It's The Matter of Time..

The moment of Peacefulness..นาทีหนึ่ง..

หลังจากที่วันก่อนบอกว่าเหนื่อย..
วันต่อมาของการทำงาน..ยิ่งเหนื่อยเข้าไปอีก..
มันคืออาการล้าสะสม หลังจากทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 วัน..
แบบ ตื่นเช้ามากๆ และ หลับได้น้อย..
อาการสมองไม่ทำงาน พูดจางงๆ จึงเกิดขึ้นได้บ่อย..
เอ๋อๆ เพ้อๆ ก๊งๆ

กลับมาถึงบ้านก็มิวาย..
โรคเดิมกำเริบ..โรคไฮเปอร์แอคทีฟ
อาการนี้มันกลับมาอีกแล้ว..
เพราะหลังจากหย่อนก้นพักกายได้ไม่นาน ศศิพรรณวดี ก็อยากไปวิ่ง..
เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้า ก้าวออกจากบ้านอีกครั้ง..

คราวนี้เราเปลี่ยนที่วิ่งบ้าง หลังจากเคยไปวิ่งที่ราชมังคลาฯ
นิกเอ่ยปาก อยากไปตีเทนนิสที่สนาม ม. รามฯ
งั้นเราเปลี่ยนไปวิ่งตรงนั้นก็ได้..

ในขณะที่นิกกำลังจับคู่เล่นเทนนิส..
เราก็เริ่มออกวิ่งตรงลู่วิ่งในสนามฟุตบอล..
สนามเงียบมาก..คนไม่ค่อยมาวิ่งกันที่นี่..

เรา วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่ง..
ลืมเสียงเรียกร้องของร่างกายที่ล้ามาจากการทำงานเสียสิ้น
เหมือนการได้วิ่ง คือหนทางในการปลดปล่อย
เหมือนเราได้ร้องตะโกนดังๆ ให้ความรู้สึกไม่ดีกลายเป็นหยาดเหงื่อ
ให้อะดรีนาลินชะล้างความเครียดที่มีให้สิ้นซาก..

มันได้ผลจริงๆ หลังจาก 5 รอบ วิ่งและเดิน..
เราหยุดอยู่ตรงจุดๆหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพๆหนึ่ง..
ทำให้จิตใจสงบอย่างประหลาด..

แรงอัดฉีดของน้ำจากข้างสนาม ..ที่หลั่งลงมาให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหญ้า
water hose อันใหญ่ ที่เค้าเอาไว้รดน้ำสนามฟุตบอล..
นั่นไง สิ่งที่ทำให้เราค้นพบความสงบอย่างน่าประหลาด..
มันไม่ใช่ฝน แต่ก็เย็นดั่งฝน... เพียงได้สัมผัสละอองเล็กๆที่ปลิวมาตามกระแสลม..
ภาพละอองน้ำ และแสงสะท้อนของมัน สวยมาก สวยเหลือเกิน
น้ำเป็นปรอยเล็กๆ กระเซ็นไปในทิศทางเดียวกัน..
คล้ายกับระบำสายน้ำ..
ทำให้ชั่วขณะหนึ่งของเรา หลุดไปอยู่ในโอบกอดของธรรมชาติ..
เคยยืนอยู่ใกล้ๆ น้ำตกใหญ่ๆไม๊ ละอองที่ได้จากน้ำตกนั่นแหละ ..
เหมือนอย่างนั้นเลย..

เรายืนอยู่ตรงนั้นสักครู่..
เหลือบไปเห็นคนอีกคน..ยืนอยู่ไม่ห่างจากเรานัก..
เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเค้า..
เค้าคงได้สัมผัสความสวยงามอย่างที่เราได้สัมผัส..
เค้าคงมีนาทีนั้น..นาทีที่เค้าได้รู้สึกว่า..
ความสงบเป็นเช่นไร...

เราดีใจที่ในที่สุด..วันนี้ เราก็จบวันหนึ่งวันของเราด้วยความรู้สึกดีๆ
ร่างกายที่ล้า เหมือนได้ชาร์จให้เต็มกลับมาอีกครั้ง
สมองที่ยุ่งเหยิง..สติที่กระจัดกระจาย..
ใจที่อ่อนล้า..เราได้ความชุ่มชื่นกลับมาอีกครั้ง..

นิกมายืนรอที่หน้าสนาม..
เราเดินโอบไหล่กัน..
ไม่พูดแม้ซักคำ..

ศศิพรรณวดี




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2552 22:41:15 น.   
Counter : 232 Pageviews.  

เมื่อแรกรัก .. น้ำต้มผัก ก็ว่าหวาน

อ่ะนะ..
ความรักน่ะ มันก็เหมือนกินน้ำผักที่คั้นสดๆใหม่ๆนั่นแหละ
อะไรที่สดๆ ใหม่ๆ มันก็ให้ความชุ่มชื่นได้ทั้งนั้น..
ไม่แปลกหรอกคนเรา..ที่เวลามีความรัก ทุกอย่างในโลกดูจะเป็นใจไปซะทุกอย่าง...

เอ็นโดรฟินหลั่งแรง..ยามนึกถึงหน้าเค้า..
รอยยิ้มที่แสนประทับใจ...รอยจูบยังตราตรึงอยู๋ไม่หาย...

โลกนี้เป็นของเรา ชี้ภูเขา เป็นหินผา
ชี้ท้องฟ้า เป็น กาแลคซี่

ไม่แปลกหรอกที่จะเป็นเช่นนี้

แต่หากผ่านพ้นช่วงเวลาคั้นสดไปแล้วน่ะสิ...
ช่วงเวลาที่...เค้าเรียกว่าอะไรนะ...หมดโปรโมชั่น
คราวนี้แหละ ชี้ภูเขา ก็เริ่ม...เอ...มันก็ภูเขา
ชี้ท้องฟ้า ...อ่ะ มันก็ท้องฟ้า

ที่เคยหวานหอมก็เริ่มส่งกลิ่นธรรมด๊า ธรรมดา
พาลจะ "ธรรมดาเกินไป" ด้วยซ้ำ
สารแห่งความสุขไม่ได้หลั่งทุกวัน...
คำรักที่เคยให้กัน..ก็จืดจาง ลดน้อยถอยลงบ้าง

สรุปว่า ปัญหา มันอยู่ที่น้ำผัก หรือ อยู่ที่ ระยะเวลาที่คั้นมาแล้ว
ไอ้รอยจูบที่เคยหวาน มันตราตรึงซึ้งใจอยู่ที่เดิมไหม
ยิ่งหากต้องอยู่ด้วยกัน..ต้องลืมตามาเห็นหน้า plain ๆ
แบบไม่ใส่สี ปรุงสัน
ความธรรมดานั้น มันก็ถอยยยยย ลง กลายเป็นความชินชา

ไอ้คำว่า ฉันรักเธอ อ่ะ ใครๆก็พูดได้
แต่ในทุกคำที่พูด แอบใส่วงเล็บกันไว้รึเปล่า
ฉันรักเธอ (ถ้าเธอยังผอมอยู่อย่างนี้)
ฉันรักเธอ (ถ้าเธอเลิกบ่นจู้จี้)
ฉันรักเธอ (ถ้าเธอไม่ตามจิกชั้น)

แล้วคนที่เค้าต้องอยู่ด้วยกันเป็นสิบๆปี
น้ำผักของเค้า จะสดชื่นเหมือนเดิมรึเปล่า

ก็คงไม่...

และการทำให้จิตใจชุ่มชื่น ไม่ได้หมายความว่า ต้องออกไปหาน้ำอย่างอื่นทาน
มันขึ้นอยู่กับว่า จะเก็บน้ำผักอย่างไรให้สดอยู่เสมอ

หันมามองน้ำผักของเราเงียบๆๆ

มันไม่อร่อยเหมือนตอนคั้นใหม่ๆหรอก แต่ตอนนี้เราพาสเจอไรซ์มัน แล้วบรรจุกระป๋อง ใส่ตู้เย็น ให้ดื่มชื่นใจเป็นครั้งคราว...

ก็ไอ้น้ำผักกระป๋องเดิมตลอดกาลเนี่ยแหละ...





 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2552   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:43:55 น.   
Counter : 442 Pageviews.  

วันคล้ายวันเกิด

วันนี้ 24 ต.ค
เป็นวันคล้ายวันเกิด..
เคยคิดนะว่าทำไมต้องเรียกว่า "วันคล้ายวันเกิด"ด้วย
อ้อ..เพราะมันไม่ใช่วันเกิดน่ะดิ..เออ จริง

เมื่อคืนสลบไปตั้งแต่ ห้าทุ่มกว่า
ที่ดีที่สุดคือ..นอนกับแม่..
นึกย้อนไป แทน แม่..
29 ปีที่แล้ว..ตอนเนี้ยะ ห้าทุ่มกว่าๆของวันที่ 23 ต.ค 22
แม่ปวดท้องแล้วอ่ะ กำลังไปโรงพยาบาล..
เราก็คงดิ้นๆๆ "หนูจะออกๆๆๆๆๆ" " หนูอยากอยู่ในโลกใบนี้แล้ว ปล่อยหนูๆๆ"
ลูกคนแรกของแม่ด้วย คงทำแม่เจ็บน่าดู..
เมื่อคืน นอนคิดๆๆจนหลับไป..

ตื่นเช้ามา..ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก
7.30 เฮ้อ..ต้องไปทำงานอีกแล้วเหรอ..
เหลียวมองข้างๆ แม่ก็นอนอยู่
แม่ตื่นพร้อมกัน..แล้วเอี้ยวตัวมากอด..
"แฮปปี้เบริ์ทเดย์ลูก" อา..อบอุ่นจัง..
"ขอบคุณค่ะแม่"..
เป็นการเริ่มต้นปีที่ดีของเรา..

จริงๆปีนี้แพลนว่าอยากมีลูก
555+ ขำป่ะ ขำเนอะ
การมีลูกมันแพลนกันง่ายๆขำๆอย่างนี้ได้ไม๊
อยากมีลูกก่อน สามสิบ..คงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ
เรื่องแต่งงานไม่ต้องพูดถึง
ไม่แต่ง..
อยู่แบบนี้ก็แฮปปี้แล้ว 55+

กระโดดออกจากเตียงแล้วหลั่นล้าไปนั่งดูทีวี..
สายแล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์แต่งตัว..อยากนั่งชิวๆ
เล่นกับแมว คุยกับน้อง..
เดินออกไปเปลี่ยนกระบะทรายให้แมวตรงระเบียง

...
อือม์
..เฮ่ย

"แม่ๆ" เรียกแม่เสียงดัง

" ลม หนาว เข้า แล้ว"

ยืนอยู่ตรงระเบียงสูดลมหนาว วันนี้อากาศไม่เหมือนเดิม
ไม่ร้อนนักสำหรับเวลา 8.10 ลมหนาวพัดเอื่อยๆ ให้เราได้ตื่นเต้นเล็กๆ
แม่บอกว่า" มันเป็นอย่างนี้ตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ"
เราคิดในใจว่า ไม่รู้สิ วันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ..
สูดลมหายใจลึกๆๆ ..

เดินไปอาบน้ำ ยิ้มกว้างให้กับตัวเองในกระจก..
"สวัสดี ศศิพรรณวดี วันนี้เธออายุ 29 แล้วนะ"
"เหรอ..ทำไมชั้นไม่รู้สึกว่าชั้นอายุ 29 เลยอ่ะ"
"จริงเหรอ..เพื่อนเธอเค้าแต่งงานแต่งการไปหมดแล้วนะยะ"
"อือม์ดิ ..ช่างเหอะ ชั้นยังรู้สึกว่าชั้นหลั่นล้าอยู่เลย"
" นี่เธอจะไม่ยอมแก่เลยชิมิ"
" เธอจะแก่ก็แก่ไปคนเดียวสิ..อย่ามาลากชั้นไปแก่ด้วย"
" อ้าว.."
" ชั้นจะ keep young ตลอด เข้าใจชิมิ"
" เออๆ งั้นขอให้มีความสุขละกัน"
"ขอบคุณย่ะ"

55+
อาบน้ำด้วยความรวดเร็ว แม่รีดเสื้อให้ด้วย..หุหุ
แต่งตัวด้วยความรวดเร็ว วันนี้ใส่เสื้อสีชมพูสด..
เอาฤกษ์เอาชัย (เพื่ออะไร 55)
คว้า MP3 แล้วไหว้แม่ ก้าวออกจากบ้าน
ลงไปพร้อมน้องสาว มันจะเดินไปซื้อโจ๊ก
ก่อนแยกกับน้อง มันเดินเข้ามากอด
"แฮปปี้เบิร์ทเดย์แก"

จริงๆมันก็เหมือนวันธรรมดาวันหนึ่ง..
แต่เราเองทำให้มันพิเศษมากขึ้นก็เท่านั้น..
โลกมันเป็นสีชมพูสดเหมือนเสื้อที่เราใส่อยู่
วันนี้พูดสวัสดี และขอบคุณ เสียงดังเป็นพิเศษ

เริ่มต้นปีที่ 29 ด้วย มอคค่าเย็นจากร้านพี่เปิ้ลท่าเรืออโศก
อร่อยสุดๆขอโบวก เป็นมอคค่าที่ดีที่สุดเท่าที่เคยกินมา

เดินมาอีกนิดนึง แวะซื้อสลัด กับเบอร์เกอร์
hop on มอไซด์แล้วเดินเข้าตึก..
แวะมาเช็คเมล์และ blog โอ้วววมีคนมากมายมา HBD
ขอบคุณทุกๆคนค่ะ
วันนี้จะไม่สามารถเป็นวันพิเศษได้ถ้าไม่มีพวกคุณ
(เหมือนดาราเลยเนอะ) 55+

การ์ดของนิกตั้งอยู่บนโต๊ะ..
รู้ว่าเค้าอยากอยู่กับเรามากแค่ไหน..
แต่เดี๋ยวก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ไว้ฉลองกันอีกก็ได้..
คิดถึงนิกมากๆ แต่ให้เค้าซึมซาบรสพระธรรมก่อน..
ค่อยว่ากัน..

---
ในวันเกิด..
ได้มีโอกาสอยู่คนเดียว ในออฟฟิศ
เพราะคิดดี้ไม่มาทำงาน..
ออฟฟิศเงียบๆ
นั่งตอบอีเมล เขียนบล็อค..
ฟังเพลง..

อือม์เงียบๆดี.. มีความสุข..
พ่อโทรมาแฮปปี้เบิ๊ดเดย์
"ขอให้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ซักที" 55+
ซะงั้น..

นั่งนึกถึงเพลงที่จะร้องตอนเย็นในคาราโอเกะ
....

เย็นนี้จะได้เจอเพื่อนๆ ถึงแม้จะมากันไม่เยอะ..แต่ก็ไม่เป็นไร
เพราะรู้ว่าเพื่อนๆส่งใจให้กันอยู่แล้ว
หุหุ.. รู้ ว่าเพื่อนๆอ่ะ อยากมาแย่งไมค์กัน..
อดๆๆ งานนี้เบริ์ดเดย์เกริ์ล ต้องได้ไมค์คนเดียว
-----

ออกจากออฟฟิศ แล้วไปเจออ้อที่รถไฟใต้ดิน
"แฮปปี้เบิ๊ดเดย์คุณโบ๊ต" พร้อมยื่นของขวัญให้..
55+ หัวเราะกันสองคน วุ้ย กระดาษห่อยังเป็นของbed 55+
ดีๆต้องช่วยกันประหยัด

พอถึงเอสพลานาด เราไปแวะกินข้าวมันไก่ที่แพง แต่อร่อยกัน
..โอ้วว อร่อยจริงๆ เงินร่อยหรอลงไปเลยย
ไม่เป็นไร..วันเกิด..
(ดันมาเกิดปลายเดือน)
(เออ ดีนะแม่มีตังค์ไปคลอด)

-----
แล้วเราก็ขึ้นไปที่คาราโอเกะ...
เพื่อนๆทยอยกันมา..
ตาลกับพี่กลมก็มา..
พี่คม ของอ้อก็มา..
แม่ ปูม บาส เพื่อนปูมอีกสอง ฝน กับ นา
เราไม่ค่อยได้คุยกันเลย
เพราะ มัวแต่ ร้องเพลง 55++


^^สามสาวกับว๊อดก้า

ซักหน่อย..นังเข็ม กับ แต ก็มา..
สวยมาเชียว..ชิส์


^^เข็มกะแต

ขอบอกว่า เพื่อนๆที่มา เป็นคนละกลุ่ม
เพิ่งได้แนะนำให้รู้จักกันวันนี้..
ดันชอบร้องเพลงเหมือนกันอีก 55+
เออดีๆเข้ากันได้เพื่อนกรู...
(ก็นี่ไง--เพื่อนเราก็เหมือนเรา ถูกป่าว)






^^เปลี่ยนชุดดั๊วะ


^^ดอกไม้จากครอบครัว


^^คุงแม่

----
ร้องกันยันห้าทุ่ม55+
แล้วเราก็ไป แดนซ์กันต่อ
เปล่า..เราไม่ไปชุดนั้น
เรามีชุดมาเปลี่ยน..
พร้อมแดนซ์สุดฤทธิ์

อ้อกับพี่กลม ตาลกับพี่คม
เอ๊ย อ้อกับพี่คม ตาลกับพี่กลม..(ชื่อดันคล้ายๆกันอีก)
ก็กลับไปก่อง..
ตาลแอบมึนว๊อดก้า55+
ที่เหลือ หกสาว เลยต้องไปกันแค่นั้น

เราเดินลงจากชั้น คาราโอเกะ
ทะลุไปลานจอดรถ..
ที่เที่ยว อยู่ใกล้กันมากๆ ประหยัดเวลาในการเดินทาง
แด๊นซ์ๆๆๆ
มันส์สุดๆ
และ ที่แน่ๆ เมา สุดๆ ด้วย..โอยยย
----

อือม์ เป็นวันคล้ายวันเกิด ที่ดี..
มีปาร์ตี้ที่เราหวังให้เป็นอย่างไร..มันก็เป็นอย่างนั้น..
มีความสุข..ที่นึกขอบคุณทุกครั้งที่ได้มันมา..

อบอุ่นมากๆ บอกไม่ถูก
และรักตัวเองมากขึ้นไปอีก

ตอนเช้าวันที่ 25
ตื่นขึ้นมา แปดโมง
ไปกินข้าวเช้ากับแม่...
อาบน้ำ แต่งตัว..
ไปทำอะไรให้คนอื่น หลังจากที่ทำให้ตัวเองมาแล้วเมื่อวาน..

หาบ้านให้แมว..


เป็นวีคเอนวันเกิดที่ สุดยอด จริงๆ
แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ โบ๊ต




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2551   
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2551 16:13:50 น.   
Counter : 247 Pageviews.  

จะทำไปเพื่ออะไร..

เคยตั้งคำถามกันบ้างไม๊..
ก่อนจะทำอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..
ว่าทำไปแล้วจะได้อะไร..
เพื่อ อะไร..
ตอบสนองความต้องการของตนเองงั้นหรือ..
หรือเพียงอยากจะ ทำอะไรให้ใครคนหนึ่ง... น้ำเน่าว่ะ
หรือ เพื่อทำอะไรๆให้มันดูดี ทั้งที่ไม่มีค่าแม้แต่น้อย..

จำเป็นไหม..
ที่ต้องตั้งคำถาม..เมื่อคำถาม..ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว
คิดเหรอ..
ว่าแม้ตั้งคำถาม..แล้วจะหาคำตอบได้..
มีคำถามใดไม๊..ที่ไม่ต้องการคำตอบ

คาดหวังไหม..
จำเป็นไหมที่จะต้องคาดหวัง..
สร้างกิเลสให้ตัวเองเปล่าๆ..

อยู่เฉยๆดีกว่าไหม..
นั่งมองฟ้า มองต้นไม้ มองผู้คน..
ปล่อยใจให้ลอยล่องไปกับสายลม...
ปล่อยความรู้สึกให้โบยบินไปกับความว่างเปล่า ดีกว่าไหม..
ดีกว่าดิ้นรน ยัดเยียดอะไรๆให้ใครทั้งที่เค้าไม่ต้องการ

เค้าต้องการอะไร..
จำเป็นรึเปล่า ที่เราต้องสอดรู้..
รู้แล้วได้อะไร..ก็เปล่า..ทำอะไรไม่ได้
เหมือนโยนหินขึ้นฟ้า..
โยนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันถึงดวงจันทร์
เผลอๆตกลงมาใส่หัวตัวเอง เจ็บซะเปล่า

เจ็บไหม..
เจ็บแล้ว..จำเป็นไหมที่ต้องจำ..
ถ้าอยากฉลาดก็จำ..
อยากเจ็บอีก..ก็ไม่ต้องจำ ..ง่ายๆ

ง่ายไหม..
กับการให้ความรู้สึกกับใครซักคน..
ให้...โดยสิ่งที่ได้มาคือความว่างเปล่า..
หรือ อ้อมกอดที่หยิบยื่นให้ด้วยความรัก..
อะไรก็ได้..เต็มไปด้วยความไร้ซึ่ง..หวัง
ง่ายๆ มาง่าย ไปง่าย จบง่าย..

ชีวิตเต็มไปด้วยคำถาม..
ซึ่งบางที ฉันก็อยากจะปล่อยมันไว้อย่างนั้น..
คำถาม..ไม่เคยเป็นสิ่งที่ก่อความรำคาญในใจ..
ฉันหายใจได้ เพราะคำถามที่ประดังเข้ามาในชีวิต..

ฉันอาจเคว้งคว้าง..
แต่ฉันรู้ว่า..วันหนึ่ง...ฉันจะพบทางออก..
แม้ทางออกนั้น จะนำมาซึ่งความเคว้งคว้าง..อีกครั้ง..
แต่อย่างน้อย อ้อมกอดที่ให้กับตนเอง..
จะคอยประคองให้ไออุ่นกับฉันได้..

----------------------------------------
ศศิพรรณวดี
10 ต.ค 2551
also published at http://sasi-kantapak.hi5.com




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2551   
Last Update : 10 ตุลาคม 2551 17:17:23 น.   
Counter : 349 Pageviews.  

วีคเอนด์อันแสนอิ่มใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเยี่ยมน้องๆ
ที่บ้านเด็กพิการซ้ำซ้อน แถวๆเลียบทางด่วนรามอินทรา..
ไอ้น้ำชวนไป..

จำได้ว่า ตอนที่มันชวน ตกปากรับคำโดยไม่ได้เสียเวลาคิด
เพราะไม่เคยไปสถานที่แบบนี้ อีกอย่าง อยากไปทำอะไร
ให้คนอื่นบ้าง Self-Centered มามากพอแล้ว..

ช่วงนี้ ชีวิตเรา..อยู่ในช่วงขาลง..คิดอะไรไม่ค่อยออก..
พอคิดไม่ออก ก็ไหลไปตามน้ำเรื่อยๆ ไม่ค่อยสนใจอะไร..
ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น.. คิดออกเป็นบางเรื่อง
แถมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญ..ทำอะไรตามใจตัวเอง
จนเกินเหตุ..บ้าๆ ไม่ค่อยเต็ม อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก
..อะไรประมาณนั้น..

แอบคิดๆไว้ว่า..ถ้าไปบ้านเด็กฯเนี่ย..เราต้องร้องไห้เป็น
เผาเต่าแน่เลย ไอ้ที่มันค้างๆคาๆมาตั้งแต่หลายเดือน
ที่ผ่านมา มันคงได้ระบายออกก็คราวนี้..

นัดเจอน้ำกับโอ๊ต และ เล็กที่บิ๊กซีลาดพร้าวตอนบ่ายโมง
หอบเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาไปด้วย ( Special thanks
to Supajee and her colleagues also Areeda from EK)
งานนี้ปูมก็ขอติดสอยห้อยตามไปด้วย เราซื้อของ (นมเปรี้ยว)
แล้วออกเดินทางตอนเกือบๆบ่ายสอง ใช้เวลาไม่นานก็
มาถึงสถานที่..






เดินเข้าไปก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าหน้าที่
เราก็กรอกแบบฟอร์มบริจาคเงินและสิ่งของ จากนั้นเราก็
เดินเข้าไปเยี่ยมชมกัน..





บริเวณสถานที่ของบ้านเด็กฯดูสะอาดสะอ้าน..เป็นระเบียบ
ภาพที่มองเห็นภาพแรกคือ ภาพน้องๆผู้ชายนั่งรอ
รับประทานอาหารว่าง..เราเดินเข้าไปใกล้ๆ บอกตรงๆว่า
ทำตัวไม่ถูก เราเดินไปคุยแต่น้องๆเค้าไม่ได้คุยด้วย
(ถึงตอนนั้นเราก็คิดว่า บางทีเค้าอาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้)
มีกลุ่มคนมาเยี่ยมชมหลายกลุ่ม บางคนก็นั่ง
จับมือน้องๆเค้าเฉยๆ แค่ให้การสัมผัส..
บางทีอาจจะดีกว่าคำพูด..







เราเลี่ยงออกจากตรงนั้นมา..แล้วเดินไปอีกตึกหนึ่ง
ซึ่งอยู่ด้านข้าง.. ตึกที่ว่านี้เป็นตึกของน้องๆที่อายุน้อยกว่า
หน่อย..เราขออนุญาตเข้าไปและเข้าไปเยี่ยมน้องๆ ซึ่งตรงกับเวลาอาบน้ำพอดี..

เรากับปูมเดินเข้าไป ถึงตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ถูก
มีน้องหนึ่งคน นอนนิ่งๆลืมตา ส่วนอีกคน นอนปรบมือคนเดียว
ท่าทางมีความสุขในโลกของเค้าซึ่งคงไม่มีใครอาจล่วงล้ำไปได้..
เราเดินเข้าไปจับแขนน้องคนที่นอนนิ่งๆ
ในใจคิดว่า..เราช่วยอะไรได้บ้างนะ..
พลันเหลือบไปเห็น
เจ้าหน้าที่ที่นั่นกำลังวุ่นกับการเช็ดตัวเด็กๆ
คนหนึ่งอาบให้ คนหนึ่งเช็ดตัวและแต่งตัวให้
เราจึงเดินเข้าไปช่วย..

เราช่วยน้องๆแต่งตัวอยู่สองคน ส่วนปูมนั่งเล่นกับ
น้องอีกคน ซักพักเราก็นั่งมองเจ้าหน้าที่ที่เค้าทำงาน
และรู้สึกว่า..เค้าต้องเสียสละอะไรมากมายเลยนะ
ในการมาดูแลเด็กๆที่นี่ เด็กธรรมดาที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ก็ดูแลยากจะแย่..แต่นี่..น้องๆเหล่านี้ต้องการ
ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ..ถึงแม้เค้าจะได้เงินเดือน
แต่ก็ใช่ว่าจะมาก..แลกกับการทำงานที่ต้องอาศัย
ความใจเย็นและเข้าอกเข้าใจเช่นนี้..

เรานั่งมองเงียบๆและคิดในใจดังๆ ..

ไม่นานเราก็ขอตัวออกมาข้างนอก..
ด้วยเรายังมีอาการไออยู่และคิดว่าไม่ควรอยู่ใกล้เด็กๆมากเกินไป..
ออกมารอข้างนอก ส่วนปูมยังอยู่ข้างใน..

ข้างหน้าห้อง มีน้องอีกหนึ่งคนนั่งทำอะไรอยู่คนเดียว
โดยมีโอ๊ต น้ำและเล็ก นั่งรออยู่ใกล้ๆ เราเดินเข้าไปดู
น้องเค้าที่กำลังง่วนกับการวาดรูปอะไรยึกยัก
โดยก้มหน้าแทบจะติดกระดาษอยู่แล้ว..
เมื่อน้องเค้าผละจากตรงนั้น สิ่งที่เห็นคือรูปวาด..
เส้นลายที่เห็นละเอียดเกินกว่าจะเชื่อว่า
นี่คือ ภาพวาดของเด็กบ้านนี้..
น้องผู้หญิงผมสั้นเต่อ ที่ทราบชื่อภายหลังว่า มิซูโกะ
เธอเป็นคนวาดภาพเหล่านั้น ในสมุดวาดเขียนเล่มหนึ่ง
ที่วางอยู่บนพื้น..ในบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อน..






(ข้างบนคือภาพที่มิซูโกะวาด..ดูลายเส้นสิ..)

เธอดูวุ่นวายกับการเดินไปมาระหว่างโต๊ะ และพื้น..
ในมือเธอถืออัลบั้มรูปกิจกรรมของเด็กๆในบ้าน..
เธอมองดูรูปภาพ และเดินมาจดอะไรบางอย่างลงสมุด...
“อ๋อ..จดหมาย” โอ๊ตบอกกับเราอย่างนั้น.. เราเดิน
ไปดูใกล้ๆ มันเป็นตัวอะไรไม่รู้ยึกยือ..ที่เขียนจากขวาไปซ้าย
..มันไม่ใช่ภาษาที่เราจะเข้าใจ
แต่สำหรับ มิซูโกะ มันคือ จดหมายที่เขียนบรรยายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ในโลกที่เต็มไปด้วยจินตนาการของเธอเอง..
ที่ไม่มีใครย่างกรายเข้าไปได้..

มิซูโกะ..

หยุดมองดูมิซูโกะอยู่สักพัก เราจึงไปหยิบกล้องมา
เพื่อถ่ายรูปไปให้เพื่อนๆดู สถานที่สะอาดสะอ้าน
ทำให้อะไรๆดูเศร้าน้อยลง.. ขณะที่เรายืนถ่ายอยู่นั้น
มิซูโกะก็เดินมาและหยิบกล้องไป..

ณ ตอนนั้นเรากลัวว่าเธอจะทำตกมากๆ
นึกกลัวว่าน้ำพักน้ำแรงที่หามาเพื่อซื้อกล้องนี้
จะมลายไปกับสายลม..
ขณะที่มิซูโกะหยิบๆจับๆ เราก็คอยประคองไปด้วย..
ในใจก็คิดว่า “งานเข้าซะแล้ว เธอจะทำมันตกไม๊เนี่ย..”
คิดไปต่างๆนานา..

มิซูโกะเอาจอมาติดกับตาของเธอ..
ด้วยความที่เธอมองเห็นเพียงแค่นิดเดียว
เราพยายามจะอธิบายว่าใช้อย่างไร..แต่เธอหูหนวก ..
เธอพยายามเล่นกล้องและเราเชื่อว่า
ณ ตอนนั้น เธอมีคำถาม.. แต่เธอคือเด็กพิการซ้ำซ้อน
นอกจาก ตาเกือบบอด หูหนวกแล้ว เธอยังเป็นใบ้อีกด้วย..
เมื่อนึกถึงตรงนี้..เราคิดกับตัวเองว่า
เอาเหอะ ให้น้องเค้าเล่นเหอะ มันเป็นความสุขของเค้า..
เราจับนิ้วชี้น้องเค้าให้สัมผัสกับชัตเตอร์..แล้วน้องเค้าก็เริ่มถ่าย...

เราทุกคนยืนมองด้วยความประหลาดใจ
มิซูโกะเดินถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
บ้านหลังใหม่ที่กำลังสร้างเพิ่มเติม..ป้ายบ้านเด็กฯ ถ่ายรูปพวกเรา..

นี่คือรูปที่ มิซูโกะ ถ่าย..
นี่คือ โลกของเธอ ที่เราไม่มีวันจะเข้าใจว่า มันทำงานยังไง
ทิ้งไว้แค่เพียงความประหลาดใจ และ ประทับใจ ...






















เราทุกคนบอกลามิซูโกะ และบ้านเด็กอ่อน
ดูเหมือนเธอจะไม่อยากละมือจากกล้องถ่ายรูป..
เราเปิดกระเป๋าบอกเป็นนัยๆว่า “ช่วยเอากล้องเก็บที”..
เธอวางกล้องลงในกระเป๋าแล้วรูดซิป.. เราทำท่าโบกมือ
และอ้าแขนเพื่อจะกอด มิซูโกะโผเข้ามากอดเราหนึ่งครั้ง..
และกลับไปเปิดซิปอีกรอบเพื่อ “แอบดู” หน้าจอ LCD ที่ยังค้างไว้อยู่..

เราต้องจำใจปิดกระเป๋าทั้งๆที่รู้ว่าเธออยากดู..
เธอปล่อยมันโดยดีและกลับไปนั่งวาดรูปต่อ..
เหมือนเธอไม่รู้สึกรู้สาเท่าใดนักว่าเราจะไป..
สีหน้าเธอไม่ได้แสดงออก
แต่เราทุกคนเดินออกมาจากตรงนั้น
และคิดว่า.. มิซูโกะจะเหงาไม๊นะ..
เธอเป็นคนที่พิเศษมากๆ..แต่เธอจะเหงารึเปล่าที่เราเดินจากกันไป...

เราเดินออกมาจากบ้านเด็กฯช้าๆ
ครั้งแรกของเรากับปูมที่นี่ เป็นครั้งแรกที่ประทับใจมาก
อย่างน้อย สิ่งที่เราได้เรียนรู้หนึ่งอย่างคือ ..
เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก.. ยังมีคนร่วมโลกอันแสนวุ่นวายนี้
อยู่หลายล้านคน.. และ เราไม่ได้ทุกข์ หรือ ไม่ได้สุขอยู่คนเดียว..





ปัญหาชีวิตที่เราเจออยู่ตอนนี้
กลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เราหัวเราะกับมัน..
ทำไมนะ เราจึงต้องคิดว่าเราเป็นคนโชคร้ายที่สุดในโลก
หรือโชคชะตาไม่เข้าข้างคนอย่างเราซะเลย..
แต่เมื่อได้มาพบเจอน้องๆที่นี่ ทำให้เราลืมปัญหาของตัวเองไปได้
และเรียนรู้จากน้องๆที่บ้านเด็กฯแห่งนี้..

เราคิดถึงมิซูโกะตลอดทาง..
อยากรู้ว่าในโลกแห่งจินตนาการนั้นเธอวาดฝันไว้อย่างไร..
มิซูโกะทำให้วันเสาร์หนึ่งวัน เป็นวันที่มีค่าสำหรับเราทั้งห้าคนในวันนั้น..
เราได้เรียนรู้อะไรๆจากมิซูโกะเยอะมากในเวลาสั้นๆ..

ขอบคุณบ้านเด็กฯ ขอบคุณเพื่อนๆที่ชวนไป
...และขอบคุณนะ มิซูโกะ





 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551   
Last Update : 7 ตุลาคม 2551 20:49:02 น.   
Counter : 324 Pageviews.  

1  2  3  4  

Kassie K
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เป็นคนที่พยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะ "ทำ" ให้ได้อย่างที่"พูด" แม้บางครั้งมันยาก แต่ก็พยายามให้ถึงขีดสุด กับทุกๆเรื่อง
เคยเป็นลูกเรือ ให้กับสายการบิน สองแห่ง
ปัจจุบัน ไม่ทำแล้ว เพราะ อิ่มตัว อยากมองหาอะไรทำใหม่ๆ
เป็นคนชอบคิด และ ทำอย่างที่คิด

มีความเชื่อว่าในความคิดของตัวเองมากที่สุด หากใจบอกว่าใช่ นั่นคือใช่..

บทความที่เขียนในบล็อคทั้งหมดเป็นผลงานของผู้เขียน
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต กรุณารับทราบไว้ด้วยนะคะ
[Add Kassie K's blog to your web]