ทำดีวันละนิดจิตแจ่มใส

ลมหายใจที่รวยรินของ "ลูกกรุง"

 


ลมหายใจที่รวยรินของ "ลูกกรุง"




ในขณะที่แนวเพลงของบ้านเรา
ทั้งในส่วนที่เป็นลูกทุ่ง เพื่อชีวิต
หรือแม้กระทั่งไทยเดิมต่างก็มีการปรับ เปลี่ยน กระทั่งมี "ที่ยืน"
ที่ค่อนข้างจะแข็งแรง และมองเห็นว่ายังมีอนาคต

     ทว่ากับบทเพลง "ลูกกรุง" ล่ะ?
    
มีใครเคยตั้งคำถามบ้างมั้ยว่า อนาคตของมันจะเป็นเช่นไร? หากในเมื่อ ณ
ปัจจุบันเราแทบจะไม่เคยมีนักร้องหน้าใหม่ที่อยู่ในแขนงเพลงสายนี้ออกมาเลย
เช่นเดียวกับครูเพลงเองก็ดูเหมือนว่าจะหยุดการทำงานของตนเองไว้เมื่อ 2
ทศวรรษที่แล้ว


“ใน
ฐานะที่ผมเป็นนักร้อง ผมคิดว่าสถานะของเพลงลูกกรุงไม่ค่อยดีนัก
เพราะขาดสื่อที่จะต่อยอดให้แก่เพลงเหล่านี้
เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ครูเพลงรู้สึกท้อถอย
ไม่กระตือรือร้นที่จะแต่งเพลงไว้ขายนายทุน ถึงแต่งไว้แล้ว
ก็ไม่รู้ว่าใครจะมาซื้อเพลงเหล่านี้ไปผลิตขาย”


            คำบอกเล่าจาก "สุเทพ วงศ์กำแหง"
หนึ่งในนักร้องเพลงลูกกรุงชื่อดังกล่าวกับ 'ASTV ผู้จัดการปริทรรศน์'
อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงภาวะลมหายใจของเพลงลูกกรุงที่วันนี้ต้องบอกว่า
รวยรินร่อแร่เต็มที ด้วยความแน่นิ่ง ซบเซา มีคนร้อง-คนฟังอยู่ในวงแคบๆ
และจำกัดในเรื่องของพื้นที่การแสดง-ขาย


           
ในยุคที่ตลาดเพลงลูกกรุงขาดพื้นที่หายใจครูเพลงหลายคนหยุดประพันธ์เพลงไป
แล้ว
ครูเพลงบางคนยังเขียนเพลงอยู่บ้างแต่โอกาสที่เพลงเหล่านี้จะผ่านแทรกไปถึงหู
คนฟัง ยากเย็นแสนเข็ญเต็มที

“น้ำ
หยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อนๆ ของเธอทำด้วยอะไร
ช่างไม่สะทกสะท้านเหมือนนหัวใจช่างไม่หวั่นไหว ว่าใครเขารัก เขารอ -
คำคมเหล่านี้มันฝังลึกลงไปในหัวใจของผู้ฟังเพลงจนจดจำคำเหล่านี้ได้ตลอดกาล"


"
อย่าเยาะเย้ยฉันแล้วคงสักวันเธอจะร้องไห้ วันนี้ปรีดา พรุ่งนี้ปราชัย
แล้วจะเจ็บใจโทษใครเล่าเธอ – ถ้อยคำถูกกลั่นกรองออกมาอย่างไพเราะ
สัมผัสได้อย่างงดงามบ่งบอกถึงความสามารถพิเศษของผู้ประพันธ์ที่มีความรอบรู้
และชัดเจนในภาษาไทย สามารถหยิบเอามาใช้ได้อย่างมหัศจรรย์“

สุเทพ กล่าวยกตัวอย่างเนื้อหาของบทเพลง 'รอ' (คำร้อง – ทำนอง สุรพล
โทณะวณิก) และเพลง 'เท่านี้ก็ตรม' (คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง -
สมาน กาญจนะผลิน) ที่แสดงให้เห็นถึงความสวยงามของบทเพลงลูกกรุง


            ขณะที่ครูเพลงชื่อดัง "ชาลี อินทรวิจิตร" อธิบายเพิ่มเติมในคุณค่าของเพลงลูกกรุงว่า...

"
เรื่องสถานภาพของเพลงลูกกรุงในทุกวันนี้ผมถือว่ามันเป็นตามกาล
การที่เพลงไทยลูกกรุงผ่านกาลเวลามาถึง 50 ปียังไม่ลบเลือน
มีการถ่ายทอดสืบสานกันมาเรื่อย ก็แสดงให้เห็นถึงว่าเพลงลูกกรุงมีคุณค่ามาก
ในทางกลับกัน เพลงรุ่นใหม่ๆ อัดโฆษณาอยู่ตลอดเวลา
อายุเพลงอยู่ได้ปีเดียวก็หายไปแล้ว


    
"ที่เป็นอย่างนี้
ผมอยากจะยกคำกลอนของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่ท่านนำมาจากเพลงฝรั่ง...ลูกปั้น
ที่ขาดแสง ภาพวาดที่ขาดสี บทกวีที่ไร้ตัวอักษร...เพลงคือกวีทางเสียง
ดนตรีคือกวีทางเสียง แสงท่อลม เสียงประสานของความเงียบงันคือ กวีอักษร
เมื่อกวีทางอักษรมาผสมกับเสียง มันจะเป็นบทเพลงที่สุดยอด ได้ยินทางหู
เห็นทางตา”
เพลงของครูชาลี อินทรวิจิตรมีเยื่อใยของศิลปะ
และเป็นเพลงที่นักฟังเพลงหลายหลากรุ่นคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
เพลงคุ้นหูและคนไทยทุกคนรู้จักกันดีคือ 'สดุดีมหาราชา'
ซึ่งครูใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง เพลงนี้ก็สมบูรณ์และงดงามอย่างไม่มีที่ติ

“ผมสามารถแต่งเพลงได้ทุกเวลาและทุกสถานที่” นี่คือคำยืนยันจากปากของครูชาลี


            ณ วันนี้ครูชาลี อินทรวิจิตร ยังแต่งเพลงอยู่เป็นประจำ
เพียงแต่ไม่ได้มากเท่ากับสมัยก่อนเท่านั้นเอง
และหากค่ายใดที่จะนำเพลงของครูชาลีไปขับร้อง
ไม่ว่าจะเป็นในเชิงอนุรักษ์หรือเชิงใดก็แล้วแต่
ครูจะถามว่า...นักร้องเป็นใคร?


            และเหตุที่ต้องถามเช่นนั้นก็เพราะว่า?

"
คือ นักร้องรุ่นใหม่ที่ร้องเพลงในแนวนิยม
ผมไม่เชื่อว่าเขาจะเอาเพลงของผมไปร้องได้ดี
จึงต้องคุยและพิจารณาในเรื่องนักร้องก่อน แต่สมัยก่อนมันไม่มีปัญหา
เพราะนักร้องเข้าใจในตัวเพลงที่จะถ่ายทอดอยู่แล้ว เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง,
ชรินทร์ นันทนาคร, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, สวลี ผกาพันธุ์ เหล่านี้เป็นต้น"


นักร้องแบ่งประเภทเพลง!!

“ผมยืนยันได้ว่าเพลงลูกกรุงไม่ได้หายไปไหน ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อมันออกมาแล้ว เขาไม่ได้เรียกมันว่า ลูกกรุง เท่านั้นเอง!?” นคร ถนอมทรัพย์ ครูเพลงชื่อดังอีกท่านกล่าวกับ ASTV ผู้จัดการปริทรรศน์


            ในทัศนะของนคร ถนอมทรัพย์ เห็นว่า สังคมไทยใช้ 'นักร้อง'
เป็นตัวแบ่งประเภทของเพลงลูกกรุง และลูกทุ่ง
ไม่ได้แบ่งโดยเนื้อหาของเพลงตามที่ควรจะเป็น
และนั่นเองที่ทำให้เพลงลูกกรุงดูจะไม่มีกระแสเปรี้ยงปร้างเหมือนกับเพลง
ลูกทุ่ง

“ต้อง
ดูที่สำนวน ฟังที่สำเนียง ดูโครงสร้างของเพลง เสียงและสไตล์การร้อง
ถึงพิจารณาว่าเพลงนั้นอยู่ในบรรยากาศใด กรุงเทพฯ หรือชนบท
ถึงจะบอกได้ว่าเพลงนั้นคือเพลงลูกทุ่งหรือลูกกรุง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลย เพลง 'ขวัญใจเจ้าทุย' (คำร้อง สมศักดิ์
เทพานนท์/ ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)


           
“เพลงนี้คือเพลงลูกทุ่งที่วงสุนทราภรณ์แต่งขึ้นมาเพื่อประกอบละครเพลงสมัย
ช่อง 4 บางขุนพรหม เมื่อปี 2501 เนื้อเพลงเป็นเรื่องชนบทล้วนๆ
แต่บังเอิญรวงทอง ทองลั่นธมร้องคนแรก
จึงไม่ใช่เพลงลูกทุ่งในทัศนะของผู้ฟัง หรืออย่างเพลงแสนแสบ, ท่าฉลอม
(คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร ; ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน)
นี่คือเพลงลูกทุ่งตามโครงสร้างของเพลง

"
แต่เนื่องจากเพลงนี้ชรินทร์ นันทนาครร้องเป็นคนแรก
จึงไม่มีใครพูดว่านี่คือเพลงลูกทุ่ง ซึ่งตามโครงสร้างของเพลงประเภทนี้
อย่างเพลงแสนแสบ ไพรวัลย์ ลูกเพชรมาร้องประกอบหนังเรื่องแผลเก่า
ฟังแล้วได้บรรยากาศกว่าชรินทร์ เพราะบรรยากาศเพลงเป็นลูกทุ่ง
คนไทยใช้นักร้องเป็นตัวกำหนดประเภทของเพลง


            “สุนารี ราชสีมา นักร้องในสายลูกทุ่ง ทั้งๆ
ที่เธอร้องเพลงลูกกรุงไพเราะมาก สมบูรณ์แบบ ฝน ธนสุนทร
เคยร้องเพลงลูกกรุงมาแล้ว แต่ขายไม่ได้
ค่ายเพลงจึงต้องปรับเปลี่ยนสไตล์ให้ฝนมาร้องเพลงลูกทุ่ง ทั้งๆ
ที่สำเนียงของฝนจะไม่ใช่ลูกทุ่งจ๋า


"
หรืออย่างเพลงที่อาร์เอสฯ แต่งให้หญิง ฐิติกานต์ร้อง
นั่นคือเพลงไทยสากลที่เรียกกันว่า เพลงลูกกรุง แต่เขาไม่ยอมรับคำนี้ ทั้งๆ
ที่ชนิดของเพลงคือ ลูกกรุงในอดีต แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า ลูกทุ่งไฮเทค
ยังไงก็ขอหิ้วคำว่า ลูกทุ่ง เอาไว้หน่อย
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น”



            ครูนคร ถนอมทรัพย์ สรุปกับ ASTV ผู้จัดการปริทรรศน์ว่า...

“เพลง
เก่าที่นำมาขับร้องใหม่คือ การอนุรักษ์ แต่เพลงไทยสากลใหม่ๆเ
กิดขึ้นตลอดเวลา
แต่คนรุ่นใหม่ร้องและถูกกำหนดจากค่ายเพลงให้เป็นเพลงลูกทุ่ง
เพื่อเหตุผลทางการตลาด ที่จริงถ้าฟังกันจริงๆ จังๆ จะรู้ว่า
ตัวเพลงและสำเนียงการร้องมันไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง
ขณะเดียวกันครูเพลงเก่าก็ยังประพันธ์เพลงอยู่บ้าง
แต่นักร้องในแนวลูกกรุงรุ่นใหม่ มันมีแต่ลูกทุ่ง”


                       ............

เพลงใหม่มี แต่น้อย(มาก)


            อย่างไรก็ตาม แม้จะน้อยมากในเรื่องของงานเพลงใหม่ๆ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีบทเพลงลูกกรุงออกมาเสียเลยโดย
หนึ่งในนั้นก็คือผลงานอัลบั้มชุด 'ทะเลจันทร์' ของทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล
ที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด 3 เพลง ปุ้ม พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แต่งให้ 2
เพลง คือ เสียงเพลงสายลม และอัสดง อีกเพลงหนึ่งคือ ทะเลจันทร์ (คำร้อง
นิมิต พิพิธกุล / ทำนอง ชัยภัค ภัครจินดา)


            ส่วนเพลงอื่นๆ เป็นเพลงไทยสากลอมตะ
ชุดนี้ทำดนตรีในแนวอะคูสติก เหมือนดนตรีบำบัดกลายๆ อาทิ หวัง (คำร้อง –
ทำนอง สง่า อารัมภีร), ความรัก (คำร้อง – ทำนอง จิรพรรณ อังศวานนท์),
คะนึง (พลเรือตรี ปรีชา ดิษยนันท์), พรานเบ็ด (คำร้อง – ทำนอง ล้วน
ควันธรรม), สุดเหงา (คำร้อง – ทำนอง วราห์ วรเวช), ทานตะวัน (คำร้อง
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ / ทำนอง ธนิต ศรีกลิ่นดี), ไฟ (คำร้อง – ทำนอง
ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร), น้ำเซาะทราย (คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร / ทำนอง
จำรัส เศวตาภรณ์), จงรัก (คำร้อง – ทำนอง จงรัก จันทร์คณา) เป็นต้น


            เพลงชุดนี้ทิพย์วัลย์ “ทำเอง – ขายเอง” ด้วยเหตุผลที่เธอบอกว่า...“อยู่
กับค่ายเพลง เขาก็ทำตามใจเขา ไม่ได้ตามใจเรา เมื่อพี่มาทำขายแบบนี้
ได้ทุกอย่างอย่างที่ใจเราต้องการ ดนตรีงดงามและมีชีวิตมาก
เพลงพวกนี้อาจจะมีการโปรโมตในระยะแรก ช่วงสั้นๆ อาศัยฝากเพื่อนฝูงในวงการ
แล้วคนก็จะเริ่มถามหากันเอง”

“ลูกกรุงของพี่จะไม่ใช่ลูกกรุงในรุ่น
นั้นๆ เนื้อหาของดนตรีจะถูกปรับให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น
อาจจะเป็นดนตรีในแนวร่วมสมัยขึ้นมานิดหนึ่ง
หรืออย่างเดี๋ยวนี้เขาก็เอาดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสายเข้ามา
งานของพี่ชุดหนึ่งก็ทำกับบางกอกซิมโฟนี ดนตรีไพเราะมากเลย
แล้วเวลาที่เราไปร้องเพลงในคอนเสิร์ตไหน เราก็เอาเพลงพวกนี้ไปขายด้วย
มีคนมาถามหาซื้ออยู่เรื่อยๆ อย่างทะเลจันทร์ เราทำแค่ 15,000 แผ่นเท่านั้น
เอาไว้ขายให้แก่คนคอเดียวกัน”
ทิพย์วัลย์บอก พร้อมแสดงความมั่นใจว่า เพลงลูกกรุงจะไม่มีวันตาย!

“คน
อายุ 40 – 50 อัป รักเพลงลูกกรุงทุกคน เพลงลูกกรุงไม่ตายหรอกค่ะ
เวทีประกวด เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด็ก
หรือรุ่นผู้ใหญ่ก็พยายามที่จะเอาเพลงลูกกรุงเข้ามาประกวด
เพราะเพลงพวกนี้ฟังง่าย จำง่าย มันมีคำที่สัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสอักษร
สัมผัสสระ ลูกเล่นตรงนี้แหละที่เป็นเสน่ห์ของเพลงลูกกรุง
ซึ่งเพลงรุ่นใหม่ไม่มี เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาน้อยลง
ไม่เหมือนครูเพลงรุ่นเก่า”
ค่ายเพลงต้องเลิกครอบงำสื่อ


            สุเทพ วงศ์กำแหง เห็นว่าค่ายเพลงควรให้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ , ทีวี, หนังสือพิมพ์ ทำงานอย่างเป็นอิสระ

“บริษัท
ทำซีดีที่มีเงินมากจะซื้อสื่อไว้ในมือ แล้วส่งคนไปทำรายการ
และเอาเพลงที่ตัวเองผลิตไปเปิดในรายการ
สื่อวิทยุซึ่งบางสถานีเป็นกระบอกเสียงของรัฐก็มิได้ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน
กลับไปรับใช้บริษัทเหล่านี้ด้วยเห็นแก่อามิสสินจ้าง
ยัดเยียดเพลงให้แก่เด็กรุ่นใหม่ทุกวัน”



            หนทางในการเยียวยาเพลงลูกกรุง ในทัศนะของสุเทพ วงศ์กำแหง เห็นว่า...

“หนึ่ง
รัฐบาลต้องหันมาดูแลในเรื่องการเรียน การสอน การใช้ภาษาไทยของนักเรียน
ตั้งแต่รุ่นเด็กเล็กไปจนถึงรุ่นอุดมศึกษา
ต้องให้เด็กรุ่นใหม่ศึกษาภาษาไทยให้ดี รู้จักศัพท์ในหลายระดับ
ตั้งแต่ศัพท์พื้นฐาน ต่อยอดไปถึงการทำความรู้จักกับศัพท์ชั้นสูง
เพื่อให้ภาษาไทยแตกฉาน"


"
สอง หาผู้ร้องเพลงที่ใช้ถ้อยคำได้อย่างถูกต้อง
มีการให้รางวัลกับการขับร้องได้ดีและถูกต้อง
เพื่อให้บรรยากาศที่อึมครึมได้สว่างไสวอีกครั้ง
และสามสนับสนุนให้ครูเพลงได้ประพันธ์เพลงใหม่ๆ
อย่าเพิกเฉยหรือท้อแท้ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ให้ทั้ง 3
ส่วนนี้กุมมือกันฝ่าวิกฤตของเพลงลูกกรุงในวันนี้ไปให้ได้”
พี่ใหญ่ของวงการกล่าวสรุป
     ลูกกรุง ณ วันนี้
เสมือนว่าถูกไล่ต้อนให้มารวมกันในห้องดนตรีสี่เหลี่ยมที่แสนจะอึมครึม
และห้องนั้นถูกปิดตายไร้ทางออก
ในขณะที่นอกห้องนี้มีตัวโน้ตอีกมากมายที่กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน
คนลูกกรุงไม่ขออะไรมาก
นอกจากพื้นที่ไม่ต้องมากที่จะได้ปลดปล่อยให้ทำงานที่ใจรักเท่านั้น








Free TextEditor




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2552   
Last Update : 8 มิถุนายน 2552 15:39:30 น.   
Counter : 286 Pageviews.  

สุดอลังการ! มหัศจรรย์ 7 พันธุ์กล้วยไม้พระราชทานนาม





ลักขณา นะวิโรจน์ แม่งานจัดแสดงกล้วยไม้แห่งปี


เพื่อเป็น
การสานต่อความสำเร็จของงานจัดแสดงและประกวดกล้วยไม้ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีที่
หลายคนตั้งตาคอย ในงาน มหัศจรรย์แห่งกล้วยไม้ ครั้งที่ 3 “3rd Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise 2009 เฉลิมพระเกียรติ 77 พรรษา บรมราชินีนาถ” จึงไม่หยุดความอลังการแห่งพรรณไม้งามไว้ที่รูปแบบเดิมๆ


       ครั้งนี้ยังเชิญชวนทุกคนร่วมกันเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 77 พรรษา
ไปพร้อมๆ
กับการร่วมรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้านการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อน
วิกฤตใหญ่ที่กำลังคุกคามไลฟสไตล์ของคนในยุคนี้
กับครั้งแรกของการรวบรวม 7 กล้วยไม้พระนามและพระราชทานนาม ที่หาชมได้ยาก มาจัดแสดงให้ชมกันแบบจุใจ


กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์ ดอกสีขาวแต้มเหลือง สวยสด


ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด เริ่มกันที่ กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์
พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เป็นกล้วยไม้กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ฝักรูปทรงสามเหลี่ยม ออกดอกตลอดปี ลูกผสม
ระหว่าง ต้นแม่พันธุ์ Cattleya Bow Bells และ ต้นพ่อพันธุ์ Cattleya Obrieniana ซึ่งบริษัท Black & Flory Ltd. ประเทศอังกฤษเป็นผู้ผสมขึ้นและจดทะเบียนชื่อพันธุ์ว่า Exquisite เมื่อปี พ.ศ. 2501


       เป็นพันธุ์กล้วยไม้ที่สวยงามมากจนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากราชสมาคมพืชสวนอังกฤษ (The Royal Horticultural Society)
จึงได้มีการขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนาง
เจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เป็นชื่อกล้วยไม้พันธุ์ดังกล่าว
และได้ขึ้นทะเบียนลูกผสมใหม่ จากราชสมาคมพืชสวน อังกฤษ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.
2501



กล้วยไม้ รองเท้านารี ปริ๊นเซสสังวาลย์






กล้วยไม้รองเท้านารีพริ้นเซสสังวาลย์ กล้วยไม้พระนาม สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พันธุ์รองเท้านารีลูกผสมระหว่าง ต้นแม่พันธุ์รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paph. godefroyae var. angthong ) และต้นพ่อพันธุ์รองเท้านารีดอยตุง ( Paph. charlesworthii ) โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง,โครงการพัฒนาดอยตุง,จ. เชียงราย เป็นผู้ผสมพันธุ์


       ให้ดอกครั้งแรกเมื่อ 1 ธ.ค. 2545 ดอกมีสีขาวลายบานเย็นหรือ
บานเย็นเข้มทั้งดอกออก ส่วนใหญ่จะมี 1 ดอกต่อช่อ ขนาดประมาณ 6 ซ.ม.
ก้านช่อดอกสูงประมาณ 10 ซ.ม. ออกดอกเฉลี่ยประมาณปีละ 2 ครั้ง
ได้รับการขึ้นทะเบียนลูกผสมใหม่จากราชสมาคมพืชสวน อังกฤษ เมื่อ 31 ธ.ค.
2547 นอกจากนี้ยังมี กล้วยไม้รองเท้านารีสังวาลย์ซีรีเบรชั่นปีที่108 และ กล้วยไม้สังวาลย์แอนนิเวอร์ซารี่ ปีที่ 108 ซึ่งเป็นกล้วยไม้พระนาม ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฉลองวาระพระราชสมภพ ครบ 9 รอบปีนักษัตร มาจัดแสดงด้วย


































กล้วยไม้หวายพันธุ์ชมพูนครินทร์


กล้วยไม้หวายพันธุ์ชมพูนครินทร์ ประทานนามโดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นกล้วยไม้ลูกผสมระหว่าง ต้นพ่อพันธุ์ “บลัชชิ่ง” (Dendrobium Blushing) และต้นแม่พันธุ์ “เอริก้า” (Dendrobium “Arica”) นายสวง คุ้มวิเชียร แห่งแอร์ออร์คิด เป็นผู้พัฒนาพันธุ์


       ลักษณะดอกมีสี โอโรส (สีขาว อมชมพู อมส้ม) ปากดอกเป็นสีชมพูแดง
สวยงามและคงทน เป็นกล้วยไม้ที่นิยมนำมาประดับชนิดจัดโชว์ทั้งต้นและดอก


       ลักษณะพิเศษคือ เมื่อสะท้อนแสงไฟจะเห็นเกล็ดเงินระยิบระยับอ่อนๆ
แฝงอยู่ในกลีบดอก ในช่วงอากาศหนาว ดอกจะเปลี่ยนสี
เป็นสีโอโรสเข้มจัดทั้งดอก ต้นกล้วยไม้พันธุ์นี้มีขนาดกะทัดรัด
ความสูงของต้นและดอกเฉลี่ยประมาณ 30-40 ซม. ออกดอกเฉลี่ยมากกว่า 3
ครั้งต่อปี
กล้วยไม้แอสโคเซ็นดา สุคนธรัศมิ์ พระราชทานนามโดย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นแอสโคเซ็นดาลูกผสมระหว่าง ต้นแม่พันธุ์ คือ แวนดาสามปอยขุนตาล (Vanda denisoniana) และต้นพ่อพันธุ์ คือ แอสโคเซ็นดา คุณนก (Ascocenda Khun Nok) โดย นายปริยุตต์ ยุวานนท์ (บริษัท สากลออร์คิดส์) ผู้พัฒนาพันธุ์และเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา


       สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ได้พระราชทานชื่อพันธุ์กล้วยไม้ ซึ่งบริษัทสากล ออร์คิด
ได้ทูลเกล้าถวายเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 พระราชทานชื่อว่า “สุคนธรัศมิ์” แปลว่ามีกลิ่นหอมอบอวลจรุงใจ ตามพระนาม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระ
ราชทานชื่อเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2551
ได้รับการขึ้นทะเบียนลูกผสมใหม่จากราชสมาคมพืชสวน อังกฤษ เมื่อวันที่ 29
พ.ศ. 2551 ลักษณะดอก มีขนาดประมาณ 1.5 นิ้ว
กลีบดอกส่วนปลายเป็นสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมนุ่มนวล
กลิ่นจะหอมมากในช่วงเช้า และหอมตลอดทั้งวัน ออกดอกตลอดทั้งปี




กล้วยไม้แอสโคเซ็นดา สุคนธรัศมิ์

















กล้วยไม้เอื้องศรีเชียงดาว พระราชทานนามโดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เป็นกล้วยไม้ดิน สูง 10-25 ซม. แผ่นใบรูปไข่กว้าง
มีเส้นใบขนานตามยาวประมาณ 8-10 เส้น และมีจุดประสีแดงอมม่วงทั่วไป
ช่อดอกสูง 10-30 ซม. มีประมาณ 4-12 ดอก ดอก สีชมพูมีประ สีชมพูเข้ม
กลีบข้างเป็นสีชมพูแกมขาว แผ่คล้ายหูค่อนข้างกลม สีเขียวแกมชมพู
กลีบปากมีจุดประสีแดงหรือสีออกแดงแกมชมพู


       ส่วนปลายแผ่เป็น 3 พูตื้นๆ ขนาดประมาณ 10-11 มม. เส้าเกสร
เป็นก้อนใหญ่ งวงน้ำหวานเป็นหลอดยาวโค้ง ขนาดยาวประมาณ 11-14 มม.
เป็นพืชชนิดใหม่ พบเฉพาะที่ดอยเชียงดาว ในประเทศไทย ที่ระดับความสูง
1,800–2,000 ม. ดอกบานช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. นอกจากนี้ยังมี กล้วยไม้เอื้องศรีประจิม และ กล้วยไม้เอื้องศรีอาคเนย์ พันธุ์กล้วยไม้ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานนามมาจัดแสดงในงานด้วย























กล้วยไม้ฟาแลนนอพซิส พรินเซสจุฬาภรณ์

กล้วยไม้ฟาแลนนอพซิส พรินเซสจุฬาภรณ์ กล้วยไม้พระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณอัครราชกุมารี เป็นกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ ที่รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ได้ทูลเกล้าถวาย นามว่า "ฟาเลนนอพซิส พรินเซส จุฬาภรณ์” (Phalaenopsis Princess Chulabhorn) ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ของ Royal Botanical Garden Peradeniya ประเทศศรีลังกา เป็นลูกผสม Phalaenopsis Rose Miva กับ Phalaenopsis Kandy Queen ขึ้นทะเบียนลูกผสมใหม่จากราชสมาคมพืชสวน อังกฤษ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2543


       ลักษณะดอก มีขนาดดอกใหญ่ กลีบกว้างกลมมน
เหมือนฟาเลนนอพซิสขนาดใหญ่พันธุ์อื่นๆ กล่าวคือ เส้นผ่าศูนย์กลางดอก
ประมาณ 9 ซม. x 7.5 ซม. กลีบเลี้ยง (sepal)
สองกลีบล่างยาวรี สีขาว
มีจุดละเอียดสีเลือดหมูประอยู่ตั้งแต่โคนออกมาจนถึงบริเวณกึ่งกลางกลีบ
ส่วนกลีบเลี้ยงกลีบบนที่เป็นรูปยาวรี กับกลีบดอก (petal)
สองกลีบข้าง ที่เป็นรูปกลมใหญ่นั้น เป็นสีขาว โดยมีโคนกลีบเป็นสีชมพูอ่อน
ซึ่งค่อย ๆ จางเรื่อลงไปจนกลืนกับสีขาว ให้ความรู้สึกสวยงามนุ่มนวล



กล้วยไม้หวาย พันธุ์ “โสมสวลี” พระนาม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นลูกผสมระหว่าง ต้นพ่อพันธุ์ “คอมแพ็คตั้ม โบตาบลู” (Dendrobium compactum BotaBlue) และ ต้นแม่พันธุ์ “ขาวธนิดาไวท์” (Dendrobium “Thanida White”) โดย นายสวง คุ้มวิเชียร (แอร์ออร์คิดส์) เป็นผู้ผสมพันธุ์


       ให้ดอกครั้งแรก เดือนมกราคม 2546 ดอกมีสีม่วงครามอ่อน
ดอกออกเป็นพวง และด้วยก้านช่อที่ไม่ยาวมาก
จึงโดดเด่นและเหมาะสำหรับเป็นกล้วยไม้ประดับ ชนิดจัดโชว์ทั้งต้นและดอก
เป็นกล้วยไม้ที่มีลายเส้นสีขาวอ่อนๆ แฝงอยู่ในกลีบดอกและมีคอดอกสีขาว
เมื่อดอกเริ่มบานจะมีสีเข้มหลังจากดอกบานเต็มที่ทั้งช่อ
สีม่วงของดอกจะสว่างขึ้น มีขนาดกะทัดรัด ความสูงของต้นและดอกเฉลี่ยประมาณ
40-50 ซม. ออกดอกเฉลี่ยมากกว่า 2 ครั้งต่อปี
และได้รับประทานนามจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า โสมสวลี
พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2550






















กล้วยไม้หวายพันธุ์ “โสมสวลี”

นอก
จากนี้ภายในงานได้จัดประกวดกล้วยไม้ 9
สกุลและกล้วยไม้ตัดดอกชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี และการประกวดกล้วยไม้ประเภทอลังการ
ชิงถ้วยประทานพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ


       อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ สวนกล้วยไม้นานาชาติ ในรูปแบบของ
International Pavilion เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันดี
และความหลากหลายทางสายพันธุ์กล้วยไม้ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
ซึ่งได้รับเกียรติจากสมาคมกล้วยไม้ประเทศ ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย
สิงคโปร์ และ จีน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล
ทางด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ ระหว่างประเทศ
เพื่อร่วมกันยกระดับวงการกล้วยไม้ของไทยสู่มาตรฐานระดับสากล
พร้อมด้วยกิจกรรมต่างๆ อีกเพียบ


       อาทิ
ร่วม
สานความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกับสวนกล้วยไม้นานาชาติแห่งเอเชีย
ชมผลงานศิลปะ
นิทรรศการภาพวาดจากปลายพู่กันของศิลปินชื่อดังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้วย
ไม้ และ workshop จัดกล้วยไม้จาก International flowers stylist ชื่อดัง
ศิลปะการจัดกล้วยไม้จากโรงแรมชั้นนำ การจำหน่ายแสตมป์
โปสการ์ดคอลเลกชั่นกล้วยไม้พระนามและพระราชทานนามจากบริษัทไปรษณีย์ไทย
จำกัด การจัดจำหน่ายกล้วยไม้ในราคาพิเศษจากเกษตรกรโดยตรง ฯลฯ

ทุกกิจกรรมมาตามนัดแน่นอน ระหว่างวันที่ 5-10 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน







Free TextEditor




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552   
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 11:28:20 น.   
Counter : 274 Pageviews.  

ภาพ‘ล่วงละเมิด’คว้าเหรียญทองผลงานศิลปกรรมสำหรับเด็กปี52


ภาพ “ล่วงละเมิด” ของ ด.ญ.ณัฐริกา จันทร์เณร โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

















































คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น










“ค.ควายแข็งแรง” ของ ด.ญ.ปพิชชารัตน์ ศรีสำอาง โรงเรียนวัดช่างเหล็ก ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ











ภาพ “มารผจญ ๒๕๕๒” ของ น.ส.หทัยวรรณ เทพมาลี โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี











ภาพ “ลูกคิด” ของ น.ส.จุไฬรัตน์ ขันขยัน โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

























“ล่วงละเมิด-ค.ควายแข็งแรง”
คว้ารางวัลศิลปกรรมเด็กเหรียญทองประจำปี 52 “เจ้าของภาพ”แก้มปริ
เผยอยากตีแผ่ สะท้อนปัญหาสังคม
ระบุได้แรงบันดาลใจจากภาพนร.ถูกล่วงละเมิดผ่านสื่อ
สบศ.จะจัดแสดงภาพที่หอศิลป์ เจ้าฟ้า พร้อม “พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ”
เสด็จประทานรางวัล 8 มิ.ย. นี้


นายกมล สุวุฒโฑ
อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผย
ว่าจากการที่ สบศ.
ได้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมและปลูกฝังความรักและความเข้าใจในการสร้าง
สรรค์ผลงานศิลปกรรมด้านทัศนศิลป์
จึงจัดให้มีการประกวดศิลปกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้นประจำปี 2552
เป็นครั้งที่ 4 มีเด็กและเยาวชนทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,300 ภาพ
คณะกรรมการระดับชาติได้ทำการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลจำนวน 52 ภาพ 4
ระดับอายุ โดยแต่ละระดับมีผลงานได้รับรางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง 1 รางวัล
ดังนี้ ระดับอายุไม่เกิน 8 ปีมี 13 รางวัล รางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง ได้แก่
ภาพ “ค.ควายแข็งแรง” ของ ด.ญ.ปพิชชารัตน์ ศรีสำอาง โรงเรียนวัดช่างเหล็ก
ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ


       ระดับอายุ 9-12 ปีมี 13 รางวัล ซึ่งรางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง ได้แก่ ภาพ “ล่วงละเมิด” ของ ด.ญ.ณัฐริกา จันทร์เณร โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี


       ระดับอายุ 13-16 ปีมี 13 รางวัล ซึ่งรางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง ได้แก่ ภาพ “มารผจญ ๒๕๕๒” ของ น.ส.หทัยวรรณ เทพมาลี โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี


       ระดับอายุ 17-20 ปีมี 13 รางวัล ซึ่งรางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง ได้แก่ ภาพ “ลูกคิด” ของ น.ส.จุไฬรัตน์ ขันขยัน โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี


       อธิการบดี สบศ. กล่าวต่อไปว่า
ปัจจุบันภาคเอกชนหรือหน่วยงานอื่นๆที่จัดการประกวดในลักษณะนี้จะเน้นให้ความ
สำคัญในระดับศิลปินเป็นส่วนใหญ่ แต่
สบศ.ถือเป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่จัดโครงการเพื่อส่งเสริมเด็กและ
เยาวชนมาโดยตลอด
ซึ่งการส่งเสริมเด็กในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาและมีความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม มีผลงานเยาวชนไว้เป็นสมบัติของชาติ
เพื่อการศึกษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านศิลปกรรมที่สำคัญของชาติทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคต

ด.
ญ.ณัฐริกา กล่าวว่า
รู้สึกดีใจเมื่อทราบว่าตนเองได้รับรางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง
เพราะไม่คิดว่าจะได้ แรงบันดาลใจในการวาดภาพ “ล่วงละเมิด” ขึ้นมา
เนื่องจากเห็นมีภาพล่วงละเมิดนักเรียนตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง
พอมีการประกวดศิลปกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน จึงอยากสะท้อนภาพวาดแนวออกมา
จึงนำไปปรึกษาอาจารย์สอนศิลปะ อาจารย์ช่วยแนะนำการนำเสนอและเทคนิคต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การนำเสนอของตนแสดงให้เห็นว่า
การที่มีภาพล่วงละเมิดเด็กและเยาวชนจำนวนมาก
แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยแย่ลงเรื่อยๆ ส่วน
อนาคตของตนอยากเป็นศิลปินวาดภาพระดับแนวหน้าของประเทศไทย


นายวิเชียร มีนิ่ม
อาจารย์สอนพิเศษวิชาศิลปะให้กับ ด.ญ.ณัฐริกา กล่าวว่า
รู้สึกภาคภูมิใจกับลูกศิษย์ที่เริ่มต้นจากที่ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมาเลย
ใช้เวลาเรียนรู้ 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลศิลปกรรมเหรียญทองมาได้
ซึ่งกว่าจะได้ภาพล่วงละเมิดนี้
ลูกศิษย์ได้มาพูดคุยกับตนว่าอยากวาดสะท้อนปัญหาเช่นนี้
ตนจึงถามกับลูกศิษย์ว่าเคยเห็นเด็กใส่ชุดนักเรียนสวมหมวกไอ้โม่งปิดหน้าปิด
ตาในโทรทัศน์หรือไม่ ลูกศิษย์บอกว่าเคยเห็น ตนจึงถามว่าทำไมเขาต้องสวมหมวก
เด็กตอบว่าเป็นเยาวชนถูกล่วงละเมิดสิทธิต่างๆ เพราะในสังคมมีคนไม่ดี
เขาจึงมีแรงบันดาลใจอยากทำผลงานสะท้อนปัญหาสังคมไทยชิ้นนี้ขึ้นมา
ตีความได้อย่างลึกซึ้ง


       ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
จะเสด็จมาประทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด ในวันที่ 8 มิถุนายน 2552 เวลา
16.30 น. และผลงานทั้งหมด 52 ภาพ และผลงานร่วมแสดงอีกจำนวนหนึ่ง
จะเปิดทำการแสดงตั้งแต่วันที่ 9-30 มิถุนายน 2552 ณ หอศิลปะแห่งชาติ
ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ









Free TextEditor




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552   
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 10:36:32 น.   
Counter : 190 Pageviews.  


ไปป์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เทศกาล valentine ให้อะไรกับใครบ้าง? ล valentine ให้อะไรกับใคร?
[Add ไปป์'s blog to your web]