Bloggang.com : weblog for you and your gang

huanjung ... i'm a traveller

Group Blog

 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
22 พฤศจิกายน 2552

 
All Blogs

 

 

หนาวนี้ที่ ~เลย #4 :: ภูเรือ - ด่านซ้าย - โชคชัยเสต๊กเฮ้าส์

หนาวนี้ที่ "เลย"
~ เชียงคาน - ภูเรือ - ด่านซ้าย ~
13-15 พ.ย. 2552

[ 243] หนาวนี้ที่ เลย 3 เดินทางไปภูเรือ แต่ไหงไปโผล่ประเทศลาว



วันอาทิตย์
15 พ.ย. 2552



ภูเรือ - ด่านซ้าย - พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน -
พระธาตุศรีสองรัก - โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต


.
.

เช้านี้ตื่นขึ้นมาทักทายภูเรือกัน ~6 โมงเช้า

ทั้งๆ ที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 4 ครึ่ง เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดภูเรือกัน
แต่ก็สงสารพ่อตัวดีที่นอนน้อยมาหลายวัน เลยปล่อยให้ตอนต่อไป
กว่าจะตื่นมาจริงๆ ก็ 6 โมงเช้านั่นแหล่ะ

ตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัวแล้วก็เดินทางขึ้น "ยอดภูเรือ" กันเลย
จากที่พักต้องเดินทางขึ้นไปอีก ~ 7 กม.

.
.

-:- อุทยานแห่งชาติภูเรือ -:-

ระหว่างทางขึ้นยอดภูเรือ
เต็มไปด้วยหมอกหนา จนแทบมองไม่เห็นทาง





ขับรถจนมาถึงด้านหน้าอุทยาน
ก็ลงไปเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ กันซะก่อน
สนนราคาสำหรับ 2 คน + รถ 1 คันก็ 110 บ.-

จากนั้นก็วิ่งตามทางขึ้นไปกันต่อจนถึงลานจอดรถด้านบนยอดภูเรือ
จอดรถแล้วต้องเดินต่อเพื่อขึ้นยอดภูเรืออีก ~1 กม.

วันนี้อากาศบนภูเรือไม่ค่อยหนาวซักเท่าไหร่
เรารู้สึกว่าอากาศแค่เย็นๆ เท่านั้นเอง
จริงๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวยังได้เลยนะเนี่ย

เดินมาถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายขึ้นยอดภูเรือ ~900 ม.
และตรงไปเป็นผาโหล่นน้อย ~200 ม.

เราเลือกเดินขึ้นไปทางยอดภูเรือกันก่อน แค่เห็นระยะทางก็เริ่มท้อซะแล้วสิ
แต่ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็เห็นรถรับ-ส่งขึ้นยอดภู สนนราคาก็แค่ 10 บ.- ต่อคนเท่านั้น
ค่อยยังชั่วนึกว่าต้องเดินขึ้นเขาเองซะแล้ว
icon-kuma-10.gif picture by sutaniti


:: ทางเดินขึ้นยอดภูเรือ ::




กระโดดขึ้นรถได้ก็พอดีคนเต็มคันรถเลยได้ออกทันที
ไม่นานนักเราก็มายืนอยู่บนยอดภูเรือ

จริงๆ รู้มาว่าเมื่อก่อนทางอุทยานให้รถส่วนบุคคลขึ้นมาถึงด้านบนได้เลย
แต่คงมีปัญหามลพิษจากการที่รถขึ้นมา หรือไม่ก็เพื่อส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นที่
เลยจำกัดให้รถส่วนบุคคลจอดไว้ที่ลานจอดรถเท่านั้น
แล้วถ้าไม่อยากเดินขึ้นยอดภูก็สามารถใช้บริการรถรับ-ส่งที่จัดไว้ได้

.
.

ขึ้นมาถึงยอดภูเรือกันแล้ว
หมอกบนนี้หนากว่าข้างล่างอีกนะเนี่ย
บรรยากาศดีมากๆ

:: บริเวณลานจอดรถบนยอดภูเรือ ::




อากาศบนนี้ช่างสดชื่นดีจริงๆ
หมอกหนาๆ กับทิวสน
หมอกหนาซะจนไอหมอกหยดลงมาเป็นน้ำเลยหล่ะ





สุดยอดความโรแมนติก













เดินมาอีกไม่ไกลก็มาเจอกับป้าย ... ที่ใครมาก็ต้องมาถ่าย

ยอดภูเรือ
สุดหนาว ... ในสยาม
ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,365 ม.













แค่ได้เดินสัมผัสอากาศเย็นๆ บนยอดภูเรือ
ก็ทำให้รู้สึกดีจนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดออกมายังไงดี









เดินไปทางไหนก็มีแต่หมอกขาวๆ









เห็นแล้วคิดถึงเกาะนามิที่เกาหลี
ทิวสนกับหมอกหนา
ไม่ต้องไปไกลถึงเกาะนามิ ... เมืองไทยสวยกว่าเป็นไหนๆ

















เดินชมบรรยากาศเย็นๆ บนยอดภูเรืออยู่กันนานเป็นชั่วโมง
ก็ลงจากยอดภูกันดีกว่า ... ยังมีอีกหลายจุดให้ไปเดินชมวิวกันอีก

ในที่สุดก็มาถึง ... อช.ภูเรือ

:: อุทยานแห่งชาติภูเรือ ::




จากจุดนี้เดินไปอีกไม่ไกลก็เป็น "จุดชมวิวผาโหล่นน้อย"
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ที่สวยจุดหนึ่ง

หมอกจางๆ เลยทำให้มองเห็นวิวผ่านกล้องไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

:: จุดชมวิวผาโหล่นน้อย ::




ส่งท้ายการชมความงามบน "ยอดภูเรือ" กันด้วยภาพนี้

icon-kuma-29.gif picture by sutaniti
:: ความสุขของการเดินทาง ::





[ 243] หนาวนี้ที่ เลย 3 เดินทางไปภูเรือ แต่ไหงไปโผล่ประเทศลาว
ลงมาจากยอดภูเรือก็กลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรม
ก่อนจะ check-out แล้วเดินทางกันต่อ

จากโรงแรมเราใช้ทางหลวงหมายเลข 203 เดินทางต่อมุ่งหน้า อ.ด้านซ้าย
เดิมทีตั้งใจจะแวะ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ กับคำนวนเนิร์สเซอรี่
แต่เท่าที่ขับรถผ่านสวนดอกไม้ต่างๆ แล้วเห็นว่าดอกไม้ยังไม่ค่อยบานซักเท่าไหร่
เพราะขนาดบนยอดภูเรือยังไม่ค่อยเห็นดอกไม้เมืองหนาวซักเท่าไหร่เลย
สรุปก็เลยผ่านโปรแกรมนี้ไปก่อน

ขับรถมาอีก ~10 กม. ก็เป็นที่ตั้งของ "สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน"
ซึ่งที่สวนองุ่นนี้เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังระดับโลกคือ "ชาโต้ เดอ เลย"
ก็เลยขับรถวนเข้าไปดู แต่ปรากฎว่าด้านในเงียบมากๆ
ไม่มีทั้งนักท่องเที่ยวและ จนท. ก็เลยขับรถกลับออกมา
พร้อมกับคิดว่าสถานที่นี้เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยว น่าจะทำให้ดูดี
เหมือนสวนองุ่นแถวๆ ปากช่องนะ นักท่องเที่ยวจะได้แวะมาเที่ยวกันเยอะๆ

.
.

จากสวนองุ่น เราก็เดินทางกันต่อ
จุดหมายต่อไปคือ
อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

.
.

จาก อ.ภูเรือมา อ.ด่านซ้าย เป็นระยะทาง ~34 กม.
ใช้เวลาเดินทาง ~50 นาที
(ระหว่างทางมีการขยายถนนเป็นบางช่วง)

:: ระหว่างทางจาก อ.ภูเรือ --> อ.ด่านซ้าย ::
HJ091115_598.jpg picture by sutaniti



เมื่อเข้าถึงตัว อ.ด่านซ้าย เรายังไม่แน่ใจว่าสถานที่ไหนในโปรแกรมจะถึงก่อน
แต่ด้วยความตาดี เลยมองไปเห็นปายบอกทางซะก่อน

v
v

-:- พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย -:-
ตั้งอยู่ที่วัดโพนชัย ถนนแก้วอาสา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านเรือนไม้ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองด่านซ้าย
นิทรรศการผีตาโขน การสาธิตทำหน้ากากผีตาโขน และสินค้าของที่ระลึกผีตาโขนในรูปแบบต่างๆ
สามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น.

[ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย]

.
.

ถึงแล้ววัดโพนชัย

:: ไปไหนไปกัน ::




:: รูปปั้นผีตาโขนภายในวัด ::




ถึงแล้ว

:: พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::




ภายในพิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมา
และห้องแสดงวิดีทัศน์ให้เข้าชมด้วย

:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::





หน้ากากผีตาโขนทำจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น
คือหวดนึ่งข้าวเหนียวที่นำมาหักพับให้มีลักษณะคล้ายโครงหมวกเพื่อสวมครอบศีรษะได้
แล้วนำหน้ากากที่ทำจากส่วนโคนกาบมะพร้าวมาเย็บติดกับโครงหวด
จากนั้นก็เจาะช่องตา ติดจมูก ติดเขา
ตกแต่งให้สวยงามด้วยสีน้ำมันและเศษผ้าสีสันฉูดฉาด

[ที่มา : นายรอบรู้]

:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::




หนึ่งในโลก
กับผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ. เลย





ขอซักรูป





ที่นี่เค้ามีชุดกับหัวผีตาโขนให้ใส่ด้วย





งานแห่ผีตาโขน
จัดให้มีขึ้นในงานประเพณีบุญพระเวสและงานบุญบั้งไฟ
ในช่วงเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน

มีโอกาสต้องไปชมงานนี้บ้าง

:: การแต่งการของผีตาโขน ::




ศิลปะสวยงามและสีสันฉูดฉาดบนหน้ากากผีตาโขน





ตามมุมต่างๆ จะจัดแสดงผีตาโขนไว้ในลักษณะท่าทางต่างๆ
ดูไปดูมาเหมือนคนจริงๆ เลยว่ามั๊ย???





[ 243] หนาวนี้ที่ เลย 3 เดินทางไปภูเรือ แต่ไหงไปโผล่ประเทศลาว
จากพิพิธภัณฑ์ผีตาโขนเราก็เดินทางกันต่อ
ยังมีสถานที่สำคัญอีกสถานที่หนึ่งที่เค้าว่ากันว่าไม่ไป แปลว่ามาไม่ถึง อ.ด่านซ้าย

v
v

-:- พระธาตุศรีสองรัก -:-
อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา
และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์สัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)
เนื่องจากขณะที่กษัตริย์ทั้งครองราชสมบัติ ตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจ
และมีการรุกรานดินแดนต่างๆ เพื่อขยายอำนาจ
ทั้ง 2 พระองค์เห็นตรงกันที่จะรวมกำลังเป็นพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับพม่า
จึงทรงกระทำสัตยาธิษฐานว่า จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน
และเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกัน
จึงได้ทรงร่วมกันสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นสักขีพยาน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง
งเป็นรอยต่อของทั้งสองอาณาจักร โดยการสร้างเจดีย์ขึ้น
และให้ใช้ชื่อว่า "พระธาตุศรีสองรัก"

[ที่มา : กระปุกดอทคอม]





คนที่จะเข้าไปสักการะองค์พระธาตุจะต้องห้ามใส่เสื้อผ้า "สีแดง"
หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ ด้วยเหตุผลที่ว่า...


           "พระธาตุศรีสองรัก" เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในความรักใคร่
ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาว มาตั้งแต่สมัยโบราณ
ทั้งนี้ "สีแดง" อาจเปรียบได้กับ "เลือด" ที่เป็นผลของการทำสงคราม
ดังนั้นคนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ
จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน

.
.

ภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุ ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก
ที่สร้างขึ้นพร้อมกับ พระธาตุศรีสองรัก
โดยหลวงพ่อไกรสีห์จะเปิดให้นมัสการในโอกาสสำคัญ
ซึ่งในแต่ละปีจะมีการปิดทอง 1 ครั้ง
โดยจะทำก่อนวันงานสมโภชและนมัสการพระธาตุศรีสองรัก 1 วัน

[ที่มา : กระปุกดอทคอม]

:: ด้านบนของพระธาตุศรีสองรัก ::




พระธาตุศรีสองรัก มีอายุจนถึงปัจจุบันนี้นับได้ 400 ปีเศษ
นับเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของ อ.ด่านซ้าย และ จ. เลย

.
.

บริเวณองค์พระธาตุนี้จะมีป้ายห้ามว่า
 "ห้ามผู้หญิงเข้าไปด้านใน"
ซึ่งก็เนื่องจากว่า ผู้หญิงจะมีประจำเดือน ซึ่งมีสีแดงเช่นกัน
จึงทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปด้านในซึ่งเป็นทางเดินรอบพระธาตุได้





เข้ามาถึงแล้วก็แวะไหว้พระภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุ
เสี่ยงเซียมซี แล้วจึงมาเดินดูรอบๆ องค์พระธาตุกัน





[ 243] หนาวนี้ที่ เลย 3 เดินทางไปภูเรือ แต่ไหงไปโผล่ประเทศลาว
จากพระธาตุศรีสองรัก เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ
โดยใช้เส้นทาง
อ.ด่านซ้าย - อ.หล่มเก่า - อ.หล่มสัก - อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ - สระบุรี - กรุงเทพฯ

ซึ่งเส้นทางนี้มีระยะทางพอๆ กับเส้นทางขามา
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางบนภูเขา ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขามา

.
.

จาก อ.ด่านซ้าย เมื่อขับมาถึง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์
เราก็แวะทานข้าวกลางวันและกาแฟกันที่ห้างโลตัสก่อนจะเดินทางต่อ

เรามาถึงกรุงเทพฯ กัน ~6 โมงกว่า
พ่อตัวดีเลยพาแวะกันที่ "
โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต" กันก่อน

.
.

พ่อตัวดีบอกว่าเดินทางกันมาเหนื่อยๆ
ต้องเพิ่มพลังด้วยเนื้อกันซะหน่อย

เรียกน้ำย่อยกันด้วย - ซุปข้าวโพด




ต่อด้วยจานหลักของพ่อตัวดี
Rip Eye Dry Aging Steck - Medium Rare
(340 บ.-)

รสชาติอร่อยเหมือนเดิม




ส่วนจานนี้ของเรา
Prime Rip Dry Aging Steck - Medium Rare
(340 บ.-)

เนื้อติดมัน อร่อยๆ งั่มๆๆๆ





เวลาแห่งความสุข - เที่ยวไป ชิมไป





สนนราคาอาหารมื้อนี้ก็ 814 บ.-
(เป็นค่าอาหาร + เครื่องดื่ม + Service Charge)

ปิดท้ายทริปแห่งความสุขด้วยไอศครีมและนมสดกลับบ้าน





ถือเป็นทริปแห่งความสนุกและความสุขอีกทริป
~ เพราะทุกการเดินทาง คือ ประสบการณ์ที่แตกต่าง ~

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ

 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 17:55:27 น.
0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หมูอ้วนจ้ำม่ำ

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

ชอบการเดินทางและท่องเที่ยว
เป็นชีวิตจิตใจ ชีพจรลงเท้า
มีเวลาว่างเป็นไม่ได้
ต้องคอยหาที่ไปเที่ยวอยู่เสมอๆ
ไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล
ในประเทศหรือต่างประเทศ
แล้วแต่กำลังทรัพย์ในกระเป๋า

สถานที่ที่อยากไปมากที่สุดตอนนี้
คือ อียิปต์ รัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี


 
Friends' blogs
[Add หมูอ้วนจ้ำม่ำ's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.