Group Blog
 
All blogs
 

ส่งข่าว

ช่วงนี้ มีความสุขกับการทำสวน ปลูกผัก
จนไม่อยากเสียเวลามาอัพบล็อค
ขออภัยสำหรับ ผู้ติดตาม ทุกท่าน




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2560 20:50:01 น.
Counter : 333 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ยังมีชีวิตอยู่

แวะเข้ามาดู จำนวนผู้เยี่ยมชมเพิ่มขึ้น แล้วรู้สึก ผิดนิดๆ
ที่ไม่ได้เข้ามาอัพเดทชีวิตเพิ่มเติม

ช่วงนี้ก็วุ่นวายอยู่กับเรื่องการย้ายที่อยู่
ก็บอกตามตรงว่า ตื่นเต้นมาก
เพราะเกิดมาจนครึ่งชีวิต เพิ่งจะมีบ้านเป็นเป็นของตัวเอง
ถึงแม้จะมีบางคนดูแคลน ว่าไม่ได้เป็นคนหาเงินซื้อเอง
เอ๊ะ แต่ถ้าไม่มีฉัน ก็ไม่มีบ้านนะ
เพราะสามี ไม่เคยคิดจัซื้อบ้านอยู่

ก็เหนื่อยน่าดู กับการขนย้ายข้าวของ
บ่นกับสามีว่า นี่จะเป็นการย้ายที่ที่ครั้งสุดท้ายในชีวิตฉันนะ
เพราะเหนื่อยเหลือเกิน ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตระเหเร่ร่อน
ไม่เคยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
สามีบอกว่า ยังหรอก ยูยังต้องย้ายอีกครั้ง
คือ ย้ายไปอยู่ในโลง

พบกันใหม่ อาจจะไม่ใช่บล็อกเดิม อาจจะราวๆ ปลายเดือน เม.ย. 60




 

Create Date : 31 มีนาคม 2560    
Last Update : 31 มีนาคม 2560 21:57:45 น.
Counter : 485 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ราวกับได้เกิดใหม่ในเยอรมัน

เล่าไปก็เหมือนการ โอ้อวด ให้คนสมเพชว่า โชว์โง่
วันนี้ ยอมรับเลยว่า ฉันมาเขียนโชว์โง่จริงๆ
เมื่อวาน มีโอกาสได้ สัมผัสมือกับ Prof. Dr.
พอจะรู้เหมือนกันว่า ตำแหน่งนี้คือผู้จบการศึกษาปริญญาเอก
เป็นศาสตราจารย์ ฉันไม่อาจใช้คำว่าได้คุยกับศาสตราจารย์
เพราะฉันโง่ทั้งภาษาเยอรมันและอังกฤษ

ซึ่งเมื่อวาน ฉัน,สามี และลูกไปพบกับหมอที่โทรหาฉัน
ว่ามีเรื่องคุยเกี่ยวกับการรักษาโรคของลูก
ที่ MHH ซึ่งที่นี่ไม่ใช่ รพ.ปรกติธรรมดา
แต่เป็นสถาบันการเรียนการสอนเรียนนักศึกษาแพทย์
อยู่ในเมือง Hannover ถ้าเปรียบกับที่ไทย
ก็คล้ายๆ กับที่ รพ.รามาธิปดี
ซึ่งที่ รพ.รามาฯ นี้ฉันก็เคยพาลูกไปขอคำปรึกษา
เกี่ยวกับวิธีการรักษาแบบ สเต็มเซลล์ มาแล้ว
สรุปสั้นๆ แค่ ทำไม่ได้
ทำให้ฉัน หมดหวังและทำใจแล้วว่า
ลูกจะไม่มีวันหายจากโรค

วันที่หมอโทรมาขอนัดครอบครัวเราไปพูดคุย
เราก็คิดกันแต่เพียงว่า อาจจะเรื่องยาตัวใหม่
ที่ต้องใช้ ซึ่งราคาน่าตกใจ ตามที่เขียนไปในบล็อกก่อน
เราคิดว่าจะได้คุยกับหมอที่นัดเพียงคนเดียว
ก็รู้สึกแปลกใจ ที่พอเข้าไปในห้องทำงานของหมอ
นอกจากพบหมอที่เคยเป็นผู้ดูแลรักษาลูกครั้งแรก
ที่ลูกมาถึงเยอรมัน ก็มีอีกคนที่ฉันมองตรงอกเสื้อ
ปักชื่อและตำแหน่ง ว่า Prof. Dr.
สิ่งหนึ่งที่ขอบอกว่า แตกต่างมากกับ เมืองไทย
คนที่นี่ ไม่ว่าจะมีความรู้ มีการศึกษาสูงแค่ไหน
เขาก็ไม่คิดว่า พวกเขาเป็นนางฟ้า หรือเทพยดา

ทั้งหมอและศาสตราจารย์ ลุกขึ้นยืนเมื่อเราก้าวเข้าไปในห้อง
กล่าวทักทายและยื่นมือมาสัมผัสกับเราทุกคน
ก่อนจะเชื้อเชิญให้นั่ง และฉันก็แอบขำปนทึ่ง
ที่ศาสตราจารย์ขอนั่งเก้าอี้สำรองที่เป็นโต๊ะกลมๆ แข็งๆ
เริ่มคุย ศาสตราจารย์ให้เลือกว่าจะคุยอังกฤษหรือเยอรมัน
ฉันขอภาษาเยอรมัน เพราะสามีเองก็ไม่ได้เก่งอังกฤษ
(สามีบอกตอนหลัง ว่าขนาดคุยเยอรมันยังยากจะเข้าใจ)

ฉันนั่งฟังเข้าใจเพียงบางคำเท่านั้น
และคำที่ทำเอาฉันต้องตาโตอย่างตะลึงเมื่อสามีถามค่าใช้จ่าย
ด๊าส คอสเท๊ส ไอ มิโลน ออยโร
ประกันไม่จ่าย สวัสดิการ Beihilfe ไม่คุ้มครอง
แต่ คณะแพทย์เลือกที่จะทำการรักษาให้ลูกฉันเอง
สามีมาอธิบายให้ฉันฟังต่อมาว่า นี่เป็นการค้นพบ
วีธีรักษาแบบใหม่ ซึ่งดีกว่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซล 10 เท่า

ฉันแทบน้ำตาไหล นี่เขาให้ค่าชีวิตคน คนหนึ่งถึงขนาดนี้
ในขณะที่เมื่อนึกถึงเมืองไทย แม้แต่โครงการ 30 บาทก็จะยกเลิก
ทั้งหมอ ทั้งพยาบาลไทย เกลียดการรักษาผู้ป่วยโครงการ 30 บาท
ออกมาประท้วงขับไล่คนที่คิดทำโครงการ 30 บาท

เดี๋ยวบล็อกหน้า จะเล่าเรื่องการรับสวัสดิการ 30 บาท
ซึ่งลูกฉันได้เริ่มใช้ตอนอายุ 7-8 ขวบ จนถึง 16 ปี
ก่อนที่จะมาอยู่เยอรมัน ซึ่งก่อนหน้านั้นฉันจ่ายค่ารักษาเอง
เพราะลูกต้องรับการรักษาตั้งแต่เกิดมาได้ 4-5 เดือน


ทั้งฉันและสามีตื่นเต้นยินดีที่รู้ว่าลูกมีโอกาสหายจากโรคที่เป็น
ลูกจะไม่ต้องรับเลือดทุกๆ 3 สัปดาห์ ไม่ต้องกินยาขับเหล็กอีกต่อไป
ศจ. และหมอได้อธิบายถึงวิธีการบำบัดรักษา
ว่าลูกจะต้องอยู่โรงพยาบาล 4 สัปดาห์ และรับ คีโม
ผลกระทบคือ ลูกจะผมร่วงหมด และหมดโอกาสมีลูก เป็นหมัน
ตรงนี้ ทำเอาลูกสาวฉัน ร้องยี้ หน้างอง้ำ
คุณหมอหัวเราะขำๆ บอกว่าผมมันก็ขึ้นใหม่ จะเอาสีอะไรก็เลือกได้อีก
แต่ลูกก็ไม่ขำด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันรู้สึกเสียใจ
ที่ลูกช่างไม่นึกถึงจิตใจ คนที่ทุ่มเททำงานเพื่อรักษาขีวิตเธอเลย
สรุป ฉันต้องมานั่งกลุ้มใจ เพราะการเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนบำบัด
การดำเนินเรื่องเอกสาร มีหลายขั้นตอนมากที่ฉันทำเองไม่ได้
คนที่ต้องเหนื่อยอีกครั้งใหญ่ คือ สามี ในขณะที่ลูกไม่มีสีหน้ายินดี ซะงั้น






 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2560 16:52:19 น.
Counter : 624 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เพียงหนึ่งน้ำใจ

ไม่รู้ว่าเป็นที่ระบบ หรือ ที่เครื่องของฉัน
ที่ทำให้ไม่สามารถโพสในกรอบกล่องคอมเม้นได้
แต่อยากสื่อความในใจ ความรู้สึก ถึงผู้ที่มีน้ำใจต่อฉัน


ขอบอกกล่าวตรงนี้อย่างซาบซึ้งว่า ขอบคุณมากมายจริงๆ
และนี่คือสิ่งที่ฉันยังคงเชื่อว่า ยังมีอยู่ในสังคมนี้
แม้จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม
เพราะฉันยึดมั่นมาตลอดว่า มีมิตรเพียงนิดน้อยแต่จริงใจ
ดีกว่าเพื่อนมากมายที่เสแสร้ง

สำหรับคนที่ผ่านความทุกข์ยากมาอย่างสาหัส
จากความยืนหยัดยึดมั่นในหน้าที่และคุณธรรมความถูกต้อง
ไม่เคยเรียกร้องขอความเมตตาช่วยเหลือจากใคร
ไม่เคยพร่ำบ่นรำพันโทษว่าเป็นความโชคร้ายที่ผีสางนางไม้ลิขิต
ทุกวันนี้ มีชีวิตที่ดี เพราะความดีที่ยึดปฏิบัติมา
แต่สุดท้าย กลับต้องมาถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีเกาะสามีกิน

เพียงแค่ฉันรับโอกาสที่สามีหยิบยื่นให้
ที่ไม่ใช่เพราะ ตัญหาหน้ามืด จากการตกหลุมพลาง
เพราะฉันไม่เคยคิดใช้ความเป็นผู้หญิงหาหลักเกาะชีวิต
กว่าฉันจะตัดสินใจรับข้อเสนอขอแต่งงานจากสามี
เขาต้องอธิบายถึงเหตุผลตรงๆ กับฉันก่อน
ว่าเพราะ เขาทนเห็นผู้หญิงที่กล้าแกร่งกัดฟันสู้ชีวิตตามลำพัง
อย่างไร้ความหวังไร้อนาคตไม่ได้
แม้ฉันจะบอกว่า ยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่ตกอยู่ในฐานะอย่างฉัน
แต่ความต่างกัน คือการเลือกทางเดิน
ซึ่งทุกคน ต่างคิดแต่ว่าทางเดินของผู้หญิงสถานภาพอย่างฉัน
คือต้องไปทำงานขายบริการทางเพศ หรือหาจับฝรั่งแต่งงาน
แม้จะเป็นวิธีที่สังคมไทยรังเกียจเหยียดหยาม
แต่ก็ยอมรับได้เมื่อผู้หญิงเหล่านั้น ออกมารำพันถึงความทุกข์ยาก
แต่ฉันไม่คิดจะทำ เพราะฉันมีจิตสำนึกละอายใจตนเอง
ไม่ใช่ว่าฉันไปดูถูกเหยียดหยามใครเลย
แต่กลับต้องมาถูกชิงชังรังเกียจ เพราะปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ทางลัด
เหมือนหลายๆ คนที่ทำกัน
ซึ่งฉันก็ไม่เคยไปว่าใคร และฉันก็ไม่ชอบใจทุกครั้ง
ที่เห็นถ้อยคำเหยียดหยาม ผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับฝรั่ง
ที่สามีฉันเอง ยังบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจเหยียดหยามอะไรเลย
และถ้าฉันจะบอกสามีว่า ฉันใช้เขาเป็นสะพานเพื่อชีวิตที่ดี
เขาก็จะไม่โกรธหรือเสียใจสักนิด เพราะฉันใช้วิธีสุจริต จริงใจ
ไม่ได้หลอกลวง กอบโกย สร้างปัญหาให้ชีวิตเขา

และนี่คือสิ่งที่ฉันจะสื่อ ถึงใครที่กำลังคิดว่าจะหนีความลำบาก
ด้วยการหาทางแต่งงานกับฝรั่ง ว่ามันจะสมหวังได้
ก็ต่อเมื่อ คุณเลือกคนดี ไม่ใช่ที่เขาเป็นฝรั่งเท่านั้นเลย







 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2560 15:17:13 น.
Counter : 442 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เบิกบานกับอาหารแช่แข็ง

เมื่อวานไปซื้ออาหารไทยที่ร้านขายของเอเชีย
เห็นอาหารแช่แข็งต่างๆ แล้วก็อดไม่ไ้ด้ที่จะรำลึกถึงอดีต
(ขุดชีวิตต่ำๆ กำพืดเดิมๆ มาแฉให้คนเหยียบย่ำอีกแล้ว)


อาหารแช่แข็งที่ฉันเคย งง ว่าใครจะซื้อกินและกินเข้าไปได้ยังไง

ย้อนไปเมื่อ 31 ปีก่อน ฉันออกจากบ้านพ่อแม่
ด้วยเงินติดตัว 700 กว่าบาท กระเป๋าใบเดียวมีเสื้อผ้า 2-3 ชุด
มาหางานทำในกรุงเทพฯ ด้วยวุฒิเทียบเท่า ม.3
กะหางานขายของตามห้างฯ สมัครไปหลายที่ก็ไม่ได้
เลยต้องเข้าไปพึ่งบริษัทจัดหางาน ที่เห็นมีเกลื่อนอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยฯ
จ่ายค่าจัดหางานให้ 500 บาท ได้งานทันที
มีคนพาฉันไปส่งที่โรงงาน ซึ่งเขาบอกว่ามีที่พักให้พร้อม

และก็นี่เลย โรงงานบรรจุอาหารทุกชนิด
ฉันถูกส่งเข้าไปทำงานในแผนกอาหารสดแช่แข็งทั้งปรุงเสร็จและกึ่งสำเร็จ
ได้ค่าแรงวันละ 45 บาท ทำ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น
แต่แผนกอาหารสดต้องทำล่วงเวลาไปจนกว่าของจะหมด
ใครไม่เคยทำงานแบบต้องยืนอยู่ในท่าเดิมตลอดเวลา
เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็จะไม่รู้หรอกว่า เริ่มต้นมันสาหัสขนาดไหน
มีหัวหน้าคอยยืนคุมจับจ้องอยู่ทุกอิริยาบท
ทั้งคุมไม่ให้คนอู้งาน และคุมไม่ให้หยิบอาหารที่ทำใส่ปาก

เจ้าข้าวต้มมัดที่ฉันนำภาพมานี้ ฉันก็เคยจัดการแพคมันใส่ถาดโฟม
และก็เอาเข้าห้องแช่แข็งขนาดใหญ่มาแล้ว
มันถูกส่งมาเป็นเข่งใหญ่ มาแบบร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยทีเดียว
แต่ต้องมาถูกใส่ถาดใส่ถุงเข้าห้องแช่แข็ง ซะงั้น
ซึ่งตอนนั้น ฉันรู้แต่เขาบอกว่า มันจะถูกส่งไปเมืองนอก
ไม่เคยคิดฝัน ว่าวันหนึ่ง ฉันจะต้องมาซื้อมันกิน
ในราคาที่ น่าตกใจ ไม่มีฝรั่งซื้อกินหรอก มีแต่คนไทยเองนี่แหละ

ฉันทำงานอยู่โรงงานนี้ไม่ถึงปี ก็ถูกไล่ออก
เพราะไปร่วมหยุดงานประท้วงขอขึ้นค่าแรง หึหึ สมควรมั้ยล่ะ








 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2560 15:38:52 น.
Counter : 584 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

Free-Lance Journalist
Location :
Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




ชีวิตไม่สวยใส โปรไฟล์ไม่เริ่ดหรู แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็จะบอก
ฉันเป็นคนบ้านนอก เกิดที่จังหวัดสระบุรี(เลี้ยวซ้าย) เกิดกับหมอตำแย ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปัจจุบัน จมอยู่ใต้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา ได้รับการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 จากโรงเรียนที่มีครูสอนแค่ 2 คน เด็กนักเรียนมี 70-80 คน จบชั้น ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อชั้น ป.5 กับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ไกลขึ้น ต้องนั่งรถสองแถวที่นานๆ มีสักคัน วิ่งฝ่าถนนลูกรัง กว่าจะถึงโรงเรียน ชุดนักเรียนของฉันก็มอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงๆ
แต่ฉันก็ได้เรียนแค่ชั้น ป.5 เพราะ ผู้ใหญ่บอกว่า ลูกผู้หญิงเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ผัว แต่ไม่เดี๋ยวสิ กว่าฉันจะได้ผัว อายุปาเข้าไปเกือบ 30 ซึ่งแต่ออกจากโรงเรียนกว่าจะได้ผัวก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน ระหว่างนี้ก็หาทางเรียนเอง โดยทางลัดที่เรียกว่า การศึกษาผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย และสุดท้ายสูงสุดแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา สู่เส้นทางการทำงานออฟฟิศตำแหน่ง staff ทั้งฝ่ายบุคคล ธุรการทั่วไป การเงิน การธนาคาร ผู้จัดการร้านค้าปลีก หลังแต่งงาน 2 ปีชีวิตคู่ล้มเหลว ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียวซึ่งเป็นโรคทาลัสซีเมียต้องรักษาโดยให้เลือดมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน จนกระทั่งมีฝรั่งมาขอแต่งงาน ตอนลูกฉันอายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้ทั้งฉันและลูกอาศัยอยู่ประเทศเยอรมัน ถ้ายังอยากรู้ว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นยังไง ก็ไปดูได้ที่เฟส อัพเดทตลอด เดี๋ยวจะหาว่าฉัน มโน
"ที่นี่
ขอบคุณ ผู้สนใจติดตาม
Friends' blogs
[Add Free-Lance Journalist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.