึงเห็นได้ว่า การโฆษณาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสมอไป

ลักษณะสำคัญของการโฆษณา ก็คือ มุ่งที่จะชักจูงปลูกฝังความนิยมไปสู่ประชาชนฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นระบบเอกวิธี (One-way Process) หรือ (One-way Communication) คือการโฆษณา หรือเผยแพร่ไปสู่ประชาชนแต่เพียงฝ่ายเดียว มักไม่มีการฟังความเห็นหรือเสียงของประชาชนว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

การโฆษณาสถาบัน (Institutional Advertising)
เป็นที่น่าสังเกตว่าการโฆษณาสินค้าในปัจจุบันนี้มิได้มุ่งเพื่อการขายสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียวแต่มุ่งที่จะสร้างความประทับใจและสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่สังคมตลอดจนเป็นการมุ่งสร้างชื่อเสียง เกียรติคุณ ภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์การ/สถาบันการศึกษา การโฆษณาประเภทนี้เราเรียกว่า การโฆษณาสถาบัน/องค์การ (Institutional Advertising) หรือการโฆษณาบริษัท (Corporate Advertising)

วัตถุประสงค์ของการโฆษณาสถาบันที่สำคัญมี 3 ประการคือ

1. เพื่อให้ได้รับการสนับสนุน การที่ผู้บริโภคจะให้การสนับสนุนกิจการของบริษัทหรือสถาบันด้วยความเต็มอกเต็มใจนั้น บริษัทหรือสถาบันจะต้องมีการบอกกล่าวให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อได้ทราบการดำเนินงานของบริษัท นโยบาย, กิจกรรม, แผนงาน และความสำเร็จของบริษัท เพื่อให้เกิดความยอมรับ ความนิยม ความเลื่อมใสและความศรัทธาแล้ว ย่อมบังเกิดความร่วมมือและความสนับสนุนในกิจกรรมของบริษัทอย่างแน่นอน
2. เพื่อการประชาสัมพันธ์ ในบางครั้งการโฆษณาบริษัทจะมีลักษณะเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ จากบริษัทไปยังกลุ่มประชาชนเป้าหมาย เช่น การฉลองครบรอบบริษัท การโฆษณาการแสดงงบดุลประจำปีของบริษัท การบริจาคสินค้าของบริษัทให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ฯลฯ โดยผ่านเครื่องมือและสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ
3. เพื่อบริการสาธารณะ เป็นการโฆษณาที่แสดงจุดยืนหรือแนวความคิดต่อเรื่องสำคัญ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มักจะแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยต่อประเด็นหรือปัญหาของสังคม เช่น การโฆษณารณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมของห้างเซ็นทรัล โครงการโสร่งและผ้าซิ่นของธนาคารกสิกรไทย เป็นโครงการช่วยส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมไทย ให้รู้จักมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การโฆษณาส่งเสริมความปลอดภัยบนทางหลวงของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น

การประชาสัมพันธ์กับการโฆษณาชวนเชื่อ
การโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda)
เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของการปฏิบัติการด้านจิตวิทยา
การโฆษณาชวนเชื่อ คือ การสื่อมวลชนไม่ว่าในรูปใดที่ทำเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ของชาติ โดยเจตนาที่จะชักจูงความเห็น อารมณ์ ทัศนคติ พฤติกรรมของกลุ่มชนใด ๆ อันจะยังประโยชน์แก่ผู้ดำเนินการนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม หรืออีกนัยหนึ่ง การโฆษณาชวนเชื่อหมายถึง บรรดาข่าวสาร ความคิดเห็น ลัทธินิยม หรือการชักชวนเป็นพิเศษที่เผยแพร่เพื่อชักจูงความเห็น อารมณ์ ท่าที หรือประพฤติกรรมของกลุ่มชนใด ๆ โดยเฉพาะ เพื่อที่จะยังประโยชน์แก่เจ้าของกิจกรรมนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือปริยาย
การโฆษณาชวนเชื่อ มีความแตกต่างกับการโฆษณา (Advertising)ในแง่ที่เป็นการมุ่งประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว มีความมุ่งหมายที่จะโน้มน้าวความคิดและจูงใจคนด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้เห็นดีเห็นงามไปกับผู้โฆษณาชวนเชื่อหรือให้เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ต้องการโดยปิดบังอำพรางข้อเท็จจริงเป็นวิธีกลบเกลื่อนสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดีพยายามปิดบังซ่อนเร้นผู้กระทำหรือต้นตอของข่าวสารมีการปรักปรำให้ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อประโยชน์ของตน ความจริงแล้วการโฆษณาชวนเชื่อหรือคำว่า Propaganda นั้น มีความหมายกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลวแต่มีผู้นำไปใช้ในการควบคุมสังคมทางการเมือง สร้างประโยชน์ส่วนตัวอย่างไร้ศีลธรรมขาดความรับผิดชอบจึงมีความหมายไปในทางที่เสื่อมเสียมากกว่าทางดี อย่างไรก็ตามการโฆษณาชวนเชื่อก็ได้มีการนำมาใช้ในวงการต่าง ๆ เช่น การค้า การทูต การเมือง การบริหาร ฯลฯ เป็นต้น
เมื่อพิจารณาถึงการประชาสัมพันธ์กับการโฆษณาชวนเชื่อ แม้ว่าจะดูคล้ายกันในรูปแบบที่ใช้การติดต่อสื่อสาร ซึ่งเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็นวิธีการสื่อสารด้วยภาษา อากัปกริยาท่าทาง การใช้ระบบสัญลักษณ์ การใช้สื่อสารมวลชน (Mass Communication) หรือสื่อมวลชน (Mass Media) ที่เหมือนกันอีกด้วย เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างการประชาสัมพันธ์กับการโฆษณาชวนเชื่อ
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างการประชาสัมพันธ์ กับการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ ในเรื่องของ “วัตถุประสงค์”
การประชาสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชื่อเสียง ความรู้ความเข้าใจ ร่วมกันและสร้างสัมพันธภาพอันดีให้เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานกับกลุ่มประชาชนผู้เกี่ยว ข้องด้วย ระบบการติดต่อสื่อสารสองทาง
(Two-way Communication) คือหน่วยงาน/สถาบันเพื่อสื่อสารไปยังประชาชน ขณะเดียวกันก็รับฟังความคิดเห็นหรือประชามติ (Public Opinion) จากประชาชนด้วย

วัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ จึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตใจ และกระทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการหลอกลวงหรือ โป้ปดมดเท็จ เป็นแนวทางการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบกับประชาชนอย่างเต็มที่
ส่วนวัตถุประสงค์ของการโฆษณาชวนเชื่อนั้น เป็นไปเพื่อความมีอิทธิพลเหนือทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคลอื่นโดยเจตนาให้มีผลต่อความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อผลประโยชน์โดยเฉพาะด้วยเหตุนี้ การโฆษณาชวนเชื่อจึงมักถูกมองไปในแง่ไม่ดีหรือในแง่ลบ เสมอ และถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวเพราะเป็นการดำเนินการโดยหวังประโยชน์ของผู้โฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ในวงการวิชาชีพต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกต้องน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตถือเป็นเทคโนโลยี ที่น่าจับตามองด้วยความเป็นอัจฉริยะ ประกอบกับการพัฒนาการที่เจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์อินเทอร์เน็ตเพื่อการประชาสัมพันธ์ ด้วยอรรถประโยชน์นานัปการของอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะใช้ทางด้านการค้า การศึกษา การเผยแพร่ ข้อมูลสินค้าและบริการ ตลอดจนอินเทอร์เน็ตเพื่อการ ประชาสัมพันธ์องค์กร ทุกองค์กรเริ่มปรับตัวศึกษา และเรียนรู้เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นเครื่องมือ ในการประชาสัมพันธ์ได้อย่างลงตัว ตลอดจนในปัจจุบัน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น จากการสำรวจของเนค เทคพบว่า อายุผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคืออายุต่ำกว่า 20 ปี และ 20 - 29 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้เพื่อการสืบค้นข้อมูล ร้อยละ 32.2 ซึ่งรองจากไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์คือ ร้อยละ 35.7 (เนคเทค, 2545) จะเห็นได้ว่าการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย และได้รับความนิยม ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใช้วัยทำงาน เริ่มใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล เพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นโอกาสทางหนึ่งที่หน่วยงานทุก หน่วยงานจะเริ่มหันมา ใช้อินเทอร์เน็ตในการ ประชาสัมพันธ์ องค์กรให้ทันสมัย และรองรับการ เปลี่ยนแปลงที่นับวันจะ ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การประชาสัมพันธ์องค์กรในยุคอินเทอร์เน็ต
การประชาสัมพันธ์ เป็นการเสริมสร้างความ เข้าใจอันดีระหว่างองค์การกับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น นักประชาสัมพันธ์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกสรร สื่อประชาสัมพันธ์ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพที่สุด เน้นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication) เพื่อทราบความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขในการสื่อสารต่อไป ด้วยเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อินเทอร์เน็ตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการประชาสัมพันธ์ไปในตัว โดยอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ ยิ่งหน่วยงานของรัฐแล้วยิ่งจำเป็นต้องให้ข้อมูล ข่าวสารเบื้องต้นกับประชาชน ตามพรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 "บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง หรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารได้" นอกจากนี้เหตุผลในการประกาศ ใช้พรบ.ฉบับดังกล่าวคือ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการ ดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ จากประเด็นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการประชาสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ตเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี และจากจำนวน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มมีมากขึ้น การใช้ข้อมูลข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตจึงถือเป็นการประชาสัมพันธ์องค์การได้เป็นอย่างดี และหน่วยงาน ของรัฐเองก็ได้ปฏิบัติตามพรบ.ข้อมูลข่าวสารอีกด้วย

กลยุทธ์การนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาเสริมทัพงานประชาสัมพันธ์
การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่องานประชาสัมพันธ์ เริ่มมีการใช้มากยิ่งขึ้น และเห็นเป็นรูปธรรม เช่น การนำเสนอข่าวสารของหน่วยงาน ผ่านทางเว็บไซท์ การรวบรวมกิจกรรมที่จัดทำขึ้น การรวบรวมข่าวสาร ที่แถลงต่อสื่อมวลชน การรวบรวมคำกล่าว สุนทรพจน์ต่าง ๆ ของผู้บริหารหน่วยงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นการนำ ข้อมูล
ตรวจสอบผลการดำเนินงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงใด
ศึกษา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม
ลดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลง

คุณสมบัติของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ความสามารถในการจัดการข้อมูล: ระบบที่ดีต้องแก้ไขปรับปรุง/จัดการข้อมูล พร้อมนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลต้องไม่รั่วไหล ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ
ความยืดหยุ่น: สภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการใช้งาน/ปัญหาที่เกิดขึ้น
ความพอใจผู้ใช้: ระบบที่ดีต้องกระตุ้นให้ผู้ใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือนำมาประยุกต์ใช้

ประโยชน์ของระบบผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
สารสนเทศเพื่อการจัดการ
กำหนดเป้าหมายกลยุทธ์/การวางแผนปฏิบัติการ มีประวัติข้อมูลต่อเนื่อง บ่งชี้แนวโน้มการดำเนินงานว่าจะไปทิศทางใด
ตรวจสอบผลการดำเนินงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงใด
ศึกษา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม
ลดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลง


การประยุกต์ระบบสารสนเทศเพื่อการPR.

สารสนเทศที่จำเป็นภายในหน่วยงานPR.
ระบบสารสนเทศบุคลากรภายในหน่วยงาน: ฝ่าย PR. จำเป็นต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลากรแต่ละฝ่าย สายการบริหารขึ้นตรงกับใคร ลักษณะงานของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไร
ระบบสารสนเทศหน่วยงาน:ประวัติการดำเนินงาน วิสัยทัศน์ ภารกิจ แผนการ
ดำเนินงาน รายงานประจำปี ต้องรวบรวมและเผยแพร่
ระบบสารสนเทศสื่อมวลชน: ฐานข้อมูลสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ PR. จัดส่งข่าวสารไปยังสื่อมวลชนได้
อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง
การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
สารสนเทศด้านการตัดเก็บข่าว
************************************
3.แนวโน้มของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์กับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
พีดีเอ คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา
ระบบทัชสกรีน
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอม
กับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
ข้อมูลของหน่วยงาน
ข้อมูลภายนอกหน่วยงาน
การประยุกต์อินเตอร์เน็ตเพื่อการส่งข่าวประชาสัมพันธ์

ระบบสารสนเทศด้านองค์การสถาบัน
หลักการ PR. องค์กรสถาบัน
การบอกกล่าว/ชี้แจงเผยแพร่ให้ทราบ
การป้องกัน/แก้ไขความเข้าใจผิด
การสำรวจประชามติ
วัตถุประสงค์ของ PR. องค์กรสถาบัน
อธิบายนโยบาย วัตถุประสงค์ การดำเนินงาน ประเภทของการดำเนินงาน
คาดการณ์ล่วงหน้า ค้นหาจุดบกพร่อง
เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
ขจัดปัญหายุ่งยากภายในหน่วยงาน
แนะนำฝ่ายบริหารให้ดำเนินการได้ถูกต้อง

นโยบายของการ PR.องค์การ สถาบัน
สร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน
ปกป้อง รักษาชื่อเสียงองค์การ
สร้างความสัมพันธ์ภายใน
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศสำหรับองค์การ สถาบัน
ระบบสารสนเทศสำนักงาน
ระบบสารสนเทศบุคลากร
ระบบสารสนเทศด้านข่าวสาร PR.
“Schramm” กล่าวว่า การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข่าวสารต้องมีคุณลักษณะ 4 ประการ คือ
ต้องได้รับการออกแบบและส่งออกไปด้วยวิธีการดึงดูดความสนใจแก่ผู้รับสาร
ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจตรงกัน
กระตุ้นเร้าความต้องการ
แนะนำวิธีการที่จะตอบสนองความพอใจอย่างเหมาะสม

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศด้านข่าวPR.
ใช้คอมฯ ผลิตข่าวสาร จัดระเบียนข่าว PR.
ระบบสารสนเทศด้านเครื่องมือในการ PR.
ความสำคัญของเครื่องมือPR.
ถ่ายทอดข่าวสารPR.ให้ปชช.ได้รับทราบ
ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เสริมสร้างความนิยม/ภาพพจน์ที่ดี
ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน
ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการ PR.
สื่อบุคคล 2.สื่อมวลชน 3.กิจกรรม
4.เอกสาร/สิ่งพิมพ์ 5. สื่อโสตทัศน์
6.การโฆษณาเพื่อการประชาสัมพันธ์
7.เครื่องมือประเภทเทคโนโลยีสมัยใหม่

กลุ่มประชาชนเป้าหมายในการPR.
ลักษณะเด่นของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย ได้แก่
จำนวนคาดคะเนได้
มีลักษณะที่เหมือนกัน
มีความคิดเห็นเป็นที่ยอมรับ
การจำแนกกลุ่ม ปชช.เป้าหมาย
ตามสภาพสังคม
ตัวแปรด้านเพศ อายุ อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ระดับการศึกษา
************************************
4.แผนบริหารการสอนประจำวิชา (Course syllabus)

รายวิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการประสัมพันธ์
(Information System for Public Relations)
รหัสวิชา 3034503
ภาคเรียนที่ 1/2550
จำนวนหน่วยกิต3(2-2)
เวลาเรียน64 คาบ/ภาคเรียน

อาจารย์ผู้สอน นางทฉัตรีย์ ชยันต์เกียรติ
นศ.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Tel. 089-646-6330 E-mail : thacha_tree@hotmail.com

คำอธิบายรายวิชา (Course Description)
ความหมายและความสำคัญของระบบสารสนเทศต่องานประชาสัมพันธ์ในระดับต่างๆ แหล่งสารสนเทศประเภทต่างๆ วิธีการแสวงหา รวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เพื่อสนองการใช้งานของหน่วยงาน ตลอดจนวิธีการนำข้อมูลออกมาใช้งาน ฝึกจัดระบบสารนิเทศด้วยคอมพิวเตอร์

วัตถุประสงค์
1.ผู้เรียนสามารถอธิบาย เข้าใจ ความหมายและความสำคัญของระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์ในระดับต่างๆ
2.ผู้เรียนสามารถแสวงหา รวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง เพื่อสนองการใช้งานของหน่วยงาน ตลอดจนนำข้อมูลที่จัดเก็บออกมาใช้งานได้
3.ผู้เรียนสามารถจัดระบบสารนิเทศด้วยคอมพิวเตอร์ โดยผู้เรียนสามารถจัดทำเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานได้ในเบื้องต้น

ข้อตกลงและข้อปฏิบัติเบื้องต้น
1.การเข้าชั้นเรียน
- นักศึกษาต้องมีเวลาเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
(ขาดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง) ลากิจต้องส่งใบลาทางอีเมล์ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน ลาป่วยย้อนหลังไม่เกิน 1 สัปดาห์
ผู้ที่ขาดเรียนเกิน 4 ครั้ง ต้องทำการเพิกถอนรายวิชาเท่านั้น
- แต่งกายชุดนักศึกษาตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

2.การสอบและการส่งงาน
- ไม่มีการสอบย้อนหลัง
- ไม่รับงานที่ส่งช้ากว่ากำหนด งานทุกชิ้นต้องส่งโดยตรงกับอาจารย์ผู้สอนเท่านั้น
แผนการสอน

สัปดาห์ เนื้อหาการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน
1แนะนำรายวิชา พร้อมทำความตกลงเบื้องต้นในการเรียน
ทบทวนความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น ถึงความหมาย ความสำคัญ กระบวนการประชาสัมพันธ์

- อธิบายรายวิชาตาม
Course syllabus
- ทดสอบก่อนเรียน Pre-test
- ผู้สอนบรรยายเนื้อหา
- ผู้เรียนอภิปราย

แสดงความคิดเห็น
2ระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น บรรยายเนื้อหา

แบบฝึกหัด
ผู้สอนสรุปบทเรียน
3เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการประชาสัมพันธ์ บรรยายเนื้อหา

แบบฝึกหัด กรณีศึกษา
ผู้สอนสรุปบทเรียน
4องค์ประกอบของระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์

บรรยายเนื้อหา
แบบฝึกหัด
ผู้สอนสรุปบทเรียน
5ระบบอินเตอร์เน็ตกับประชาสัมพันธ์ ค้นคว้า อภิปราย

รายงานกลุ่ม
ผู้สอนสรุปบทเรียน
6การบริหารจัดการเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ บรรยายเนื้อหา
แบบฝึกหัด กิจกรรมกลุ่ม
ผู้สอนสรุปบทเรียน
7แนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์บรรยายเนื้อหา อภิปราย
แบบฝึกหัด
ผู้สอนสรุปบทเรียน
8Mid-term สอบกลางภาค
9 - 12การทำเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคลฝึกปฏิบัติ
13 - 15การทำเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์กลุ่มฝึกปฏิบัติ
16ทบทวนบทเรียนทั้งหมด
สรุปเนื้อหาก่อนสอบปลายภาค
นักศึกษานำเสนอผลงาน บรรยายสรุป
ผู้เรียนนำเสนอผลงาน
-ทดสอบหลังเรียน Post-test

สื่อการเรียนการสอน
1เอกสารประกอบการสอนวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการประสัมพันธ์
2.สื่อประกอบการสอนโปรแกรม PowerPoint / Internet
3.กรณีศึกษาทางด้านระบบสารสนเทศที่นำมาใช้ในงานประชาสัมพันธ์
4.ตัวอย่างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

การวัดและการประเมินผล การวัดผล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. คะแนนระหว่างภาคเรียน
70 % - ความสนใจในการเรียน
10 % - ชิ้นงาน (Website)
รายบุคคล 30 %- การนำเสนอผลงาน (Presentation) 10 % - ทดสอบกลางภาคเรียน (Mid-ter) 20 %
2.คะแนนสอบปลายภาคเรียน(Final exam) 30 %
การประเมินผล แบ่งออกเป็น 8 ระดับดังนี้
คะแนนระหว่าง 85-100 ได้ระดับ A คะแนนระหว่าง 80-84 ได้ระดับ B+ คะแนนระหว่าง 75-79 ได้ระดับ B คะแนนระหว่าง 70-74 ได้ระดับ C+ คะแนนระหว่าง 60-69 ได้ระดับ C คะแนนระหว่าง 55-59 ได้ระดับ D+ คะแนนระหว่าง 50-54 ได้ระดับ D คะแนนระหว่าง 0-49 ได้ระดับ E

เอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
กรรณิการ์ อัศวดรเดชา. สื่อและเครื่องมือเพื่อการประชาสัมพันธ์.กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2544
ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล .ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการความรู้. กรุงเทพฯ :
ซีเอ็ดยูเคชั่น,2549.
เสกสรร สายสีสด. ระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์.กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์พับลิชชิ่ง,
2549.
http://www.bloggang.com
http://www.pantip.com




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 12 สิงหาคม 2550 20:32:31 น.  

แนวโน้มของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์กับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.

แนวโน้มของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์กับระบบสารสนเทศเพื่อ PRพีดีเอ คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา
ระบบทัชสกรีน
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมฯกับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
ข้อมูลของหน่วยงาน
ข้อมูลภายนอกหน่วยงาน
การประยุกต์อินเตอร์เน็ตเพื่อการส่งข่าวประชาสัมพันธ์

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
ระบบสารสนเทศด้านองค์การสถาบัน
หลักการ PR. องค์กรสถาบัน
การบอกกล่าว/ชี้แจงเผยแพร่ให้ทราบ
การป้องกัน/แก้ไขความเข้าใจผิด
การสำรวจประชามติ
วัตถุประสงค์ของ PR. องค์กรสถาบัน
อธิบายนโยบาย วัตถุประสงค์ การดำเนินงาน ประเภทของการดำเนินงาน
คาดการณ์ล่วงหน้า ค้นหาจุดบกพร่อง
เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
ขจัดปัญหายุ่งยากภายในหน่วยงาน
แนะนำฝ่ายบริหารให้ดำเนินการได้ถูกต้อง

นโยบายของการ PR.องค์การ สถาบัน


สร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน
ปกป้อง รักษาชื่อเสียงองค์การ
สร้างความสัมพันธ์ภายใน
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศสำหรับองค์การ สถาบัน
ระบบสารสนเทศสำนักงาน
ระบบสารสนเทศบุคลากร
ระบบสารสนเทศด้านข่าวสาร PR.
“Schramm” กล่าวว่า การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข่าวสารต้องมีคุณลักษณะ 4 ประการ คือ
ต้องได้รับการออกแบบและส่งออกไปด้วยวิธีการดึงดูดความสนใจแก่ผู้รับสาร
ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจตรงกัน
กระตุ้นเร้าความต้องการ
แนะนำวิธีการที่จะตอบสนองความพอใจอย่างเหมาะสม

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศด้านข่าวPR.

ใช้คอมฯ ผลิตข่าวสาร จัดระเบียนข่าว PR.
ระบบสารสนเทศด้านเครื่องมือในการ PR.
ความสำคัญของเครื่องมือPR.
ถ่ายทอดข่าวสารPR.ให้ปชช.ได้รับทราบ
ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เสริมสร้างความนิยม/ภาพพจน์ที่ดี
ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน
ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการ PR.
สื่อบุคคล 2.สื่อมวลชน 3.กิจกรรม
4.เอกสาร/สิ่งพิมพ์ 5. สื่อโสตทัศน์
6.การโฆษณาเพื่อการประชาสัมพันธ์
7.เครื่องมือประเภทเทคโนโลยีสมัยใหม่

กลุ่มประชาชนเป้าหมายในการPR.

ลักษณะเด่นของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย ได้แก่
จำนวนคาดคะเนได้
มีลักษณะที่เหมือนกัน
มีความคิดเห็นเป็นที่ยอมรับ
การจำแนกกลุ่ม ปชช.เป้าหมาย
ตามสภาพสังคม
ตัวแปรด้านเพศ อายุ อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ระดับการศึกษา















 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2550 9:26:53 น.  

ระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น

ระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น
แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมี 3 ส่วนสำคัญ คือ
ระบบประมวลผล
2.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
3.การจัดการข้อมูล
ความสำคัญ : - การท้าทายของเศรษฐกิจโลก
การแข่งขันทางการค้า
การขยายเครือข่ายทางการค้า
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ประโยชน์ : - เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
สร้างทางเลือกในการแข่งขัน
สนับสนุนการตัดสินใจ
เพิ่มคุณภาพชีวิต

ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการ PR.

“การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ คอมฯ
มาใช้เพื่อสะดวกเกี่ยวกับการสืบค้นฐานข้อมูล
ให้หาได้ง่าย คล่องตัวในการปฏิบัติงานด้าน
PR. เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เช่น
ระบบสารสนเทศของการดำเนินงาน PR
ความหมายระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ:
การรวบรวมจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่
เกี่ยวข้องกับองค์กรทั้งภายในภายนอก
หน่วยงานนำมาประมวลผล จัดรูปแบบให้ได้
สารสนเทศเหมาะกับองค์กร ช่วยการตัดสินใจ
ประสานงาน ควบคุมของผู้บริหาร
ที่จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายของระบบสารสนเทศ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
เพิ่มผลผลิต
เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า
ผลิตสินค้าใหม่/ขยายผลิตภัณฑ์
สร้างทางเลือกใหม่ในการแข่งขันได้
สร้างโอกาสทางธุรกิจ
ดึงดูดลูกค้าไว้/ป้องกันคู่แข่ง

คุณสมบัติของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ความสามารถในการจัดการข้อมูล: ระบบที่ดีต้องแก้ไขปรับปรุง/จัดการข้อมูล พร้อมนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลต้องไม่รั่วไหล ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ
ความยืดหยุ่น: สภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการใช้งาน/ปัญหาที่เกิดขึ้น
ความพอใจผู้ใช้: ระบบที่ดีต้องกระตุ้นให้ผู้ใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือนำมาประยุกต์ใช้

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
กำหนดเป้าหมายกลยุทธ์/การวางแผนปฏิบัติการ มีประวัติข้อมูลต่อเนื่อง บ่งชี้แนวโน้มการดำเนินงานว่าจะไปทิศทางใด
ตรวจสอบผลการดำเนินงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงใด
ศึกษา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม
ลดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลง

การประยุกต์ระบบสารสนเทศเพื่อการPR.

สารสนเทศที่จำเป็นภายในหน่วยงานPR.
ระบบสารสนเทศบุคลากรภายในหน่วยงาน: ฝ่าย PR. จำเป็นต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลากรแต่ละฝ่าย สายการบริหารขึ้นตรงกับใคร ลักษณะงานของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไร
ระบบสารสนเทศหน่วยงาน:ประวัติการดำเนินงาน วิสัยทัศน์ ภารกิจ แผนการดำเนินงาน รายงานประจำปี ต้องรวบรวมและเผยแพร่
ระบบสารสนเทศสื่อมวลชน: ฐานข้อมูลสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ PR. จัดส่งข่าวสารไปยังสื่อมวลชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง
การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
สารสนเทศด้านการตัดเก็บข่าว





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 สิงหาคม 2550 9:36:07 น.  

ระบบสารสนเทศเพื่องานประสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์เบื้องต้น

ความหมาย Public Relations
วิธีการต่างๆ ขององค์การ สถาบัน
(Institution or Organization)
ที่มีการวางแผน ปฏิบัติตามแผน
ที่ได้วางไว้ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ และ
สร้างความสัมพันธ์อันดี
(good relationship)ระหว่างองค์การ สถาบัน กับ
กลุ่มประชาชนเป้าหมาย
(the public)
ทั้งภายใน ภายนอก หน่วยงาน
ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้
และมีการประเมินผล (Evaluation)

ความสำคัญของ PR.

1. สร้างภาพพจน์ / ภาพลักษณ์
2. แก้ไขความเข้าใจผิด
3. รักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มจัดส่งสินค้า
4. กระตุ้นความสนใจแก่ผู้ถือหุ้น/ กลุ่มผู้ให้ความสนับสนุน5. ทางด้านการเงินแก่บริษัท
6. สร้างความนิยมแก่ชุมชนใกล้เคียง
7. เสนอรายงานแก่หน่วยราชการ
8. สร้างความนิยมแก่ตัวแทนจำหน่าย
9. สร้างความนิยมในกลุ่ม พนง. ลูกจ้าง
10. ชี้แจง/ ให้บริการแก่ผู้บริโภค
11. ปรับปรุงด้านแรงงานสัมพันธ์
12.ให้บริการสาธารณะ
13.เพิ่มพูนมิตรไมตรีต่อบริษัท/ หน่วยงาน

ปัจจัยที่ทำให้ PR. มีความสำคัญ

ช่องว่างการสื่อสาร
ประชากรเพิ่มขึ้น
การมีความรับผิดชอบต่อสังคม
รัฐบาลมีภารกิจเพิ่มมากขึ้น
พัฒนาการของเครื่องมือสื่อสาร เทคโนโลยี
มาตรฐานใหม่ทางด้านจริยธรรม
อิทธิพลของผู้บริโภค/ บทบาทการคุ้มครอง
วิทยาการด้านการPR.ก้าวหน้า
สมาคมวิชาชีพทางด้าน PR.
การยอมรับของหน่วยงาน/ องค์กร

กระบวนการ PR.

เทคนิคใหม่ๆเผยแพร่-แก้ไข-ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นw1h
ประสบการณ์วางแผน กำหนด จุดมุ่งหมาย เป้าหมายหัวเรื่อง รณรงค์ สิ่งที่จะใช้กำลังคน / งบประมาณปฏิบัติการ
ใช้สื่อ
การพูด สิ่งพิมพ์เอกสาร ฟิล์ม ไฟฟ้า กิจกรรมพิเศษ
สไลด์ วิทยุ นิทรรศการ
ภาพยนตร์ tv การแสดง

ความน่า ความ เนื้อหาดี แจ่มชัด ย้ำให้ มีช่องทาง
เชื่อถือ เหมาะสม รู้สึกความ ให้เลือก/
สำคัญ ความสามารถ
ผู้รับ
ประเมินผลข่าวก่อนหน้าและข่าวภายหลังข้อมูล

สรุปกระบวนการPR. มี 4 ขั้นตอน


1. การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อ PR.
-การจัดเก็บข้อมูล
-การสำรวจข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ
-การสำรวจข้อมูลอย่างเป็นทางการ
2. การวางแผนการPR. มีขั้นตอนดังนี้
-กำหนดเป้าหมาย
-กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
-กำหนดจุดเด่นที่จะ PR.
-กำหนดสื่อ/เทคนิคที่จะใช้
-กำหนดงบประมาณ/ กำลังคน
-ริเริ่มการกระทำ/ กิจกรรมตามกำหนดเวลา
-ทดลองนำแผนไปใช้/ ตรวจแผน
-จัดทำแผนปฏิบัติการ
3. การสื่อสารประชาสัมพันธ์
3.1 องค์ประกอบของการสื่อสาร
3.2 ประเภท/ หลักของการสื่อสาร
3.3 การสื่อสารประชาสัมพันธ์
-Two - way Communication
-Formal/ Informal
-To inform/ educate/ entertain/persuade
-เป็นการสื่อสารที่ควบคุมสื่อเอง/สื่อมวลชน
-มีการจัดกลุ่มเป้าหมาย
4. การประเมินผลงาน PR. มี 7 ขั้นตอน
4.1 การเลือกใช้เหตุผล 4.2 ระบุวัตถุประสงค์
4.3 หามาตรการในการวัดผลประชาสัมพันธ์
4.4 ดำเนินการวัดและรวบรวมข้อมูล
4.5 วิเคราะห์ข้อมูล 4.6 รายงานผล
4.7 นำผลมาเพื่อใช้ในการตัดสินใจเพื่อ PR.

ระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น

แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมี 3 ส่วนสำคัญ คือ
1.ระบบประมวลผล
2.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
3.การจัดการข้อมูล
ความสำคัญ : - การท้าทายของเศรษฐกิจโลก
-การแข่งขันทางการค้า
-การขยายเครือข่ายทางการค้า
-ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ประโยชน์ : - เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
-สร้างทางเลือกในการแข่งขัน
-สนับสนุนการตัดสินใจ
-เพิ่มคุณภาพชีวิต

ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการ PR.

“การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ คอมฯ
มาใช้เพื่อสะดวกเกี่ยวกับการสืบค้นฐานข้อมูล
ให้หาได้ง่าย คล่องตัวในการปฏิบัติงานด้าน
PR. เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เช่น
ระบบสารสนเทศของการดำเนินงาน PR. ”

ความหมายระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ:
การรวบรวมจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่
เกี่ยวข้องกับองค์กรทั้งภายในภายนอก
หน่วยงานนำมาประมวลผล จัดรูปแบบให้ได้
สารสนเทศเหมาะกับองค์กร ช่วยการตัดสินใจ
ประสานงาน ควบคุมของผู้บริหาร
ที่จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายของระบบสารสนเทศ

-เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
-เพิ่มผลผลิต
-เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า
-ผลิตสินค้าใหม่/ขยายผลิตภัณฑ์
-สร้างทางเลือกใหม่ในการแข่งขันได้
-สร้างโอกาสทางธุรกิจ
-ดึงดูดลูกค้าไว้/ป้องกันคู่แข่ง

คุณสมบัติของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ความสามารถในการจัดการข้อมูล: ระบบที่ดีต้องแก้ไขปรับปรุง/จัดการข้อมูล พร้อมนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลต้องไม่รั่วไหล ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ

ความยืดหยุ่น: สภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการใช้งาน/ปัญหาที่เกิดขึ้น

ความพอใจผู้ใช้: ระบบที่ดีต้องกระตุ้นให้ผู้ใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือนำมาประยุกต์ใช้

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

-ผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
-กำหนดเป้าหมายกลยุทธ์/การวางแผนปฏิบัติการ มีประวัติข้อมูลต่อเนื่อง บ่งชี้แนวโน้มการดำเนินงานว่าจะไปทิศทางใด
-ตรวจสอบผลการดำเนินงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงใด
-ศึกษา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
-วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม
ลดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลง

การประยุกต์ระบบสารสนเทศเพื่อการPR.

-สารสนเทศที่จำเป็นภายในหน่วยงานPR.
ระบบสารสนเทศบุคลากรภายในหน่วยงาน: ฝ่าย PR. จำเป็นต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลากรแต่ละฝ่าย สายการบริหารขึ้นตรงกับใคร ลักษณะงานของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไร
-ระบบสารสนเทศหน่วยงาน:ประวัติการดำเนินงาน วิสัยทัศน์ ภารกิจ แผนการดำเนินงาน รายงานประจำปี ต้องรวบรวมและเผยแพร่
-ระบบสารสนเทศสื่อมวลชน: ฐานข้อมูลสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ PR. จัดส่งข่าวสารไปยังสื่อมวลชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง
-การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
-สารสนเทศด้านการตัดเก็บข่าว

แนวโน้มของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์กับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.

พีดีเอ คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา
ระบบทัชสกรีน
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมฯกับระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
ข้อมูลของหน่วยงาน
ข้อมูลภายนอกหน่วยงาน
การประยุกต์อินเตอร์เน็ตเพื่อการส่งข่าวประชาสัมพันธ์


องค์ประกอบของระบบสารสนเทศเพื่อ PR.
ระบบสารสนเทศด้านองค์การสถาบัน
หลักการ PR. องค์กรสถาบัน
การบอกกล่าว/ชี้แจงเผยแพร่ให้ทราบ
การป้องกัน/แก้ไขความเข้าใจผิด
การสำรวจประชามติ
วัตถุประสงค์ของ PR. องค์กรสถาบัน
อธิบายนโยบาย วัตถุประสงค์ การดำเนินงาน ประเภทของการดำเนินงาน
คาดการณ์ล่วงหน้า ค้นหาจุดบกพร่อง
เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
ขจัดปัญหายุ่งยากภายในหน่วยงาน
แนะนำฝ่ายบริหารให้ดำเนินการได้ถูกต้อง

นโยบายของการ PR.องค์การ สถาบัน
สร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน
ปกป้อง รักษาชื่อเสียงองค์การ
สร้างความสัมพันธ์ภายใน
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศสำหรับองค์การ สถาบัน
ระบบสารสนเทศสำนักงาน
ระบบสารสนเทศบุคลากร
ระบบสารสนเทศด้านข่าวสาร PR.
“Schramm” กล่าวว่า การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข่าวสารต้องมีคุณลักษณะ 4 ประการ คือ
ต้องได้รับการออกแบบและส่งออกไปด้วยวิธีการดึงดูดความสนใจแก่ผู้รับสาร
ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจตรงกัน
กระตุ้นเร้าความต้องการ
แนะนำวิธีการที่จะตอบสนองความพอใจอย่างเหมาะสม

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศด้านข่าวPR.


ใช้คอมฯ ผลิตข่าวสาร จัดระเบียนข่าว PR.
ระบบสารสนเทศด้านเครื่องมือในการ PR.
ความสำคัญของเครื่องมือPR.
ถ่ายทอดข่าวสารPR.ให้ปชช.ได้รับทราบ
ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เสริมสร้างความนิยม/ภาพพจน์ที่ดี
ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน
ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการ PR.
1.สื่อบุคคล 2.สื่อมวลชน 3.กิจกรรม
4.เอกสาร/สิ่งพิมพ์ 5. สื่อโสตทัศน์
6.การโฆษณาเพื่อการประชาสัมพันธ์
7.เครื่องมือประเภทเทคโนโลยีสมัยใหม่

กลุ่มประชาชนเป้าหมายในการPR.

ลักษณะเด่นของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย ได้แก่
จำนวนคาดคะเนได้
มีลักษณะที่เหมือนกัน
มีความคิดเห็นเป็นที่ยอมรับ
การจำแนกกลุ่ม ปชช.เป้าหมาย
ตามสภาพสังคม
ตัวแปรด้านเพศ อายุ อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ระดับการศึกษา








 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 สิงหาคม 2550 9:34:32 น.  

ซันซิล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รอคอยใครบางคนมาเติมเต็มชีวิต!
รอใครบางคนที่อยู่แสนไกล!
รอเธอคนนั้นเพื่อให้ชีวิตใหม่กับฉัน!

Friends' blogs
[Add ซันซิล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.