ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะครับ ... ขอให้มีความสุขทุกๆคนเลย ^^

วงศิลปินสากลที่ชื่นชอบ



Green Day Pictures, Images and Photos







images by myuppic.com




1. Green Day






ก่อนที่ Green Day จะมาเป็น Green Day ได้ในทุกวันนี้ใครจะรู้ว่าพวกเขาทั้ง 3 คนได้ผ่านอะไรมามากต่อมาก ทั้งปัญหาครอบครัว คำวิจารณ์จากเหล่าพวกพ้อง แฟนเพลง เหล่านักวิจารณ์ดนตรี แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและได้ฟันฝ่าปัญหาทั้ งหลายจนมายืนหยัดในจุดนี้ได้ เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อ Billie Joe และ Mike Dirnt ได้ตั้งวง "Sweet Children" ขึ้นเมื่อขณะได้อายุเพียง 14 ปี พวกเขาทั้งสองเป็นเพื่อนกันในสมัยเด็กและเรียนโรงเรียนเดียวกันมา ทั้งสองแชร์รสนิยมดนตรีที่คล้ายกันและด้วยนิสัยที่ใก ล้เคียงกันอีกจึงทำให้ Mike และ Billie เป็นเพื่อนสนิทกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาทั้ง 2 ในวัยเด็กไม่เหมือนใครคนอื่น เขาทั้ง 2 มีเพื่อนไม่มากนัก ด้วยนิสัยที่เงียบและเก็บตัว พวกเขาจึงใช้เวลาส่วนมากไปกับดนตรีและการแต่งเพลง ทั้ง Mike และ Billie หลงไหลในเสียงเพลง Heavy Metal และดนตรี Punk

จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของเขาคนอื่นแนะนำให้ Sweet Children รู้จักกับคลับเล็กๆให้หนึ่งชื่อว่า 924 Gilman Street Club ซึ่งเป็นคลับเล็กๆแห่งหนึ่งที่วงพังค์และเหล่าพังค์ท ั้งหลายไปรวมตัว สุงสิงกัน และเล่นดนตรี แต่การเล่นดนตรีในที่นี้เป็นการเล่นเพื่ออุดมการณ์ที่แท้จริงของพังค์ ทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับการหาเงินเข้ากระเป๋าแต่อย่างใด วง Sweet Children จึงไปเล่นที่นั่นเป็นครั้งแรก และครั้งแรกที่พวกเขาปรากฎตัวมีเพียงคนดูไม่ถึง 10 คนเท่านั้น แต่วง Sweet Children ก็เล่นอย่างเต็มที่และสุดความสามารถโดยไม่สนใจว่าพวก เขาจะมีคนดูกี่คนก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมา Sweet Children ก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อวงเป็น Green Day พร้อมกับได้ออกอัลบั้มแรก 1,039 Smoothed Out Slappy Hours กับค่าย Lookout และออกอัลบั้มที่ 2 Kerplunk ในปีถัดมา ซึ่งทำลายสถิติอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดของค่าย Lookout ทำให้ Green Day มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ "Underground Punk scene" เป็นอย่างมาก

ด้วยความโด่งดังของ Green Day กับค่ายเล็กๆอย่าง Lookout ทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาเลื่องลือไปถึงค่ายเทปใหญ่หล ายแห่งซึ่งต่างก็พยายาม มาติดต่อ Green Day ให้เซ็นสัญญาด้วย โดยหวังว่าจะได้วงนี้ไปเป็น "The next big thing" ของวงการเพลง แต่ Green Day ไม่เคยสนใจในชื่อเสียงเงินทองและความร่ำรวยจึงปฎิเสธ สัญญาจากค่ายเพลงดังๆ ทั้งหลายครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาทั้งสามคนคงความเป็นวงพังค์และยึดถือสโลแกน DIY : Doing It Yourself เรื่อยมา พวกเขาขายเทปแต่ละม้วนได้ด้วยลำแข้งของพวกเขาเอง และอาศัยคำพูดแนะนำจากแฟนเพลงปากต่อปากเท่านั้น

พวกเขาเดินสายทัวร์ไปทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้ช่วยเพิ่มยอดขายอัลบั้ม Kerplunk เป็นอีกหลายเท่าตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง Rob แห่งค่าย Reprise Record ยักษ์ใหญ่แห่ง Warner ได้ทำการติดต่อ Green Day ไปโดยหวังว่าจะได้พวกเขามาร่วมงานด้วย Rob ไม่เหมือนใครคนอื่นที่เคยติดต่อพวกเขา Rob สนใจในดนตรีอย่างจริงจังและหลงใหลในดนตรีแนวพังค์ตลอ ดจนแชร์รสนิยมทางดนตรี ที่เหมือนกับพวกเขา ทำให้ Green Day ถึงกับใจอ่อนและยอมเซ็นสัญญาด้วยประกอบกับค่ายเล็กๆอ ย่าง Lookout ไม่สามารถตอบสนองกระแสความดังของ Green Day ได้อีกต่อไป การตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ในครั้งนี้ได้สร้างปัญหามานับไม่ถ้วนให้แก่ พวกเขา และถูกตราหน้าเป็นครั้งแรกว่า "ผู้ทรยศ" และ "Sellouts"

การเซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ถือเป็นข้อต้องห้ามอย่างหนึ่ งของวงพังค์ เพราะพวกพังค์ไม่ต้องการให้เพลงของพวกเขานั้นถูกนำไป เปิดตาม MTV และสื่อต่างๆ พวกเขาต่อต้านสื่อ mainstream ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของ Green Day ในครั้งนี้ถึงกับทำให้แฟนๆบางกลุ่มในยุคแรกๆถึงกับหัวใจสลายและโกรธแค้น Green Day เป็นอย่างมาก แต่ Green Day ก็ไม่สนใจคำวิจารณ์ว่ากล่าวต่างนานา พวกเขาได้ทำการตัดสินใจไปแล้วและชีวิตก็ต้องดำเนินต่ อไป เขาชื่อว่าชีวิตคือของพวกเขาและพวกเขามีสิทธิเต็มที่ในการทำอะไรทุกอย่างที่ พวกเขาต้องการ พวกเขาทั้งสามคนต้องการให้เพลงของพวกเขาเป็นที่ได้ยิ นในคนหมู่มากและนั่นก็ คือจุดประสงค์หลักที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำการเซ็นสัญญา กับ Reprise หลังจากคำวิจารณ์ต่างๆนานาจากแฟนกลุ่มเก่าๆ


Green Day ก็ได้เข้าสตูดิโอเพื่ออัดเสียงอัลบั้มที่ขายดีที่สุด ตลอดกาลของพวกเขา "Dookie" ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้นในการอัดเสียงทั้งหมด Single แรกกับ Reprise ของพวกเขาเลยคือ Longview หลังจากวิดีโอเพลงนี้ได้ถูกนำออก MTV เป็นครั้งแรกก็ถึงกับเขย่าวงการเพลงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพราะข้อความและเนื้อหาในเพลงหรือสไตล์ก ารเล่นเพลงแบบใหม่กับ อิทธิพลแนวพังค์ทำให้พวกเขาได้รับความสนใจจากสื่อเป็ นจำนวนมาก ความแรงของพวกเขาถึงกับฉุดไม่อยู่เลยทีเดียวเมื่อซิง เกิ้ล Basket Case และ When I Come Around ถูกปล่อยในเวลาต่อมา ประกอบกับคอนเสิร์ต Woodstock ปี 1994 ที่พวกเขามีโอกาสได้ปรากฎตัวต่อหน้าขาร็อกเป็นจำนวนม าก สร้างปรากฏการณ์เขย่าวงการเพลงในปี 1994 ผู้คนที่ไปดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้ถึงกับกล่าวว่ากรีนเดย์เป็นวงดนตรีที่เล่นได้ดีที่สุดหรือดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดในวันนั้นทีเดียว


แต่ถึงอย่างไรก็ตามกรีนเดย์ยังคงความเป็นกรีนเดย์ไว้ ด้วยความหมายแบบประชด ประชันเสียดสีสังคมอย่างเช่นในเพลง Warning, Minority หรือ Fashion Victim และเพลงทุกเพลงก็ยังคงติดหูผู้ฟังซึ่งเรียกได้ว่าเป็ นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรีนเดย์เลยทีเดียว อัลบั้ม Warning ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนกลุ่มใหม่และเหล่านักวิจารณ์เพลง เพราะอัลบั้มนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้ง 3 คนได้โตขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว และมีศักยภาพมากกว่าการทำเพลงพังค์ 3 นาทีซ้ำไปซ้ำมา อัลบั้มนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และความพยายาม ของวง แต่ถึงอย่างนั้นอุปสรรคก็ยังถามหาพวกเขาไม่เลิกรา แฟนๆยุคเก่าถึงกับส่ายหน้าหนีกับอัลบั้มนี้ทันที พร้อมกับบอกว่าอัลบั้มนี้คืออัลบั้มที่แย่ที่สุดที่พวกเขาเคยสร้าง และอัลบั้มนี้เองที่น่าจะเป็นจุดจบของวงกรีนเดย์เลยทีเดียว

แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของกรีนเดย์อย่างแน่นอน พวกเขาไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดยังไงเกี่ยวกับผลงานของพวกเขา เขาสร้างเพลงเพื่อความพึงพอใจของตนเอง ไม่ใช่เพื่อแฟนเพลง นักวิจารณ์ หรือคนอื่นใด พวกเขากลับมาอีกครั้งในปี 2004 หลังจากออกอัลบั้มรวมฮิตและ B-sides ภายใต้ชื่ออัลบั้มใหม่เอี่ยมว่า American Idiot ซึ่งทำยอดขายได้เกินกว่า 5 ล้านตลับในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น นับเป็นสถิติที่เหลือเชื่อเลยทีเดียว อัลบั้มนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากแฟนกลุ่ มเก่าๆและนักวิจารณ์ อีกทั้งยังสามารถเจาะตลาดกลุ่ม Pop Culture ได้อย่างเดินความคาดหมาย และยังได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมแห่งปีอีกด้วย พวกเขาเดินสายทัวร์โปรโมตอัลบั้มนี้ไปทั่วโลกและได้การตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ


บัตรคอนเสิร์ตกว่า 75,000 ใบขายหมดในพริบตา ทัวร์แล้วทัวร์เล่าและพวกเขายังเป็นที่ต้องการในหลาย ๆประเทศอย่างต่อเนื่อง กระแสความดังของอัลบั้ม American Idiot ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้ง่ายๆ จนหลายคนกล่าวว่า ถ้าอัลบั้ม Nevermind ของ Nirvana คืออัลบั้มที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลงในช่วง 90 มันก็เป็นไปได้ว่า American Idiot ของ Green Day จะพลิกโฉมหน้าวงการเพลงร็อคในสหัสวรรษที่ 2000 เลยทีเดียว กระแสความแรงของ American Idiot กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะแซงหน้าอดีตความดังของอัลบั้ม Dookie เมื่อ 11 ปีที่แล้วอย่างช้าๆ ทุกอย่างสำหรับกรีนเดย์ในยุคนี้ดูจะท่าไปได้สวยสำหรั บพวกเขา แต่ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งที่แฟนๆกรีนเดย์ทุกคนเฝ้าถามตัว เองก็คือ แล้วหลังจากวันนี้ พวกเขาทั้ง 3 คนจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต หรือพวกเขาควรจะจบอาชีพของตัวเอง ณ ที่จุดสูงสุดตรงนี้?


Boulevard Of Broken Dreams











2. Avril Lavigne





คำว่า "แอวริล" (Avril) ในชื่อนั้นมาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า "อาวรีล" (Avril) แปลว่า เดือนเมษายน ด้วยบิดาและมารดามีเชื้อสายฝรั่งเศส ทั้งนี้ แอวริลเกิดในเดือนกันยายน

ในระยะวัยรุ่นของเธอ แอวริลได้เขียนเพลงและเล่นกีตาร์ และได้ร่วมร้องเพลงในคณะนักร้องในโบสถ์ งานเทศกาล และงานรื่นเริงประจำปีต่าง ๆ ของเมืองจนกระทั่งเมื่อ “ อองโตนิโอ แอล. เอ. รีด” (Antonio "L.A." Reid) ได้ยินเสียงของแอวริล รีดได้เสนอข้อตกลงให้เธอทำเพลง และเมื่อแอวริลอายุ 16 ปี เธอจึงได้เซ็นสัญญา

ปี 2002 “ Avril Lavigne” แจ้งเกิดในวงการดนตรีกับอัลบัมแรก Let Go ทำยอดขายได้มากกว่า 16 ล้านก๊อปปี้ ในอัลบัมชุดนี้มีเพลงฮิตติดชาร์ทอย่าง "Complicated" ,"Sk8er Boi" และ "I'm With You" อัลบัมชุดนี้ได้ร่วมงานกับ “ คลิฟ แม็กเนซ” (Clif Magness) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของ “ เซลีน ดิออน” (Céline Dion) “ วิลสัน ฟิลิปส์” (Wilson Phillips) และ “ ชีน่า อีสตัน” (Sheena Easton) อีกทั้งเธอยังได้รับรางวัลทางดนตรีมากมาย เช่น เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส (MTV Video Music Awards) จูโน อวอร์ดส (Juno Awards) เวิร์ลด์ มิวสิก อวอร์ดส‎ (World Music Awards) เรดิโอ มิวสิก อวอร์ดส (Radio Music Awards) นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่(Grammys) ถึง 8 รางวัล

สำหรับอัลบัมที่สอง “ Under My Skin” ในปี 2004 ก็สามารถคว้าอันดับ 1 จากอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักรมา ได้และยังประสบความสำเร็จกับ ยอดขายสูงถึง 3 แผ่นเสียงทองคำขาวในอเมริกา (“ Tripple Platinum”) อัลบัมชุดนี้ได้ทำงานกับโปรดิวเซอร์หลายท่าน เช่น บูต์ช วอลเคอร์ (Butch Walker) โปรดิวเซอร์ของเดอะ มาร์วีลัส ทรี (the Marvelous 3) เรน เมดา (Raine Maida) โปรดิวเซอร์ของอาวเวอร์ เลดี้ พีซ (Our Lady Peace) และดอน กิวมอร์ (Don Gilmore) โปรดิวเซอร์ของลินคิน พาร์ค (Linkin Park) และเพิร์ล แจม (Pearl Jam)

เธอเคยขึ้นปกนิตยสารมากมายหลายฉบับ (ไม่ว่าจะเป็นเซเว่นทีน,คอสโมโพลิแทน,แม็กซิม) และในนิตยสาร Canadian Business (2006) เธอขึ้นถึงอันดับ 7 ของชาวแคนนาดาที่มีอิทธิพลในฮอลลีวูด (powerful Canadians in Hollywood) เพลงของเธอจัดจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 32 ล้านอัลบัมทั่วโลก ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2006 เธอได้แต่งงานกับ "เดอริก วิบลีย์" แฟนหนุ่มนักร้องนำวง Sum 41 ในที่ดินส่วนตัวแถบมอนเทซิโต, แคลิฟอร์เนีย[1] ปัจจุบันเธอได้แยกทางกับเดอริกแล้ว โดยประกาศลงทาง myspace ของเธอเองหลังจากอยู่ด้วยกันมากว่า 6 ปี ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับแฟนเพลงของเธออย่างมาก

แอวริล ยังได้พากย์เสียงในการ์ตูนเรื่อง Over the Hedge ในบท Heather และในปี 2007 เธอกลับมาพร้อมกับอัลบัมใหม่ล่าสุด “The Best Damn Thing” ซึ่งเป็นผลงานลำดับที่สามของเธอ โดยอัลบัมใหม่นี้ เธอได้เปลี่ยนรูปแบบการร้องและแนวเพลงไปค่อนข้างมาก เธอกล่าวถึงแนวเพลงในอัลบัมนี้ว่า "เร็ว สนุกสนาน วัยรุ่น ก้าวร้าว มีความเชื่อมั่นสูง แนวดีๆ" เพลง “ Girlfriend” เป็นเพลงที่แอวริลแต่งร่วมกับ Dr.Luke(โปรดิวเซอร์เดียวกับ Kelly Clarkson) และได้ถูกเลือกให้เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบัม “The Best Damn Thing” นอกจากนั้น เธอยังได้ร้องเพลง "Keep Holding On" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Eragon(2006)




I Will Be







3. Sum 41






Sum 41 เป็นวงร็อกจากอะแจกซ์ รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดาที่ก่อตั้งวงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 มีสมาชิกปัจจุบันคือ เดอริก วิบลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์ริธึม) เจสัน แม็กแคสลิน (กีตาร์เบส ร้องประสาน), สตีฟ ค็อกซ์ (กลอง ร้องประสาน) และ ทอม แทกเกอร์ (กีตาร์ลีด ร้องประสานและคีย์บอร์ด)

ในปี ค.ศ. 1999 วงได้เซ็นสัญญากับค่ายระัดับนานาชาติอย่างไอแลนด์เรเคิดส์ จากนั้นมีผลงานสตูดิโออัลบั้ม 4 ชุด ซึ่งทุกชุดได้รับแผ่นเสียงทองคำขาวในแคนาดา[2] อัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดคืออัลบั้มชุด All Killer No Filler ที่ได้รับ 3 แผ่นเสียงทองคำขาวในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา มีซิงเกิ้ลดังอย่าง "Fat Lip" ที่ติดชาร์ตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดโมเดิร์นร็อกชาร์ต ถือเป็นซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของวงส่วนซิงเกิ้ลที่ 2 จากอัลบั้มนี้ "In Too Deep" ติดท็อป 10 บนโมเดิร์นร็อกชาร์ต

วงได้ออกแสดงมากมายมากกว่า 300 ครั้งในแต่ละปีและมีทัวร์รอบโลกอันยาวนาน ส่วนมากจะยาวมากกว่า 1 ปีพวกเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจูนและได้รับรางวัล 2 ครั้ง (กลุ่มแห่งปี ในปี 2002 และอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม ในปี 2005 จากชุด Chuck) พวกเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าิชิงรางวัลแคนาเดียนอินดีเพนเดนต์มิวสิกอ วอร์ดส 3 ครั้ง และในปี 2004 พวกเขาได้รับรางวัลวูดี สำหรับเพลง "The Good Woodie (Greatest Social Impact)" พวกเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าิชิงรางวัลเคอร์แรง ในปี 2003 สำหรับสาขาการแสดงสดยอดเยี่ยม

Best Of Me










4. My Chemical Romance




มาย เคมิคอล โรแมนซ์ (My Chemical Romance) เป็นวงร็อกอเมริกันจาก นิวเจอร์ซีที่ก่อตั้งวงในปี ค.ศ. 2001 ประกอบด้วย เจอราร์ด เวย์ (Gerard Way) นักร้องนำ, แฟรงค์ ไอเอโร (Frank Iero) มือกีตาร์, เรย์ โตโร (Ray Toro) มือกีตาร์, บ็อบ ไบรเออร์ (Bob Bryar) มือกลอง และ ไมค์กี้ เวย์ (Mikey Way) มือเบส ซึ่งขณะนี้ได้ออกจากวงชั่วคราว เพื่อไปฮันนีมูนกับภรรยา (อลิเชีย ซิมมอนส์)

สมาชิกใน The Black Parade World Tour <<< เพลง

* แมต คอร์เทซ (Matt Cortez) - มือเบสชั่วคราว (แทนไมค์กี้) (2007-ปัจจุบัน)
* เจมส์ ดีวีส์ (James Dewees) - คีย์บอร์ด (2007-ปัจจุบัน)
ซิงเกิ้ล (Singles)

* 2002 - Vampires Will Never Hurt You
* 2003 - Honey, This Mirror Isn't Big Enough for the Two of Us
* 2004 - Headfirst for Halos (ไม่มีมิวสิกวีดิโอ)
* 2005 - I'm Not Okay (I Promise) (มี 2 เวอร์ชัน)
* 2005 - Helena
* 2005 - The Ghost of You
* 2005 - Under Pressure ร่วมงานกับ เดอะ ยูสด์ (The Used)

เวอร์ชันเดิมโดย Queen และ David Bowie

* 2006 - Welcome to the Black Parade
* 2007 - Famous Last Words
* 2007 - I Don't Love You
* 2007 - Teenagers

สมาชิกวง

Gerard Way [นักร้อง]

* ชื่อจริง: เจอราร์ด อาร์เธอร์ เวย์ (Gerard Arthur Way)
* เกิดเมื่อวันที่: 9 เมษายน ปี 1977
* สถานที่เกิด: เบลเลอวิลล์, นิว เจอร์ซีย์
* สถานะในวง: นักร้องนำ
* ปีที่อยู่ในวง: 2001-ปัจจุบัน
* เครื่องดนตรีที่เล่น: เคยหัดเล่นกีตาร์แต่ไม่สำเร็จ
* บิดามาจากสก็อตต์แลนด์ ส่วนมารดามาจากอิตาลี
* เคยศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนศิลปะเกี่ยวกับการวาดภาพ (The School of Visual Arts) ในกรุงนิวยอร์ก
* เขาแต่งงานกับ Lindsey Ann Ballato มือเบสวง Mindless Self Indulgence เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2007
* เขาอยู่ในเหตุการณ์ตึก World Trade Center ถล่มเมื่อปี 2001 นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขาก่อตั้งวงขึ้นมา
* สัตว์ที่ชอบคือ ค้างคาว
* เขาเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์
* เมื่อตอนที่ Usher ศิลปิน R&B พบกับเขา Usher เรียกเขาว่า Steve

* ชื่อจริง: ไมเคิล เจมส์ เวย์ (Michael James Way)
* เกิดเมื่อวันที่: 10 กันยายน ปี 1980
* สถานที่เกิด: นิวอาร์ก, นิว เจอร์ซีย์
* สถานะในวง: มือเบส
* ปีที่อยู่ในวง: 2001-2007
* เครื่องดนตรีที่เล่น: เบส
* เป็นน้องชายของเจอราร์ด
* เขาแต่งงานกับ Alicia Simmons เน็ตไอดอลและ World Most Hatest Crew จาก http://www.buzznet.com เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2007
* ออกจากวงชั่วคราว เพื่อไปฮันนีมูนกับภรรยา (ไม่ทราบระยะเวลาแน่ชัด)[5])
* สัตว์ที่ชอบคือ ยูนิคอร์น
* ทุกวันคริสต์มาสเขาและพี่ชายจะมาดูภาพยนตร์เรื่อง Dawn of the dead ด้วยกัน
* เพื่อนสนิทของภรรยาของเขา Alicia Simmons มีชื่อว่า Sarah Dope ซึ่งมีเชื้อชาติไทย
* เพลงที่ทำให้เขาอยากรว่มวงก็คือเพลง Cubicles
* อาหารโปรดของเขาคือ ข้าวปั้น


Frank Iero [กีต้าร์1]


- มือกีตาร์ทำนอง, ร้องแบ็กอัพ (2002-ปัจจุบัน)

* ชื่อจริง: แฟรงค์ แอนโธนี่ ไอเอโร (Frank Anthony Iero)
* เกิดเมื่อวันที่: 31 ตุลาคม ปี 1981
* สถานที่เกิด: เบลเลอวิลล์, นิว เจอร์ซีย์
* สถานะในวง: มือกีตาร์ทำนอง, ร้องแบ็กอัพ
* ปีที่อยู่ในวง: 2002-ปัจจุบัน
* เครื่องดนตรีที่เล่น: กีตาร์
* เป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในวง
* ตอนเรียนอยู่วิทยาลัย เขาเคยเล่นดนตรีอยู่ในวงเพนซี่ เพร็บ (Pencey Prep)
* หลังจากที่แมตออกจากวงไป แฟรงค์ยังคงติดต่อและเป็นเพื่อนกับเขาอยู่
* เขาแต่งงานกับ Jamia Nestor คู่หมั้นที่คบกันมาเป็นเวลานานเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2008

Ray Toro [กีต้าร์2]

* ชื่อจริง: เรย์มอนด์ มานูเอล โตโร-ออร์ติซ (Raymond Manuel Toro-Ortiz)
* เกิดเมื่อวันที่: 15 กรกฎาคม ปี 1977
* สถานที่เกิด: นิวอาร์ก, นิว เจอร์ซีย์
* สถานะในวง: มือกีตาร์หลัก, ร้องแบ็กอัพ
* ปีที่อยู่ในวง: 2001-ปัจจุบัน
* เครื่องดนตรีที่เล่น: กีต้าร์
* ศิลปินที่ชอบ: Queen, Metallica, Megadeth, และ Slayer
* เขาใส่คอนแทคเลนส์

Bob Bryar[กลอง]

* ชื่อจริง: โรเบิร์ต นาธาเนียล ไบรเออร์ (Robert Nathaniel Bryar)
* เกิดเมื่อวันที่: 31 ธันวาคม ปี 1979
* สถานที่เกิด: ชิคาโก, อิลลินอยส์
* สถานะในวง: มือกลอง
* ปีที่อยู่ในวง: 2004-ปัจจุบัน
* เครื่องดนตรีที่เล่น: กลอง
* ก่อนที่จะมาอยู่ในวงเคยทำงานเป็นช่างเทคนิกเสียง (Soundtechniker) ของวงเดอะ ยูสด์ (The Used)
* และก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับ My Chemical Romance หรือ The Used เขาเคยทำงานเป็นมือกลองของ Disneyland



Helena















5. Sabrina


เพลง Wake Me Up When September Ends

Summer has come and passed,
The innocent can never last,
Wake me up when September ends.


ฤดูร้อนได้ผ่านเข้ามาแต่แล้ว..ก็ผ่านไป
เปรียบกับคนเราที่ยังคงความไร้เดียงสาไว้อยู่เสมอ
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..

Like my fathers come to pass,
Seven years has gone so fast,
Wake me up when September ends.


เฉกเช่นเดียวกันคุณพ่อของฉันที่มีชีวิตอยู่..
แล้ววันนึงท่านก็จากไป..เวลา 7 ปีช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง

Here comes the rain again,
Falling from the stars,
Drenched in my pain again,
Becoming who we are.

สายฝนร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง..
สายฝนที่โปรยปรายลงมาจากดวงดาว
มันทำให้ความปวดร้าวในใจของฉันเปียกปอนอีกครั้ง
และสิ่งนี้แหละที่ทำให้เราเป็นเราจวบจนวันนี้

As my memory rests,
But never forgets what I lost,
Wake me up when September ends.

ในความทรงจำของฉันที่ยังเหลืออยู่..
ฉันเองไม่เคยลืมเลือนเลย..ว่าฉันสูญเสียอะไรไปบ้าง
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..

Summer has come and passed,
The innocent can never last,
Wake me up when September ends,

ฤดูร้อนได้ผ่านเข้ามาแต่แล้ว..ก็ผ่านไป
เปรียบกับคนเราที่ยังคงความไร้เดียงสาไว้อยู่เสมอ
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..

Ring out the bells again,
Like we did when Spring began,
Wake me up when September ends.

เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง,
เหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิ เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..

Here comes the rain again,
Falling from the stars,
Drenched in my pain again,
Becoming who we are.

สายฝนร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง..
สายฝนที่โปรยปรายลงมาจากดวงดาว
มันทำให้ความปวดร้าวในใจของฉันเปียกปอนอีกครั้ง
และสิ่งนี้แหละที่ทำให้เราเป็นเราจวบจนวันนี้


As my memory rests,
But never forgets what I lost,
Wake me up when September ends.

ในความทรงจำของฉันที่ยังเหลืออยู่..
ฉันเองไม่เคยลืมเลือนเลย..ว่าฉันสูญเสียอะไรไปบ้าง
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..

Summer has come and passed,
The innocent can never last,
Wake me up when September ends.

ฤดูร้อนได้ผ่านเข้ามาแต่แล้ว..ก็ผ่านไป
เปรียบกับคนเราที่ยังคงความไร้เดียงสาไว้อยู่เสมอ
ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..


Like my fathers come to pass,
Twenty years has gone so fast,



เฉกเช่นเดียวกับคุณพ่อของฉันที่มีชีวิตอยู่
แล้วท่านก็จากไป..เวลา 20 ปี ช่างผ่านไปไวเหลือเกิน


Wake me up when September ends.
Wake me up when September ends.
Wake me up when September ends.



ปลุกให้ฉันตื่นหลังเดือนกันยายนสิ้นสุดลง..



******************************************





ส่วนเพลงนี้ผมภูมิใจเสนอมากครับ เพลงนี้เป็นเพลง Wake Me Up When September Ends ซึ่งเป็นของ Green Day ตามข้างต้นนั้น แต่ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นของ Sabrina ในชุดอัลบั้ม '' I Love Acoustic ''

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเพลง So Sick ของนีโย่ หรือเพลง You’re Beautiful ของเจมส์ บลังค์ ในเวอร์ชั่นของสาวเสียงใสจากอัลบั้ม I Love Acoustic มาเเล้ววันนี้เรามารู้จักสาวคนนี้กัน เธอชื่อ Sabrina สาวน้อยวัย 18 ปี มีความสามารถทั้งการร้องเพลง เต้น เเละเล่นดนตรีได้หลายชนิด เป็นนักร้องชาวฟิลิปปินส์

ที่กำลังโด่งดังที่สุดตอนนี้ กับอัลบั้มคัพเว่อร์เพลงสุดไพเราะ ในอัลบั้มที่ชื่อว่า I Love Acoustic ที่ทำให้เธอเเจ้งเกิดมาหลายที่เเล้วรวมทั้งประเทศไทย หลายๆคนก็ให้การตอบรับกับอัลบั้มนี้เป็นอย่างดี วัดได้จากสั่งจองที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเเฟนๆคนไทย ผมก็หนึ่งในนั้นละครับ คนอะไรก็ไม่รู้ สวยแล้วยังร้องเพลงเพราะอีก หุหุ

เวลาผมฟังเพลงนะครับผมไม่ได้ชอบที่นักร้องหรอก แต่ชอบเสียงในการร้อง ถ้าเสียงดีแล้วหน้าตาดีด้วย อืม ผมว่าไปกันได้ใหญ่เลย แต่ต้องยอมรับเลยครับว่าผลงานเพลงของ Sabrina เสียงใสๆทุกเพลง และเธอก็ยังเป็นชาวเอเชียอีกด้วย

ส่วนเพลง Wake Me Up When September Ends เพลงนี้พี่บิลลี่ โจ นักร้องนำวงกรีนเดย์ เขาแต่งเพื่อเป็นการระลึกถึงพ่อเขาที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ตอนที่เขายังอายุได้ 10 ขวบ
ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกว่าได้สูญเสียความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาในวัยเด็กของเขาไป เขาจึงมีความรู้สึกที่เจ็บปวด
กับเดือนนี้มาก สำหรับผมในเดือนกันยาที่ผ่านมาทั้งปีนี้และปีที่แล้ว (เป็นมันซะสองปีซ้อนเลย ปีหน้าขอ
อย่า มีอีกแล้วกัน ไม่อยากทำแฮกทริค) ผมเองก็รู้สึกกับเรื่องราวที่ไม่ดีที่ผ่านเข้ามามากๆในช่วงเดือนนี้เหมือนกัน เลยนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา

ความจริงก็มีหลายวงนะครับที่ผมชื่นชอบความสามารถและพรสวรรค์ในการร้องและการแต่งเพลง แต่ขอแนะนำเพียงเท่านี้ก่อน ซึ่งแต่ละวงจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป

ปล. มีความสุขทุกๆคนนะครับ


http://pomsaung.hi5.com





Sabrina - I Love Acoustic


เพลงอะคูสติกเพราะๆครับ

1. A Thousand Miles
กดตามลิงค์ครับ

2.Irreplacable
กดตามลิงค์ครับ

3. So Sick
กดตามลิงค์ครับ

4. Out Of Reach
กดตามลิงค์ครับ

5. Way Back In To Love
กดตามลิงค์ครับ

6. She Will Be Loved
กดตามลิงค์ครับ

7. Home
กดตามลิงค์ครับ

8. Superman
กดตามลิงค์ครับ

9. You're Beautiful
กดตามลิงค์ครับ

10. Hero
กดตามลิงค์ครับ

11. You And Me
กดตามลิงค์ครับ

12. My Guardian Angel
กดตามลิงค์ครับ

13. I'm With You
กดตามลิงค์ครับ

14. Wake Me Up When September Ends
กดตามลิงค์ครับ

15. Perfect
กดตามลิงค์ครับ

16. The Reason
กดตามลิงค์ครับ

17. Umbrella
กดตามลิงค์ครับ




Green Day Pictures, Images and Photos

Sabrina - Wake Me Up When September Ends






http://pomsaung.hi5.com




 

Create Date : 13 มีนาคม 2553
8 comments
Last Update : 20 กรกฎาคม 2553 15:46:28 น.
Counter : 1026 Pageviews.

 

 

โดย: หมาอมฮอลล์ 13 มีนาคม 2553 4:00:08 น.  

 



สวัสดีคะ แวะมาทักทายในวันหยุด มีความสุขนะคะ

 

โดย: หน่อยอิง 13 มีนาคม 2553 13:07:19 น.  

 

ท่าทางจะชอบพั้งค์นะครับเนี่ย ส่วนผมชอบวง Led Zeppelin กับ Metallica ครับ

 

โดย: komyooth 19 มีนาคม 2553 10:21:09 น.  

 

เจ๋งคับ สวยดี

 

โดย: Jame777 IP: 183.89.25.202 19 มีนาคม 2553 12:31:08 น.  

 

สุดยอด เจ๋งมั่ก ๆ คับ

 

โดย: Hids Green Day Club IP: 58.9.192.138 31 มีนาคม 2553 23:31:15 น.  

 

มาฟังเพลงเพราะ ๆ เย็น ๆ แก้ร้อน (รุ่ม ) จ้า แล้วอ่านเม้นท์ออกหรือเนี่ยมืดตึ๊บ green

 

โดย: tuk-tuk@korat 7 เมษายน 2553 15:07:00 น.  

 

ชอบ..ชอบ.. คร๊า

 

โดย: ><" IP: 192.168.0.6, 58.8.107.174 29 เมษายน 2553 4:12:25 น.  

 

ขอบบคุณมากคับกับวงต่างๆที่แน่ะนำมาจะโหลดมาใส่เครื่ิองให้หมดเลย thank you

 

โดย: kaojing- anarchy IP: 114.137.202.230 14 พฤษภาคม 2553 22:52:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


หมาอมฮอลล์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




พังค์ไม่มีวันตาย