huanjung ... i'm a traveller
หนาวนี้ที่ ~เลย #4 :: ภูเรือ - ด่านซ้าย - โชคชัยเสต๊กเฮ้าส์
หนาวนี้ที่ "เลย"~ เชียงคาน - ภูเรือ - ด่านซ้าย ~13-15 พ.ย. 2552วันอาทิตย์15 พ.ย. 2552ภูเรือ - ด่านซ้าย - พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน -พระธาตุศรีสองรัก - โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต..เช้านี้ตื่นขึ้นมาทักทายภูเรือกัน ~6 โมงเช้าทั้งๆ ที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 4 ครึ่ง เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดภูเรือกันแต่ก็สงสารพ่อตัวดีที่นอนน้อยมาหลายวัน เลยปล่อยให้ตอนต่อไปกว่าจะตื่นมาจริงๆ ก็ 6 โมงเช้านั่นแหล่ะตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัวแล้วก็เดินทางขึ้น "ยอดภูเรือ" กันเลยจากที่พักต้องเดินทางขึ้นไปอีก ~ 7 กม...-:- อุทยานแห่งชาติภูเรือ -:-ระหว่างทางขึ้นยอดภูเรือเต็มไปด้วยหมอกหนา จนแทบมองไม่เห็นทางขับรถจนมาถึงด้านหน้าอุทยานก็ลงไปเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ กันซะก่อนสนนราคาสำหรับ 2 คน + รถ 1 คันก็ 110 บ.-จากนั้นก็วิ่งตามทางขึ้นไปกันต่อจนถึงลานจอดรถด้านบนยอดภูเรือจอดรถแล้วต้องเดินต่อเพื่อขึ้นยอดภูเรืออีก ~1 กม.วันนี้อากาศบนภูเรือไม่ค่อยหนาวซักเท่าไหร่เรารู้สึกว่าอากาศแค่เย็นๆ เท่านั้นเองจริงๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวยังได้เลยนะเนี่ยเดินมาถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายขึ้นยอดภูเรือ ~900 ม.และตรงไปเป็นผาโหล่นน้อย ~200 ม.เราเลือกเดินขึ้นไปทางยอดภูเรือกันก่อน แค่เห็นระยะทางก็เริ่มท้อซะแล้วสิแต่ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็เห็นรถรับ-ส่งขึ้นยอดภู สนนราคาก็แค่ 10 บ.- ต่อคนเท่านั้นค่อยยังชั่วนึกว่าต้องเดินขึ้นเขาเองซะแล้ว:: ทางเดินขึ้นยอดภูเรือ ::กระโดดขึ้นรถได้ก็พอดีคนเต็มคันรถเลยได้ออกทันทีไม่นานนักเราก็มายืนอยู่บนยอดภูเรือจริงๆ รู้มาว่าเมื่อก่อนทางอุทยานให้รถส่วนบุคคลขึ้นมาถึงด้านบนได้เลยแต่คงมีปัญหามลพิษจากการที่รถขึ้นมา หรือไม่ก็เพื่อส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นที่เลยจำกัดให้รถส่วนบุคคลจอดไว้ที่ลานจอดรถเท่านั้นแล้วถ้าไม่อยากเดินขึ้นยอดภูก็สามารถใช้บริการรถรับ-ส่งที่จัดไว้ได้..ขึ้นมาถึงยอดภูเรือกันแล้วหมอกบนนี้หนากว่าข้างล่างอีกนะเนี่ยบรรยากาศดีมากๆ:: บริเวณลานจอดรถบนยอดภูเรือ ::อากาศบนนี้ช่างสดชื่นดีจริงๆหมอกหนาๆ กับทิวสนหมอกหนาซะจนไอหมอกหยดลงมาเป็นน้ำเลยหล่ะสุดยอดความโรแมนติกเดินมาอีกไม่ไกลก็มาเจอกับป้าย ... ที่ใครมาก็ต้องมาถ่ายยอดภูเรือสุดหนาว ... ในสยามความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,365 ม.แค่ได้เดินสัมผัสอากาศเย็นๆ บนยอดภูเรือก็ทำให้รู้สึกดีจนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดออกมายังไงดีเดินไปทางไหนก็มีแต่หมอกขาวๆเห็นแล้วคิดถึงเกาะนามิที่เกาหลีทิวสนกับหมอกหนาไม่ต้องไปไกลถึงเกาะนามิ ... เมืองไทยสวยกว่าเป็นไหนๆเดินชมบรรยากาศเย็นๆ บนยอดภูเรืออยู่กันนานเป็นชั่วโมงก็ลงจากยอดภูกันดีกว่า ... ยังมีอีกหลายจุดให้ไปเดินชมวิวกันอีกในที่สุดก็มาถึง ... อช.ภูเรือ:: อุทยานแห่งชาติภูเรือ ::จากจุดนี้เดินไปอีกไม่ไกลก็เป็น "จุดชมวิวผาโหล่นน้อย"ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ที่สวยจุดหนึ่งหมอกจางๆ เลยทำให้มองเห็นวิวผ่านกล้องไม่ค่อยชัดเท่าไหร่:: จุดชมวิวผาโหล่นน้อย ::ส่งท้ายการชมความงามบน "ยอดภูเรือ" กันด้วยภาพนี้:: ความสุขของการเดินทาง ::ลงมาจากยอดภูเรือก็กลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนจะ check-out แล้วเดินทางกันต่อจากโรงแรมเราใช้ทางหลวงหมายเลข 203 เดินทางต่อมุ่งหน้า อ.ด้านซ้ายเดิมทีตั้งใจจะแวะ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ กับคำนวนเนิร์สเซอรี่แต่เท่าที่ขับรถผ่านสวนดอกไม้ต่างๆ แล้วเห็นว่าดอกไม้ยังไม่ค่อยบานซักเท่าไหร่เพราะขนาดบนยอดภูเรือยังไม่ค่อยเห็นดอกไม้เมืองหนาวซักเท่าไหร่เลยสรุปก็เลยผ่านโปรแกรมนี้ไปก่อนขับรถมาอีก ~10 กม. ก็เป็นที่ตั้งของ "สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน"ซึ่งที่สวนองุ่นนี้เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังระดับโลกคือ "ชาโต้ เดอ เลย"ก็เลยขับรถวนเข้าไปดู แต่ปรากฎว่าด้านในเงียบมากๆไม่มีทั้งนักท่องเที่ยวและ จนท. ก็เลยขับรถกลับออกมาพร้อมกับคิดว่าสถานที่นี้เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยว น่าจะทำให้ดูดีเหมือนสวนองุ่นแถวๆ ปากช่องนะ นักท่องเที่ยวจะได้แวะมาเที่ยวกันเยอะๆ..จากสวนองุ่น เราก็เดินทางกันต่อจุดหมายต่อไปคืออำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย..จาก อ.ภูเรือมา อ.ด่านซ้าย เป็นระยะทาง ~34 กม.ใช้เวลาเดินทาง ~50 นาที(ระหว่างทางมีการขยายถนนเป็นบางช่วง):: ระหว่างทางจาก อ.ภูเรือ --> อ.ด่านซ้าย ::เมื่อเข้าถึงตัว อ.ด่านซ้าย เรายังไม่แน่ใจว่าสถานที่ไหนในโปรแกรมจะถึงก่อนแต่ด้วยความตาดี เลยมองไปเห็นปายบอกทางซะก่อนvv-:- พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย -:-ตั้งอยู่ที่วัดโพนชัย ถนนแก้วอาสา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยตัวพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านเรือนไม้ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองด่านซ้ายนิทรรศการผีตาโขน การสาธิตทำหน้ากากผีตาโขน และสินค้าของที่ระลึกผีตาโขนในรูปแบบต่างๆสามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. [ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย]..ถึงแล้ววัดโพนชัย:: ไปไหนไปกัน :::: รูปปั้นผีตาโขนภายในวัด ::ถึงแล้ว:: พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::ภายในพิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมาและห้องแสดงวิดีทัศน์ให้เข้าชมด้วย:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::หน้ากากผีตาโขนทำจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นคือหวดนึ่งข้าวเหนียวที่นำมาหักพับให้มีลักษณะคล้ายโครงหมวกเพื่อสวมครอบศีรษะได้แล้วนำหน้ากากที่ทำจากส่วนโคนกาบมะพร้าวมาเย็บติดกับโครงหวดจากนั้นก็เจาะช่องตา ติดจมูก ติดเขาตกแต่งให้สวยงามด้วยสีน้ำมันและเศษผ้าสีสันฉูดฉาด[ที่มา : นายรอบรู้]:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::หนึ่งในโลกกับผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ. เลยขอซักรูปที่นี่เค้ามีชุดกับหัวผีตาโขนให้ใส่ด้วยงานแห่ผีตาโขนจัดให้มีขึ้นในงานประเพณีบุญพระเวสและงานบุญบั้งไฟในช่วงเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายนมีโอกาสต้องไปชมงานนี้บ้าง:: การแต่งการของผีตาโขน ::ศิลปะสวยงามและสีสันฉูดฉาดบนหน้ากากผีตาโขนตามมุมต่างๆ จะจัดแสดงผีตาโขนไว้ในลักษณะท่าทางต่างๆดูไปดูมาเหมือนคนจริงๆ เลยว่ามั๊ย???จากพิพิธภัณฑ์ผีตาโขนเราก็เดินทางกันต่อยังมีสถานที่สำคัญอีกสถานที่หนึ่งที่เค้าว่ากันว่าไม่ไป แปลว่ามาไม่ถึง อ.ด่านซ้ายvv-:- พระธาตุศรีสองรัก -:-อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาและพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์สัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)เนื่องจากขณะที่กษัตริย์ทั้งครองราชสมบัติ ตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจและมีการรุกรานดินแดนต่างๆ เพื่อขยายอำนาจทั้ง 2 พระองค์เห็นตรงกันที่จะรวมกำลังเป็นพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับพม่าจึงทรงกระทำสัตยาธิษฐานว่า จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกันและเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกันจึงได้ทรงร่วมกันสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นสักขีพยาน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง งเป็นรอยต่อของทั้งสองอาณาจักร โดยการสร้างเจดีย์ขึ้นและให้ใช้ชื่อว่า "พระธาตุศรีสองรัก" [ที่มา : กระปุกดอทคอม]คนที่จะเข้าไปสักการะองค์พระธาตุจะต้องห้ามใส่เสื้อผ้า "สีแดง"หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ ด้วยเหตุผลที่ว่า... "พระธาตุศรีสองรัก" เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในความรักใคร่ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาว มาตั้งแต่สมัยโบราณทั้งนี้ "สีแดง" อาจเปรียบได้กับ "เลือด" ที่เป็นผลของการทำสงครามดังนั้นคนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน..ภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุ ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกที่สร้างขึ้นพร้อมกับ พระธาตุศรีสองรักโดยหลวงพ่อไกรสีห์จะเปิดให้นมัสการในโอกาสสำคัญซึ่งในแต่ละปีจะมีการปิดทอง 1 ครั้งโดยจะทำก่อนวันงานสมโภชและนมัสการพระธาตุศรีสองรัก 1 วัน[ที่มา : กระปุกดอทคอม]:: ด้านบนของพระธาตุศรีสองรัก ::พระธาตุศรีสองรัก มีอายุจนถึงปัจจุบันนี้นับได้ 400 ปีเศษนับเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของ อ.ด่านซ้าย และ จ. เลย..บริเวณองค์พระธาตุนี้จะมีป้ายห้ามว่า "ห้ามผู้หญิงเข้าไปด้านใน"ซึ่งก็เนื่องจากว่า ผู้หญิงจะมีประจำเดือน ซึ่งมีสีแดงเช่นกันจึงทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปด้านในซึ่งเป็นทางเดินรอบพระธาตุได้เข้ามาถึงแล้วก็แวะไหว้พระภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุเสี่ยงเซียมซี แล้วจึงมาเดินดูรอบๆ องค์พระธาตุกันจากพระธาตุศรีสองรัก เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯโดยใช้เส้นทางอ.ด่านซ้าย - อ.หล่มเก่า - อ.หล่มสัก - อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ - สระบุรี - กรุงเทพฯซึ่งเส้นทางนี้มีระยะทางพอๆ กับเส้นทางขามาแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางบนภูเขา ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขามา..จาก อ.ด่านซ้าย เมื่อขับมาถึง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์เราก็แวะทานข้าวกลางวันและกาแฟกันที่ห้างโลตัสก่อนจะเดินทางต่อเรามาถึงกรุงเทพฯ กัน ~6 โมงกว่าพ่อตัวดีเลยพาแวะกันที่ "โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต" กันก่อน..พ่อตัวดีบอกว่าเดินทางกันมาเหนื่อยๆต้องเพิ่มพลังด้วยเนื้อกันซะหน่อยเรียกน้ำย่อยกันด้วย - ซุปข้าวโพดต่อด้วยจานหลักของพ่อตัวดีRip Eye Dry Aging Steck - Medium Rare(340 บ.-)รสชาติอร่อยเหมือนเดิมส่วนจานนี้ของเราPrime Rip Dry Aging Steck - Medium Rare(340 บ.-)เนื้อติดมัน อร่อยๆ งั่มๆๆๆเวลาแห่งความสุข - เที่ยวไป ชิมไปสนนราคาอาหารมื้อนี้ก็ 814 บ.-(เป็นค่าอาหาร + เครื่องดื่ม + Service Charge)ปิดท้ายทริปแห่งความสุขด้วยไอศครีมและนมสดกลับบ้านถือเป็นทริปแห่งความสนุกและความสุขอีกทริป~ เพราะทุกการเดินทาง คือ ประสบการณ์ที่แตกต่าง ~ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ
หนาวนี้ที่ "เลย"~ เชียงคาน - ภูเรือ - ด่านซ้าย ~13-15 พ.ย. 2552วันอาทิตย์15 พ.ย. 2552ภูเรือ - ด่านซ้าย - พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน -พระธาตุศรีสองรัก - โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต..เช้านี้ตื่นขึ้นมาทักทายภูเรือกัน ~6 โมงเช้าทั้งๆ ที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 4 ครึ่ง เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดภูเรือกันแต่ก็สงสารพ่อตัวดีที่นอนน้อยมาหลายวัน เลยปล่อยให้ตอนต่อไปกว่าจะตื่นมาจริงๆ ก็ 6 โมงเช้านั่นแหล่ะตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัวแล้วก็เดินทางขึ้น "ยอดภูเรือ" กันเลยจากที่พักต้องเดินทางขึ้นไปอีก ~ 7 กม...-:- อุทยานแห่งชาติภูเรือ -:-ระหว่างทางขึ้นยอดภูเรือเต็มไปด้วยหมอกหนา จนแทบมองไม่เห็นทางขับรถจนมาถึงด้านหน้าอุทยานก็ลงไปเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ กันซะก่อนสนนราคาสำหรับ 2 คน + รถ 1 คันก็ 110 บ.-จากนั้นก็วิ่งตามทางขึ้นไปกันต่อจนถึงลานจอดรถด้านบนยอดภูเรือจอดรถแล้วต้องเดินต่อเพื่อขึ้นยอดภูเรืออีก ~1 กม.วันนี้อากาศบนภูเรือไม่ค่อยหนาวซักเท่าไหร่เรารู้สึกว่าอากาศแค่เย็นๆ เท่านั้นเองจริงๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวยังได้เลยนะเนี่ยเดินมาถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายขึ้นยอดภูเรือ ~900 ม.และตรงไปเป็นผาโหล่นน้อย ~200 ม.เราเลือกเดินขึ้นไปทางยอดภูเรือกันก่อน แค่เห็นระยะทางก็เริ่มท้อซะแล้วสิแต่ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็เห็นรถรับ-ส่งขึ้นยอดภู สนนราคาก็แค่ 10 บ.- ต่อคนเท่านั้นค่อยยังชั่วนึกว่าต้องเดินขึ้นเขาเองซะแล้ว:: ทางเดินขึ้นยอดภูเรือ ::กระโดดขึ้นรถได้ก็พอดีคนเต็มคันรถเลยได้ออกทันทีไม่นานนักเราก็มายืนอยู่บนยอดภูเรือจริงๆ รู้มาว่าเมื่อก่อนทางอุทยานให้รถส่วนบุคคลขึ้นมาถึงด้านบนได้เลยแต่คงมีปัญหามลพิษจากการที่รถขึ้นมา หรือไม่ก็เพื่อส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นที่เลยจำกัดให้รถส่วนบุคคลจอดไว้ที่ลานจอดรถเท่านั้นแล้วถ้าไม่อยากเดินขึ้นยอดภูก็สามารถใช้บริการรถรับ-ส่งที่จัดไว้ได้..ขึ้นมาถึงยอดภูเรือกันแล้วหมอกบนนี้หนากว่าข้างล่างอีกนะเนี่ยบรรยากาศดีมากๆ:: บริเวณลานจอดรถบนยอดภูเรือ ::อากาศบนนี้ช่างสดชื่นดีจริงๆหมอกหนาๆ กับทิวสนหมอกหนาซะจนไอหมอกหยดลงมาเป็นน้ำเลยหล่ะสุดยอดความโรแมนติกเดินมาอีกไม่ไกลก็มาเจอกับป้าย ... ที่ใครมาก็ต้องมาถ่ายยอดภูเรือสุดหนาว ... ในสยามความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,365 ม.แค่ได้เดินสัมผัสอากาศเย็นๆ บนยอดภูเรือก็ทำให้รู้สึกดีจนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดออกมายังไงดีเดินไปทางไหนก็มีแต่หมอกขาวๆเห็นแล้วคิดถึงเกาะนามิที่เกาหลีทิวสนกับหมอกหนาไม่ต้องไปไกลถึงเกาะนามิ ... เมืองไทยสวยกว่าเป็นไหนๆเดินชมบรรยากาศเย็นๆ บนยอดภูเรืออยู่กันนานเป็นชั่วโมงก็ลงจากยอดภูกันดีกว่า ... ยังมีอีกหลายจุดให้ไปเดินชมวิวกันอีกในที่สุดก็มาถึง ... อช.ภูเรือ:: อุทยานแห่งชาติภูเรือ ::จากจุดนี้เดินไปอีกไม่ไกลก็เป็น "จุดชมวิวผาโหล่นน้อย"ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ที่สวยจุดหนึ่งหมอกจางๆ เลยทำให้มองเห็นวิวผ่านกล้องไม่ค่อยชัดเท่าไหร่:: จุดชมวิวผาโหล่นน้อย ::ส่งท้ายการชมความงามบน "ยอดภูเรือ" กันด้วยภาพนี้:: ความสุขของการเดินทาง ::ลงมาจากยอดภูเรือก็กลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนจะ check-out แล้วเดินทางกันต่อจากโรงแรมเราใช้ทางหลวงหมายเลข 203 เดินทางต่อมุ่งหน้า อ.ด้านซ้ายเดิมทีตั้งใจจะแวะ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ กับคำนวนเนิร์สเซอรี่แต่เท่าที่ขับรถผ่านสวนดอกไม้ต่างๆ แล้วเห็นว่าดอกไม้ยังไม่ค่อยบานซักเท่าไหร่เพราะขนาดบนยอดภูเรือยังไม่ค่อยเห็นดอกไม้เมืองหนาวซักเท่าไหร่เลยสรุปก็เลยผ่านโปรแกรมนี้ไปก่อนขับรถมาอีก ~10 กม. ก็เป็นที่ตั้งของ "สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน"ซึ่งที่สวนองุ่นนี้เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังระดับโลกคือ "ชาโต้ เดอ เลย"ก็เลยขับรถวนเข้าไปดู แต่ปรากฎว่าด้านในเงียบมากๆไม่มีทั้งนักท่องเที่ยวและ จนท. ก็เลยขับรถกลับออกมาพร้อมกับคิดว่าสถานที่นี้เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยว น่าจะทำให้ดูดีเหมือนสวนองุ่นแถวๆ ปากช่องนะ นักท่องเที่ยวจะได้แวะมาเที่ยวกันเยอะๆ..จากสวนองุ่น เราก็เดินทางกันต่อจุดหมายต่อไปคืออำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย..จาก อ.ภูเรือมา อ.ด่านซ้าย เป็นระยะทาง ~34 กม.ใช้เวลาเดินทาง ~50 นาที(ระหว่างทางมีการขยายถนนเป็นบางช่วง):: ระหว่างทางจาก อ.ภูเรือ --> อ.ด่านซ้าย ::เมื่อเข้าถึงตัว อ.ด่านซ้าย เรายังไม่แน่ใจว่าสถานที่ไหนในโปรแกรมจะถึงก่อนแต่ด้วยความตาดี เลยมองไปเห็นปายบอกทางซะก่อนvv-:- พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย -:-ตั้งอยู่ที่วัดโพนชัย ถนนแก้วอาสา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยตัวพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านเรือนไม้ จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองด่านซ้ายนิทรรศการผีตาโขน การสาธิตทำหน้ากากผีตาโขน และสินค้าของที่ระลึกผีตาโขนในรูปแบบต่างๆสามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. [ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย]..ถึงแล้ววัดโพนชัย:: ไปไหนไปกัน :::: รูปปั้นผีตาโขนภายในวัด ::ถึงแล้ว:: พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::ภายในพิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมาและห้องแสดงวิดีทัศน์ให้เข้าชมด้วย:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::หน้ากากผีตาโขนทำจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นคือหวดนึ่งข้าวเหนียวที่นำมาหักพับให้มีลักษณะคล้ายโครงหมวกเพื่อสวมครอบศีรษะได้แล้วนำหน้ากากที่ทำจากส่วนโคนกาบมะพร้าวมาเย็บติดกับโครงหวดจากนั้นก็เจาะช่องตา ติดจมูก ติดเขาตกแต่งให้สวยงามด้วยสีน้ำมันและเศษผ้าสีสันฉูดฉาด[ที่มา : นายรอบรู้]:: ด้านในพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ::หนึ่งในโลกกับผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ. เลยขอซักรูปที่นี่เค้ามีชุดกับหัวผีตาโขนให้ใส่ด้วยงานแห่ผีตาโขนจัดให้มีขึ้นในงานประเพณีบุญพระเวสและงานบุญบั้งไฟในช่วงเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายนมีโอกาสต้องไปชมงานนี้บ้าง:: การแต่งการของผีตาโขน ::ศิลปะสวยงามและสีสันฉูดฉาดบนหน้ากากผีตาโขนตามมุมต่างๆ จะจัดแสดงผีตาโขนไว้ในลักษณะท่าทางต่างๆดูไปดูมาเหมือนคนจริงๆ เลยว่ามั๊ย???จากพิพิธภัณฑ์ผีตาโขนเราก็เดินทางกันต่อยังมีสถานที่สำคัญอีกสถานที่หนึ่งที่เค้าว่ากันว่าไม่ไป แปลว่ามาไม่ถึง อ.ด่านซ้ายvv-:- พระธาตุศรีสองรัก -:-อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาและพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์สัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)เนื่องจากขณะที่กษัตริย์ทั้งครองราชสมบัติ ตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจและมีการรุกรานดินแดนต่างๆ เพื่อขยายอำนาจทั้ง 2 พระองค์เห็นตรงกันที่จะรวมกำลังเป็นพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับพม่าจึงทรงกระทำสัตยาธิษฐานว่า จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกันและเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีต่อกันจึงได้ทรงร่วมกันสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นสักขีพยาน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง งเป็นรอยต่อของทั้งสองอาณาจักร โดยการสร้างเจดีย์ขึ้นและให้ใช้ชื่อว่า "พระธาตุศรีสองรัก" [ที่มา : กระปุกดอทคอม]คนที่จะเข้าไปสักการะองค์พระธาตุจะต้องห้ามใส่เสื้อผ้า "สีแดง"หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ ด้วยเหตุผลที่ว่า...
"พระธาตุศรีสองรัก" เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในความรักใคร่ระหว่างประเทศไทย และประเทศลาว มาตั้งแต่สมัยโบราณทั้งนี้ "สีแดง" อาจเปรียบได้กับ "เลือด" ที่เป็นผลของการทำสงครามดังนั้นคนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน..ภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุ ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกที่สร้างขึ้นพร้อมกับ พระธาตุศรีสองรักโดยหลวงพ่อไกรสีห์จะเปิดให้นมัสการในโอกาสสำคัญซึ่งในแต่ละปีจะมีการปิดทอง 1 ครั้งโดยจะทำก่อนวันงานสมโภชและนมัสการพระธาตุศรีสองรัก 1 วัน[ที่มา : กระปุกดอทคอม]:: ด้านบนของพระธาตุศรีสองรัก ::พระธาตุศรีสองรัก มีอายุจนถึงปัจจุบันนี้นับได้ 400 ปีเศษนับเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของ อ.ด่านซ้าย และ จ. เลย..บริเวณองค์พระธาตุนี้จะมีป้ายห้ามว่า "ห้ามผู้หญิงเข้าไปด้านใน"ซึ่งก็เนื่องจากว่า ผู้หญิงจะมีประจำเดือน ซึ่งมีสีแดงเช่นกันจึงทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปด้านในซึ่งเป็นทางเดินรอบพระธาตุได้เข้ามาถึงแล้วก็แวะไหว้พระภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุเสี่ยงเซียมซี แล้วจึงมาเดินดูรอบๆ องค์พระธาตุกันจากพระธาตุศรีสองรัก เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯโดยใช้เส้นทางอ.ด่านซ้าย - อ.หล่มเก่า - อ.หล่มสัก - อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ - สระบุรี - กรุงเทพฯซึ่งเส้นทางนี้มีระยะทางพอๆ กับเส้นทางขามาแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางบนภูเขา ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขามา..จาก อ.ด่านซ้าย เมื่อขับมาถึง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์เราก็แวะทานข้าวกลางวันและกาแฟกันที่ห้างโลตัสก่อนจะเดินทางต่อเรามาถึงกรุงเทพฯ กัน ~6 โมงกว่าพ่อตัวดีเลยพาแวะกันที่ "โชคชัยสเต๊กเฮ้าส์รังสิต" กันก่อน..พ่อตัวดีบอกว่าเดินทางกันมาเหนื่อยๆต้องเพิ่มพลังด้วยเนื้อกันซะหน่อยเรียกน้ำย่อยกันด้วย - ซุปข้าวโพดต่อด้วยจานหลักของพ่อตัวดีRip Eye Dry Aging Steck - Medium Rare(340 บ.-)รสชาติอร่อยเหมือนเดิมส่วนจานนี้ของเราPrime Rip Dry Aging Steck - Medium Rare(340 บ.-)เนื้อติดมัน อร่อยๆ งั่มๆๆๆเวลาแห่งความสุข - เที่ยวไป ชิมไปสนนราคาอาหารมื้อนี้ก็ 814 บ.-(เป็นค่าอาหาร + เครื่องดื่ม + Service Charge)ปิดท้ายทริปแห่งความสุขด้วยไอศครีมและนมสดกลับบ้านถือเป็นทริปแห่งความสนุกและความสุขอีกทริป~ เพราะทุกการเดินทาง คือ ประสบการณ์ที่แตกต่าง ~ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ
หมูอ้วนจ้ำม่ำ
Location : กรุงเทพฯ Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]