Group Blog
 
All blogs
 

รัฐเปิด "คลีนิคหญิงไทย"

บริการให้คำปรึกษาหารือในการใช้ชีวิตคู่กับสามีฝรั่ง (ไม่เกี่ยวเขมร ลาว พม่า)


เพื่อล้างค่านิยมผิดๆ ที่คิดว่ามีผัวฝรั่งแล้วจะสบายตามผลการวิจัย
(ไม่ยักบอกว่า เป็นผลงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องผัวฝรั่งของ ดร.ท่านใด)

โอ้ยขำ อะไรเหรอที่ว่าผิดๆ จะสบายหรือไม่สบาย
ที่แน่ๆ คนที่ตะกายตามสามีฝรั่งมาอยู่เมืองนอกได้แล้ว
ฉันไม่เห็นใครตะกายกลับไปทำมาหากินอยู่เมืองไทยสักคน
สุขหรือทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละคู่
อยู่กันได้ก็อยู่ อยู่กันไม่ได้ก็หย่า หาใหม่ก็แค่นั้น
มันสร้างปัญหาอะไรให้กับประเทศไทยเหรอ
ถึงกับต้องทำการวิจัยค้นคว้า ตั้งคลินิคขึ้นมารักษาอาการอยากมีผัวฝรั่ง
โอ๊ย ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ปัญญาอ่อน





 

Create Date : 07 สิงหาคม 2560    
Last Update : 7 สิงหาคม 2560 23:39:49 น.
Counter : 160 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

คนดีไม่เดือดร้อน

ที่ฉันรู้สึก เดือดร้อน นี่เพราะฉันเป็นคนเลวสินะ
ตรรกะ ป่วยๆ ของคนตาบอดสีที่เห็นทุกสิ่งมีแค่สีขาวกับดำ
ทุกวันนี้ฉันติดตามข่าวธรรมกาย แล้วรู้สึกสะท้อนใจ
ทั้งที่ชีวิต ไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกับลัทธิองค์กรนี้เลย
บอกเลยว่า ฉันไม่ใช่ทั้งพุทธแท้และพุทธเทียม
ไม่ใช่ทั้งคริสต์และอิสลาม
ในความคิดของฉัน ทุกศาสนา ที่สอนให้เชื่อในอภินิหาร
ปาฏิหารณ์ ต่างๆ ล้วนงมงายเหมือนกันหมดล่ะ

แต่เวลานี้ฉันรู้สึกเดือดร้อนไปกับสาวกธรรมกาย
เพราะฉัน กำลังรู้สึกว่า ขีวิตของฉันเวลานี้
ไม่ได้แตกต่างไปจากสาวกธรรมกายเลย
แค่มีทัศนคติ มุมมองความเชื่อที่ต่างจากคนบางกลุ่ม
ก็ถูกคนอีกกลุ่มที่ต่างความเชื่อ ดูหมิ่นเหยียดหยาม ด่าทอ

แค่บอกว่าไม่นับถือศาสนา ไม่เชื่อว่ามีนรกมีสวรรค์
ไม่เชื่อคำว่าบุญหรือบาป
ฉันเชื่อในเหตุและผลที่ตนกระทำลงไป
ผลออกมาดี คือ ทำดี ผลออกมาไม่ดีก็คือยังทำไม่ดีพอ
มีแค่นั้น ไม่ใช่ผลการกระทำของคนอื่น
ไม่ใช่บุญหรือบาปแต่ชาติปางไหน
ฉันเลิกเข้าวัดตั้งแต่ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักเสียชีวิต
ไม่เคยมีความคิดว่า การเอาข้าวปลาอาหารไปให้พระ
แล้วมันจะส่งไปถึงคนตายได้อิ่มหมีพลีมัน
ไม่เคยเชื่อว่า ชีวิตจะได้ดีมีสุขเพราะการทำทานให้คนอื่น

มั่นใจว่าแค่ฉันเขียนออกมาแบบนี้ ก็มีคนดี พุทธแท้ นึกด่า
นึกสาปแช่งฉันให้ตายไวๆ จะได้ไปนรก ตามที่พุทธแท้เค้าเชื่อแล้วล่ะ
2-3 วันก่อน ไปดีเบตที่เฟสเพื่อน กับพุทธแท้ที่ด่าธรรมกายคนหนึ่ง
ลงท้ายนี่โคตรฮา ชีว่าคนไร้ศาสนาคือคนบาปหนาน่าสงสาร
พยายามจะมาสั่งสอนฉันให้เชื่อว่า มีนรกมีสวรรค์ มีชาติก่อน ชาติหน้า
ชีกลัวว่า เวลาฉันตายจะไม่พ้นวัด ถถถถถ...
เลยบอกไปว่า คนไร้ศาสนาอย่างฉัน เวลาตายไม่ต้องมีใครเดือดร้อนหรอก
ฉันบอกสามีไว้แล้วว่า ถ้าฉันตาย คุณไม่ต้องทำพิธีรีตรองใดๆ
จะเผาหรือจะฝังยังไง ทำเลยอย่ารอให้ศพฉันเน่าเหม็นเป็นที่เดือดร้อนใคร
ส่วนพุทธแท้ทั้งหลาย กว่าจะเผาหรือฝังกันได้ หมดเงินกันเป็นหมื่นเป็นแสน
ถามว่า ได้อะไร นอกจากความสบายใจ จากความเชื่อ

แต่ฉันไม่เคยเหยียดแคลนความเชื่อของใคร
ใครจะเชื่อจะศรัทธาอะไร ฉันไม่ยุ่งเกี่ยว และก็อย่ามายุ่งกับฉัน
แต่สังคมไทย มันไม่ใช่ สังคมไทยมันคือ ใครไม่คิดอย่างกรู
คือ ศรัทตรูที่ต้องกำจัด
ไม่ต่างจากการที่ฉัน ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ไปแสดงความคิดเห็นในเวปบอร์ด
เหมือน วัดธรรมกาย ที่กำลังถูกกำจัด เพราะทั้งพระและลูกศิษย์
มีความเชื่อที่เขาว่า ไม่ใช่ พุทธแท้





 

Create Date : 04 มีนาคม 2560    
Last Update : 4 มีนาคม 2560 14:06:53 น.
Counter : 475 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

RIP.เสรีภาพ&ภราดรภาพ

เพราะความสุขของฉันในวันนี้ คือ การมีชีวิตที่เป็นอิสระ
ไม่อยู่ภายใต้การบังคับ แต่อยู่ในกรอบกฏหมายด้วยความสมัครใจ
ที่ คนฉลาดทั้งหลาย ไม่มีวันเข้าใจคนโง่อย่างฉัน










 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2560 12:02:28 น.
Counter : 419 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Pray for Thailand

ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะเขียนอะไรแล้ว
เพราะเห็นหายนะกำลังจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินเกิด
ถึงฉันจะจากแผ่นดินไทยมา และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปอยู่ถาวร
ก็ไม่ได้แปลว่า ฉันเกลียดชังประเทศนี้เลยนะ
ที่ชิงชัง คือ ความอยุติธรรมของสังคม
ผู้คนไม่เคารพในสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของกันและกัน
เวลานี้ นอกจากการเมืองแล้วยังลามมาเรื่องศาสนา
กล่าวหาว่าผู้คนที่นับถือศรัทธาวัดธรรมกาย
เป็นพวกเลวร้ายที่ต้องเร่งกำจัดกวาดล้าง
คนคิดต่างคือศรัตรู เป็นภัยอัตราย

นี่ประเทศไทยที่รักของฉันจะเป็น ระวันดา แล้วหรือ
ทุกคนต่างกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำลายล้างกัน
เพราะความเชื่อที่ขัดแย้งกันทั้งการเมืองและศาสนา

นี่ไม่ใช่การ แช่ง แต่เป็นความเศร้าและความกลัวจากใจ
ที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง
อยากเรียกร้องให้ ยุติการทำลายล้างกันเสียที
ก่อนที่ประเทศไทยของเราจะต้องล่มสลายเหมือน ระวันดา

ฉันไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ชั่วขนาดอยากเห็นประเทศชาติล่มจมหรอกนะ


อืมมม... การออกมาแสดงตัว เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับผู้คน
กลายเป็นเรื่องของ คนโง่ ความขี้ขลาดกลายเป็นเรื่องของ คนฉลาด
ก็เข้าใจนะที่ญาติเตือนให้อยู่เงียบๆ นั้นเพราะหวังดีจริง
แต่เพราะ เป็นกันอย่างนี้ไง เอาแต่รักตัวกลัวตาย
ตลบตะแลงอยู่กันไปวันๆ ประเทศมันถึงไปเป็นอยู่อย่างนี้









 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2560 16:29:53 น.
Counter : 421 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โครงการผู้ป่วยอนาถา

โครงการดีๆ ที่เคยอยากได้ แต่ก็เข้าไม่ถึง
เพราะ ไร้เส้นไ้ร้สาย ต่างกับโครงการ 30 บาท
ของอดีตนายกที่เลวร้ายชื่อ ทักษิณ

ช่วงนี้ฉันว่างมากหลังจากถูกยึดล็อคอินใช้เวปบอร์ดพันทิปไม่ได้
เลยเอาเวลาที่ยังว่างๆ (รอวันย้ายบ้าน) มานั่งเขียนบล็อกนี้
ไปจนกว่าเจ้าของเวปจะไม่ให้เข้ามาใช้อีก
ชีวิตคนบ้านนอกที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่าโง่เง่า
แต่สะเออะ อยากจะเล่าเรื่องสวัสดิการ สังคมการเมือง
ถ้าใครอ่านไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ได้บังคับนะคะ
มีความรู้สึกว่าสังคมพันทิปมีแต่บรรดาเทพเทวดา
โครงการสำหรับคนอนาถา เหมือนจะไม่มีใครใช้เลย
ถึงได้ด่ากันจัง ด่าทั้งคนตั้งโครงการและคนใช้โครงการ
ดูถูกดูแคลนเหยียดหยัน ว่าโครงการนี้ไร้ค่าเป็นภาระสังคม
ไล่คนตั้งโครงการออกไปอยู่นอกประเทศ ยังไม่จบ
คนสานต่อก็โดนขับออกหมด สุดท้าย ก็กำลังจะปลดโครงการ
โชคดีที่ฉันพาลูกออกมาอยู่เยอรมันได้เสียก่อน
จะไม่ใช่ฉันเขียนสรรเสริญ ประเทศที่ต่อลมหายใจให้ได้ยังไง

ทุกอย่างที่เขียน คือ ความจริง
คนโง่ๆ อย่างฉัน จินตนาการเรื่องราวจนาดนี้ไม่ได้หรอก
ที่สำคัญแหล่งที่อ้างถึง มีอยู่จริง ไม่ใช่บ้านทรายทอง

สมัยที่ฉันต้องพาลูกไปรักษา ยังไม่มีโครงการ 30 บาท
มีแต่โครงการที่ชื่อว่า "ผู้ป่วยอนาถา"
ซึ่งเวลานั้น ฉันมองว่าตัวเองคงไม่เข้าข่ายจะไปขอ
เพราะยังมีปัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกเองได้
แต่เมื่อต้องพาลูกไปหาหมอหลายๆ ครั้งเข้า
ก็มีคน(ที่พาลูกไปรักษาเหมือนกัน) สงสาร แนะนำให้ฉัน
ขอพึ่งโครงการพระราชอุปถัมภ์ ของสมเด็จฯ
ซึ่งแค่ฟังฉันก็รู้สึกว่า มันห่างไกลสุดฟ้า วาสนาลูกไม่ถึงแน่ๆ
ยอมรับกับชะตากรรมไปเสียดีกว่า
รักษาลูกเท่าที่ฉันมีปัญญาหาเงินได้ ไม่ขออ้อนวอนใคร

จนกระทั่งโครงการ 30 บาทผุดขึ้นมา
ที่ฉันเห็นว่า มันเป็นสิทธิ์ของคนไทยทุกคนที่จะเลือกใช้
ไม่ใช่แต่คนจนเท่านั้น การเข้าถึงโครงการก็ไม่ต้อง
วิ่งเข้าหากำนันผู้ใหญ่ ให้เซ็นรับรองในการได้ บัตรทอง
ต่างจากบัตรผู้ป่วยอนาถา
ฉันจึงพาลูกเข้าโครงการใช้สิทธิ์ ส่วนตัวเองเวลาเจ็บป่วย
ต้องใช้สิทธิ์ประกันสังคม ที่ถูกนายจ้างหักจ่ายไปทุกเดือน
ที่ฉันแทบไม่ใช้เลย นอกจากตอนคลอดลูกและถอนฟัน
เจ็บป่วยเล็กน้อย ซื้อยาตามร้านกินเสมอ
สบายใจกว่าไปหาหมอด้วยสิทธิ์ประกันสังคมเยอะแยะ

ไม่เข้าใจนะ สำหรับใครที่เหน็บแนมคนไปใช้บริการ 30 บาท
ว่าเขาสนุก ชอบที่จะไปหาหมอ ที่ต้องไปนั่งรอเสียเวลาเป็นวันๆ
ว่าเพราะมันถูก และถือโอกาสอู้งาน
ที่ว่าคนอื่นนั้น คงเอามาตรฐานตัวเองเป็นที่ตั้ง
ว่าถ้าเป็นตัวเองก็คงชอบที่จะทำแบบนี้

บอกจริงๆ ก็คงไม่เชื่อ ว่า ฉันไม่เคยสนุก
ทุกข์และท้อทุกครั้งที่ถึงวันนัดพาลูกไปหาหมอ
ต้องขอลางานทั้งวัน ต้องขับรถออกจากที่พักตั้งแต่ตี4-5
ที่โรงพยาบาลก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน
กว่าจะเสร็จขั้นตอนการรักษา บางครั้งก็เลยเที่ยงคืน
ขับรถกลับบ้านกับลูก บนถนนที่โล่งวังเวงช่วง ตี1-2
ที่เขียนนี่ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้ง
แต่มันเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกันสิบกว่าปี

แม้วันนี้ฉันจะไม่ต้องมีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว
แต่เมื่อได้ข่าวว่า จะมีการยกเลิกโครงการ 30 บาทนี้
มันก็เป็นอะไรที่น่าเศร้า สำหรับคนที่เขายังต้องใช้
ซึ่งที่ฉันเห็น ยังมีผู้ป่วยมากมาย ไม่ใช่แต่โรคที่ลูกฉันเป็น
คนเหล่านี้ เขาหนีมาอยู่ประเทศที่เห็นชีวิตคนมีค่าไม่ได้
มิหนำซ้ำ ยังถูกคนในประเทศ รังเกียจเหยียดหยาม
ที่ยกย่องเทิดทูนคนทำโครงการนี้ว่าเป็นพวก "ควายแดง"












 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2560 18:27:08 น.
Counter : 237 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

Free-Lance Journalist
Location :
Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




ชีวิตไม่สวยใส โปรไฟล์ไม่เริ่ดหรู แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็จะบอก
ฉันเป็นคนบ้านนอก เกิดที่จังหวัดสระบุรี(เลี้ยวซ้าย) เกิดกับหมอตำแย ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปัจจุบัน จมอยู่ใต้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา ได้รับการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 จากโรงเรียนที่มีครูสอนแค่ 2 คน เด็กนักเรียนมี 70-80 คน จบชั้น ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อชั้น ป.5 กับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ไกลขึ้น ต้องนั่งรถสองแถวที่นานๆ มีสักคัน วิ่งฝ่าถนนลูกรัง กว่าจะถึงโรงเรียน ชุดนักเรียนของฉันก็มอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงๆ
แต่ฉันก็ได้เรียนแค่ชั้น ป.5 เพราะ ผู้ใหญ่บอกว่า ลูกผู้หญิงเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ผัว แต่ไม่เดี๋ยวสิ กว่าฉันจะได้ผัว อายุปาเข้าไปเกือบ 30 ซึ่งแต่ออกจากโรงเรียนกว่าจะได้ผัวก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน ระหว่างนี้ก็หาทางเรียนเอง โดยทางลัดที่เรียกว่า การศึกษาผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย และสุดท้ายสูงสุดแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา สู่เส้นทางการทำงานออฟฟิศตำแหน่ง staff ทั้งฝ่ายบุคคล ธุรการทั่วไป การเงิน การธนาคาร ผู้จัดการร้านค้าปลีก หลังแต่งงาน 2 ปีชีวิตคู่ล้มเหลว ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียวซึ่งเป็นโรคทาลัสซีเมียต้องรักษาโดยให้เลือดมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน จนกระทั่งมีฝรั่งมาขอแต่งงาน ตอนลูกฉันอายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้ทั้งฉันและลูกอาศัยอยู่ประเทศเยอรมัน ถ้ายังอยากรู้ว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นยังไง ก็ไปดูได้ที่เฟส อัพเดทตลอด เดี๋ยวจะหาว่าฉัน มโน
"ที่นี่
ขอบคุณ ผู้สนใจติดตาม
Friends' blogs
[Add Free-Lance Journalist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.