Once a Blues, Always a Blues.
 
 

เชลซีหน้าบี สุนทรีย์ไม่แพ้หน้าเอ

อีกเพียงแค่นัดเดียว จอห์น เทอร์รี่ก็จะเดินหน้าเข้าสู่เลขสาม (ร้อย) ในฐานะผู้นำทีมเชลซีแล้วนะครับ

นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับใครซักคนที่จะสารถยืนหยัดบนตำแหน่งที่มีความกดดันสูงกับสโมสรเพียงสโมสรเดียวขนาดนี้ ได้นานขนาดนั้น
เท่าที่ความทรงจำพอจะขุดคุ้ยออกมาจากกล่องความทรงจำได้ เห็นจะมีเพียง "ฟรังโก้ บาเรซี่" และ "เปาโล มัลดินี่" จากซาน ซิโร่เท่านั้นที่ทำสำเร็จ
ดังนั้น หากวันนี้ผมไม่หยิบมาละเลงคีย์บอร์ดถึง กลัวว่าจะเป็นการผิดบาปต่อกัปปิตันของเราไม่ใช่น้อยเลย

ขอเยวแบบลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ บ้านหนองขาหย่างดังๆซักสามทีเพื่อสดุดีนะครับว่า
"เยี่ยมจริงๆ!! เยี่ยมจริงๆ!! เยี่ยมจริง!!"



ทีนี้มาว่าถึงเกมเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมากันบ้าง
เชลซีต้องลงเล่นโดยปราศจากผู้เล่นระดับคีย์แมนไปหลายคนเลยทีเดียวนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นแลมพาร์ด, บัลลัค, เดโก้, โบซิงวา ,ชีร์คอฟ รวมไปถึงจอมสำออยในทรรศนะของบอ. บู๋ อย่างดิดิเย่ร์ ดร็อกบา นั่นก็ด้วย ( โทษฐานที่เสนอหน้า (อก) ไปให้เค้าถีบเอาเอง แถมยังมีหน้ามาดิ้นพราดๆเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวกอีกต่างหาก สมควรแล้วครับที่โดนนักข่าวจากเมืองไทยล้ออยู่สามสี่วัน )

ดังนั้น อันเชลอตติจึงต้องหยิบเหล่าผู้เล่นจากทีมสำรอง และทีมเยาวชนขึ้นมาป้วนเปี้ยนในทีมชีตตัวจริงอยู่หลายคนทีเดียว
ไล่ตั้งแต่การใส่อเล็กซ์ กับ เบลเลตติ ลงสนามแทน คาร์วัลโญ่ และ โบซิงวาตามลำดับ
ขณะที่แดนกลางยังคงยึดมั่นกับระบบไดมอนด์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนไปก็มีเพียงแค่ใส่เอสเซียง- เซียนยิงไกลลงเล่นในตำแหน่งของแลมพาร์ด แล้วจับมิเคลลงยืนเป็นฐานเพชร โดยสั่งการให้เอสเซียงคอยช่วยประคองมิเคลด้วยอีกแรง
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา ปรากฏว่าแค่เอสเซียงกับมิเคล เล่นเอากองกลาง 5 คนของวูลฟส์งอมพระรามงามไส้กันเลยทีเดียว



กองกลางทั้งสี่คนของเชลซีในเกมนี้ เล่นเพรสซิ่งกันแทบจะทุกจังหวะ ราวกับทีมที่ต่อสู้ด้วยเป็นทีมระดับท็อปจากยุโรป ซะอย่างนั้นเลยนะครับ
ซึ่งต้องบอกว่า การที่นักเตะทุกคนของเชลซีเล่นบอลด้วยทัศนคติแบบนี้นั้น นอกจากจะทำให้เกิดความบีบรัดและความอึดอัดตรงพื้นที่บริเวณกลางสนามให้กับคู่ต่อสู้แล้ว ยังช่วยให้แท็คติคที่อาคันตุกะวางมานั้น แทบจะแหลกละเอียดไปในทันที

มิเคล กับ เอสเซียงแทบไม่ปล่อยให้กองกลางของทีมหมาป่าได้ครองบอลโดยสะดวกเลย
ไหนจะมีมาลูด้า กับโคลน้อยคอยมาป้วนเปี้ยน คอยแซะ คอยตอดอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก นั่นยิ่งทำให้นักเตะของวูลฟส์เล่นตามแท็คติคที่วางมายากกว่าเดิมอีกพะเรอเกวียน
ก่อนทำนบจะแตก เพราะมิสไซล์จากอีซ้ายของมาลูด้า ในนาที่ 5 เท่านั้นเอง

ขณะที่นิโก้ ก็ไม่ได้ทำตัวเป็นกองหน้าอย่างที่ได้รับมอบหมายซักเท่าไหร่เลยนะครับ
มือปืนตัวอาร์ตคนนี้ วิ่งสลับดอกไปมาระหว่างหน้าเขตโทษ กับ ริมเส้นด้านขวาอย่างสนุกสนาน มันยิ่งช่วยตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า อเนลก้าในปีนี้พัฒนาด้านทัศนคติในการเล่นฟุตบอลไปอีกขั้นแล้ว คือสามารถจบสกอร์ พร้อมๆกับเป็นจอมแอสซิสต์ได้ในเวลาเดียวกัน
ไม่แปลกนะครับ หากต่อแต่นี้ไป อนลก้าจะเป็นนักเตะอีกคนที่เชลซีไม่สามารถขาดได้เลย

ถึงแม้สกอร์จะขาดลอย พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่เฉียบขาดบาดใจของผู้เล่นตัวจริงปะปนกับตัวสำรองถึงเกือบครึ่งทีม จะน่าพูดถึงก็จริง
แต่การปรากฏตัวของเด็กมีปัญหาทั้งสามคนต่อไปนี้ต่างหาก ที่ผมอยากจะละเลงคีย์บอร์ดถึงมากกว่าฟอร์มการถล่มประตูที่เป็นไปตามมาตรฐานในระยะหลังอยู่แล้ว

ขอไล่ตั้งแต่เจ้าหนูกากูต้าก่อนเลยละกัน
เด็กคนนี้มีเฟิร์สท ทัช กับการเล่นฟุตบอลที่เนียนตาและโตเกินวัยพอสมควรเลยทีเดียว ทรงบอลที่ออกมาเป็นประเภทหวือหวา และมีทักษะที่แน่นกับการทะลุทะลวงที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นจุดขาย
ช็อตที่เตะตาจนปูดบวม น่าจะเป็นสัมผัสแรกที่หลอกจะเปิดเข้ากลาง แต่ตลบหลังล็อคเข้าในก่อนจะยิงเข้าข้างตาข่ายแบบน่าเสียดายเป็นที่สุด

ลูกนั้นทำเอาแฟนๆหลังประตูครางฮือ ปรบมือกันลั่นเดอะ บริดจ์เลยทีเดียว

จังหวะนี้ อยากบอกว่าเป็นไฮไลท์ที่ติดตาผมมากเลยครับ สำรับเจ้าหนูวัย 18 ที่สร้างปัญหาให้เชลซีในตลาดนักเตะอยู่ในเวลานี้
ไม่ใช่แค่สเต็ปบอลที่คล่องและมีไหวพริบดีเท่านั้นนะครับ การเคลื่อนที่ของกากูต้ายังดูลงตัว และไม่เป็นตัวถ่วงเพื่อนร่วมทีม แถมยังมีการเล่นลูกส้นหลอกกองหลังวูลฟส์ที่บริเวณริมเส้นให้เห็นอีกด้วย
หรือจะเป็นลูกยิงไกล จากการเคาะบอลกับบอรินี่ ที่เฉี่ยวตาข่ายไปไม่ถึงคืบนั่นก็น่าพูดถึง

สไตล์ของกากูต้า หากใครไม่ได้ดูแล้วนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ให้หลับตาแล้วนึกถึงสเต็ปบอลแบบไรท์ ฟิลลิปส์นะครับ แต่เป็นการเล่นด้วยเท้าซ้ายแทน
นั่นแหละครับ กาแอล กากูต้า!!!



ด้านเจ้าชายเซิร์บอย่าง "เนมานย่า มาติซ" ที่ถูกส่งลงมาเป็นคนที่สองนั้น
ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร ได้แต่เคาะบอลไปมา แต่ถ้ามองดูดีๆ จะเห็นว่าในบรรดาทั้งสามคนที่อันเชลอตติส่งลงสนามมานั้น
เนมานย่า มาติซ นั้นหล่อที่สุดนะครับ!!!

เอ้ย! ไม่ใช่ ผมจะบอกว่า เจ้าชายเซิร์บมาติซนั้น น่าจะแทรกเข้ามาในชุดใหญ่ได้ในเร็ววันนี้แน่
เพราะการอ่านเกม และการออกบอลของมาติซไม่มีหลุดเลยนะครับ ถึงจะเป็นแค่การเล่นกับทีมอย่างวูลฟส์ก็ตาม แต่เซนส์บางอย่างมันบอกว่าเด็กคนนี้ มีทรงบอลที่เหมาะกับระบบไดมอนด์พอสมควร อาจเข้าทำนองไม่หวือหวา แต่สารพัดประโยชน์น่ะครับ
รอลุ้นยาวๆได้เลย สำหรับเจ้าชายเซิร์บคนนี้

คนสุดท้ายที่ลงมาเขย่าเดอะ บริดจ์ ก็คือ "ฟาบิโอ บอรินี่" ดาวซัลโวสูงสุดในทีมเยาวชนเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา
เจ้าหนูอิตาเลียนรายนี้ แฟนๆเชลซีได้เห็นกันมาบ้างแล้ว อย่างน้อยๆก็ในเกมที่ชนะสเปอร์สเมื่อต้นฤดูกาล แต่สำหรับในเกมนี้ เจ้าหนูบอรินี่ลงเล่นได้เป็นธรรมชาติกว่าเกมนั้นพอสมควร

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าสกอร์ขาด แถมยังได้เล่นกับเพื่อนๆจากชุดเยาวชนอย่างกากูต้า และมาติซ ด้วย

ผลงานของบอรินี่เข้าขั้นไม่ได้ไม่เสีย มีการประสานงานสวยๆกับคนอื่นๆหลายจังหวะ แต่อิทธิพลที่มีต่อเกมยังไม่มากเท่ากับกากูต้า หรือมาติซ
ทางเดียวที่บอรินี่จะกระโดขึ้นมาชุดใหญ่ได้เร็วๆ นั่นก็คือเมื่อได้โอกาสลง ต้องรีบยิงให้ได้เร็วที่สุดนะครับ

ผมเชื่อว่า ถ้าบอรินี่ยิงประตูแรกให้ทีมชุดใหญ่ได้เมื่อไหร่ โอกาสต่อๆไปของเขาจะเดินทางมาถึงอย่างสม่ำเสมอแน่นอน
ถ้าไม่อยากหายต๋อมเหมือนดิ ซานโต ต้องรู้จักเห็นแก่ตัวกว่านี้ สำหรับบอรินี่

เห็นเชลซีชุดสองลงเล่น ก็มีความสุขไปอีกแบบนะครับ
อย่างน้อยๆการได้เห็นเด็กๆจากทีมเยาวชนขึ้นมาเล่นบ้าง ก็ให้ความหฤหรรษ์ในการดูบอลไปอีกแบบ

โปรแกรมต่อไปของสิงห์บลูส์ คือการลงเล่นดาร์บี้ แมตช์ กับขุนพลยัง กันส์ ที่เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม
ครั้งล่าสุดที่พบกัน เชลซีของเราเอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ถึง 4-1 เชียวนะครับ

ในวันนั้น กุส ฮิดดิ้งค์ ยังยืนกำกับการละเล่นของขุนพลสีน้ำเงินอยู่ที่ข้างสนามอยู่เลย
แถมยังมีอันเชลอตติ แอบมานั่งศึกษาวิธีกำราบเหล่ายังกันส์ ถึงขอบสนามอีกด้วย.





 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2552 11:24:08 น.   
Counter : 448 Pageviews.  


ชัยชนะของพวกไม่มีประวัติศาสตร์

ห้วงนาทีหลังจากกัปตันจอห์นคนดีของเหล่าเชลสกี้ส์ สะกิดขึ้นขวิดลูกหนังเหลืองๆให้ปลิวละลิ่วไปนอนคุดคู้อยู่ที่ก้นตาข่ายของยูไนเต็ดได้นั้น
ซีลีบัมที่มีรอยหยักไม่มากเท่าเส้นมาม่าของผม ครุ่นคิดถึงชื่อคอลัมน์ในวันนี้ไว้มากมายหลายชื่อเลยทีเดียว


ไม่ว่าจะเป็น
"ของขวัญแด่หนูโจ", "แรงแค้นจากมอสโก", "คาเตนัชโช่ โชว์ที่เดอะ บริดจ์", "ชอบเค้าบ้างหรือยังครับ กับอันเชลอตติ" หรือแม้แต่ชื่อที่เน้นเอาฮาเข้าว่าอย่าง "ใครก็ดร้ายยยยย หยุดผมที........." ก็แว่บเข้ามาอยู่ในห้วงความคิดกับเค้าด้วยเหมือนกัน

แต่แล้วคำสบถที่เหม็นกว่าตดของคนท้องผูก จากลิ้นไก่ของแฟนผีบางคนในบาร์แถวบ้านผม
ก็ทำให้ชื่อทั้งหมดเป็นหมันลงไปโดยปริยาย เมื่อพี่คนนั้นหลุดปากหันมาด่าผมด้วยคำๆนึง ที่เจ็บแปล๊บๆและแสบๆคันๆในหัวใจไม่ต่างจากการโดนน้องแพทตี้ อังศุมาลิน บอกเลิกในวันครบรอบ 2 ปีที่รู้จักกัน (ในความฝัน) เท่าไรนัก

""พวกเอ็งมันไม่มีตำนาน ไม่มีประวัติศาสตร์ เชียร์เพราะว่าทีมมันพึ่งดัง ไอ้อ่อนเอ๊ย"
พูดจบพี่ท่านก็เช็คบิล แล้วพาร่างที่ไร้สมองเดินอาดๆออกจากร้านไปแบบน่าเวทนาในสายตาของผมอย่างที่สุด

นั่นเลยเป็นที่มาของชื่อคอลัมน์ในวันนี้ ด้วยประการละฉะนั้นขอรับ



มอสโก 2008
ภาพแห่งความเจ็บปวดภาพนั้นของเทอร์รี่ที่รัก ยังไม่เคยสลัดไปจากห้วงความทรงจำได้เลยซักครั้งสำหรับผม
และเชื่อว่าบิ๊กจอห์นเองก็ด้วย

เหตุการณ์หลังจัตุรัสแดง เชลซีไม่เคยได้รับการชูมือเหนือยูไนเต็ดอีกเลย (ภายในเวลา 90 นาที) ไม่ว่าจะเป็นในรายการไหนก็ตามที่ได้มีโอกาสห้ำหั่นกัน
พรีเมียร์ลีกถูกสอนบอลในโรงละครแห่งความฝันร้ายถึง 3-0, ขณะที่ในเดอะ บริดจ์ก็ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่จนลิ้นแทบห้อย กว่าจะได้เฮก็ลากยาวมาจนถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย
ในชปล. น่าจะได้ถอนแค้นคืนจากมอสโกอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุจากปอดของเปาหัวเหม่งจากนอร์เวย์ที่พ่นลมไม่ออกทุกทีเวลาเชลซีถูกทำฟาวล์ในเขตโทษเสียก่อน

กับคอมมิวนิตี้ ชิลด์ไม่อยากนับรวม เพราะเป็นเสมือนเกมที่เรียกความพร้อมก่อนลุยศึกใหญ่ที่กำลังจะเดินทางมาถึงอย่างพรีเมียร์ลีกมากกว่าจะเอาจริงจนถึงขั้น "ถอนแค้น" แบบในแมตช์ที่ผ่านมา

จนกระทั่ง "คาเตนัชโช่" ของอันเชลอตติ นี่เองที่ช่วยปลดเปลื้องความแค้นในหัวใจของเชลซีและเทอร์รี่ ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของฝันร้ายที่มอสโกได้เสียที
ถึงจะเป็นเพียงฝันเล็กๆที่มีค่าเพียงแค่ 3 แต้มก็ตาม

พยักหน้ายอมรับเลยว่าการแพ็คกองกลางที่แน่นปั้กถึง 5 นายของอาจารย์ใหญ่เฟอร์กี้นั้น ช่วยกลบจุดบอดในแนวรับได้สนิทจนศิษย์เชลซียังแอบส่ายหน้าเลยขอรับ

อย่างที่ผมได้คาดไว้ ว่าหากจะเอาเกมตรงกลางสนามของเชลซีให้อยู่ ยูไนเต็ดต้องเรียกใช้งานของ "อันแดร์สัน" กับ "เฟล็ทเชอร์" มาช่วยกันพะบู๊กับไดมอนด์ของเชลซีเท่านั้นถึงจะเอาอยู่
ต่างไปก็ตรงที่ว่าเฟอร์กี้เลือกใส่ตัวโฮลด์ดิ้งที่อ่านเกมเก่งอย่าง "คาร์ริค" ลงมาเพื่อเพิ่มสมดุลอีกหนึ่งคน

แล้วก็ได้ผลเสียด้วย

เกมนี้ดวลกันเดือดมากในแง่ของการชิงไหวชิงพริบบริเวณจุดยุทธศาสตร์กลางสนาม
ไดมอนด์ของเชลซีแผงฤทธิ์ได้แค่ราวๆ 10-15 นาทีแรก โดยอาศัยการต่อบอลที่เร็วและค่อนข้างแม่นยำ เพื่อถ่ายออกไปให้คู่กองหน้าได้เข้าทำอยู่บ่อยครั้งในช่วงต้นเกม แต่ก็ได้แค่วูบวาบและหวือหวาเป็นระยะๆเท่านั้น

ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ดูท่าจะกดดันตัวเองถึงผลงานในเกมนี้มากเกินไป จนหลายๆครั้งเล่นบอลเห็นแก่ตัวมากเกินพอดีจนผิดธรรมชาติ ขาดการประสานงานที่เคยไหลลื่นกับอเนลก้า จนทำให้แบ็คโฟร์ของยูไนเต็ดเล่นง่าย ไม่เดือดร้อนระดับไฟไหม้บ้าน เหมือนนัดที่เอาชนะลิเวอร์พูล
ซึ่งเป็นจุดที่น่าเสียดายมาก

แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องไม่ลืมที่จะชมอีแวนส์ด้วยนะครับ ที่อาศัยการอ่านเกมที่เฉียบขาดเกินวัย หยุดยั้งมหันตภัยจากโกต ดิวัวร์ เอาไว้ได้แบบน่ากระแทกมือดังๆให้เลย
ฟอร์มแบบนี้เฟอร์ดินานด์ต้องเร่งตัวเองแล้วล่ะครับ ไม่งั้นเผลอๆอาจมีเซอร์ไพรส์จากป๋าก็เป็นได้

ด้านวิงแบ็คของทั้งสองฝั่ง ก็ดวลกันสนุกไม่แพ้การพะบู๊ในแดนกลางเลยทีเดียว
แอชลี่ย์ โคล, อิวาโนวิช, เอวร่า และ โอเช ทั้งสี่หน่อผลัดกันขึ้นมาสลับดอกในการเติมเกมรุก และลงมาช่วยเกมรับกันแบบเลือกไม่ถูกเลยว่า ฝั่งไหนที่ทำงานตรงนี้ได้ดีกว่ากัน
ถ้าให้เลือก ผมคงต้องยกให้เจ้าอิวาโนวิช แบบไม่มีลำเอียงและมีเหตุผลเข้ามาประกอบ

แบ็คขวาจากเซอร์เบียหน้าหวานรายนี้ ดูจะเป็นพวกที่เกิดมาเพื่อเล่นเกมใหญ่เหมือนเฟล็ทเชอร์เลยนะครับ
จังหวะรุก แน่นอนว่าอาจไม่หวือหวาเท่าโบซิงวา แต่จังหวะรับหรือดีเลย์เกมรุกของยูไนเต็ดนี่แหละครับ ที่เป็นประโยชน์ต่อเชลซีอย่างรุนแรง
เอวร่าอาจมีความเร็วเหมือนคนที่กินน้ำมันเบนซิน 91 เป็นอาหารก็จริง แต่การอ่านทางบอลของอิวาโนวิช ผนวกกับการได้รับความช่วยเหลือจากบัลลัคในแทบจะทุกๆจังหวะ ก็ทำให้ว่าที่แบ็คซ้ายที่เก่งที่สุดในโลกอย่างเอวร่าถึงกับไปไม่เป็นกับเค้าเหมือนกัน
แถมยังมีเตะหลุดให้เห็นในช่วงท้ายๆเกมอีกด้วย

เกมตรงกลางสนามเชลซีดูดีกว่ายูไนเต็ดแบบเล็กน้อยในครึ่งแรก
แต่ในครึ่งหลังนี่ซิครับ กลับเป็นยูไนเต็ดที่ปรับหมากแก้เกมได้ดีและถูกจุดกว่าเชลซี จึงสามารถครองบอลได้มากกว่าถึง 70-30 เลยทีเดียว

แต่จะเลือกมองมุมไหนล่ะครับ?
ถ้าหากคุณรู้จักอันเชลอตติดี คุณจะไม่แปลกใจกับหมากกลแบบนี้ในเกมใหญ่ๆของพี่แจ้เวอร์ชั่นอิตาเลียนคนนี้เลยแม้แต่น้อย

ผมวิเคราะห์ก่อนเกมไว้แล้วว่าเกมนี้อันเชลอตติจะไม่กางตำราเกมรุกเข้าใส่ยูไนเต็ดอย่างแน่นอน
ต่อให้เล่นในบ้านและฟอร์มระยะหลังดุขนาดไหนก็ตาม ผมเชื่อว่าอันเชลอตติจะเล่นแบบ "ตีหัวเข้าบ้าน" เพื่อให้ยูไนเต็ดกระจายกำลัง แล้วหวังให้เกิดช่องว่างในการจู่โจมแบบฉับพลัน (หรือที่ดอคเตอร์เหลือง เรียกว่า"เคาน์เตอร์ แอ็ทสะแท็ค" นั่นแหละครับ)
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในครึ่งแรก เชลซีคงประเมินแล้วว่ากองกลางยูไนเต็ดแพ็คแน่นพอที่จะช่วยงานกองหลังได้สบายๆ
ดังนั้นช่องทางที่เชลซีจะตีทำนบของคนเสื้อแดงให้แตกได้ น่าจะมาจากการเข้าทำแบบ "เซท เพลย์" มากกว่า
สังเกตได้เลยครับ ว่าพอเริ่มครึ่งหลังเป็นต้นมา เชลซีพยายามดึงเช็งเพื่อเรียกฟาวล์จากยูไนเต็ดเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของสนามก็ตาม

ทั้งนี้ก็เพื่อชะลอเกมที่กำลังไหลลื่นของยูไนเต็ด และหวังจะเผด็จศึกไปด้วยในตัว
ซึ่งต้องบอกว่าได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากรรมการเหมือนกัน ในฐานะเจ้าบ้าน

พอปราการสีแดงของยูไนเต็ดถูกทลายลงจากการเล่นเซ็ท เพลย์
ความเชื่อข้างต้นของผม ก็ยิ่งตอกย้ำให้เด่นชัดขึ้นมากกว่าเดิม



เชลซีเล่นแบบอิตาเลียนอย่างแท้จริง เป็นการเล่นแบบที่ชวนทะเลาะหากคุณไม่นิ่งมากพอ
ไม่ว่าจะเป็นการเตะถ่วง, ยั่วโมโห, เจ็บนานและเน้นการต่อบอลด้วยเท้าไปมา เพื่อทำลายสมาธินักเตะยูไนเต็ด
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหมากกลเล็กๆ ที่มีผลต่อจิตวิทยาของผู้ตามอย่างได้ผลชะงัดนักเลยล่ะครับ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเชลซีใช้มุกแบบนี้ทีมเดียวซะที่ไหน

ยูไนเต็ดเองก็เคยใช้กลยุทธ์อะไรแบบนี้มาแล้วเวลาเจอทีมที่เล่นดีกว่าหลายครั้งเหมือนกัน (โดยเฉพาะในชปล.)

ดังนั้น ข้อถากถางในเรื่องการเล่นบอลอุด หรือบอลตุ๊ดที่ชอบด่ากันนั้น ผมขออนุญาตเขี่ยทิ้งลงถังขยะไปนะครับ
เพราะนอกจากจะเป็นความคิดที่แสดงให้เห็นว่าไม่แตกฉานในศาสตร์ลูกหนังแล้ว ยังเป็นการโชว์ตัวให้โลกเห็นด้วยอีกว่า "ฉลาดน้อย แล้วอวดว่าฉลาดมากๆ" อีกต่างหาก

ด้านพารากราฟสุดท้าย วันนี้ผมขออุทิศแด่เทอร์รี่ ผู้เสกสามแต้มอันล้ำค่าให้เชลซีนะครับ
ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นและประตูนี้ของบิ๊กจอห์น จะยิ่งตอกย้ำให้คาเปลโล่และสื่ออังกฤษได้กระจ่างแล้วว่าบิ๊กดอน "เลือกคนไม่ผิด" จริงๆ กับบทบาทผู้นำทีมชาติอังกฤษ

ทั้งๆที่ก่อนเกมไม่กี่ชั่วโมง ข่าวฉาวของพ่อผู้บังเกิดเกล้าของเขาที่ไปพัวพันกับยาเสพติด กำลังโหมกระพือที่หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ แบบฮือฮา และน่าจะมีผลต่อจิตใจกันบ้างไม่มากก็น้อย
แต่ "เทอร์รี่ คนหัวใจสิงห์" ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาเป็นมืออาชีพและมีบุคลิกของผู้นำมากขนาดไหน

ไม่แปลกเลยครับ
หากวันนึงเราจะเห็น "คนหัวใจสิงห์" คนนี้ยืนอยู่ในที่ที่เดียวกับที่อันเชลอตติยืนอยู่ในวันนี้ที่ขอบสนามของสแตมฟอร์ด บริดจ์.





 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2552 12:40:32 น.   
Counter : 106 Pageviews.  


เฉือน..ฆาตกรรมรำลึกของป๋าแพนด้า กับพี่แจ้อิตาเลียน

พึ่งได้มีโอกาสไปนั่งดูภาพยนตร์ไทยที่ผมขออนุญาตโฆษณาให้ฟรีๆแบบไม่เสียเงินเลยว่า
"เอาไป 10 กะโหลก" เลยครับผู้กำกับฯ


เพราะนอกจากจะเป็นหนังที่ไม่มีนางเอกแล้ว เนื้อหาในนั้นยังจัดว่าเป็นหนังที่โหด, ดิบ, คลาสสิค และบิดหัวใจในตอนจบเอามากๆ
โดยเฉพาะฉากที่โชว์ร่างกายอันกำยำและเปลือยเปล่าของเป้ สเลอ ที่ทำเอาสาว (น้อยหรือสาวใหญ่ก็ไม่ทราบได้) เก้าอี้ข้างๆ นั่งกัดฟันกันกรอดๆ จนแทบจะโดดเข้าไปกัดคอเป้ในจอกันเลยทีเดียว

อยากบอกว่าฉากนั้นเป็นฉากที่เสียวที่สุดในเรื่องเลยล่ะครับ (เพราะถ้าเป้หันมาทางซ้ายอีกนิดเดียว รับรองเลยว่า อีน้องผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ได้หัวใจวายตายคาโรงแน่ๆ)
ยอมรับเลยว่า "เฉือน - ฆาตกรรมรำลึก" นั้นเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปีของพุทธศักราชนี้ (เท่าที่ผมได้ไปดูมา)

เช่นเดียวกับ "แมตช์หยุดโลก" ในวันอาทิตย์นี้ ที่อาจทำเอาผม "หยุดงาน" ในวันจันทร์ได้ง่ายๆ
หากผลการแข่งขันไม่เป็นไปดั่งใจปราถนา (เพราะสหายที่ทำงานนั้น จัดเป็นแฟนผีที่เข้าขั้นโรคจิตในระดับ "ล้อล้างโคตร" กันเลยทีเดียว)
ผมเชื่อว่าแมตช์นี้ น่าจะเป็นแมตช์ที่เชือดเฉือนกันสนุกทีเดียว ทั้งในเรื่องแท็คติค และการเดิมพันด้วยตำแหน่งจ่าฝูง (โยงเข้ากันได้เฉยเลยนะครับ)

สิงโตน้ำเงินคราม จะเปิดถ้ำขนาดกะทัดรัดกลางลอนดอนรับมือ "แชมป์ 3 สมัยซ้อน" ที่อยู่ในความดูแลโดย "ป๋าเฟอร์กี้" ซึ่งผลลัพธ์จากเกมหยุดงาน เอ้ย! เกมหยุดโลกนี้มีคุณค่าถึง 6 แต้มตามทฤษฏีของการล่าแชมป์ลีกเลยทีเดียว

เช็คสภาพความพร้อมกันคร่าวๆก่อนละกันนะครับ
เชลซีค่อนข้างจะอ้วนท้วนเป็นเด็กสมบูรณ์ในเกือบจะทุกๆตำแหน่ง ขาดแค่สารอาหารในหมวดหมู่วิงแบ็คฝั่งขวา อันเนื่องมาจาก "โชเซ่ โบซิงวา" ขอลาป่วยและอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดบริเวณเข่า
ขณะที่ "โรนัลดินโญ่รัสเซียน" อย่างยูริ ชีร์คอฟ (ดูเชลซีทีวีเค้าเรียกว่า "เซอร์คอฟ") ก็ยังคงสาละวนกับพยาบาลที่เตียงคนไข้ในเดอะ บริดจ์ แต่ข่าวดีอยู่ที่อาจต้องรอทดสอบความฟิต ซึ่งก็หมายความว่าไม่น่าจะหนักอะไรมาก
ถึงกระนั้น ก็เชื่อว่าพี่แจ้แกคงไม่เสี่ยงใช้งานแน่นอน

ด้านอาจารย์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีกนั้น ดูท่าจะปวดขมับ ตับแล่บ แสบลิ้น กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ มากกว่าเชลซีหลายกระผีกทีเดียว เมื่อมองไปที่ขุมกำลังในแนวกำแพงเหล็กหลังบ้านยังคงปราศจากเงาของ "ริโอ เฟอร์ดินานด์" กับ "แกรี่ 'I hate Scoucers' เนวิลล์" ที่เจ็บน่องและติดโทษแบนตามลำดับไหล่

แต่ข่าวดีก็คือ "เนมานย่า วิดิช" ปราการหลังตัวแกร่งที่เกลียดการดวลแข้งกับลิเวอร์พูล น่าจะกลับมาคอยประคองอีแวนส์ในเกมรับได้ทันเวลา ส่วนทางด้าน "อาร์ตตัวพ่อ" กับ "ปีกพ่อมด" ยังต้องรอเช็คความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย (ไม่รวมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 7 นาที) กันต่อไป
ซึ่งคาดว่าน่าจะกลับมาลงเขย่าขวัญกองหลังเชลซีได้ทันเวลาทั้งสองคน

ส่วนคนที่ลงไม่ได้แน่ๆก็คือ "พาร์ค ชี ซอง" กับ "แดนนี่ เวลเบ็ค" เนื่องจากมีอาการเจ็บเข่าเหมือนกันทั้งคู่

ดูจากรายชื่อตัวผู้เล่นที่น่าจะลงสนามได้ทั้งสองทีมแล้ว หากมองโลกลูกหนังแบบเซียนพนัน เชลซีน่าจะเขมือบยูไนเต็ดได้แบบนุ่มลิ้นเลยซินะครับ

แต่เผอิญว่าฟุตบอลไม่ได้มีไว้เพื่อการดวลกันบนหน้ากระดาษ อีกทั้งฟุตบอลยังจัดเป็นกีฬาที่ไม่นิยมทำความสนิมสนมกับ "ความแน่นอน" เท่าไรนัก
ดังนั้น เหตุผลของเรื่องตัวผู้เล่น ผมจึงขออนุญาตบรรจงเก็บเข้าลิ้นชักไปพร้อมๆกับทฤษฏี หรือสถิติทั้งหลายแหล่ ที่กูรูกูรู้ทั้งหลาย ชอบนำมาเป็นตัวชี้วัดถึงความน่าจะเป็นต่างๆของฟุตบอลคู่บิ๊ก แมตช์

ผมขออนุญาตวิเคราะห์ จาก "ความน่าจะเป็น" โดยอาศัยการที่เป็นเพื่อนสนิทกับ "เชลซี " และเป็นคนรู้จักห่างๆกับ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" มาเป็นตัวตั้งในการคาดเดาของเกมวันอาทิตย์นี้ละกันนะครับ



เชลซี กับ ยูไนเต็ด (ขอเรียกแมนฯยูฯ สั้นว่ายูไนเต็ดนะครับ) นั้นจัดว่าเป็นบอลถูกคู่ที่สุดในพุทธศักราชนี้ เมื่อมองไปที่ผลงานใน 5 ปีหลังสุด และตัวผู้เล่นที่สูสีดู๋ดี๋ คู่คี่เหมือนความน่ารักของ "แพทตี้" กับ "คริส หอวัง" ที่แยกไม่ออกจริงๆว่าจะเลือกใครมาเป็นคู่เดท (ในความฝัน) วันสงกรานต์ดี

ถึงสภาพทีมจะเป็นรอง แต่ผมเชื่อว่ายูไนเต็ดเป็นทีมที่มี "พลังแฝง" ในการดับซ่าส์ของทีมที่กำลังแรง อยู่ในระดับที่เรียกว่า "เกิดมาเพื่อสิ่งนี้" เลยทีเดียว
ตามมุมมองของคนชอบคิดมากอย่างผม ผมคิดว่าการจัดทัพของป๋า จะน่าสะพรึง และทำให้กองกลางของเชลซีตะลึงตึงตึงได้ ก็ในเมื่อป๋าเลือกใช้มิดฟิลด์คู่กลางที่มีความขยันหมั่นพียร, ดุดัน, ล่ำถึก, และอึดอันตราย เป็นจุดขาย

ซึ่งใครที่ว่านั้น คงหนีไม่พ้น "ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์" ลูกบุญธรรมของเฟอร์กี้คนนี้แหละครับ
เฟล็ท เดอะ เร้ด มีคุณสมบัติของกองกลางตัวโฮลด์ดิ้ง และเพลย์เมคเกอร์อยู่ในคนๆเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นความขยัน, ความทุ่มเท, การอ่านเกม หรือแม้แต่การสอดขึ้นไปทำประตูสำคัญๆในบางโอกาส
ณ นาทีนี้ กัปตันเมืองขี้เมามีทุกสิ่งที่ป๋าต้องการจริงๆ

หากเกมตรงกลางสนามคือจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองทีมต้องการ
ยูไนเต็ดจำเป็นต้องใช้เฟล็ทเชอร์ คู่กับ แอนเดอร์สัน เพื่อใช้ความสดเข้าบดความเก๋าของขุนแข้งเชลซีแบบหนักๆเลยนะครับ

แอนเดอร์สันที่ใครหลายคนบ่นว่าหยุดการพัฒนาไปในปีนี้ แต่ในมุมมองของผม
แอนนี่เป็นคนที่สามารถเปลี่ยนเกมรับให้เป็นเกมรุกได้เร็วกว่าคาร์ริค แถมยังมีการทะลุทะลวงเป็นอาวุธลับ ยิ่งในสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง เจ้าพรีเดเตอร์หมายเลข 8 คนนี้สามารถม้วนบอลหนีเพื่อเปลี่ยนจังหวะการเล่นได้ง่ายและน่าทึ่งเอามากๆ ขนาดผมเป็นแฟนเชลซียังแอบชื่นชมเลย
อีกทั้งผลงานการเป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ "ตุ๊ดโต้ สปอร์ต" เมื่อปีก่อน ย่อมนำมาการันตีความพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี

นั่นเป็นสิ่งที่ผมยกให้เขาเหมาะกับเกมแบบนี้มากกว่าคาร์ริค ที่ดูนุ่มนิ่มเกินไปในบางจังหวะ (แต่ไม่ได้บอกว่าแอนเดอร์สันเก่งกว่านะ แค่มองว่าเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้มากกว่า)
อีกทั้งหมายเลข 16 ของยูไนเต็ดเวลานี้ ยังไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่คุ้นตาเหมือนเมื่อสองปีก่อนเลยนะครับ ดังนั้นการถอดออกมานั่งบ้างในบางโอกาส น่าจะเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับเจ้าตัวได้ดีเหมือนกัน

ขณะที่ริมเส้นถ้ายูไนเต็ดเลือกใช้งานนักเตะที่กินเบนซิน 91 เป็นอาหารอย่างนานี่ กับ วาเลนเซีย
โอกาสที่จะหยุดการขึ้นเกมทางกราบของเชลซี ก็มีสูงทีเดียว

อย่างที่ทราบกัน ระบบไดมอนด์ของอันเชลอตตินั้นขับเคลื่อนโดยใช้วิงแบ็ค ถ้าหากยูไนเต็ดเลือกใช้ปีกที่มีความเร็วสูง (แต่ความเลวก็สูงเหมือนกัน อย่างนานี่) เข้ามากดดันแอชลี่ย์ โคล กับอิวาโนวิช ไม่ให้เดินเกมได้สะดวก
ผมเชื่อว่าเกมตรงกลางสนาม ยูไนเต็ดน่าจะครอบครองและยึดพื้นที่เอาไว้ได้หมด

ทั้งนี้ ไม่ได้ปรามาสเชลซีนะครับ
ผมจะมองว่าถึงยูไนเต็ดจะครองบอลบุกมากกว่า และต่อให้เชลซีเล่นในบ้านก็จริง
แต่ผมกลับค่อนข้างเชื่อว่าอันเชลอตติจะใช้เกมโต้กลับในการเผด็จศึกยูไนเต็ด และป๋าเฟอร์กี้ในเกมนี้ แทนการเข้าบดจนอาคันตุกะโงหัวไม่ขึ้น

ฟุตบอลในแบบอันเชลอตติตั้งแต่สมัยที่คุมมิลานแล้ว
เวลาเจอกับทีมในระดับที่พิกัดใกล้เคียงกัน มักจะงัด "คาเตนัชโช่" มาใช้เพื่อควักผลการแข่งขันทีต้องการ โดยพี่แจ้พร้อมเสมอหากต้องยักไหล่ให้กับความเอนเตอร์เทนแก่แฟนๆไว้ชั่วครู่ และไม่สนด้วยว่าจะเล่นที่ไหน

จำเกมกับลิเวอร์พูลกันได้มั้ยล่ะครับ เกมนั้นสาวกสิงห์บลูส์อึดอัดขนาดไหน กว่าที่จังหวะโต้กลับของพี่แจ้จะสัมฤทธิ์ผล เกมนี้ผมคิดว่าน่าจะออกมาอีหรอบนั้นอีกครั้ง

รูปเกมที่ออกมา คงเป็นการช่วงชิงจังหวะในแดนกลางแบบ "ใครดี ใครอยู่"
คือใครออกบอลพลาด หรือเสียสมาธิไปแค่เสี้ยวนาที เชื่อได้เลยครับว่าบทลงโทษอาจรุนแรงถึงขั้น "ตาข่ายสนั่น" กันเลยทีเดียว

เอสเซียง คงบดบี้กับเฟล็ทเชอร์ หรือแอนเดอร์สันกันสนุก โดยมีบัลลัคกับแลมพาร์ด คอยสนับสนุนและคอยดีเลย์เกมรุกทางกราบของยูไนเต็ดไปในตัว (แถวบ้านเรียกควงกะ)
ด้านเทอร์รี่ กับ คาร์วัลโญ่ ยิ่งต้องเจอกับงานยากกว่าทุกที เมื่อคู่กองหน้าของยูไนเต็ด ไม่ใช่ประเภท "หน้าเป้า" แบบตอร์เรส ที่คอยหาจังหวะงามๆไว้ง้างไกยิงอย่างเดียว

แต่เบิร์บ กับ คุณพ่อหนูไคนั้น
จัดเป็นมือปืนที่ชอบยุกยิกๆ อยู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ 25-30 หลามากกว่า แล้วค่อยแอบย่องเบาขึ้นไปตีหัวคู่ต่อสู้ เวลาเผลอ
ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากความคลาสสิคมีจริง พ่อน้องไคอาจได้โอกาสโชว์ท่าอุ้มลูกต่อหน้ากองเชียร์ในเดอะ บริดจ์ ด้วยซ้ำ หากดูจากสถิติเก่าๆ ที่เจ้าวาซซ่ามักถูกโฉลกกับเชลซีเสียด้วย

ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าคงไม่เกิดเรื่องคลาสสิคแบบนั้นขึ้นในวันอาทิตย์นี้หรอกนะครับ



ขณะที่เพชรฆาตฟากสีน้ำเงินนั้น ก็ต้องบอกว่า "ไม่ใช่อี้ๆ" เหมือนกัน
"นิโก้" กับ "เดอะ ดร็อก" ที่กำลัง "ฮอต ดร็อก" อยู่ในเวลานี้ จัดว่าเป็น "ของแสลง" ของยูไนเต็ดไม่น้อยหน้าไปกว่าเบิร์บ กับ รูนี่ย์ เท่าไหร่หรอกครับ
โดยเฉพาะเจ้านิโก้นั้น ยิงยูไนเต็ดมาแบบเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ประเดิมสนามเปิดตัวในสีเสื้ออาร์เซน่อลปี 98 (นัดนั้นอาร์เซน่อลชนะ 3-0), ในสีเสื้อซิตี้ (ถ้าความจำไม่คลาดเคลื่อน)
หรือสดๆร้อนๆ ก็สองปีก่อนที่นิโก้ยิงประตูชัยให้โบลตัน เฉือนเอาชนะยูไนเต็ดได้ที่รีบ็อค สเตเดี้ยม (แต่กับเชลซียังไม่เคย หวังว่าจะมาซะทีนะ อิอิ)

ขณะที่ใครๆต่างก็ยกให้เดอะ ดร็อกเป็นตัวเต็งในการเบิกร่องยูไนเต็ด
แต่มุมมองของผม กลับคิดว่าคนที่จะเป็นตัวแสบให้กับยูไนเต็ด น่าจะเป็น "นิโก้" กับ "แลมพส์" มากกว่า

มันมีเหตุผลนะครับ มันมีเหตุผล
ผมมองว่าเดอะ ดร็อกน่าจะถูกรุมล้อมจากนักเตะยูไนเต็ดไม่ต่ำกว่าสองคนทุกครั้งเวลาที่ได้บอล อันเนื่องมาจากความร้อนแรงดั่งดุจไฟพะเนียงในเวลานี้ ซึ่งถ้าโดนรุมกินโต๊ะขนาดนั้น ต่อให้ "เมพขริงๆ" ขนาดไหน ก็รอดยากนะครับ

นั่นทำให้นิโก้ ซึ่งในฤดูกาลนี้ถูกปรับให้โลดแล่นได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนค้ำที่หน้าประตู จะหาโอกาสและสอดเข้าไปทำประตูได้สะดวกกว่าดร็อกบา ที่น่าจะโดนล็อคอย่างแน่นหนาจากวิดิช และอีแวนส์

ตัวสำรองของทั้งสองทีม ก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่สามารถเปลี่ยนโฉมของเกมจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย
ซึ่งตรงนี้ ผมขอยกเครดิตให้เชลซีแบบไม่ได้ลำเอียงแม้แต่น้อย

ไม่ใช่แค่ในส่วนผู้เล่นนะครับ แต่ผมมองไปถึงตัวผู้จัดการทีมด้วย
ผมสังเกตเห็นความสามารถในการแก้เกมระหว่างพักครึ่งของอันเชลอตติมาหลายนัดแล้วล่ะครับ จากเกมที่ครึ่งแรกตื้อๆเนี่ย กลับมาในครึ่งหลังการต่อเกมต่อบอลไหลลื่นกว่าเดิมมากทีเดียว
ดังนั้น ลึกๆแล้วผมเองค่อนข้างเชื่อมือของพี่แจ้ในการแก้เกมในระดับนึง และแอบเชื่อด้วยว่าเกมนี้เราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนั้นอีกครั้ง

ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญระดับหมีแพนด้าคลอดลูกสำหรับเกมบิ๊กแมตช์แบบนี้ก็คือ "ความผิดพลาดในแนวรับ"
เกมกับลิเวอร์พูล เชลซีใช้โอกาสจากความหละหลวมของคาราเกอร์และแบ็คโฟร์ เข้าไปล่อเป้าเน้นๆ ถึง 2 เม็ด
ขณะที่ยูไนเต็ด ก็ใช้ความเก๋าเข้ากดดันจนดิยาบี้ วิ่งเข้าไปบี้ประตูตัวเองจนพังพินาศคาโรงละครแห่งความฝันมาแล้ว หรือแม้แต่ความผิดพลาดของเฟอร์ดินานด์ในแดงเดือดครั้งล่าสุดเองนั่นก็ใช่

ดังนั้น ฟุตบอลลูกกลมๆอยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาก็จริง
แต่เพียงแค่มีความมั่นใจ และระเบียบวินัยของนักเตะ ผมเองยังเชื่อว่า บอลลูกกลมๆก็สามารถบังคับให้ออกมาในรูปแบบที่ต้องการได้ อยู่ที่สมาธิและการเล่นตามแท็คติคอย่างเคร่งครัด
ซึ่งถ้าเชลซี หรือ ยูไนเต็ด ทีมไหนก็ตามที่เล่นได้อย่างที่ว่ามา โอกาสเป็นผู้ชนะก็มีสูง



แต่ถ้าหากให้ฟันธงลงสกอร์กันล่ะก้อ
ผมกลับเชื่อใน "พลังแฝง" ของยูไนเต็ดเสียอย่างนั้น

แฟนสิงห์บลูส์อย่าโกรธกันนะครับ
หากผมจะคิดว่าเกมนี้เราอาจทำได้แค่ "เสมอ" หรืออาจมีพลิกล็อคจากพลังแฝงของพวกเสื้อแดงได้
ก็แค่ทรรศนะบนความเชื่อในสังหรณ์เท่านั้นเอง (ซึ่งผมเองก็หวังว่าสังหรณ์ของผมจะทำงานผิดพลาด)

อย่างที่เคยบอกไปบ้างแล้วว่า เกมนี้สำหรับอันเชลอตติมีความหมายมากกว่า 3 แต้มธรรมดา
แต่มันสำคัญระดับที่จะเป็นตัวชี้วัดได้เลย ว่าพี่แจ้ภาคอิตาเลียนคนนี้ เป็น "ของจริง" หรือ "ของปลอม" สำหรับเชลซีกันแน่

และแฟนๆเชลซีก็หวังเหลือเกินครับ ที่จะได้ยินเพลง "แสนรัก" จากปากของแกมากกว่าเพลง "โอ๊ย..โอ๊ย"
เหมือนที่บิ๊กฟิลชอบร้องให้เชลสกี้ส์ฟังเมื่อช่วงเวลาเดียวกันนี้ ของปีที่แล้ว.




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2552 12:34:25 น.   
Counter : 286 Pageviews.  


ข้อสอบกลางภาคของอันเชลอตติ

รีบอค สเตเดี้ยม
สนามนี้มีความทรงจำที่ไม่เคยจางสำหรับแฟนเชลซีทุกคน...


ภาพที่แฟรงค์ แลมพาร์ดเลี้ยงบอลหลบยัสเคไลเน่น ราวกับฝังแม่เหล็กติดปลายสตั๊ด
ก่อนจะเข่นเข้าไปจมที่ก้นตาข่ายเป็นประตูฝังเจ้าบ้านอย่างเลือดเย็นและอำมหิต พร้อมๆกับพาเชลซีการันตีสถานะ "แชมเปี้ยน" ของลีกสูงสุดที่รอคอยมานานนมจนนมบางคนยานไปถึงหัวเข่าได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ภาพนั้น

สำหรับผม มันยังคงแจ่มชัดราวกับเหตุการณ์ที่ว่าพึ่งผ่านไปเมื่อคืนวานนี้เอง

ห้าปีให้หลัง ซุปเปอร์แลมพส์คนดีคนเดิม ก็มาเพิ่มตัวเลขในบัญชีนายพรานล่าตาข่ายเอาไว้ที่ 133 แผล (ในฐานะกองกลาง) ภายใต้เครื่องแบบสีน้ำเงินได้สำเร็จอีกครั้งด้วยลูกจุดโทษของถนัด
อีกทั้งยังสามารถกระเถิบอันดับในทำเนียบดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ขึ้นมานั่งยิ้มหวานอยู่ในอันดับที่สี่ เหนือยอดมือปืนในตำนานอย่าง "จิมมี่ กรีฟส์" ไปแล้วอีกต่างหาก
สุโค่ย! มั้ยล่ะครับ สำหรับจอมทัพหมายเลข 8 แห่งเดอะ บริดจ์รูปหล่อคนนี้



คงไม่ผิดไปจากนี้นะครับ หากบอกว่าโบลตัน วันเดอเรอร์ส ถือเป็นงูเหลือมเชื่องๆตัวนึงเมื่อมาพบกับเชือกกล้วยแข็งๆอย่างเชลซี ทุกครั้งที่ประลองยุทธ์กัน งูเหลือมตัวนี้ ไม่เคยดิ้นหนีมางับเชือกกล้วยอย่างเชลซีได้เลยซักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่เดอะ บริดจ์ หรือรีบอค สเตเดี้ยมก็ตาม
แม้แต่การดวลฝีเท้าในระยะเวลาห่างกันแค่ 3 วัน ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ความแตกต่างของแท็คติคที่อันเชลอตติวางในการพบกับเดอะ ทร็อตเตอร์สทั้งสองนัด อยู่ที่สถานะการเป็น "สิงห์เฝ้าถ้ำ" กับ "สิงห์ล่าเหยื่อ" แค่นั้นเองนะครับ

เกมกลางสัปดาห์ในศึกคาร์ลิ่ง "มิคกี้เม้าส์ (แต่เอานะ)" คัพ
เชลซีเปิดเกมรุกเข้าใส่อาคันตุกะเสื้อขาวแบบไม่ให้หายใจหายคอ ด้วยเวทย์มนต์จากปลายสตั๊ดของพ่อมดน้อย "โจ โคล" ก่อนทำนบที่แข็งกร้าวของโบลตันจะค่อยๆถูกกระเทาะทีละน้อยๆ สุดท้ายก็พังพาบพร้อมกับอาการทวารบาน อันเกิดจากการเข้ากระทำชำเราแบบไม่มียั้งหยุดของขุนแข้งสิงห์บลูส์
นับจำนวนแผลที่ได้กลับไปฝากพยาบาลที่รีบอค สเตเดี้ยมนั้นอุโฆษถึง 4 แผลเลยทีเดียว

แต่พอเปลี่ยนสถานะเป็นทีมเยือนบ้าง อันเชลอตติก็สาธิตสารคดี "สิงห์ล่าเหยื่อ" ภาคภาษาอิตาเลียนให้ได้ยลกันแบบอิ่มหนำแถมผลลัพธ์ที่ได้ ก็ฉกาจฉกรรจ์ไม่แพ้ตอนที่เป็นสิงห์เฝ้าถ้ำแต่อย่างใด

เชลซีกางตำรา "คาเตนัชโช่" ออกมาหลอกล่อโบลตันให้เดินหน้าเข้าหา ก่อนจะอาศัยอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "เคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ค" ตีหัวเดอะ ทร็อตเตอร์ส แบบเอาให้ตายไปข้าง โดยขออนุญาตยกประตูของ "เดโก้" มาเป็นตัวสนับสนุนความเชื่อนะครับ

เชลซีใช้การต่อบอลจากรับ มาเป็นรุกด้วยความเร็วพอๆกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่ชอบเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หรือวันลอยกระทง (เกี่ยวมั้ย?) พวกเขาใช้การต่อบอลแค่ไม่กี่จังหวะ ก่อนจะจบลงด้วยลูกยิงที่หมดจดของตั๊ก บริบูรณ์ แดนฝอยทอง
บอลจากอเนลก้าคมกริบจนเลือดซิบ (ไม่ใช่กระดุม??) ช่วยฮาด้วยนะครับ) พอที่จะฆ่าแบ็คโฟร์ของโบลตันได้สบายๆ ขณะที่เดโก้ก็ไม่ลืมที่จะงัดสูตร "สี่เหลี่ยม+เอ็กซ์" ในวินนิ่งภาค 2000 (เก่ามาก) สังหารเข้าไปแบบน่าหลงใหลไม่แพ้อดีตชายงามอย่าง "น้องปอย" เลยทีเดียว

หรือที่มาของลูกจุดโทษที่แลมพส์ยิง นั่นก็เกิดจากเกมเคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ค เช่นกันนะครับ
ลูกนั้นเป็นจังหวะที่โบลตันเสียบอลที่บริเวณทางขวาราวๆ 20-30 หลา หน้าประตูเชลซี ก่อนจอห์น เทอร์รี่ตัดบอลได้และเปลี่ยนเกมเร็วออกไปให้แฟร์เรยร่า (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) แล้วขึ้นเกมเร็วอีกแค่ 2 จังหวะจากเดโก้ และคิลเลอร์ พาสของบัลลัค แค่นั้นดิดิเย่ร์ ดร็อกบาก็หลุดเดี่ยวเลย
เหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือใบแดงของซามูเอล และประตูขึ้นนำของเชลซีนั่นแหละครับ

ส่วนลูกที่สามและสี่ เป็นเพียงโบนัสจากการเล่นแบบ "สิงห์ล่าเหยื่อ" เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรน่าพูดถึงและกระแทกคีย์บอร์ดเท่ากับสิ่งที่ผมสังเกตเห็นต่อไปนี้เท่าไหร่



ผมรู้สึกว่าได้เห็นเชลซีเล่นแล้วชักเกิดอาการเสพติด "ทีมสปิริต" มากขึ้นทุกๆทีซินะครับ
ภาพที่นักเตะแต่ละคนโปรยรอยยิ้ม เข้ามากอดหรือลูบหัวกันเวลาที่ทีมทำประตูได้ มันขาดเสน่ห์ไปเยอะเลยหลังการหันหลังให้เดอะ บริดจ์ของเฮียมู อันเป็นที่รักของทั้งนักเตะและแฟนบอล

แต่หลังจากที่บิ๊กกุสกอบกู้สปิริตคืนกลับมา ผมมองว่ามันตกสะเก็ดมาถึงอันเชลอตติด้วย
ในห้วงอารมณ์ที่คิดเองเออเองของผม ผมสังเกตเห็นนักเตะที่อีโก้สูงหลายๆคนเล่นเพื่อทีมมากขึ้น จะเป็นบัลลัค, อเนลก้า, เดโก้ หรือดร็อกบาเองก็ตาม

วันนี้ขอโฟกัสไปแค่ที่เดอะ ดร็อก กับนิโก้ละกันนะครับ
ผมว่าเขาทั้งสองคนมีเซนส์บอลที่ทันกันมากๆและที่น่าชื่นชมมากไปกว่านั้น คือมือปืนทั้งสองจะไม่ฝืนหรือพะวงเรื่องการ "ยิงประตูของตัวเอง" มากไปกว่าทำยังไงก็ได้ให้ "ประตูของทีม" เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นค่อยหาโอกาสทำผลงานให้ตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือผมคิดไปเองก็ไม่รู้
วานเพื่อนๆช่วยสังเกตอีกแรงแล้วกัน

ดร็อกบากับนิโก้นั้นจะมองหากันก่อนเลย เวลาที่ใครซักคนได้บอล และยินดีที่จะเปิดป้อนให้เสมอ หากเห็นว่าคู่หู หรือเพื่อนๆในทีมมีโอกาสในการเข้าทำที่ดีกว่า
โดยเฉพาะเจ้านิโก้นั้น ถอนตัวเองมาทำเกมราวกับเป็นเพลย์เมคเกอร์กลายๆเลยทีเดียว

ยอมรับครับว่าอันเชลอตตินั้นเข้ามาทำเชลซีให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่เหมาะสมอีกครั้ง หลังจากเมาหมัดกับการจากไปของมูรินโญ่พอสมควร
ถ้าจะให้เปรียบเป็นนักเรียนใหม่ อันเชลอตติก็เก็บคะแนนระหว่างเรียนไปได้มากในระดับที่น่าพอใจแล้วล่ะครับ

แต่ "ข้อสอบกลางภาค" ที่กำลังจะเดินทางมาถึงในสุดสัปดาห์นี้ต่างหาก ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าพี่แจ้ภาคอิตาเลียนคนนี้ มีความสามารถในการบริหารจัดการเชลซีได้ดีแค่ไหน

คนที่แบกข้อสอบมาให้อันเชลอตติก็ไม่ใครที่ไหนหรอกครับ
ก็แค่คนแก่ๆ แก้มแดงๆ คนนึง ที่ชื่อว่า "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" อาจารย์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีก เท่านั้นเองแหละครับ พี่น้อง!!!





 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2552 12:27:38 น.   
Counter : 360 Pageviews.  


ไปเก็บกดกันมาจากหน๊ายยยย

ไม่รู้ไปเก็บกดมาจากไหนกันนะครับ สำหรับพญาราชสีห์จากนครเอกของอิงกะแลนด์
ลงเล่น 3 นัดหลังสุด เล่นโขยก+เขย่าตาข่ายชาวบ้านชาวช่องเค้าไปแล้วถึง 13 เม็ด แถมบริเวณหลังบ้านยังอุตส่าห์สงวน "คลีนชีต" เอาไว้ให้กุนซือคนใหม่ได้แอบ "ปลื้ม" กันอีกต่างหาก

ทำตัวแบบนี้ ระวังแฟนๆเชลซีเค้าจะยิ้มกันจนเหงือกแห้งนะขอรับ

ว่ากันถึงผลงานของเชลซี หลังจากโดนอัปเปอร์คัต ของสิงห์ผยองแบบเน้นๆถึงสองกระแทก ที่วิลล่า พาร์คเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนโน้นเป็นต้นมา
อันเชลอตติและลูกทีมยิ่งเล่นกลับยิ่งมั่นใจขึ้นทุกนัดๆ จนความความสงสัยของแฟนๆต่อตัวกุนซือ และระบบไดมอนด์ที่เฮียแกนำมาใช้ ค่อยๆคลายปมความฉงนลงไปทีละน้อยๆ
และหวังว่าจะหมดความสงสัยลงไป เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง



ในเกมนี้ อันเชลอตติดูจะสนุกสนานกับการโรเตชั่น และ "ทดลอง" นักเตะในทีมพอสมควร
ผู้รักษาประตู ให้โอกาสฮิลาริโอ ลงเฝ้าเสา ขณะที่แบ็คโฟร์ก็มีการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายกันหลายตำแหน่งทีเดียว
ชูเลียโน่ เบลเลตติ กับ เปาโล แฟร์เรย์ร่า ลงยืนประจำเกมทางกราบขวา-ซ้าย ตามลำดับ
คู่ปราการหลังตัวกลาง ถือเป็นการเข้าคู่กันครั้งแรกในซีซั่นนี้ของอิวาโนวิช กับอเล็กซ์ (แต่อย่างอื่นใหญ่???) ที่พึ่งสลัดจากอาการบาดเจ็บมาเป็นตัวเลือกในแนวรับให้อันเชลอตติได้ปวดหัวเล่นๆอีกคน
หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีเด็กๆอย่างเจฟฟรี่ย์ บรูม่า กับ แซม ฮัทชิสัน มาให้ได้ลองเปิดบริสุทธิ์กันไปบ้างแล้ว

แดนกลาง ถือว่าผิดจากที่คาดไปเยอะทีเดียวครับ สำหรับตำแหน่งการยืนของแต่ละคน
เดโก้, บัลลัค, มาลูด้า และโจ โคล สี่นักเตะที่ถนัดถนี่การเล่นเกมรุกมากกว่าเกมรับ กลับถูกยัดลงมาพร้อมๆกัน
ขณะที่หัวหมู่ทะลวงฟัน อันเช่เลือกกาลู ลงไปคอยประคองดาเนี่ยล สตอร์ริดจ์ ที่ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในฤดูกาลนี้อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

สารภาพว่าตอนประกาศรายชื่อ ผมเลิกคิ้วสงสัยระคนตื่นเต้นในการจัดตัวของอันเชลอตติเอามากๆ
พร้อมกับคอยจับตามองนักเตะในแดนกลางอยู่ตลอดเวลา ว่าใครเล่นตรงไหนในระบบไดมอนด์

เดโก้ ตามไลน์นั้นถูกกำหนดให้เป็นตัวสกรีนบอลหน้าแบ็คโฟร์ คล้ายๆปีร์โล่ที่มิลานนั่นแหละครับ
ซึ่งถ้ากรอเทปย้อนกลับไปตอนช่วงปรีซีซั่น จะพบว่าอันเชลอตติเคยลองให้เดโก้เล่นในตำแหน่งตรงนี้มาบ้างแล้วนะครับ
ผลสอบที่ออกมาก็ถือว่าไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงกับดีเยี่ยม เหมือนที่เอสเซียงทำเอาไว้แต่อย่างใด

ส่วนหนึ่งที่เดโก้ ทำเกมได้สะดวกไม่ขัดลูกตามาก ผมคิดว่าเป็นเพราะอันเชลอตติสั่งให้มิช่า บัลลัคคอยมาช่วยรองอยู่ในแทบจะทุกๆจังหวะ ที่เดโก้เผลอเดินเกมขึ้นหน้าตามสัญาตญาณนั่นแหละครับ
กัปตันด๊อยช์ลันด์ ที่วันนี้รับบทผู้นำทีมแทนเทอร์รี่ ใช้ความสามารถและประสบการณ์ของตัวเองในการประคองเดโก้, มาลูด้า และโคลน้อย สมกับปลอกแขนที่ได้รับชนิดที่ต้องกระแทกมือดังๆให้เลยทีเดียว

บัลลัคถูกป้อนคำสั่งให้เล่นเหมือนตอนสวมปลอกแขนอินทรีเหล็กไม่มีผิดเพี้ยน จะรับหรือรุก ทุกจังหวะต้องมีบัลลัคคอยเข้าไปร่วมสังฆกรรมด้วยทุกครั้ง
โดยเฉพาะเวลาที่ไร้เงาของเดโก้ยามที่ทีมเป็นฝ่ายรับ จะมีบัลลัคนี่แหละครับที่จะคอยสกรีนบอลไม่ให้ไปถึงคู่เซนเตอร์ของทีมได้เร็วเกินไป

ขณะที่โจ โคล นั้นสามารถเล่นเกมรุกได้อย่างอิสระ จนแทบจะสวมบท "กาก้า" ของเชลซีไปเลยล่ะครับ
ความคล่อง และไอเดียสร้างสรรค์ของโคลน้อย ปั่นป่วนแนวรับของโบลตันจนเสียขบวน หมากที่วางเอาไว้ถูกล้มกระดานโดยความทะลุทะลวงของนักมายากลตัวจิ๋วคนนี้คนเดียว

แต่ถึงอย่างนั้น โคลน้อยเองก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่การประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม และการเล่นลูกยากหรือโชว์ออฟมากเกินไปในหลายๆจังหวะ โชคยังดีที่มีผลงานสองแอสซิสต์มาเป็นรูปธรรม
ไม่เช่นนั้นมายากลที่โคลลี่ย์แสดงออกมา คงไม่มีค่าอะไรนอกจากความหวือหวา แต่ไร้ราคาเท่านั้น

ด้านหลังบ้าน อเล็กซ์ กับ อิวาโนวิชจับเข้าคู่กันได้เยี่ยมยุทธ์ทีเดียว
ความใหญ่และแข็งปั้กของอเล็กซ์ ช่วยหยุดลูกระเบิดทางอากาศของโบลตันได้ดีในระดับหนึ่ง
ขณะที่อิวาโนวิชก็ไม่ออกลูกเหวออะไรให้เห็นบ่อยนัก เผลอๆเขาอาจจะเหมาะกับตำแหน่งเซนเตอร์มากกว่าวิงแบ็คเสียด้วยซ้ำ



ถึงแม้เกมนี้ อาจจะจบตั้งแต่เชลซียิงลูกที่สองได้แล้วก็จริง
แต่อันเชลอตติแกก็ไม่วายแสดงคุณลักษณะของคนอิตาเลียนให้ได้เห็นอีกครั้ง ด้วยการส่งเอสเซียงลงมาเพื่อความชัวร์ในเกมกลางสนาม อีกทั้งยังช่วยให้งานของบัลลัคเบาลงกว่าเดิมอีกเยอะเลย
อยากบอกว่า "โรคจิต" มากๆ

เท่านั้นไม่พอ อันเชลอตติยังโรคจิตได้โล่อีกดอก
กับการส่งดร็อกบาลงมาเพื่อคอยข่มไม่ให้โบลตันดันขึ้นมาสูงเกินไป
แต่อีกนัยนึงเฮียแกคงอยากให้เดอะ ดร็อกสร้างความคุ้นเคยเกมกลางสัปดาห์บ้าง
หลังจากห่างหายการลงเล่นติดๆกันแบบนี้ไปร่วมๆสองเดือน (จากโทษแบนที่ไปด่าเปาหัวเหม่ง)
อีกทั้งคาดว่าน่าจะเป็นไกด์ให้ดร็อกบามองหาช่องทางในการยิงโบลตันเอาไว้ในวันเสาร์นี้กลายๆอีกด้วย (คิดมากไปมั้ยผม?)

สัญญาณดีๆอีกหนึ่งอย่างจากเกมนี้ ผมเลือกจิ้มไปที่การลงเล่นชุดใหญ่ครั้งแรกของ "รอส เทิร์นบลูล์" ประตุดาวรุ่งนี่แหละครับ

หลังจากลงมาแทนฮิลาริโอที่ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหนูเทิร์นบลูล์ก็โชว์ฝีไม้ลายมือให้แฟนๆได้เห็นกันไปบ้างแล้ว
การยืนตำแหน่ง, การอ่านเกม, การออกมาตัดลูกกลางอากาศ หรือแม้แต่ความนิ่งยามเผชิญหน้ากับคู่แข่ง ค่อนข้างใช้ได้
ซึ่งต้องบอกว่า "มีอนาคต" ทีเดียว

ผมนั่งดูเกมนี้ทางอินเตอร์เน็ตความเร็วต่ำ (แต่ความเลวสูง) ด้วยความงัวเงียระคนกับความปวดลูกกะตาอย่างรุนแรง
มีแต่เสียงพากย์ของภาษาตะวันออกกลางเท่านั้นที่ช่วยให้ผมไม่หลับคาจอคอมพิวเตอร์ไปเสียก่อน
ถ้าใครเคยดูบอลทางเน็ตจะรู้นะครับ ว่าเสียงพากย์ของพวกนี้เนี่ย ยังกับเอาบ้านไปจำนองก่อนมาพากย์เสียอีก
ทั้งลุ้นระทึกไปกับทุกๆจังหวะ ไม่ว่าจะยิงเข้ากรอบ, ยิงหลุดกรอบ, เตะวืด, เตะแป้ก
แม้กระทั่งเชลซีได้เตะมุม มัน เอ้ย! คนพากย์ยังทำโวยวายราวกับว่าเชลซีได้ลูกโทษ ยังไงยังงั้นเลย

แต่ก็ดีนะครับ เสียงโหวกเหวกนั้น เป็นเหมือนกาแฟที่ช่วยถ่างลูกกะตาตาของผมได้เป็นอย่างดีเลย : )

เชลซีซักซ้อม และศึกษาโบลตันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ด้วยสกอร์ถึง 4 ลูก ผมคิดว่าช่วยให้แฟนๆอุ่นใจได้ในระดับนึง
ว่าอย่างน้อยๆเกมวันเสาร์นี้ขี้หมูขี้หมา เชลซีไม่น่าจะกลับสแตมฟอร์ด บริดจ์ด้วยความย่อยยับหรอกน่า เลวสุดคงควักได้แค่หนึ่งแต้ม ถึงแม้ว่าโบลตันจะเก่งในบ้านก็ตามที

สารภาพตามตรงนะครับ ว่าที่ผมและแฟนๆกลัวนาทีนี้
ไม่ใช่รีบ็อค สเตเดี้ยม หรือการโจมตีทางอากาศซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของพวกโบลตันเลยซักนิด

แต่ที่กลัวน่ะ กลัวหวัด 2009 ของพวกเขาจะมาแพร่เชื้อใส่นักเตะของพวกเราน่ะซิครับ
สยดสยองกว่าเป็นไหนๆ. - - "





 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2552 12:22:39 น.   
Counter : 147 Pageviews.  


1  2  3  4  

Extitude
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Extitude's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com