|
|
|
Krung Ching Birds & Wildlife
Krung Ching (KC) is a rich rainforest with an elavation of about 200 meters above sea level, embeding in the mountain range of Khao Luang National Park about 800 km south of Bangkok, Thailand. It represents an important site for rainforest species in Malay Peninsula.
KC is a home to more than 200 out of 978 bird species found in Thailand. These include the magnificent Great Argus Pheasant, Crested Wood-Partridge, Diard's Trogon, White-crowned Hornbill, Brown Wood-Owl, Javan Frogmouth, Green Broadbill, Banded Pitta etc.
Butterfly-lovers should not miss Banded Peacock a national protected wildlife species. Cream-colored Giant Squirrel is one of the mostsought-after squirrels among mammal-lovers. For those who are fond of plants; Stag-horn ferns, orchids, colorful fungi are worth looking through binoculars. Non venomous reptiles and amphibians are also worth photographing at night.
| Create Date : 03 สิงหาคม 2549 |
| Last Update : 21 มกราคม 2552 16:25:25 น. |
| |
|
|
|
|
KC update
สำรวจนกกรุงชิงครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2552
ประเดิมฤดูกาลดูนกกรุงชิงปีนี้ด้วยรูปหายากที่ถ่ายได้โดยคุณโยธิน มีแก้ว...รูปนกคอสามสี (Rail-babbler) ที่กำลังร้องหาคู่ในเดือนมกราคม ต้นฤดูผสมพันธุ์ที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อนที่กรุงชิง ฟังเสียงร้องและชมวิดีโอ

Rail-babbler Eupetes macrocerus
TAXONOMY Eupetes macrocerus Temminck, 1831, Padang, Sumatra.
OTHER COMMON NAMES English: Malaysian rail-babbler; French: Eupète à longue queue; German: Rallenläufer; Spanish: Hablantín Malayo.
PHYSICAL CHARACTERISTICS 11.4 in (29 cm). Brownish plumage with black legs and bill, white brow stripe and black eye stripe, sometimes with bluish stripe underneath.
DISTRIBUTION E. m. macrocerus: Peninsular Thailand and Malaysia, Sumatra;E. m. borneensis: Borneo. Lives up to 3,300 ft (1,000 m).
HABITAT Broad-leaved evergreen forest in lowland and hills.
BEHAVIOR Very shy. Drawn-out monotone whistle heard much more than bird is seen. Walks on forest floor, jerking head like chicken; runs with great speed, holding the head up and the tail depressed.
FEEDING ECOLOGY AND DIET Eats insects and other small ground invertebrates.
REPRODUCTIVE BIOLOGY Breeds JanuaryJuly, laying two eggs.
CONSERVATION STATUS Scarce to locally fairly common resident. Considered Near Threatened by the IUCN and Birdlife International owing to extensive logging in parts of its range.
SIGNIFICANCE TO HUMANS None known.

บันทึกที่ 3/2551 วันที่ 23 กค. 2551 รายงานการสำรวจประชากรนกกรุงชิงครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-10 พฤษภาคม พ.ศ.2551

การสำรวจประชากรนกกรุงชิงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในครั้งแรกทำขึ้นในระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2550 การกำหนดวันสำรวจหรือวันนับนก จัดทำขึ้นในช่วงหน้าร้อนที่นักดูนกมักเดินทางลงใต้เพื่อดูนกป่าที่เป็นนกประจำถิ่น อีกนัยหนึ่งก็คือถือเอาวันสะดวกของนักดูนกที่ว่างเว้นจากการดูนกอพยพทางภาคเหนือและภาคกลาง กอปรกับหน้าร้อนเป็นช่วงที่สะดวกในการเดินดูนกที่กรุงชิงเนื่องจากแล้งฝน และนกบางชนิดกำลังจับคู่ร้องเรียกหากันทำให้ระบุตำแหน่งเพื่อหาตัวนกได้ง่าย
วัตถุประสงค์ เพื่อนับชนิดและความถี่ของการพบนกในช่วงเวลา 06.00 น.- 24.00 น. เพื่อเปรียบเทียบผลกับการสำรวจในครั้งก่อน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช และเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนประสบการดูนกของนักดูนก
วิธีการสำรวจ ได้แบ่งเส้นทางสำรวจออกเป็น 7 เส้นทางตามที่แสดงในรูปที่ 1 แบ่งช่วงเวลาสำรวจออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกตั้งแต่เวลา 6.00-12.00 น. และช่วงที่ 2 ตั้งแต่เวลา 13.00-24.00 น. แบ่งผู้สำรวจออกเป็นกลุ่มโดยไม่จำกัดจำนวนกลุ่มและจำนวนสมาชิกในกลุ่ม ให้ผู้สำรวจเลือกเส้นทางสำรวจได้ตามอัธยาศัย และ ให้นับนกทุกครั้งที่เห็นและได้ยินเสียงโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะซ้ำตัวเดิมหรือไม่ ตัวเลขที่นับได้จะแสดงความถี่ของการพบนกไม่ใช่จำนวนนก
ผลการสำรวจพบนก 128 ชนิดจากรายชื่อนกของกรุงชิงทั้งหมด 254 ชนิด นกที่พบบ่อยที่สุดคือนกกินแมลงปีกแดง (Chestnut-winged Babbler) รองลงมาคือ นกแอ่นเล็กหางหนามตะโพกขาว (Silver-rumped Needletail) เมื่อเทียบกับการสำรวจในครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28-29 เมษายน 2550 พบว่าชนิดนกที่พบน้อยลงคือในครั้งแรกพบนก 149 ชนิด เป็นจำนวนที่ลดลง 20 ชนิด ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นนกย้ายถิ่นที่อพยพกลับแล้ว เช่น นกคัคคูหงอน (Chestnut-winged Cuckoo) นกเดินดงสีคล้ำ (Eyebrowed thrush) นกแซงแซวปากกา (Crow-billed Drongo) นกจับแมลงสีน้ำตาล (Asian Brown Flycatcher) นกจับแมลงตะโพกเหลือง (Yellow-rumped Flycatcher) นกจับแมลงคิ้วเหลือง (Nacissus Flycatcher) นกเขนน้อยไซบีเรีย (Siberian Blue Robin) และนกกระจิ๊ดขั้วโลกเหนือ (Arctic warbler) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีรายงานชนิดนกกลุ่มนกแอ่นน้อยลง ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้สำรวจไม่มีความชำนาญในการจำแนก เป็นที่น่าสังเกตว่าการสำรวจครั้งนี้ไม่พบนกกลางคืนซึ่งเป็นนกที่พบหรือได้ยินเสียงร้องเป็นประจำที่กรุงชิง คือ นกทึดทือมลายู (Buffy Fish-Owl) นกเค้าป่าสีน้ำตาล (Brown Wood-Owl)และนกปากกบพันธุ์ชวา (Javan Frogmouth) สำหรับนกหว้าในการสำรวจครั้งที่ 1 พบได้ในเส้นทางที่ 7 แต่ครั้งนี้ได้ยินเฉพาะเสียง
การศึกษาผลของช่วงเวลาต่อจำนวนชนิดและความถี่ในการพบนกไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เนื่องจากจำนวนแบบสำรวจที่ได้รับในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน กล่าวคือมีแบบสำรวจในช่วงเวลาเช้า 10 ชุด ช่วงบ่าย 5 ชุด และมีแบบสำรวจที่รวมทั้งเช้าและบ่าย 3 ชุด นอกจากนี้เส้นทางการสำรวจก็แตกต่างกัน มีข้อมูลเพียงชุดเดียวที่ผู้สำรวจทำการบันทึกทั้งในช่วงเช้าและบ่าย โดยทำในจุดสำรวจเดียวกันคือเส้นทางหมายเลข 1, 2 และ 3 พบว่าในช่วงเช้านับนกได้ 55 ชนิดและช่วงบ่าย 26 ชนิด
ในการสำรวจนกครั้งต่อไปควรทำอย่างช้าที่สุดในเดือนเมษายน เพื่อให้ครอบคลุมนกบางชนิดที่กำลังอพยพผ่าน ควรเพิ่มความเข้มข้นในการดูนกกลางคืน และนกที่สังเกตได้ยากเช่นนกแอ่น ควรแบ่งกลุ่มและเส้นทางสำรวจอย่างชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ เพื่ออธิบายปรากฏการได้ เช่น ความแตกต่างของการดูนกในช่วงเช้าและบ่าย และความหลากหลายของชนิดนกและความถี่ที่พบในจุดต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นและน่าสนใจสำหรับนักดูนก
การสำรวจนกครั้งนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้โดยปราศจากการสนับสนุนของกลุ่มดูนก go4get.com และความร่วมมือของนักดูนกจากทั่วทุกภาค ขอขอบคุณอาจารย์ชัยรัตน์ นิลนนท์และอาจารย์วีรนุช นิลนนท์ ที่ได้จัดเตรียมภาพสไลด์นกกรุงชิงรวมทั้งของรางวัลสำหรับกิจกรรมในงาน ขอขอบคุณสมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทยที่ส่งสมาชิกเข้าร่วมสำรวจในครังนี้ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณ "พี่ธี" คุณสุธี ศุภรัฐวิกร ประธานชมรม Bird Life Club ที่ได้บริจาคเงินจำนวน 2,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้

บันทึกที่ 2/2551 วันที่ 11 มีค. 2551 ยอดเขาหลวงที่คิดถึง

ไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายเป็นเมื่อใดที่ผมต้องนอนกลางดินกินข้าวจากหม้อสนามกินอาหารรสจัดที่ปรุงจากฝีมือของลูกหาบ เดินจนปลายเล็บเท้าระบมปวดเมื่อยทั้งร่างกายเมื่อตื่นขึ้นอีกวัน
แผนการเดินทางขึ้นยอดเขาหลวงถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหลายเดือน เราเลือกเอาเดือนที่แล้งฝนเหมาะกับการเดินบนทางดินที่สูงชัน...แต่แล้วมันเป็นวันที่ 7-9 มีนาคม ที่สภาพอากาศกลับตาลปัตร
แม้ครั้งนี้จะเป็นเที่ยวที่สี่แล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกว่าป่าเขาหลวงแปลกตาออกไปทุกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่าป่าพื้นล่างดูหนาแน่นขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผมเที่ยวก้มหน้ามองหากล้วยไม้ดินไปตลอดทาง จุดมุ่งหมายอันนึงคือการถ่ายรูปกล้วยไม้ซึ่งแน่นอนว่าควรจะเป็นกล้วยไม้ที่อยู่ในระยะทำการของเลนส์ 18-55 มม. นอกจากนี้ผมยังคิดเลยไปถึงการเก็บภาพนกกินปลีหางยาวเขียวที่เป็นชนิดย่อยต่างจากที่พบบนดอยอินทนนท์ ด้วยว่าครั้งสุดท้ายที่ขึ้นไปเขาหลวงยังได้พบนกชนิดนี้อยู่ใกล้แค่มือเอื้อมถึง แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไปไม่ถึงยอดเขาเพราะฝนที่กระหน่ำลงมาตลอดเวลาสองวัน อย่างไรก็ตามทริปนี้ใช่ว่าจะสูญเปล่าผมยังได้เห็นกล้วยไม้ชนิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยพบและยังได้เห็นกล้วยไม้สิงห์โตอาจารย์เต็ม กล้วยไม้ถิ่นเดียวที่บานอยู่ตามธรรมชาติ อ่านเรื่องเล่าได้ที่นี่ครับ

นกบนเขาหลวงในระดับความสูงที่เกิน 1000 เมตร ที่น่าสนใจคือกะรองทองแก้มขาว และนิลตวาใหญ่ ยังเห็นนกที่คล้ายกับปีกแพรสีม่วงตัวเมีย แต่ไม่อาจยืนยันได้เพราะอากาศเต็มไปด้วยหมอกฝน ก่อนขึ้นไปผมยังคาดหวังว่าอาจจะเจอนกขัติยาบ้างสักตัวสองตัว ด้วยว่าสภาพป่าบนยอดเขาหลวงคล้ายคลึงกับป่าเขาสูงทางภาคเหนือและเขาสูงในประเทศมาเลเซียอีกด้วย

บันทึกที่ 1/2551 วันที่ 15 กพ. 2551 'พญาไฟสีกุหลาบ' นกใหม่กรุงชิง

ไม่ได้อัพเดทบอร์ดมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้วครับ ....ที่จริงแล้วก็แว๊บเข้ากรุงชิงอยู่เนือง ๆ แต่ไม่มีอะไรใหม่น่าสนใจให้นำมาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กพ.51 มีโอกาศได้เข้าไปอีกครั้งกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย นกที่กรุงชิงเริ่มดีขึ้นแล้วครับ นกอพยพอย่าง 'เดินดงหัวสีส้ม' ยังพบเห็นได้บ่อย ส่วนนกประจำถิ่นอย่าง 'แต้วแล้วลาย' จับคู่เดินตามกันต้อย ๆ อยู่บนเทรล แต่น่าแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงร้องหาคู่เลย 'ปากกว้างเล็ก' กำลังทำรังข้างที่ทำการ 'เฉี่ยวบุ้งเล็ก' คาบหญ้าทำรังหน้าค่ายพักเยาวชนช่วยกันทำรังทั้งตัวผู้และตัวเมีย 'เค้าป่าสีน้ำตาล' ก็ยังไม่ไปไหน นกประจำถิ่นหน้าใหม่ระดับหายากอย่าง 'เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา' ที่พบเมื่อครั้งกรุงชิงเซนซัสปีที่แล้วก็ยังหากินอยู่รอบ ๆ ลานกางเต้นท์อยู่เลยครับ
เข้าไปงวดนี้เจอนกใหม่ของกรุงชิงและของตัวผมเองด้วยครับ... กำลังดูพญาไฟสีเทา 4-5 ตัวหากินหนอนอยู่บนต้นไทรที่มีลูกสุก มีอยู่ตัวนึงท้องเป็นสีเนื้อและขอบหางด้านข้างเป็นสีชมพู ก็คิดว่าเป็นพญาไปสีกุหลาบ แต่ทำไม่สีซีดจังและแถบสีชมพูบนปีกก็ไม่มี มาลองเปิดดูคู่มือของ southeast asia ก็พบว่าคล้ายกับตัวผู้ชนิดย่อย stanfordi
นกตัวนี้อาจารย์ชัยรัตน์และอาจารย์วีรนุช เคยถ่ายรูปได้เมื่อเดือนธันวาคม 2550

วันแม่ 12 สค 50
วันแม่ปีนี้พิเศษที่มีฝนดาวตกให้ได้ชื่นชมกัน กรุงชิงช่วงนี้แล้งมากนกไม่ค่อมมี แต่ยังดีได้ยินเสียงขุนแผนตะโพกสีน้ำตาลร้องอยู่แว่ว ๆ บริเวณศาลาดงชิง เห็นนกชนหิน 2 ตัวบินผ่านหุบนกเงือก และเห็นเหยี่ยวค้างคาว 1 ตัวบินข้ามหุบเช่นเดียวกัน ยังคงเห็นเหยี่ยวปลาเล็กหัวเทาบริเวณที่ทำการฯ นอกจากนี้ยังพบว่านเพชรหึง หรือว่านหางช้าง กล้วยไม้ที่มีกอใหญ่ที่สุดในโลกกำลังออกดอกสะพรั่ง อ่านเรื่องเล่าได้ที่นี่ครับ
นกกินปลีแก้มสีทับทิม มีชื่อประจำชนิดว่า Anthreptes singalensis อาศัยอยู่ในป่าแทบทุกประเภทตั้งแต่ที่ราบถึงระดับความสูง 1370 ม. เป็นนกประจำถิ่นพบค่อนข้างบ่อย ที่กรุงชิงพบได้ทั่วไป

"หญ้าจิ้มฟันควาย" หรือ "ยี่โถปีนัง" มีชื่อประจำชนิดว่า Arudina graminifolia หมายถึงกล้วยไม้ที่มีใบแหลมเหมือนหญ้า ในประเทศไทยพบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้ มักขึ้นในที่แห้งแล้ง ที่กรุงชิงพบได้มากริมถนนก่อนเข้าอุทยานฯ

รายงานการทำรังเลี้ยงลูกประจำเดือน มิถุนายน
นกแต้วแล้วลาย มีชื่อประจำชนิดว่า Pitta guajana อาศัยอยู่ในป่าดิบที่ราบถึงความสูง 610 ม. เป็นนกประจำถิ่นพบไม่บ่อย ที่กรุงชิงพบได้ง่ายในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิง โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์คือราวเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน

ปีนี้ที่กรุงชิงมีฝนตกมาตั้งเดือนเมษายน เพิ่งมาหยุดเอาตอนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมนี่เอง ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ได้มีโอกาสเข้าไปดูนกกับเพื่อน ๆ จาก กทม. มีนกทำรังและเลี้ยงลูกหลายชนิดทีเดียว อ่านรายงานได้ที่นี่ครับ
และที่เป็นที่น่ายินดีคือพบนกเหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาวเข้าใช้รังเดิมที่เคยพบเมื่อปี 2548 อ่านรายงานได้ที่นี่ครับ
รายงานการทำสำมะโนประชากรนกกรุงชิง ครั้งที่ 1

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง งานนี้ได้ผลเกินคาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนสมาชิกที่ไปร่วมงาน ความสมัครสมานสามัคคี ความรู้ ความบันเทิง ความอิ่มหนำสำราญ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แม้ว่าฝนจะตกทุกวัน ไฟติด ๆ ดับ ๆ แต่เราก็ได้จำนวนนกมากกว่าการบันทึกของกรุงชิงครั้งไหน ๆ ที่เคยมีมา แถมได้นกใหม่เพิ่มอีกหลายตัว
จำนวนนกของแต่ละชนิดชนิดที่นับได้อาจมีการนับซ้ำซ้อน แต่พอจะใช้เป็นตัวชี้วัดความถี่ในการพบบอกได้ว่าถ้าใครไปกรุงชิงมีโอกาสที่จะได้พบชนิดไหนบ่อยหรือไม่บ่อยอย่างไร นกใหม่ของกรุงชิงบางตัว เช่น Sooty-capped Babbler อาจสับสนกับ Moustached Babbler และ Lineated Barbet อาจสับสนกับ Red-throated Barbet แต่ทั้งสองก็มีโอกาสพบได้จึงนำมาใส่ไว้ในรายงาน
โดยสรุปเรานับนกได้ 145 ชนิด เป็นชนิดที่พบใหม่ของกรุงชิง 8 ชนิด คือ Little Cormorant, Lineated Barbet, Narcissus Flycather, Blue-throated Bee-eater, Eyebrowed Thrush, Sooty-capped Babbler, Dusky Warbler และ Olive-backed Woodpecker นกจอกป่าหัวโต (Brown Barbet) เป็นนกที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ นกปรอดทอง (Black-headed Bulbul) รวมเป็นรายชื่อนกล่าสุดของกรุงชิง 251 ชนิด
ดูรายชื่อนกได้ที่นี่ครับ
การทำสำมะโนประชากรนกกรุงชิง ครั้งที่ 1
การทำสำมะโนประชากรนก หรือ bird population census คือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและจำนวนของนกในเวลาที่กำหนด และทำในช่วงเวลาเดียวกันของทุกๆปี เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประชากร ที่อาจนำไปใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวโลกที่มีผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหารของนกและตัวนกในที่สุด
การทำสำมะโนประชากรนิยมทำในช่วงที่คาดว่าจะมีชนิดของนกมากที่สุดของปี คือช่วงที่มีนกอพยพเข้ามาพร้อมกันทุกชนิดเท่าที่เคยมีการบันทึก เช่น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
Krung Ching Census 2007 จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 28-29 เมษายน 2550 ณ หน่วยพิทักอุทยานแห่งชาติ ขล.4 น้ำตกกรุงชิง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช และจะกำหนดให้เดือนเมษายนของทุกปีเป็นเดือนแห่งการทำสำมะโนประชากรนกกรุงชิง เพราะเป็นช่วงที่มีนักดูนกไปเยี่ยมเยียนมากที่สุดของปี โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์
ขอชวนเชิญนักดูนกไปร่วมกันนับนกในวันนั้นด้วยครับ
สวัสดีปีใหม่ครับ

เกือบครบปีของเวบกรุงชิงแล้วครับ ผมก็ยังไม่มีเรื่องของคอสามสีมาเล่าสักที กินแห้วมาทั้งปีแล้วปีนี้ขอให้โชคกับเขาบ้าง เมื่อวันที่ 13-14 มค 50 นี้ลองเข้าไปชิมลางแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แค่ได้ยินเสียงแว่วมาแต่ไกล ๆ
ต้นปีนี้นกน้อยครับ กางเขนดงและเขนน้ำที่เคยได้ยินเสียงร้องตลอดทางก็หายไปน่าแปลกใจมาก เสียงแต้วแล้วลายก็หายไป แต่โชคดีได้ยินเสียงนกชนหินครั้งนึงแล้วก็เงือกดำและหัวหงอกอีกหลายครั้ง แสดงว่านกใหญ่ ๆ ยังไม่ไปไหน ที่ยังพบได้เป็นประจำก็พวกเหล่ากินแมลงทั้งหลาย จับแมลงคอดำน่าดูมาก เอารูปของคุณจั้งที่ถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้วมาให้ดูได้บรรยากาศของการเคลื่อนไหวในที่รก ๆ ได้ดีครับ
ช่วงนี้กล้วยไม้ดิน "เอื้องลิลา" ออกดอกเต็มไปหมดครับแต่ยังไม่บาน กล้วยไม้ดินอื่น ๆ ยังไม่เห็นดอก
กล้วยไม้เดือนตุลาคม

เป็นไม้สกุลหวายที่มีดอกเล็กมากเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 3 มม. และสีดอกก็คล้ายกับสีใบมองเผินๆ อาจไม่รู้ว่ากำลังออกดอก
เห็ดเดือนตุลาคม

ตอนนี้ทางใต้เริ่มเข้าหน้าฝนแล้วครับ โดยเฉพาะที่กรุงชิงมีฝนแทบทุกวันแต่ก็ยังไม่หนักนักดินยังอุ้มน้ำไว้ได้มาก น้ำในลำธารเล้กๆจึงยังไม่ไหลหลาก ทางอุทยานมีนโยบายให้ทำฝายเล็กๆ กั้นลำน้ำเป็นตอนเพื่อลดการกัดเซาะเวลามีน้ำไหลแรง ลำน้ำรอบบริเวณลานกางเต้นท์จะมีน้ำค่อนข้างมากกว่าเดิมแต่นกทึดทือกินปลาก็ยังลงจับปลาได้
ช่วงเริ่มหน้าฝนอย่างนี้ป่ากำลังสวย ทั้งยอดไม้ ใบไม้และเห็ดราตามพื้น แต่การดูนกออกจะลำบาก และจำนวนนกก็ค่อนข้างน้อย นกหายากอย่างคอสามสี ขุนแผนหัวดำและนกเงือกดำก็ยังได้ยินเสียงร้องแม้จะหาตัวยากสักหน่อย
นกเด่นกรุงชิง
Diard's Trogon by John Gould
ขุนแผนหัวดำยังเห็นได้ไม่ยาก เมื่อวันที่ 10 กย.ที่ผ่านมาผมได้แว็บเข้าไปกรุงชิงเพียงครึ่งวันเช้า เจอทั้งผู้และเมียที่บริเวณป้ายต้นชก นกค่อนข้างเชื่องพยายามถ่ายภาพด้วยดิจิไบนอคแต่ไม่ได้ผล นอกจากนี้ยังเห็นขุนแผนอกสีส้มและตะโพกแดงหลายครั้ง
.......................................................................... KC Update: 4 กพ. 2549
ผมแว๊บไปกรุงชิงวันเดียว ตั้งแต่ประมาณเก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น เท้าเจ็บไปไหนได้ไม่ไกลเลยเดินอยู่บริเวณลานกางเต้นท์ได้นกมา23 ชนิด
ต้นไทรริมถนนหน้าลานกางเต้นท์เริ่มมีลูกสุก ใครอยากเห็นปรอดอกลายเกล็ดแบบ จะ ๆ ไม่ผิดหวังครับ สำหรับไทรต้นใหญ่กลางลานกางเต้นท์มีลูกดกเต็มต้นแต่ยังไม่สุก ส่วนไทรต้นปากทางไปน้ำตกน้อยที่ Chestnut-capped Thrush เคยเข้าเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ลูกเลยครับ
 ...........................................................................
6 กพ. 2549
ช่วงนี้กระแสดูนกต่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงมาแรงเพราะค่าเดินทางถูกพอ ๆ กับเดินทางในประเทศ แถมค่าครองชีพและอาหารการกินก็ไม่แตกต่าง การออกดูนกนอกบ้านของแต่ละคนแตกต่างกันไปครับ บ้างก็มี "นกบอด" ของตัวเองแต่เจอได้ง่ายที่อื่นอย่างนกกะลิงเขียดหางหนาม บ้างก็ยากเห็นนกหายากบ้านเราอย่างนกขัตติยา หรือนกแต้วแล้วเขียวเขมร อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ไปต่างประเทศทั้งทีจะตามหาแต่นกบอดหรือนกหายาก อย่างเดียวสองอย่างก็กระไรอยู่ ขอแถม "เอนดิมิค" ติดลิสกลับมาบ้างก็ยังดี
เมื่อพูดถึงเอนดิมิคหลายคนที่ไม่ใช่นักชีววิทยาคงจะไม่เข้าใจคำนี้เพราะออกจะวิชาการอยู่สักหน่อย หากจะไปเปิดพจจนานุกรมทั่วไป ๆ เขาก็จะให้ความหมายว่า ไข้เรื้อรัง หรือโรคเรื้อรังประจำถิ่น หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะยิ่งสับสนกันไปใหญ่ แม้แต่ฝรั่งเองก็เถอะ มีฝรั่งคนนึงไปเที่ยวฮาวาย ประเทศที่เคยมีความหลากหลายทางธรรมชาติสูง พอเปิดตำราพบคำว่า เอนดิมิค ติดท้ายอยู่บ้างก็ให้สงสัยเลยพยาหาความหมายของคำนี้ เขาได้เขียนถามไว้ในอินเตอร์เนทและมีผู้เข้าไปตอบ ผมคัดลอกมาให้ดูเล่น เอามาจากเวบไซด์การถอบตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องฮาวายโดยเฉพาะ เขาทำไว้ดีครับ ชื่อรายการ Ask the Big Kahuna บ้านเราน่าทำบ้าง... (หากใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษยาว ๆ ก็ข้ามไปภาษาไทยที่ผมถอดความไว้ในตอนท้ายเลยครับ)
"Question:
When I was in Hawaii I kept hearing and reading about animals or plants that are native, endemic (sounds like a disease), indigenous or alien. What's the difference?
Bill W. Seattle, Washington
Response:
Aloha Bill!
People who live in Hawaii care a lot about these words because they want to try to keep plant and animal life like it was hundreds of years ago (before the English--or even the Polynesians got here) as much as possible. To show you what humans can do, prior to their arrival on the Hawaiian islands, there were about 140 native (I'll get to the meaning in a minute) species and subspecies of birds. Half of them are now extinct. Of the species that are left, 30 are endangered and half of those are literally on the brink of extinction.
Okay, so here are the definitions:
Native: Organisms brought to a location without the help of man, such as by wind, wave and or birds. The nene, or Hawaiian goose (Hawaii's state bird) is an example.
Endemic: Organisms that are native and can be found ONLY in that Examples of organisms that are endemic to Hawaii are the spectacled parrotfish, fantail filefish, and Hawaiian Monk Seal.
Indigenous: Organisms that are native but can be found elsewhere. An example of this is the TurtleHawaiian Green Sea .
Alien or Introduced Species: Organisms that were not brought to that location naturally, but by man, such as the Polynesian. The common guava and feral pigs are examples.
The danger of introducing ANY species onto an island is the potential negative ripple effect on other species. For example, the brown tree snake was introduced on Guam some years ago and now Guam has no birds because the snakes ate all the eggs, since no natural predator could stop the snakes. Hawaii has no snakes of any kind on any of its islands and daily inspections of all aircraft, boats, and cargo keep snakes from becoming the species that ate Hawaii."
ผมถอดความไว้ย่อ ๆ ดังนี้ครับ.......
native: คือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในถิ่นนั้น อาจมีต้นกำเนิดจากที่อื่นแต่อพยพเข้าไปหรือถูกนำไปโดยธรรมชาติ
endemic: คือสิ่งมีชีวิตที่เป็น "native" แต่อาศัยอยู่เฉพาะในถิ่นนั้นเท่านั้นไม่พบที่อื่น
indigenous: คือสิ่งมีชีวิตที่เป็น "native" แต่อาจพบได้ที่อื่น
Alien หรือ Introduced Species: เป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์นำเข้าไปในพื้นที่และสามารถอยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ได้ในถิ่นั้น (ตัวอย่างของไทยเช่นนกกระจอกชวา)
นกในบ้านเราที่เป็น native ก็คือชนิดที่พบตามธรรมชาติของบ้านเราซึ่งตอนนี้มีประมาณ 977 ชนิด ไม่รวมนกกระจอกชวาที่เป็น introduced species (นกกะลิงเขียดหางหนามที่แก่งกระจาน ก็ยังสัยกันว่ามีคนตั้งใจนำไปปล่อยเพราะน่าสงสัยว่าทำไมถึงถูกจำกัดวง -confined- อยู่เฉพาะตรงนั้นที่ห่างจากเวียตนามมาก)
คำว่า "native" บางครั้งใช้ระบุเจาะจงเฉพาะพื้นที่ เช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ มีความหมายเหมือน "local" เช่นเรามักพบนกป่าตามสวนสาธารณะในกรุงเทพอยู่เสมอ ๆ ถ้าเรากำลังยืนดูปรอดแม่ทะที่สวนลุมพินี แล้วมีฝรั่งเข้ามาคุยด้วยและขอดูบ้าง เราอาจบอกเขาว่า
" this bird is not native to bangkok" หรือ "this is not a local species, it is an escapee." (escapee คือ นกหลุด)
ส่วนนกที่เป็น indigenous ของบ้านเรานั้นผมยังนึกไม่ออกว่าจะยกตัวอย่างชนิดไหน และไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้เลยเพราะ ส่วนใหญ่เราจะพูดว่าเป็น native เสียมากกว่า แต่ถ้าดูจากตัวอย่าง TurtleHawaiian Green Sea ของฮาวายที่เขากล่าวไว้ข้างบน น่าจะหมายถึงชนิดที่พบครั้งแรกและตั้งชื่อตามสถานที่พบ แล้วต่อมาก็ไปพบที่อื่นอีก ถ้าพูดถึงนกในเมืองไทยน่าจะเป็น ไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback: Lophura diardi) เพราะชื่อสามัญระบุคำว่า "สยาม" ซึ่งน่าจะเป็นนกที่พบครั้งแรกในประเทศไทย แต่แปลกที่ชื่อชนิด (species) ไม่ใช้ siamensis กลับใช้ diardi (อ่านว่า ดิอาด-ไอ ไม่ใช่ ดิอา-ดี้) ตามชื่อคนพบที่ผมเดาว่าคงเป็นนาย Diard เจ้าของชื่อ Diard's Trogon
การตั้งชื่อชนิดของสิ่งมีชีวิตตามชื่อคนพบ หากเป็นผู้ชายจะลงท้ายชื่อด้วย i หรือ ii และถ้าป็นผู้หญิงจะลงท้ายด้วย e หรือ ae เช่นไก่ฟ้าหางลายขวาง มีชื่อชนิด humiae (อ่านว่า ฮูเมีย-อี) มาจากชื่อ Mrs Hume เปลี่ยน e เป็น i แล้วเติม ae และหากตั้งชื่อตามสถานที่พบจะตามหลังชื่อด้วย ensis หรือ ense เช่นนกกินปลีหางยาวเขียวชนิดย่อยอ่างกา (Aethopyga nipalensis angkanensis) nipalensis มาจากชื่อประเทศเนปาล และ angkanensis มาจากอ่างกา ชื่อที่เป็นตัวอย่างของการตั้งชื่อที่ดีอีกชื่อหนึ่งคือ ชื่อวิทยาศาสตร์ของนกโพระดกคางเหลืองชนิดย่อยตรัง (Magalaima franklinii trangensis) ซึ่งคนที่พบหรือไม่ก็จำแนกชนิดคือนาย Franklin และพบที่จังหวัดตรัง (Trang)
ทีนี้มาดูนกที่เป็น "endemic" ของบ้านเราบ้าง
ที่เหลืออญุ่ในปัจจุบันไม่มีตัวไหนในรายงานที่ถูกห้อยท้ายด้วยเอนดิมิค ที่เคยมีรายงานแต่เดิมมีอยู่สองชนิดคือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyed River-Martin) ที่เคยพบที่บึงบอรเพ็ดและคาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กับอีกชนิดคือนกกินแมลงเด็กแนน (Deignan's Babbler: Stachyris rodolphei) ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นชนิดเดียวกันกับนกกินแมลงหน้าผากน้ำตาล (Rufous-fronted Babbler: S. rufifrons)
แต่เรายังมีนกที่เป็นชนิดย่อยที่ถือกันว่าเป็นนกเฉพาะถิ่นประมาณ 12 ชนิดเช่น นกโพรดกคางเหลืองชนิดย่อยตรัง นกกินปลีหางยาวเขียวชนิดย่อยอ่างกาและชนิดย่อยภาคใต้ (A. n. australis คำว่า autralis เป็นภาษาละตินแปลว่า southern) เป็นต้นอย่างไรก็ตามหากมีรายงานการพบนกกินปลีหางยาวเขียวชนิดย่อยอ่างกาในประเทศอื่นที่ไม่ใช่เขตติดต่อกับไทย ก็ไม่ถือว่าตัวนี้เป็นนกเฉพาะถิ่นไทยอีกต่อไป แต่ก็ยังถือเป็นเฉพาะถิ่นของเขตนี้ อาจจะสับสนเล็กน้อย อันนี้อธิบายได้ดังต่อไปนี้ครับ
คำว่า "เฉพาะถิ่น" หมายถึงพื้นที่ที่มีอาณาเขตติดต่อกัน อาจจะอยู่คร่อมประเทศ (เพราะนกไม่แยกประเทศกันอยู่เหมือนกันคน) เช่นชายแดนไทยติดต่อเขมรเลยไปถึงเวียตนาม (แต่ไม่ใช่อินเดียหรือจีน) เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว นกที่พบเฉพาะในอาณาบริเวณนี้ (in this confinement only) ก็ถือว่าเป็นเอนดิมิค อย่างเช่นแต้วแล้วเขียวเขมร (Pitta elliotii) ที่พบได้ในทั้งในประเทศกัมพูชา ไทยและเวียตนาม (จากหนังสือ A Field Guide to the Birds of South-east Asia ของ Craig Robson หน้า 363) ตัวอย่างอื่นของเอนดิมิคที่พบในประเทศ(และเพื่อนบ้าน) เช่นไก่ฟ้าพญาลอ แต้วแล้วท้องดำ เป็นต้น
โดยสรุปคือนก "เฉพาะถิ่นไทย" มีอยู่ชนิดเดียวคือนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และนกที่เป็นชนิดย่อยประมาณ 12 ชนิด
........................................................................... KC Update: มกราคม 2549
ขอสวัสดีปีใหม่กันก่อนเลยนะครับ บังเอิญเวบนี้จัดทำตอนต้นปีพอดี ปีนี้ไม่รู้ว่านกกรุงชิงจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างนะครับ ฝนที่ตกหนักตอนปลายปีทำให้ไม้ใหญ่ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิงหักโค่นไปหลายต้น บางจุดที่เคยมืดครึ้มตอนนี้โล่งไปเลยครับ ต้นชกที่มีป้ายแนะนำพันธุ์ไม้ตอนนี้ล้มไปแล้ว รวมทั้งที่อื่น ๆ อีกหลายจุด ไม้ใหญ่ของกรุงชิงเป็นไม้รากตื้นเพราะพื้นล่างเป็นหินประกอบกับดินที่เป็นดินร่วนปนทราย เมื่อดินชุ่มน้ำมาก ๆ ไม้ใหญ่ก็จะล้มได้ง่าย ยกเว้นพวกที่มีพูพอนขนาดใหญ่อย่างหลุมพอยักษ์ แต่ไม่ต้องไปเสียดายไม้ใหญ่ครับ ต่อไปก็จะถูกย่อยสลายตามกระบวนการของป่า แร่ธาตุอาหารก็จะถูกหมุนเวียนใช้ใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงของป่าโดยธรรมชาติเปิดโอกาศให้ไม้เล้กข้างล่างได้รับแสงเติบโตขึ้นมาแทนที่
หลักจากฝนตกหนักไปแล้ว พอย่างเข้าต้นปีก็ดูเหมือนว่าจะแล้งจัดอย่างปีก่อน อากาศแบบนี้อาจทำให้นกเดินดงหัวสีน้ำตาลแดงออกมาหากินบริเวณลานกางเต้นท์อีกครั้ง สงกรานต์นี้ก็ลองไปเมียงมองกันนะครับเผื่อว่าจะมีโชค
สุขสันต์วันดูนกครับผม
| Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2549 |
| Last Update : 29 มกราคม 2552 16:56:07 น. |
| |
|
|
|
| |
|