ณรงค์ ภัทรขวัญ ขออภัยในความไม่สวยงาม มือใหม่ครับ
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
19 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 

Plant' s party 2008

คิดถึงเพื่อน ๆทุกคนนะ เสียดายที่ไปร่วมงานไม่ได้

ไอ้ยุทธมรึงไม่มีตังค์ซื้อที่โกนหนวดหรือวะ หรือมรึงจะเป็นพระเอก จำเลยรัก

ไอ้เอกมรึงเมาแล้วเหรอ

nocomment

เล็ก กะ อ๋อ (เล็กไปทำอะไรมาขาวกว่าตอนเรียนตั้งเยอะ)

ยุทธ กะ ดาว (ไอ้ยุทธกรูว่ามันต่างกันเกินไปว่ะ ดีแล้วที่ดาวแต่งงานกับเด็กวิศวะ)

จีน

อุ๋ย กะ แอ๋ม (แอ๋มใครบังคับให้ร้องเพลงหรือเปล่านี่)

ก้อย กะ เล็ก

คนนี้ใครจำไม่ได้(เห็นบอกชื่อนุ้ย แล้วนุ้ยไหนฟะ)

ไอ้เอกคราวหน้า กรูจะไปกินเหล้ากะมรึง ได้จตุรเทพไปครบคงดีนะ(มด เอก กล้วย เจี๊ยบ )

เอ๋ กะ ก้อย

เพื่อนเราหรือนี่ จำแทบไม่ได้ทั้ง 2 คน( ดาว กะ เป็ด)

เพื่อนเราสวย ๆเยอะเหมือนกันแฮะ(ไอ้ยุทธมีใครยังโสดมั่งวะ)

ถ้ารวมกันอีกส่งข่าวบ้างเน้อ





 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2551
54 comments
Last Update : 19 เมษายน 2551 21:32:12 น.
Counter : 5883 Pageviews.
Share to Facebook

 

มด หวัดดี
จำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย
ขาวขึ้นหรือเปล่า
แต่ที่แน่ๆ อ้วนขึ้นชัวร์เลย
คิดถึงเหมือนกัน
เราเอง
หนูนา

 

โดย: หนูนา IP: 86.135.201.210 26 กุมภาพันธ์ 2551 7:06:42 น.  

 

สวัสดีจ้าหนูนาเล่นเน็ตแต่เช้าเลยนะ

 

โดย: มด IP: 202.149.25.241 26 กุมภาพันธ์ 2551 8:11:55 น.  

 

Hello, Mod

Do you remember me? You are looking good naja

So sorry, I cannot type in Thai WA.

So miss you guys!!!!!!!

I very very want go to Thailand and see all you ......



ngeng

 

โดย: Ngeng IP: 61.88.131.155 26 กุมภาพันธ์ 2551 9:53:17 น.  

 

หน้าตาหื่นกามมากวะ

 

โดย: อิฐ IP: 58.8.128.227 26 กุมภาพันธ์ 2551 12:30:42 น.  

 

มด มีเบอร์มือถือให้ติดต่อหรือเปล่า รู้สึกว่าอ้วนขึ้นนะ

 

โดย: ฮิม IP: 58.8.192.119 26 กุมภาพันธ์ 2551 20:39:11 น.  

 

แหม เมิง นะ เมิง... ไอ่ คน ในเครื่องแบบ

กูอุตสาห์ ไปลากใครต่อใคร มาให้เชือดถึงBlog

หันกลับมาดูอีกที แหม.. เมิงล่อกรูซะหลายดอกเลยนา

แล้วเมิงจะถามทำไม ใครยังโสด

มรึงคิดว่าคนที่ไม่โสดเขาจะมีเวลากันยังงี้เร๊อออ ฮ่า ฮ่า...

ไปหาเบอร์โทรของทุกคนที่ WebGroup ของอุ๋ย(คลุมไข่) เอาเองนะเว๊ยยย มีครบหมดแหละ

 

โดย: ยุทธ - ตู้เย็น.... IP: 203.170.228.168 26 กุมภาพันธ์ 2551 23:39:26 น.  

 

แหมเปลี่ยนชื่อเป็น ยุทธ-ตู้เย็นเลยนะเมิง

กัดเล่นพอเจ็บ ๆ น่ะ

hello GNENG
I MISS YOU TOO .


โธ่ ไอ้ อิฐ เดี๋ยวกรูจะหารูปหื่นๆของเมิงมาลงมั่ง
มาว่าตรูว่าหื่น ได้ข่าวว่าแฟนหล่อเหรอเมิง

สวัสดี ฮิม สบายดีมั้ยไม่เจอกันเป็น 10 ปีเลยนะ
โพสรูปมาให้ดูบ้างซิว่าน่าตาเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
กลัวจะจำกันไม่ได้
เราน้ำหนักมากกว่าตอนเรียน ตั้ง 17 กก.แน่ะ

 

โดย: narongmod 27 กุมภาพันธ์ 2551 16:39:12 น.  

 

หวัดดีมด หายไปเลยนะแก ไหนว่าอยู่เมืองชลไม่ยักเจอกัน
ชั้นยังโสดหวะ แต่ชั้นไม่ขอเพื่อน ขอโทษทีนะ
เคล็ดลับหาแฟนน่ารัก แกถามฮิมดิ ฮิ ๆ ฮิๆ

ไว้ว่าง ๆ โทรมาดิ แล้วเจอกัน

 

โดย: ก้อย IP: 222.123.104.71 27 กุมภาพันธ์ 2551 21:28:36 น.  

 

เจริญพรทุกท่าน

ประสกมดใส่ชุดนี้แล้ว หน้าตาดีขึ้นมาเยอะเลย

เพิ่งรู้นะนี่ นอกจากงานการเมืองแล้ว ท่านยุทธยังรับจ๊อบเป็นพระเอกจำเลยรัก....

หมั่นสั่งสมบุญกุศลกันบ้างนะโยม ... โดยเฉพาะสี่จตุรเทพน่ะ

บัญชีเหล้าน่ะ มันแซงบัญชีบุญแล้ว หักดิบกันเถอะ

เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลานมันดู

เด็กรุ่นหลังน่ะ มันเรียกปู่ เรียกยายกันแล้ว ...

วันนี้มาทักทายพอเจ็บๆ คันๆ ไม่เอาเป็นเอาตาย

อาตมาไปล่ะ ได้เวลาจำวัตรละ

 

โดย: คนกวาดวัด IP: 124.121.187.99 28 กุมภาพันธ์ 2551 1:08:50 น.  

 

หลวงพี่ต้นส่งรูปมาให้ดูบ้างสิครับ
คิดถึงนะครับ

 

โดย: มด IP: 118.174.82.147 28 กุมภาพันธ์ 2551 9:15:24 น.  

 

ไอ้คนที่ชื่อ ยุทธ ตู้เย็น มันคือใครว่ะ ช่วยบอกหน่อยซิ

 

โดย: ฮิม IP: 58.8.193.179 28 กุมภาพันธ์ 2551 21:33:38 น.  

 

ไอ้ยุทธ-ตู้เย็นก็คือไอ้คนที่ถ่ายรูปคู่กะดาว
แล้วมันแตกต่างกันราวฟ้ากะเหวไง

 

โดย: แอบ มากัดไอ้ยุทธ IP: 118.174.41.239 29 กุมภาพันธ์ 2551 14:48:13 น.  

 

อ่ะ ไอ่ ท่านต้น ผมจะติดต่อ ท่านได้อย่างไร วานบอก

ถ้าไม่สะดวก ก็ ติดต่อ หา กระผม หน่อย สิ ครับ

ติดต่อ ผ่าน Hi5 ไม่ เอา นะ ท่าน นะ

chaiyuth_s@hotmail.com

 

โดย: ยุทธ 1100XX IP: 202.91.19.192 5 มีนาคม 2551 21:53:47 น.  

 

เจริญพร โยมยุทธ ,โยมสกมด และเพื่อนๆ ทุกท่าน

อาตมาขอเอาบุญมาฝากทุกท่าน

หลายวันนี้ ข่าว Hi5 ทำเอาพระสงฆ์องค์เจ้ากระทบกระเทือนหนักเลยทีเดียว

อาตมาเองก็พลอยต้องมาตอบคำถามของญาติโยมไปด้วย

ส่วนที่โยมยุทธพูดมาก็ดีแล้วล่ะ อาตมาก็ขอโอกาสนี้ให้มุมมองส่วนตัวสักเล็กน้อย

ก่อนเอยเลย เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ตาม

ประการที่หนึ่ง หลักการพิจารณาปัญหา ต้องไล่ลำดับก่อนว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาแบบใด

1) ผิดศีล
2) ผิดธรรม
3) ผิดจารีตประเพณี
4) ผิดกฎหมายบ้านเมือง

ประการที่สอง ต้องแยกแยะก่อนว่า นั่นเป็นปัญหาตัวบุคคล หรือตัวองค์กร เพราะถ้าเอามาปนกัน เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น ฝรั่งจับคนไทยไปขโมยของได้ที่เมืองนอก แล้วฝรั่งบอกว่าคนไทยทั้งประเทศนั้นขี้ขโมย อย่างงี้ถูกหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ถูก เพราะยังมีคนไทยที่ดีๆ อีกตั้งหกสิบกว่าล้านคนที่ไม่ได้เป็นขโมย

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต้องระวัง อย่าปนกัน

กรณีพระเล่น Hi5 น่ะ เป็นกรณีตัวบุคคล

สาเหตุก็เกิดจากหลายอย่าง เช่น บางทีบวชเข้ามาแล้ว

เขาบวชแค่ 7 วัน ยังติดนิสัยฆราวาสอยู่เลย แล้วไม่ก่อเรื่องขึ้นพอดี คนทั้งประเทศเห็นข่าว ก็จะเหมาทันทีว่าพระทั้งหมดไม่ดี อันนี้ก็ต้องบอกว่าเกินไป พระมีตั้งสามแสนกว่ารูป ถ้าคิดว่าแย่หมดทุกรูป ก็ต้องบอกว่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไป


อีกอย่างก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ข่าวบ้านเรา เมื่อตีข่าวแล้ว ถ้าจะไม่ให้จบง่ายๆ ต้องเอาเรื่องตัวบุคคมาตีกระทบองค์กร เหมือนกับที่เวลาจะตีข่าวพระ สื่อก็จะตีรวมกระทบทั้งองค์กร เพราะว่าทำให้คนมีคนสนใจมาก ถ้ากระทบแค่คนสองคน เรื่องก็จบไว ขายข่าวได้น้อย ก็เป็นเรื่องในวงการสื่อที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ ใครตกเป็นเหยื่อสื่อล่ะก็ เรื่องไม่จบง่ายๆ หรอกๆ แล้วก็เป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียวด้วย

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ต้องชี้แจงก่อนว่า เวลาฟังข่าวพระ ก็อย่าเหมารวมทั้งองค์กรล่ะ เพราะพระที่ตั้งใจทำงานยังมีอีกเยอะ แต่สื่อไม่ค่อยจะเอามาลงกัน

สำหรับอาตมาเพิ่งรู้จักเว็บ Hi5 ก็ตอนที่เป็นข่าวนี่ล่ะ

ส่วนใหญ่เวลาใช้เน็ต ก็จะใช้เฉพาะตอนหาข้อมูลเขียนหนังสือ

ส่วนที่มาเจอเว็บบลอกของโยมมด ก็ตอนที่เสิร์ชกูเกิล แล้วมีชื่อโยมมดไปปรากฏในนั้น ก็เลยถึงได้คลิกเข้ามาดูด้วยความบังเอิญ

ส่วนที่อาตมาขาดการติดต่อไป ก็เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการศึกษาพระธรรมวินัย เผลอแป๊บเดียวก็สิบกว่าพรรษาแล้ว ก็ตั้งใจว่าค้นคว้าธรรมะอะไรมาได้ก็จะพยายามนำเสนอสู่สังคมในรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าถึงและทำความเข้าใจ ไม่อย่างงั้นสังคมคงหาความสงบสุขได้ยาก

ในขณะที่สังคมภายนอกมันล้อมรอบด้วยปัญหา 24 ชั่วโมง แต่ญาติโยมมีพื้นที่ในใจให้ธรรมะปีละไม่กี่นาที ก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันที่จะตีตื้นขึ้นมา

งานฟื้นฟูศีลธรรมจึงเป็นงานที่จะทำได้แค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องทำต่อไป เพราะจริงๆ มันเป็นงานสร้างคน ซึ่งในทางปฏิบัติ พระจะต้องประสานกับพ่อแม่ ครูอาจารย์ แต่เนื่องจากการทำงานในยุคนี้ เราไม่ได้ทำในขณะที่ศีลธรรมเป้นปกติ แต่ทำในขณะที่สังคมเจ๊งไปเยอะแล้ว ก็เลยมีงานต้องทำตามหลังปัญหาเต็มไปหมด

สิ่งที่อาตมาพอทำให้สังคมได้ในฐานะที่ฉันข้าวญาติโยมก็คือทำหนังสือธรรมะออกมาในนามที่เป็นกลาง อ่านแล้วไม่เกิดอคติต่อกัน

หนังสือเล่มหนึ่งที่หมดเวลารวบรวมข้อมูลค้นคว้าอยู่หลายปี ก็คือ "ครอบครัวอบอุ่น" ก็รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่พ่อแม่ และการดูแลครอบครัว

ถ้าโยมยุทธเห็นหนังสือเล่มนี้เมื่อไหร่ นั่นก็คือสิ่งที่อาตมาพอจะทำอะไรให้สังคมได้บ้าง ก็หวังว่าจะทำให้คนทั่วไปเห็นอีกด้านหนึ่งของสงฆ์ที่ตั้งใจทำงาน แล้วก็ยื่นมือมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แล้วการแยกแยะระหว่างตัวกรณีปัญหาบุคคลกับตัวองค์กรก็จะได้ชัดเจน ไม่งั้นมีข่าวทีไร พระที่ตั้งใจทำงานตกเป็นเหยื่อสังคมไปด้วยทุกที

แต่ก็อย่างว่าล่ะ ชะตาชีวิตพระ ซึ่งมีหน้าที่เป็นครูสอนศีลธรรมของสังคม หนีไม่พ้นการถูกเข้าใจผิดอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เข้าใจชัดเจนว่า งานของพระในส่วนที่ตั้งใจทำเพื่อสังคมน่ะ มีประโยชน์อย่างไร ลองหาหนังสือเรื่อง "ครอบครัวอบอุ่น" มาอ่านดูสิ แล้วจะรู้ว่าอาตมาไม่ได้หมดเวลาไปเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวนะ แต่ยังทำมาเผื่อเพื่อนๆ ทุกคนและสังคมด้วย

เป้าหมายของความพยายามตรงนี้ก็คือ ต้องการได้สังคมที่สงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม มิฉะนั้น ปัญหาภายนอกวัด มันก็จะบีบคั้นเข้าไปถึงในวัดเลยล่ะ

ยกตัวอย่างง่ายๆ


สามีภรรยาเตียงหักกลายเป็นปัญหาหย่าล้าง ต่างคนต่างก็เอาปัญหาไปหาพระ

พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น ลูกเสียผู้เสียคน พ่อแม่กลุ้มใจเรื่องลูก ก็เอาปัญหาไปหาพระ

เศรษฐกิจตกต่ำ หนี้สินรุงรัง กลุ้มใจเรื่องเศรษฐกิจก็เอาปัญหาไปหาพระ

สิบกว่าปีมานี้ เห็นภาพรวมของปัญหาเหล่านี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

จนต้องรวบรวมข้อมูลทำเป็นหนังสือครอบครัวอบอุ่น นั่นแหละ ก็หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่สาเหตุได้ เพราะว่าถ้าครอบครัวอบอุ่นแล้ว อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมที่ดีในบ้าน ก็จะช่วยลดปัญหาสังคมไปได้อีกเยอะ ปัญหาของชาวโลกจะได้ไม่รุมเร้าเข้าไปในวัดมากนัก พระจะได้นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องห่วงสังคม

ชีวิตพระดูเผินๆ เหมือนตัวคนเดียว แต่ที่ไหนได้แบกภาระปัญหาของสังคมเอาไว้ทั้งหมดนั่นล่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรที่ตอบแล้วไม่ทั่วถึง โยมยุทธลองดูภาพรวมของข้อมูลจากหนังสือครอบครัวอบอุ่นได้ แม้แต่หลักคิดเรื่องปัญหา Hi5 ก็มีอยู่ในเล่มนี้ล่ะ

เลือกเล่มที่มีนามปากกาว่า ส.ผ่องสัวสดิ์ นะ

นั่นแหละคือหนึ่งในงานที่อาตมาใช้เวลารวบรวมและเรียบเรียงคำสอนของการแก้ปัญหาญาติโยมตลอด 30 ปีของหลวงพ่อที่วัด ออกมานำเสนอสู่สังคม

ทำเล่มนี้ออกมา ก็หวังใช้เป็นคำตอบสำหรับปัญหาพระพุทธศาสนาไปในตัวด้วยว่า การบวชนั้นได้อะไร

ส่วนหนึ่งของการบวชก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้ล่ะ ลองไปอ่านดูแล้วกัน

อนุโมทนา


ปล1. โยมมด อาตมาว่านะ ข่าว Hi5 ดังขนาดนี้ อาตมาไม่กล้าส่งรูปมาให้โยมมดลงเน็ตหรอก...เดี๋ยวจะดังแบบมีคนจัดให้อีก......

ปล. 2 ถ้าโยมมดเบื่อๆ ก็ไปที่เว็บนี้ได้นะ //www.dmc.tv





ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา

ความอดทนเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสอย่างยิ่ง

 

โดย: คนกวาดวัด IP: 124.121.186.76 8 มีนาคม 2551 2:03:35 น.  

 

ดีใจ จริงๆ ว่ะครับ ไอ้ท่านต้น
ทุกวันนี้คิดถึงท่านบ่อยๆ บ่อยกว่าคิดถึงสาวๆบางคนอีกนะเฮ๊ยยย ทำเป็นเล่นไป
คิดถึงสมัยเรียนจริงๆว่ะครับ ถ้าจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์/ความคิด/ความเห็นกับท่านแบบExclusiveได้อย่างเคยก็แจ๋วเลย 10กว่าปีมานี้ มีอะไรเยอะแยะตาแป๊ะไก๋ แต่มันหาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ อันนี้ท่านน่าจะพอเข้าใจ

อ๊ะ อ๊ะ บอกก่อนว่าไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากมาย ถึงกะจะต้องไปรบกวนพระสงฆ์องค์เจ้า ปัญหาน่ะมีแน่แต่เอาอยู่น่ะ ลำบากนิดหน่อย ก็ชีวิตมันก็แบบนี้ อิทิปัจจัยตา น่ะ

เรื่องHi5 ก็อย่าคิดมาก แซวพระแบบอิมเทรนด์น่ะท่าน(อันที่จริงมันตกเทรนด์ไปพักใหญ่แล้ว)

ส่วนหนังสือที่ท่านแนะนำมา ก็สารภาพตามตรงว่ายังไม่เห็นแต่เบาะแสให้มาขนาดนี้แล้ว รับรอง หนีคุณละม่อมไม่พ้นแน่

ปล.
1. ท่านต้องสำรวมกว่านี้หน่อยนาาาา หนังสือไม่แตกนะเนี่ย สะกดผิดบานเชียววว ฮ่า ฮ่า ฮ่า อ่ะเข้าจายยย ยินดีมากล่ะสิเนี่ยเจอเพื่อน"เชี่ยๆ"อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

2. ขอบใจนะเว๊ยยย พณฯ ณรงค์ ผัน-ทะ-ระ-ควัด

 

โดย: ยุทธ 1100XX IP: 202.91.19.205 8 มีนาคม 2551 15:54:20 น.  

 

สาธุ ผมภูมิใจมากที่มีเพื่อนอย่างพระคุณท่านต้น แล้วผมจะหาหนังสือ ครอบครัวอบอุ่นมาอ่านนะครับ
มีอะไร ก็มาเตือนสติกันบ่อย ๆนะครับ

เอ่อไอ้ยุทธกรูก็ภูมิใจในตัวมรึงด้วเหมือนกันนะไอ้ข่าวว่าซื้อบ้านราคาตั้งหลายล้านแน่ะ(นิตบอก)
แต่มรึงช่วยลากไอ้เอกมันเข้ามาทักทายกันในนี้หน่อยซีวะหรือมันเล่นเน็ตไม่เป็นวะเนี๊ยะ

 

โดย: มด IP: 202.149.25.225 9 มีนาคม 2551 4:05:25 น.  

 

Photobucket>
สำหรับท่านทั้งสอง
ภาพไม่ชัดเดี๋ยวสแกนใหม่

 

โดย: มด IP: 202.149.25.225 9 มีนาคม 2551 5:14:27 น.  

 

Photobucket>
ปี 1 ดอยกิ่วเสือ อ.สเมิง จ.เชียงใหม่
ออกค่าย ชมรมพืชสวนประดับ

 

โดย: mod IP: 202.149.25.241 9 มีนาคม 2551 5:20:17 น.  

 

เวป อัพโหลดรูป //photobucket.com/
user name narongmod
pass word narong094094990
อัพรูปเสร็จก็ copy html code มาวางที่ คอมเมนต์
ใครมีรูปเก่า ๆประทับใจก็เอามาแบ่งกันดูนะ

 

โดย: มด IP: 202.149.25.225 9 มีนาคม 2551 5:36:22 น.  

 

เจริญพร โยมมด โยมยุทธ และเพื่อนๆ ทุกท่าน

วันนี้พอมีเวลาในช่วงบ่ายสักหลายชั่วโมง ก็ขออนุญาตเขียนเล่าธรรมะให้ฟังสัก 2 เรื่องก็แล้วกัน

เรื่องที่ 1 สถานการณ์ชีวิตกับการแสวงหาปัญญาขจัดทุกข์

เรื่องที่ 2 ธรรมะเบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิต

หากสองเรื่องนี้ โยมมด โยมยุทธ หรือเพื่อนๆ ทุกท่านอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ก็อาจจะส่งต่อกันไป หรือโยมมดจะเก็บไว้ในที่ใดที่หนึ่งก็ได้ เพื่อประโยชน์กับเพื่อนฝูงที่มาในภายหลัง แต่หากเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็คิดเสียว่าอาตมามาแจ้งข่าวสารในการดำเนินชีวิตพระให้ฟังก็แล้วกัน อย่างน้อยก็เป็นรายงานจากมุมมองอีกด้านของผู้ที่ไปทำงานในด้านศาสนาและสังคมก็แล้วกัน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ 1 สถานการณ์ชีวิตกับการแสวงหาปัญญาขจัดทุกข์

ก่อนอื่น อาตมาต้องออกตัวก่อนว่า สิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเพียงข้อคิดมุมมองที่จดจำมาจากการศึกษาธรรมะในฐานะของพระภิกษุที่กำลังฝึกตนอยู่เท่านั้น ปัญญาของอาตมานั้นยังห่างไกลจากระดับความลึกซึ้งที่แท้จริงของพระพุทธองค์ยิ่งนัก หากผิดพลาดประการใด ก็ถือว่าเป็นความตื้นเผินทางปัญญาของอาตมาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด

หลายปีมานี้ หลังจากอาตมาค้นคว้าพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นบันทึกความรู้ในการขจัดทุกข์ให้แก่ชาวโลกของพระพุทธองค์ รวมทั้งได้ติดตามศึกษาคำสอนของหลวงพ่อที่วัดอย่างต่อเนื่อง แม้ยังศึกษาได้เพียงผิวเผิน แต่ก็พอจะได้ข้อคิดมุมมองที่ชัดเจนขึ้นบ้าง

จากการศึกษาพบว่า ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญกันอยู่ในเวลานี้ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้มาก่อนหน้าแล้ว เพราะไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปีผ่านไป กิเลสในใจของมนุษย์ก็ยังตัวเดิม ปัญหาของมนุษย์ยุคโน้นกับยุคนี้ย่อมเหมือนเดิม เพียงแต่เราจะมองออกหรือไม่ หรือว่าบางทีมองออกแต่ว่าเราลืมไป หรือบางทีไม่ลืมแต่สภาพสังคมได้เปลี่ยนไปจึงทำให้เรามองไม่ออก

ทางลัดสำหรับชีวิตของเราในตอนนี้ที่ทำได้ดีที่สุด ก็คือการศึกษาหาข้อมูลจากคนรุ่นก่อน เพื่อศึกษาดูว่าเขามีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาประจำโลกและชีวิตอะไรบ้าง รวมทั้งมีปัญหาตกค้างอะไรมาถึงคนรุ่นเราหรือไม่ และนั่นคือแนวทางในการแก้ไขปัญหาชีวิตที่เกิดจากกิเลสในตัวเราและผู้อื่นด้วยกัน

เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ก่อนที่เราจะมาเกิดในโลกนี้ ปัญหาต่างๆ แบบเดียวกับที่เราเจออยู่นี้ ก็มีอยู่ในโลกนี้มาก่อนแล้ว และแม้เราละโลกไปแล้ว ปัญหาต่างๆ ก็ยังคงอยู่ในโลกต่อไป โลกนี้เป็นที่อยู่ชั่วคราวก็จริงอยู่ แต่ชีวิตของเรานั้นไม่ใช่ของที่จะเอามาเสี่ยงกับความไม่รู้ปัญหาประจำโลกและชีวิต

การเรียนรู้เหตุการณ์ในอดีตจึงมีความจำเป็น เพราะภาพรวมในอดีตคือกระจกที่สะท้อนทำให้เราเกิดความเข้าใจในปัจจุบัน และมองเห็นการณ์ไกลในอนาคต

ประการสำคัญก็คือ ทุกอย่างในโลกนี้จะหมุนไปตามพฤติกรรมดีและชั่วของคนในโลกนี้ เพราะกฎเหล็กประจำโลก ก็คือ กฎแห่งกรรม ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า บุคคลทำใดไว้ ต้องได้รับผลเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ หากใครศึกษาผลของการกระทำที่หมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์ ก็จะพบหลักฐานยืนยันถึงการส่งผลเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครเข้าใจวงจรการส่งผลของการกระทำนั้น ก็จะเห็นภาพรวมของชีวิตอย่างชัดเจน และก็จะเห็นว่าตัวของเรานั้นก้าวไปในทิศทางใด ก้าวไปถูกทางหรือก้าวไปผิดทาง

ประวัติศาสตร์จึงเป็นบันทึกความเสื่อมและความเจริญของมนุษยชาติ ความรู้ในประวัติศาสตร์จึงมีจุดซ้ำๆ ของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสื่อม และจุดซ้ำๆ ของปัญญาที่ก่อให้เกิดความเจริญ

แล้วยิ่งศึกษามากเท่าไหร่ก็จะพบว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องต่อสู้กันมาทุกยุคทุกสมัย ก็คือ สู้กับความไม่รู้ สู้กับความทุกข์ สู้กับความกลัวตาย
นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต้องการก็คือ “ปัญญา” ในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง สามารถเอาชนะความไม่รู้ ความทุกข์ ความกลัวตายได้อย่างเด็ดขาด

คำถามที่ตามมาก็คือ เราจะหาปัญญานั้นได้จากใคร ที่ไหน และอย่างไร

เราก็ต้องย้อนกลับไปดูบุคคลที่ได้ชื่อว่ามีปัญญาในอดีตว่ามีใครบ้าง ความรู้ของท่านเป็นอย่างไร แล้วเราก็ชั่งใจด้วยเหตุด้วยผล

ในความเห็นส่วนตัว หลังจากอาตมาสำรวจศึกษาหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ก็แน่ใจว่า มีเพียงบุคคลท่านเดียวที่ให้ข้อมูลครบถ้วน เป็นเหตุเป็นผล ทำได้จริง พร้อมพิสูจน์ และชัดเจนที่สุด ท่านนั้นคือ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

แต่เนื่องจากเราเกิดมาไม่ทันได้พบกับพระพุทธองค์ จึงไม่มีโอกาสศึกษาธรรมะโดยตรง แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีคำสอนของพระพุทธองค์เหลืออยู่ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะบริหารจัดการเวลาชีวิตอย่างไร เพื่อจะไปศึกษาดูว่า พระพุทธองค์ทรงให้ปัญญาในการแก้การปัญหาประจำโลกและชีวิตไว้อย่างไรบ้าง

พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักๆ ของชีวิตคนในโลกนี้ มี 3 เรื่องใหญ่

1) คนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ เพราะความไม่รู้ มนุษย์จึงทำความชั่ว

2) คนเราเกิดมาพร้อมกับการถูกความทุกข์บีบคั้น ทุกข์เพราะหิว ทุกข์เพราะแก่ ทุกข์เพราะเจ็บ ทุกข์เพราะตาย เพราะการถูกความทุกข์บีบคั้น มนุษย์จึงทำความชั่ว

3) คนเราเกิดมาพร้อมกับความกลัวตาย เพราะเมื่อความไม่รู้กับความทุกข์รวมตัวกัน ความกลัวตายก็เกิดขึ้นมาในใจ และเพราะความกลัวตาย มนุษย์จึงทำความชั่ว

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องการอย่างสูงสุดในชีวิต ก็คือ ปัญญา ในการขจัดความไม่รู้ ขจัดความทุกข์ และการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง

แต่เนื่องเพราะกว่าที่เราจะรู้ว่าอะไรถูก-ผิด อะไรดี-ชั่ว อะไรบุญ-บาป อะไรควร-ไม่ควรทำ เราก็คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วไปตั้งเยอะแล้ว และที่รุนแรงที่สุดก็คือ กลายเป็น "นิสัยทำชั่วอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน" เรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น รู้ว่าอบายมุขไม่ดี ไปยุ่งกับมันแล้ว ชีวิตจะพบกับความเสื่อม แต่ก็ยังเสี่ยงชีวิตไปยุ่งกับอบายมุข

โทษของเหล้า รู้อยู่ว่าดื่มเข้าไปมากๆ มีทั้งโรคตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง และอีกสารพัดโรค รออยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับการดื่มเหล้า

โทษของบุหรี่ ก็รู้ทั้งรู้ว่าสูบเข้าไปมากๆ มีทั้งโรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งปอด และอีกสารพัดโรค รออยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับการสูบบุหรี่

โทษของการพนัน ก็รู้อยู่ว่ายิ่งเล่นยิ่งวิบัติ ยิ่งเล่นมาก ยิ่งมีศัตรูมาก มีหนี้สินมาก เก็บเงินเก็บทองไม่อยู่ แต่ก็ยังเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับการเล่นการพนัน

โทษของคอรัปชั่นส์ ก็รู้อยู่ว่ายิ่งทำยิ่งเสี่ยงต่อการหมดเครดิต หมดอนาคต เสี่ยงต่อการติดคุกติดตาราง แต่ก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันกับการคอรัปชั่นส์

โทษของการผิดลูกเมียของชาวบ้าน ก็รู้อยู่ว่าถ้าถูกจับได้ มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว แต่ก็เสี่ยงชีวิตเป็นเดิมพันกับการผิดลูกผิดเมีย
ฯลฯ

นั่นก็หมายความว่า การที่ใครจะประสบสุขได้ ก็ต้องตั้งใจปฏิบัติ 3 เรื่องต่อไปนี้อย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน
1) ต้องเลิกนิสัยทำความชั่วอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะนั่นคือบ่อเกิดของความทุกข์
2) ต้องฝึกนิสัยทำความดีอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะนั่นคือบ่อเกิดของความสุข
3) ต้องทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อแสวงหาปัญญาในการขจัดความไม่รู้ ขจัดความทุกข์ และการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง

ทำไมจึงต้องปฏิบัติ 3 เรื่องนี้

สาเหตุก็เพราะว่า ความสุขและความทุกข์ในชีวิตนั้น ขึ้นอยู่กับ "นิสัย" ของคนๆ นั้น

นิสัยดี ---> คิดดี พูดดี ทำดี ได้เพื่อนดี ได้หน้าที่การงานดี ได้สร้างบุญกุศล ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต รวมเรียกว่า "คนดี"

นิสัยชั่ว ---> คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ได้เพื่อนชั่ว การงานล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต รวมเรียกว่า "คนชั่ว"

ทำไมความสุขและความทุกข์จึงขึ้นอยู่กับ “นิสัย”

เพราะว่าสิ่งที่ควบคุมกาย ก็คือ ใจ
แต่สิ่งที่ควบคุมใจ ก็คือ นิสัย
พระพุทธองค์ตรัสว่าบุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น
ผู้ทำความดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
คนที่มีนิสัยทำความชั่วอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน ย่อมไม่มีทางพบความสุขได้ แม้ภายนอกจะมีความสุข แต่ภายในก็หนาแน่นด้วยทุกข์อยู่ดี การจะแก้ไขนิสัยทุ่มชีวิต

นิสัยคืออะไร ?

นิสัย คือ พฤติกรรมที่เกิดจากการคิด การพูด การทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนกระทั่งติดเป็นความคุ้นที่หากไม่ได้ทำเมื่อไหร่จะรู้สึกหงุดหงิดทันที

นิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบ คือ มี 3 เรื่อง

1) การใช้ปัจจัย 4
2) บุคคลที่อยู่ร่วมด้วย
3) สถานที่อยู่อาศัย แบ่งเป็น 5 ห้องชีวิต ได้แก่ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องครัว ห้องทำงาน

เพราะฉะนั้น ถ้าคนเราคิด พูด ทำใน 3 เรื่องนี้ในทางดี ก็ได้นิสัยดี แต่ถ้ากิจวัตรของเรา คิด พูด ทำใน 3 เรื่องนี้ชั่ว ได้นิสัยชั่ว

ยกตัวอย่างเช่น เด็กทารก 3 คนที่ให้นมไม่เหมือนกัน ก็ได้นิสัยต่างกัน

คนแรก แม่ให้กินนมไม่เป็นเวลา เด็กจะได้กินนมก็ต้องร้องไห้เกรี้ยวกราดอยู่ในเปล แม่ถึงจะเอานมมาให้กิน เด็กคนนี้พอโตขึ้นก็จะได้นิสัยมักโกรธ เจ้าอารมณ์ อยากจะได้อะไรก็ต้องใช้ความเกรี้ยวกราด

คนที่สอง แม่ให้กินนมตลอดเวลา แม่ไม่สนใจว่าเด็กจะหิวหรือไม่หิว ก็ชงนมใส่ปากไว้ตลอดเวลา เด็กคนนี้พอโตขึ้นมา ตัวอ้วนปี๋ กินเก่ง แต่ว่าจะมีนิสัยเฉื่อยแฉะ เข็นไม่ขึ้น

คนที่สาม แม่ให้กินนมเป็นเวลา เด็กคนนี้จะมีนิสัยตรงต่อเวลา วินัยในตัวสูง มีเหตุมีผล ไม่เจ้าอารมณ์

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อย ของการเกิดนิสัยของคนในช่วงที่ยังไม่รู้ความ โดยเพาะนิสัยจากข้าวแต่ละคำน้ำแต่ละอึกที่พ่อแม่เป็นผู้ป้อนให้เด็กทารก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขปรับปรุงตนเอง ก็ต้องแก้การคิด พูด ทำของตนเองผ่านบ่อเกิดนิสัย 3 ประการนี้ให้ดี โดยมีวิธีง่าย คือ
1) การใช้ปัจจัยสี่ตามความจำเป็น
2) การอยู่ร่วมกับบุคคลที่นิสัยดี
3) การดูแลห้าห้องชีวิตให้ห่างไกลจากมลพิษทางจิตใจ ได้แก่ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องครัว ห้องทำงาน

ส่วนรายละเอียดว่าแต่ละข้อทำอย่างไร ก็มีรายละเอียดอยู่มาก เอาไว้วันหลังค่อยมาเล่าให้ฟัง แต่รวมความแล้วก็คือ ใครที่กำลังจะเป็นพ่อคนแม่คน หรือใครที่เป็นพ่อแม่คนไปแล้ว ถ้าไม่ใส่ใจเรื่องการเพาะนิสัยลูกให้ดี ลูกยิ่งโตมากเท่าไหร่ เดี๋ยวก็จะเครียดเพราะลูกมากเท่านั้น เพราะฉะนั้น ดูแลสามเรื่องนี้ในการเพาะนิสัยลูกให้ดี ไม่อย่างนั้นจะหาว่าอาตมาไม่เตือน และแน่นอนว่า ลูกจะเป็นคนดีได้ พ่อแม่ต้องฉลาดก่อน และพ่อแม่จะฉลาดได้ ก็ต้องไปทำสามข้อดังกล่าวให้ครบถ้วน นั่นคือ
1) ต้องเลิกนิสัยทำความชั่วอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะนั่นคือบ่อเกิดของความทุกข์
2) ต้องฝึกนิสัยทำความดีอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะนั่นคือบ่อเกิดของความสุข
3) ต้องทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อแสวงหาปัญญาในการขจัดความไม่รู้ ขจัดความทุกข์ และการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง

เพราะนิสัยคือตัวกำหนดความสุขและความเจริญในชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งภพนี้และภพหน้า แต่การจะได้ปัญญามาพัฒนานิสัย ก็ต้องได้จากการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ 2 ธรรมะเบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิต


เนื่องจากเรามาเกิดมาในโลกยุคที่มีปัญหาศีลธรรมมากกว่ายุคก่อนๆ ที่ผ่านมา การทำอะไรก็ตาม จึงต้อง “อิงธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก” แล้วก็ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านไป

สำหรับบางท่านที่สนใจจะศึกษาธรรมะ ในเบื้องต้น ก็อยากให้ภาพรวมก่อนว่า

คำว่า "ธรรมะ" มีความหมาย 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ธรรมะ คือ ธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์ มีอานุภาพในการขจัดความไม่รู้ ขจัดความทุกข์ และขจัดความกลัวภัย อันมีกิเลสเป็นต้นเหตุให้หมดไปจากใจของมนุษย์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

ระดับที่ 2 ธรรมะ คือ คำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนผู้อื่นให้ละเว้นความชั่ว ทำความดี และกลั่นใจให้ผ่องใส จนกระทั่งบรรลุธรรมภายในตามพระองค์ไป

ระดับที่ 3 ธรรมะ คือ นิสัยทำความดีอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาตนเองให้เข้าถึงธรรมะภายในตามพระพุทธองค์ไป

เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นของการพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนาในระดับที่ 3 คือ นิสัยทำความดีอย่างทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันให้ได้ก่อน จึงจะแก้ไขนิสัยไม่ดีให้หมดไปได้ และนั่นคือมีโอกาสเข้าถึงธรรมะในระดับที่ 1 นั่นคือ ธรรมะที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในตัวมนุษย์ที่เกิดจากการบำเพ็ญภาวนา


ธรรมะเบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิตมีอะไรบ้าง

มี 4 เรื่องใหญ่

1) ธรรมะสำหรับการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข
2) ธรรมะสำหรับการศึกษากฎเกณฑ์ประจำโลกและชีวิต
3) ธรรมะสำหรับความอยู่รอดของตนเองและสังคม
4) ธรรมะสำหรับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำความดี

เรื่องที่ 1 ธรรมะสำหรับการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข

เนื่องจากคนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ ความทุกข์ และความกลัวตาย การที่ใครจะดำเนินชีวิตให้เป็นสุขได้ ก็ต้องศึกษาธรรมะขั้นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขก่อน ซึ่งธรรมะหมวดนี้มีชื่อว่า “สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความสำคัญของธรรมะบทนี้ว่า

“ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าเพื่อส่องสว่างโลกหล้าให้หลุดพ้นจากความมืดมิด ย่อมต้องมีบุพนิมิตเป็นแสงเงินแสงทองก่อน ฉันใด
ก่อนที่กุศลกรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นในใจมนุษย์ สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ย่อมต้องเกิดขึ้นก่อน ฉันนั้น”

การที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เช่นนี้ ก็หมายความว่าการที่ใครจะพบความสุขความเจริญในการดำเนินชีวิตนั้น เขาต้องศึกษาธรรมะพื้นฐานเพื่อการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขตามหลักสัมมาทิฏฐิ 10 ประการก่อนเป็นอันดับแรก

สัมมาทิฏฐิคืออะไร

สัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจถูกในการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต
ตามธรรมดาของคนเรานั้น ไม่ว่าเราจะคิด พูด ทำในสิ่งใด เราต้องเกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ก่อน แม้แต่ในเรื่องการดำเนินชีวิตก็เช่นกัน
ถ้าเราเข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตผิด เราก็คิดผิด พูดผิด และทำผิดในการดำเนินชีวิต ผลที่ตามมาก็คือ เป็นทุกข์
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตถูก เราก็คิดถูก พูดถูก และทำถูกในการดำเนินชีวิต ผลที่ได้ก็คือ เป็นสุข
ธรรมะหมวดแรกที่ต้องเข้าใจถูกในการดำเนินชีวิตนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ซึ่งแบ่งเป็น 3 หมวด

หมวดที่ 1 คือ หลักการดำเนินชีวิต 4 ประการ ได้แก่
1.1 ชีวิตนี้พอจะเป็นสุขได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันกัน นี่คือบ่อเกิด “เมตตา” คือ ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุขในใจมนุษย์
1.2 ชีวิตนี้พอจะเป็นสุขได้บ้าง ด้วยการสงเคราะห์กัน นี่คือบ่อเกิด “กรุณา” คือ ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ในใจมนุษย์
1.3 ชีวิตนี้พอจะเป็นสุขได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันกัน นี่คือบ่อเกิด “มุทิตา” คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีในใจมนุษย์
1.4 ชีวิตนี้พอจะเป็นสุขได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันกัน นี่คือบ่อเกิด “อุเบกขา” คือ ความตั้งมั่นอยู่ในความเที่ยงธรรมในใจมนุษย์

หมวดที่ 2 คือ ความจริงประจำโลก

1.5) ความสุขและความทุกข์ในชีวิตปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินชีวิตในอดีต นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการปรับปรุงแก้ไขชีวิตในปัจจุบัน
1.6) ความสุขและความทุกข์ในอนาคตเป็นผลมาจากการดำเนินชีวิตนับจากวันนี้จนไปถึงวันนั้น นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการออกแบบพัฒนาชีวิตในอนาคต
1.7) การดำเนินชีวิตของแม่มีผลกระทบที่เป็นคุณและโทษต่อลูกได้ นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการรู้พระคุณ ตอบแทนพระคุณ และประกาศพระคุณของแม่
1.8) การดำเนินชีวิตของพ่อมีผลกระทบที่เป็นคุณและโทษต่อลูกได้ นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการรู้พระคุณ ตอบแทนพระคุณ และประกาศพระคุณของพ่อ
1.9) อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต เพราะตายแล้วไม่สูญ ชีวิตหลังความตายในนรกและสวรรค์มีอยู่จริง กรรมดีและกรรมชั่วที่ทำไว้ไม่ได้หายไปไหน ยังคงติดตามตัวเหมือนเงาไปตลอดเวลา นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการเกิดความละอายบาปและกลัวบาป

หมวดที่ 3 คือ ความสำคัญของต้นแบบศีลธรรมต่อการพ้นทุกข์ 1 ประการ ได้แก่
1.10) คนเราจะพ้นทุกข์ได้ ต้องเข้าไปศึกษาคำสอนจากพระอรหันต์ผู้รู้แจ้งโลกนี้โลกหน้า และขจัดทุกข์ได้หมดสิ้นแล้ว จึงจะสามารถขจัดความไม่รู้ ขจัดความทุกข์ และขจัดความกลัวได้อย่างถูกต้อง นี่คือบ่อเกิดปัญญาในการแสวงหา “ครูดี” มาเป็นต้นแบบศีลธรรมในการขจัดทุกข์ให้แก่ชีวิต

เรื่องที่ 2 กฎเกณฑ์ประจำโลกและชีวิต

การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในโลกนี้อย่างเป็นสุข ต้องศึกษากฎเกณฑ์ประจำโลกและชีวิต 4 ประการ
1) กฎหมายบ้านเมือง
2) กฎจารีตประเพณี
3) กฎแห่งกรรม
4) กฎไตรลักษณ์
สองกฎแรก มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม ซึ่งก็มีโอกาสที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
สองกฎหลังเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของใคร และหากทำผิดพลาดก็มีโทษ ทำได้ถูกต้องก็มีคุณ ผลของมันไม่ใช่แค่สุข-ทุกข์ในปัจจุบัน แต่คือสุข-ทุกข์ในชีวิตหลังความตาย

เรื่องที่ 3 ธรรมะสำหรับความอยู่รอดของสังคม

“ความอยู่รอดของสังคมขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ 4 เรื่องใหญ่” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนทั้งประเทศ ได้แก่
3.1) ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์ของตนเองด้วยการไม่ทำกรรมกิเลส 4 ประการ ได้แก่ ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด
3.2) ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของสังคมด้วยความไม่ลำเอียง 4 ประการ ได้แก่ ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ไม่ลำเอียงเพราะโง่
3.3) ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจด้วยการอุดรูรั่วจากอบายมุข 6 ประการ ได้แก่ ไม่ดื่มสุรา ไม่เที่ยวกลางคืน ม่หมกมุ่นในกาม ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ไม่เกียจคร้านการงาน
3.4) ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของครอบครัวและชุมชนด้วยการสร้างเครือข่ายคนดีและทำหน้าที่ประจำทิศ 6 ได้แก่ หน้าที่ในฐานะพ่อแม่และลูก หน้าที่ในฐานะครูและลูกศิษย์ หน้าที่ในฐานะเพื่อนกับเพื่อน หน้าที่ในฐานะสามีหรือภรรยา หน้าที่ในฐานะหัวหน้าหรือลูกน้อง หน้าที่ในฐานะพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ ซึ่งแต่ละคนฝ่ายมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันให้ครบถ้วน

4) ธรรมะสำหรับการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การทำความดี
คนดีจะเกิดขึ้นในวงศ์ตระกูลได้ ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแล “ห้าห้องชีวิต” ไม่ให้มีมลพิษต่อจิตใจ ได้แก่ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องครัว ห้องทำงาน เพราะทั้งห้าห้องนี้คือแหล่งเพาะแนวคิดการดำเนินชีวิตและนิสัยดี-ชั่วของมนุษย์

ทั้งสี่เรื่องนี้ คือธรรมะพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข พระพุทธองค์มีปกติตรัสความจริงอยู่เสมอ แล้วพระองค์ก็ย้ำชัดอยู่เสมอว่า ความสุขและความทุกข์ในชีวิตของคนเรานั้น เกิดจากตัวของเราทำเอง ไม่มีใครเป็นผู้ทำให้แก่เรา ดังพุทธพจน์ที่ว่า
หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
ผู้ทำความดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำความชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว

ชีวิตนี้มีค่าเกินกว่าจะเอาไปเสี่ยงอันตราย ก็ขอให้ทุกท่านศึกษาธรรมะจากสี่พื้นฐานนี้ก่อน แล้วก็จะเกิดปัญญาในการพัฒนาชีวิตของตัวเองไปได้ถูกหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้หนทางไว้นั่นเอง ส่วนว่าหากมีตรงไหนไม่เข้าใจ อาตมาก็จะหาคำตอบมาให้ในโอกาสต่อๆ ไป หรืออาจหาหนังสือเหล่านี้มาลองศึกษาด้วยตัวเองก็ได้เช่นกัน
1) มงคลชีวิต 38 ประการ ของ พ.อ. ปิ่น มุทุกัณฑ์ หรือ ของ อ. วศิน อินทสร
2) ทางแห่งความดี ของ อ. วศิน อินทสร
3) คำบรรยายพุทธศาสน์ ของ พ.อ. ปิ่นมุทุกัณฑ์

วันนี้สนทนาภาษาธรรมะเท่านี้ก่อน โอกาสหน้าหากมีเวลาหลายชั่วโมงเหมือนวันนี้ ก็จะนำมาฝากทุกท่านอีก วันนี้อาตมาต้องขอตัวก่อน สุดท้ายนี้ อาตมาขออวยพรให้ทุกท่านตั้งอยู่ในธรรม ดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท และประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตยิ่งๆ ขึ้นไป

เจริญพร

 

โดย: คนกวาดวัด IP: 117.121.218.53 9 มีนาคม 2551 17:38:34 น.  

 

สาธุ......

ขอบคุณมากเลยท่าน (ยังอ่านไม่จบ..)


โอ้ โฮ เฮะ พณฯท่าน มด ไปหารูป พรรณยังงั้น มาจากใหนวระเนี่ย
ขอบใจมากโว๊รยยยย... ยังงัยคงได้มีโอกาสไปเยี่ยม
คุยกะคุณโฉมฉายบ่อยอ่ะดิเนี่ย ... อิ อิ อิ เจอคุณโฉมฉายที่ได้เมื่อปีที่แล้ว ปิ๊งๆ ไปเบานาเว๊ยยย เด๋วจะหาว่าไม่บอก

ไอ้คุณเอก มันใช้คอมเป็นหรือเปล่ากรูก็ไม่แน่ใจ
เดี๋ยวถามมันดู

 

โดย: ยุทธ 1100XX IP: 203.146.149.148 11 มีนาคม 2551 16:38:34 น.  

 

ยังไม่ได้ comment แต่ขอกรี๊ดดดดหน่อย
พึ่งเห็นชุดของดาว
อย่างนี้ต้องมีนัดล้างตา อิทฝากมาบอก 5555

เสียดายไม่ได้งาน
เป็ดดดดดด ถ้าเป็ดมาอ่านหรือใครติดต่อเป็ดอยู่
บอกเป็ดด้วยว่า อ้นคิดถึง

มดชายมีแฟนยังจ๊ะ
สาวๆที่ออฟฟิสเราฝากถามมา

 

โดย: อ้น IP: 203.155.24.149 11 มีนาคม 2551 17:00:57 น.  

 

นมัสการท่านต้นอีกครั้ง
รอบนี้มารับของฝากจากท่านต้น เสร็จเรียบร้อย
และขออนุญาตรับพรที่ท่านให้ใว้ซะด้วยเลย

อย่าหาว่าผมเป็นพวก "ร่ำตำราแค่หางอึงแต่รู้ซึ้งสวรรค์ชั้นฟ้า" เลยนะท่าน แต่ปกติยึดกาลามสูตรกังขานิยฐาน10 เป็นหลักปฎิบัติในการละหรือถือ เลยต้องพิจารณากันบ้างเล็กน้อย แต่คงจะเป็นเพราะห่างวัดไปนานก็ไม่แน่ใจว่าได้รับครบถ้วนอย่างที่ท่านเจตนาจะให้หรือเปล่าหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ จะขอนำของฝากจากท่านไปให้เพื่อนๆได้รับกันให้ทั่วถึงเท่าที่จะทำได้นะครับ

......
แฮ่ม... สำรวมสุดๆเลยนะเนี่ย

 

โดย: ยุทธ 1100XX IP: 202.91.19.204 11 มีนาคม 2551 23:52:24 น.  

 

ไล่ดูรูปมาตั้งแต่ต้น ตกใจ!!!เมาะเลย พอเจอรูปมดเนี่ย ดูไม่เปลี่ยนเลยนะ ดูเป็นข้าราชการที่ดีเนอะ แต่ก็ยังดูน่ากลัวอยู่ดีแหละ ปีหน้ามาเจอกันนะ

เล็กปี๋ :->

 

โดย: Lek IP: 203.147.21.247 12 มีนาคม 2551 10:42:07 น.  

 

เพิ่งหัดเล่นคอมฯว่ะ มด รูปมึงดูแล้วนึกถึงละครทีวีเรื่องหนึ่งเลยมึงรู้ไหม คำพิพากษา (ไอ้ฟัก ตัวละครเด่นเลยน่ะมึง)

 

โดย: aek@Thepwatana.com IP: 125.26.86.191 13 มีนาคม 2551 12:46:28 น.  

 

Where have you been Pra - Ton?
Next time when I come back Thailand I will go to visit you ?

 

โดย: Ngeng IP: 61.88.131.155 14 มีนาคม 2551 9:45:25 น.  

 

อ้าว ท่านประธาน ตราปลาคู่ มาแล้วนี่หว่าเนี่ย

กรู ยังไม่ได้ โทรไปบอกเลย แหะ แหะ

 

โดย: ยุทธ 1100XX IP: 202.91.19.204 15 มีนาคม 2551 1:32:22 น.  

 

สวัสดีทุก ๆคนเน้อ อ้น เล็กปิ๊ดปี๋ เง้ง

ดีใจเฟ้ย ไอ้เอกที่เข้ามาทักทายกัน
แต่เวปนี้เขาแบนคำสมัยพ่อขุน มรึงต้องสะกดให้มันผิด ๆไว้

 

โดย: มด IP: 202.149.25.241 15 มีนาคม 2551 15:30:36 น.  

 

นี่มด เราน่ะ ไม่ไ้ด้เล่นเน็ตตอนเช้า 7 โมงหรอกนะ
แต่เราเล่นตอน ตี1 ที่เวลาลอนดอนน่ะ มันก็เลยเป็น
เช้าที่เมืองไทยไง ลืมไปแล้วเหรอ
แล้วเรื่องรูปน่ะ รู้ไม๊ว่าแฟนเราเค๊าถามว่าอะไร
เค๊าถามว่าเพื่อนทำงานที่ไหนเหรอ ทำงานในวัดเหรอ
เราก็งง ตอบไม่ถูก เค๊าบอกก็เห็นถ่ายอยู่หน้าวัด
เออมดช่วยตอบให้หน่อยละกันนะ ว่าทำงานอะไร
โอเคนะ ว่าแต่มดจะไปร่วมงานแต่งงานของเราหรือเปล่า
วันที่ 18 พ.ค นะ ฝากชวนทุกคนด้วย โรงแรมเซ้นจูรี่พาร์ค
ห้องแกรนด์บอลลูม
คิดถึงจ่ะ
หนูนา

 

โดย: หนูนา IP: 86.134.191.51 16 มีนาคม 2551 8:28:12 น.  

 

เจริญพร โยมยุทธ โยมมด โยมเอก และเพื่อนๆ ทุกท่าน


สำหรับเรื่องที่จะนำมาฝากทุกท่านในวันนี้ ก็คือเรื่อง

"ข้อจำกัดในการสื่อสารระหว่างภาษาใจ-ภาษาพูด-ภาษาเขียน"

จากคราวก่อนตามที่โยมยุทธกล่าวมานั้น นับว่าดีแล้ว เพราะการยึดหลักในกาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติในคราวที่ได้ยินได้ฟังในเรื่องที่สงสัย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แม้ไม่รีบรับ แต่ก็ไม่รีบปฏิเสธ จนกว่าจะได้พินิจพิจารณาและพิสูจน์ความจริงอย่างสมเหตุสมผลด้วยตัวเอง ซึ่งย่อมดีกว่าปิดประตูไปเลย

ปัญหาอย่างหนึ่งในการสื่อสารระหว่างวัดกับสังคม ก็คือ การใช้ภาษา และการให้ข้อมูล

1. การใช้ภาษา

ภาษา คือ เครื่องมือที่ใช้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด การแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในใจของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
แต่เนื่องจากภาษาในโลกนี้มีอยู่ 3 ระดับ ทำให้การถ่ายทอดให้เกิดความเข้าใจตรงกันอย่างครบถ้วน ก็เป็นเรื่องยาก
1) ภาษาใจ
2) ภาษาพูด
3) ภาษาเขียน

ภาษาใจ คือ ความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ในใจของเรา

ภาษาพูด คือ ภาษาที่เราใช้อธิบายเรื่องราวต่างๆ ภายในใจ เพื่อถ่ายทอด หรือสื่อสารให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจเท่ากับเรา แต่อุปสรรคตรงนี้ก็คือ การจะใช้ภาษาพูดอธิบายให้คนอื่นเข้าใจภาพในใจของเรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ฟังจะเห็นภาพได้ ต้องเอาข้อมูลที่อยู่ในลักษณะเนื้อหา + อารมณ์น้ำเสียง + ท่าทางประกอบ ไปนึกภาพเอาเอง โอกาสที่จะเข้าใจตรงกับที่เราเข้าใจจึงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แล้วยิ่งถ้าจำกัดด้วยเวลาและเนื้อที่ด้วยแล้ว ยิ่งยากเข้าไปอีก พวกที่ใช้ภาษาสื่อสารเก่งๆ ในระดับนี้ ก็ไปทำงานพวกสื่อมวลชนบ้าง นักวารสารบ้าง หรือวงการโฆษณาประชาสัมพันธ์บ้าง ถ้าเก่งๆ มากๆ ก็ไปเป็นมือการตลาด

เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ฟังมีพื้นฐานในเรื่องนั้นอยู่แล้ว โอกาสที่จะคุยกันแล้ว เข้าใจตรงกันก็มีมากกว่า เพราะว่าเขามีภาพในใจอยู่แล้ว การพูดของเรา เพียงอาศัยข้อมูลกับอารมณ์ในน้ำเสียง บวกกับภาษาท่าทางเข้าไปอีก ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

แต่ถ้าผู้ฟังไม่มีพื้นฐานเรื่องที่พูดมาก่อน แม้จะพูดให้เห็นภาพอย่างไรก็ตาม โอกาสที่ภาพจะตรงกันนั้น โอกาสเพียง 50 % โอกาสที่จะจำได้ไม่ตกหล่นเพียง 5 % เพราะเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน ตรงนี้เองที่ต้องยอมเสียเวลาปูพื้นฐานกันก่อน ถึงจะมีโอกาสทำให้ผู้ฟังเข้าใจตรงกัน

แต่ภาษาที่จำกัดการสื่อสารมากที่สุด คือ ภาษาเขียน
ภาษาเขียน คือ ภาษาที่ไม่มีตัวช่วยอย่างอื่นเลย นอกจากข้อความเท่านั้น ไม่มีน้ำเสียงบอก ไม่มีภาษาท่าทางช่วยอธิบาย อีกทั้งเขียนแล้ว นอกจากเป็นหลักฐาน ยังไม่มีโอกาสย้อนกลับมาตอบคำถามในสิ่งที่ผู้อ่านสงสัย หรือเรื่องที่คนเขียนเล่าตกหล่นอีกด้วย
มิฉะนั้น อาจเข้าข่ายที่ว่า พูดได้ตั้งหลายภาษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษจีน แม้แต่ภาษาธิเบตก็ยังพูดได้ แต่ว่าขาดไปภาษาหนึ่ง "ภาษาคน"

เพราะเหตุที่ต้องพูดภาษาคนให้รู้เรื่อง ก่อนจะพูดได้หลายภาษานี้แหละ จึงต้องไปฝึกตนเองให้สื่อสารได้ในระดับที่ภาษาใจ ภาษาพูด ภาษาเขียนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้การสื่อสารของวัดกับบ้านยิ่งเกิดความยาก เกิดช่องว่างเข้าไปใหญ่

ยิ่งพอลงมือเขียนด้วยแล้ว ยังพบว่า ภาษาเขียนยังแบ่งออกเป็นอีกหลายประเภท เช่น ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ ซึ่งก็กลายเป็นที่มาของ "การวางตัว" ผ่านการใช้ภาษาเขียนอีกทอดหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น คำว่า "ไป"

เวลาชวนไปไหน ก็เขียนว่า "ไป" แต่จริงๆ เราออกเสียงว่า “ปะ”
เวลาไล่หมูหมากาไก่ ก็เขียนว่า "ไป" แต่จริงๆ เราออกเสียงว่า “ไป้ๆๆ ”

เพราะฉะนั้น สองคำนี้ ใช้น้ำเสียงหนักเบาไม่เท่ากัน แต่เขียนด้วยตัวเดียวกัน ทำให้การสื่อสารด้วยภาษาเขียนลดทอนอารมณ์ของภาษาใจไปเยอะ การเขียนจึงมีหลายแบบ เพราะต้องเติมส่วนที่ขาดหายไปจากภาษาพูด แต่ก็มีปัญหารายละเอียดตามาอีก เพราะพอเติมยาวเกินไป ก็ทำให้เยิ่นเย้ออีก แต่ถ้าไม่เติมก็ไม่รู้เรื่อง นี่คือความยากที่จะทำให้พอดี กะทัดรัด แล้วผู้ฟังรับข้อมูลไปได้เท่ากับเรา

ภาษาเขียนจึงเป็นภาษาที่ถูกลดทอนภาพในใจลงมาเยอะมากๆ จากที่ภาพในใจ 100 % พูดออกมาให้เข้าใจได้ 50 % ก็ดีแล้ว แต่ภาษาเขียนถูกตีกรอบเข้าไปอีก เขียนแล้ว ถ่ายทอดออกมาตามที่คนเขียนเข้าใจได้ 20 % ก็ยากแล้ว แต่ให้ผู้อื่นเข้าใจใน 20 % แล้วไปต่อยอดเอาเองให้กลายเป็น 100 % เท่ากับคนเขียน ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสื่ออารมณ์ด้วยตัวอักษร

ภาษาเขียนจึงเป็นภาษาที่จะสื่อความหมายให้ออกรสชาติได้ยาก เพราะการจะเขียนในระดับที่ผู้ฟังรับรู้ความหมายแล้วไม่ผิดพลาดว่ายากแล้ว การสื่อให้รับรู้อารมณ์ของผู้เขียนได้ตรงกันอีกยิ่งยากกว่า การปรุงอารมณ์ของภาษาเขียนให้ตรงกับอารมณ์ของผู้พูดก็เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่สิ้นเปลืองเวลาการฝึกฝน แต่ไม่ฝึกก็ไม่ได้ เพราะตลอดชีวิตนี้ ความเข้าใจกันของคนเรานั้นต้องอาศัยการสื่อสารเป็นหลัก สื่อสารกันผิดพลาดก็ทะเลาะกันทุกที นี่ก็เป็นความเหนื่อยยากในการถ่ายทอดที่ถูกความเป็นผู้ใหญ่บังคับให้ฝึกฝน

ที่สำคัญ การวางตัวผ่านท่าทาง ผ่านการพูดว่ายากแล้ว การวางตัวผ่านการเขียนยากยิ่งกว่า เพราะการเขียนไม่เห็นทั้งท่าทางและน้ำเสียงที่ใช้

นี่ก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อตอนที่อาตมาเข้ามาทักทายใหม่ๆ ก็ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ใช้ภาษาวัดมากนัก แล้วก็ไม่อยากเปิดตัวว่าเป็นพระภิกษุเข้ามาเตือนสติ ก็เลยใช้สำนวนง่ายๆ แต่พอเป็นตัวอักษร ก็เลยเหมือนไม่สำรวม พอวันหลังเปิดตัวว่าเป็นอาตมาแล้ว ก็เลยต้องเขียนใหม่ ใช้ภาษาที่รัดกุมยิ่งขึ้น วางท่าทีผ่านการใช้ภาษาใหม่ เพราะว่าเดี๋ยวจะเสียกิริยาของนักบวช ซึ่งจริงๆ แล้ว อาตมาเองก็กำลังเรียนรู้วิธีที่จะใช้ภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาใจ ให้เท่ากัน จะได้เอาไปใช้เติมส่วนต่าง หรือช่องว่างระหว่างวัดกับบ้านต่อไป ก็เป็นงานที่ต้องฝึกฝนกันตลอดชีวิต เพราะว่านอกจากการสื่อสารแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่ต้องฝึกฝนต่อไป

2. การให้ข้อมูล

โลกเราทุกวันนี้ที่วุ่นวายก็เพราะ "ผู้ชี้ไม่รู้ ผู้รู้ไม่ชี้ "
คนที่ตกเป็นเหยื่อข่าวลือจึงมีมาก เพราะการฟังต่อๆ กันมา โดยได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน ไม่ลึกซึ้ง หรือบางทีก็ได้ข้อมูลครบ แต่ที่ครบนั้นล้วนผิดพลาด ความเข้าใจผิดต่างๆ นานก็เกิดขึ้นมา การตัดสินใจผิดพลาดก็ตามมา เป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ หลังจากการตัดสินใจมากมาย

โบราณถึงได้มีคำเตือนสติเอาไว้ว่า

"ฟังหูไว้หู พินิจดูจึงรู้ได้ รู้แล้วจึงชี้ไป ถ้าไม่รู้อย่าพึงชี้"

เรื่องที่ต้องระวังอีกก็คือ ความรู้ในโลกนี้ส่วนใหญ่ยังไม่สมบูรณ์ และมักจะเจือปนด้วยเล่ห์เหลี่ยมในการเอารัดเอาเปรียบ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว รู้ยังไม่ครบ แล้วไปลงมือทำเข้า ก็หลีกหนีปัญหาไม่พ้นแล้ว ไม่ต้องมีใครมาทำอะไร มันก็ต้องเจอปัญหาแน่ๆ แค่ตามแก้ไขปัญหาเฉพาะที่ตนเองรู้ไม่ทั่วก็ไม่ไหวแล้ว
ยิ่งถ้าลงสนามไปเจอปัญหาชิงไหวชิงพริบ หรือเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเข้าไปด้วยแล้ว การก่อเวรก็ตามมาอีก แล้วเรื่องแบบนี้ ตามแก้ปัญหาในแง่กฎหมายไม่จบยังไม่พอ ยังต้องมาตามแก้ไขเรื่องวิบากกรรมกันอีก นี่คือสภาพที่เป็นๆ กันอยู่ในโลกนี้
เพราะฉะนั้น การศึกษาความรู้ในทางโลก พระพุทธองค์จึงสอนให้เอามาเทียบเคียงว่า ทำไปแล้วผิดศีล ผิดธรรม ผิดจารีตประเพณีที่ดีงาม ผิดกฎหมายหรือไม่

คำว่า "ผู้รู้" มาจากคำว่า "พุทธะ"

ผู้รู้ ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความรู้ของพระองค์นั้น ครบถ้วน ชัดเจน ลึกซึ้ง ที่สำคัญคือเป็นปัญญาบริสุทธิ์ที่มีแต่คุณอย่างเดียวไม่มีโทษและเป็นอมตะ

น่าเสียดายตรงที่ว่า วันนี้เราเกิดมาไม่ทันพบพระพุทธองค์ เกิดมาหลังพระองค์ท่านตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี แต่ก็ยังโชคดีที่มีคำสอนของพระองค์เหลืออยู่ ก็ต้องเอาคำสอนของท่านมาเป็นกระจกส่องเตือนสติให้ตัวเอง

การฟังแล้ว จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ประเด็นอยู่ที่ฟังแล้วต้องได้
1) ข้อมูลครบถ้วน
2) เหตุผลชัดเจน
3) ลุ่มลึกในทางปฏิบัติ

1) ครบถ้วน คือ ไม่ตกไม่หล่นข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง หรือก็คืออย่าฟังความเพียงด้านเดียว

ยกตัวอย่างเช่น การจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เราจะทำก็ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ครบ ทั้งในเรื่องที่ได้ กับเรื่องที่อาจก่อผลกระทบเสียหาย พูดง่ายๆ คือ "รู้ได้ต้องรู้เสีย"
รู้ว่าจะได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องรู้โทษที่จะตามมา โดยเฉพาะผลกระทบทั้งต่อศีลธรรมของตนเอง ครอบครัว องค์กร สังคม เพราะว่าเมื่อเราจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ก่อนทำนั้น เราเป็นนายของตัวเอง แต่เมื่อทำไปแล้ว ผลการกระทำจะเป็นนายของเรา

เพราะฉะนั้น การได้ข้อมูลครบถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของการจะทำหรือไม่ทำ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ขนาดนั้น โบราณก็ยังเตือนว่า "รู้เท่าก็มีสิทธิ์เสียครึ่ง แต่ถ้ารู้ไม่ถึงมีสิทธิ์เสียทั้งหมด"


2) ชัดเจน คือ การให้หลักการและเหตุผลอย่างชัดเจนว่าทำไมจึงทำและทำไมจึงไม่ทำ คนที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ ก็เพราะเขารู้ทั้งสาเหตุของปัญหาและรู้หลักการที่จะพิชิตสาเหตุของปัญหานั้น การที่ยังไม่ตัดสินเชื่ออะไรง่ายๆ ก็เพราะว่าต้องการจะพินิจพิจารณาให้ดีก่อน ซึ่งเมื่อประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เองก็กลายเป็นที่มาของคำว่า "สูตรสำเร็จ" แต่สูตรสำเร็จของใครจะจริงแท้ยั่งยืนมากกว่ากันนั่นเป็นเรื่องของวันเวลาที่จะเป็นตัวพิสูจน์

แม้แต่คำสอนของพระพุทธองค์เอง พระองค์ก็ทรงสอนว่า อย่าเพิ่งเชื่อให้พิสูจน์ ส่วนพระองค์นั้นได้พิสูจน์มาหมดแล้วด้วยพระองค์เอง พระองค์จึบใช้คำว่า คำสอนของพระองค์นั้นเป็นอกาลิโก คือเป็นอมตะตลอดกาล ไม่ว่าจะผ่านไปยุคใดสมัยใดจะยังคงจริงเช่นนั้นอยู่เสมอ ส่วนว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้พินิจพิเคราะห์และพิสูจน์ด้วยตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น พระองค์ตรัสว่า ความล่มสลายของครอบครัวและองค์กรนั้น ขึ้นอยู่กับคนในองค์กรนั้นมีพฤติกรรม 4 อย่างนี้ นั่นคือ
1) ของหายไม่หา
2) ของเสียไม่ซ่อม
3) ใช้ของไม่รู้จักประมาณ
4) ตั้งคนพาลเป็นหัวหน้า

ถามว่าที่พระองค์ตรัสเช่นนั้นจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าจริง เพราะการที่มีรู้รั่วเยอะขนาดนั้น เป็นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักก็คือ
1) ขาดความรับผิดชอบ
2) ขาดการตรวจตรา
3) ขาดการประเมิน
4) รวมหัวกันคอรัปชั่นส์
5) ขาดความกระตือรือร้น เกี่ยงกันทำงาน

ฯลฯ

แล้วการเมืองในครอบครัว การเมืององค์กรก็รุนแรง เพราะไม่อยู่ในธรรมะ 4 ข้อนี้ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขัดแข้งขัดขากันอย่างหนักก็เกิดขึ้น แล้วจะไปรอดได้อย่างไร ยิ่งถ้าเป็นไปกันทั้งประเทศด้วยแล้ว ประเทศนั้นไปไม่รอด นี่คือตัวอย่างของการทำความเข้าใจให้ชัดเจน


3) ลุ่มลึกในทางปฏิบัติ คือ ข้อมูลนั้นดีในระดับที่เป็นขั้นเป็นตอน สามารถนำไปใช้งานในทางปฏิบัติได้

ความสำเร็จของงาน วัดที่การปฏิบัติ แต่ความสำเร็จของการปฏิบัติ วัดที่การฝึกอบรมคน แต่การฝึกอบรมคนนั้น วัดกันที่ Trainner

เพราะฉะนั้น คนที่จะให้ข้อมูลในทางปฏิบัติได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่จบดอกเตอร์ แต่ขอให้เป็นคนที่ปฏิบัติได้จริง หรือเป็นคนที่รวบรวมข้อมูลการปฏิบัติได้จริงจากหลายแหล่งข้อมูล แล้วทำให้เราเห็นภาพรวมของภาคปฏิบัติที่เป็นปัจจัยภายใน และภาคปฏิบัติที่เป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งสามารถทำให้เราเห็นภาพรวมในการปฏิบัติงานได้ครบถ้วน ชัดเจน และต่อเนื่องเป็นระบบ

การทำงานทุกอย่างต้องอาศัย ตัวบุคลากร ระบบงาน นโยบาย และแผนการทำงาน

ในพระพุทธศาสนามีคำสอนไว้ว่า ความสำเร็จของงานขึ้นอยู่กับ ปัจจัยภายนอก 4 ประการ และ ปัจจัยภายใน 4 ประการ

ปัจจัยภายนอก -
1) อาศัยกำลังของทำเลที่ตั้งต้องเหมาะสม
2) อาศัยกำลังของทีมงานที่เหมาะสม
3) อาศัยกำลังใจจากการมีมโนปณิธานที่ดี
4) อาศัยกำลังบุญหนุนเนื่อง

ปัจจัยภายใน -
1) สัจจะ คือ ความจริงจังและจริงใจในการทำหน้าที่การงานและบุคคลที่รับผิดชอบ

2) ทมะ คือ การหมั่นฝึกฝนพัฒนาความรู้ให้ทันกิเลส ทันคน ทันเทคโนโลยี ทันสภาพแวดล้อม และทันสุขภาพร่างกาย

3) ขันติ คือ อดทนทรหดกับสารพัดปัญหา ตั้งแต่ปัญหาความลำบากตรากตรำ ปัญหาความเจ็บไข้ได้ป่วย ปัญหาการกระทบกระทั่ง ปัญหาความเย้นยวนของกิเลส

4) จาคะ คือ สละอารมณ์ขุ่นมัวไม่ผ่องใส และเสียสละความสบายส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นี่เป็นแนวปฏิบัติไปสู่ความสำเร็จในพระพุทธศาสนาที่ต้องอาศัยปัจจัยภายในและภายนอกร่วมกัน

แต่การถ่ายทอดข้อมูลให้ครบถ้วน ชัดเจน ลึกซึ้งนั้น นอกจากการค้นคว้าแล้ว ยังต้องฝึกการใช้ภาษาให้มีระดับภาษาเขียน ภาษาพูด และภาษาใจเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย หรือพูดง่ายว่าๆ พูดได้ดังใจคิด ซึ่งวิธีการฝึกมีเพียงอย่างเดียว คือต้องฝึกย่อความให้กะทัดรัด อ่านหนังสือมากี่พันหน้าก็ตาม ในที่สุด ต้องสรุปให้ไม่เกินสิบบรรทัด แต่กว่าจะได้สิบบรรทัด ต้องฝึกให้ได้สามหน้าก่อน
อธิบายสามหน้า แต่รู้เท่ากับอ่านหนึ่งพันหน้า คือพื้นฐานของการอธิบายสิบบรรทัด แต่รู้เท่ากับหนึ่งพันหน้า
แต่ที่สุดยอดยิ่งกว่า คือ พูดไม่เกินสิบคำ แต่อธิบายได้ทั้งหนึ่งพันหน้า
แต่ที่สุดยอดยิ่งกว่าสุดยอดคือ อธิบายไม่เกินสิบคำ แต่ให้ความเข้าใจได้ครบถ้วน ชัดเจน และลุ่มลึก ทั้งหนึ่งพันหน้า

เพราะเหตุนี้ คนที่เป็นผู้นำจึงถูกบังคับว่า ต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี มิฉะนั้น การสื่อสารกับคนหมู่มากที่มีพื้นฐานความรู้และความคิดต่างกัน จะให้เข้าใจตรงกันกับที่เราเข้าใจในระยะเวลาอันสั้น หรือเนื้อที่กระดาษที่จำกัด ก็เป็นไปได้ยาก

คนเป็นผู้นำจึงถูกบังคับให้ต้องฝึกการถ่ายทอดให้ภาษาใจ ภาษาพูด ภาษาเขียนเป็นหนึ่งเดียวกัน ในระยะเวลาอันจำกัด มิฉะนั้น หากสื่อสารไม่ถูก งานก็ไม่เดินหน้าไปในทิศทางต้องการ

ตรงนี้เองที่การเป็นการขยายความว่า
"ใจของผู้นำเป็นอย่างไร งานก็ออกมาเป็นอย่างนั้น ถ้าผู้นำใจใสสะอาด ภาษาใจ ภาษาพูด ภาษาเขียนที่สื่อสารมาให้คนทั้งองค์กรฟัง ก็จะมีแต่ความบริสุทธิ์จริงใจ บรรยากาศการทำงานก็จะดี ทีมงานก็จะมีกำลังใจ อุปสรรคน้อยใหญ่ก็จะผ่านไปได้ด้วยความใจใสของผู้นำ"

และวิธีทำให้ใจใสก็คือ "การนั่งสมาธิ ไม่ต้องมาก ขอแค่หนึ่งชั่วโมงหนึ่งนาทีเท่านั้น นั่งหลับตาเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ทำแค่ชั่วโมงละหนึ่งนาทีเท่านั้น แล้วจะพบความแตกต่างในการเป็นผู้นำ"

พระพุทธองค์ไม่ได้หมดกิเลสจากการอ่านตำรา แต่หมดกิเลสจากการทำภาวนา แล้วจึงนำมาสอนผู้อื่นจนกลายเป็นตำรับตำราให้สะดวกต่อการปฏิบัติตาม

ตำรับตำราจึงเป็นเหมือนสะพานให้เราก้าวข้ามไปสู่การทำภาวนา เพราะฉะนั้น เรียนพระพุทธศาสนาจึงทิ้ง 3 ป. ไม่ได้ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท จึงจะเห็นเหตุเห็นผล

เพราะฉะนั้น ที่โยมยุทธกล่าวว่า "ร่ำตำราแค่หางอึ่งแต่รู้ซึ้งสวรรค์ชั้นฟ้า" ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

แต่การร่ำตำราตรงนี้ ไม่ใช่ร่ำตำราจากการอ่านหนังสือด้วยตา แต่ร่ำตำราในตัวด้วยใจ นั่นคือ การนั่งสมาธิให้ใจใส

สิ่งที่เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ง่ายๆ ก็คือ วัดที่อาตมาบวชอยู่นั้น สร้างจากมือของบุคคลที่อ่านหนังสือไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว แต่ท่านศึกษาพระพุทธศาสนาจากการทำสมาธิภาวนาตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จันทสโร) แม้ท่านอ่านหนังสือไม่ออก แต่ท่านก็มีธรรมะมาใช้ในการสร้างวัด


ขอให้โยมยุทธ โยมมด โยมเอก และเพื่อนๆ ทุกท่านลองทำตามที่อาตมาแนะนำมา เพียงแค่หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายใจสบายๆ ชั่วโมงละหนึ่งนาทีเท่านั้น แล้วก็จะพบความแตกต่างของภาวะผู้นำที่นั่งสมาธิกับไม่นั่งสมาธิด้วยตนเอง ...

 

โดย: คนกวาดวัด IP: 117.121.218.53 16 มีนาคม 2551 15:22:58 น.  

 

เจริญพร โยมเง้ง โยมหนูนา โยมอ้น โยมเล็ก และเพื่อนๆ ฝ่ายหญิงทุกท่าน


เวลานี้หลายท่านก็คงกำลังเผชิญกับภาระรับผิดชอบในครอบครัว หรือบางท่านก็คงกำลังเตรียมตัวอยู่

ตอนที่บวชใหม่ๆ อาตมาก็อยากจะศึกษาพระธรรมแบบเงียบๆ ตามภาษาของคนที่สนใจเรื่องความจริงของโลกและชีวิต แต่กลายเป็นว่าพอบวชมาแล้ว งานใหญ่ที่เจอก็คือ งานอบรมคน ซึ่งคนในแต่ละรุ่นอายุก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไป

ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ แล้วในรอบสิบกว่าปีมานี้ ก็ได้ยินได้ฟังการบ่นเรื่องความทุกข์ของปัญหาครอบครัวมามาก โดยเฉพาะของฝ่ายหญิง เพราะว่าผู้หญิงเข้าวัดมากกว่าผู้ชาย ก็ไม่ได้ต้องการรู้หรอกว่า ครอบครัวของใครเป็นอย่างไร แต่ในฐานะพระเพื่อน อาตมาก็ขอบอกสั้นๆ ว่า “อดทน” เพราะทันทีที่แต่งงาน ภาระงานของทุกชีวิตในบ้าน จะตกเป็นภาระของฝ่ายหญิงทันที ถ้าไม่อดทน ไปไม่รอด

อด คือ อยากได้ แต่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องที่เคยตามใจตัวเองก็ต้องอด
ทน คือ ไม่อยากได้ แต่ต้องได้ เพราะฉะนั้น เรื่องเคยเดินหนีไปดื้อๆ แต่เดี๋ยวนี้จำเป็นต้องทน

แต่การอดทนต้องประกอบด้วยปัญญา มิฉะนั้น ความอดทนของเรา มันจะไปไม่ตลอดรอดฝั่ง

ถ้าเลือกอดทนอย่างมีปัญญา ก็ต้องรู้เอาไว้ว่า ความอดทนนั้น มี 4 ระดับ

1) อดทนต่อความลำบากตรากตรำ
2) อดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
3) อดทนต่อการกระทบกระทั่ง
4) อดทนต่อความเย้ายวนของกิเลส

คนที่จะผ่านความอดทน 4 ระดับนี้ได้ มีทางเดียว ต้องเป็น “แม่พระในบ้าน”

วิธีการเป็น “แม่พระในบ้าน” มีรายละเอียดเยอะ ไปหาอ่านเอาใน “หนังสือครอบครัวอบอุ่น” ก็แล้วกัน อาตมารวบรวมไว้ให้แล้ว เบาะๆ ก็มี 7 หมวดใหญ่ที่ต้องรู้ในการบริหารครอบครัวนั่นแหละ



ภาคที่ 1 การสร้างรากฐานครอบครัว
ภาคที่ 2 การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี
ภาคที่ 3 ความสามัคคีในครอบครัว
ภาคที่ 4 การแก้ปัญหาอบายมุข
ภาคที่ 5 สอนลูกให้รู้จักชีวิต
ภาคที่ 6 บั้นปลายชีวิต
ภาคที่ 7 ชาวพุทธที่แท้จริง

เพราะฉะนั้นในเมื่อเราต้องอดทน ก็อดทนด้วยปัญญาดีกว่านะ แล้วคำว่า “แม่พระในบ้าน” จะได้ครองใจทุกคนในครอบครัว รวมทั้งญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายด้วย อาตมาก็คงบอกได้เท่านี้แหละ เพราะอยากเห็นทุกครอบครัวสร้างคนดีให้แก่โลก


สำหรับโยมเง้ง อาตมาไม่ชัดเจนว่าโยมเง้งอยู่ประเทศไหน แต่เดาว่าอยู่ประเทศออสเตรเลีย
ลองดูว่าอยู่ใกล้ศูนย์สาขาใดของวัดที่อยู่ในออสเตรเลีย แล้วบอกว่าพระเพื่อนแนะนำให้มาตามหาหนังสือชื่อ “The Warming Health Family” หรือ “ครอบครัวอบอุ่น” อีกเล่มก็คือ “Page to Happiness” หรือ “เปิดไปอ่านความสุข” นอกจากนี้ยังมีอีกเล่มชื่อ “Lovely Love” อาตมาคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับโยมเง้งและครอบครัวในเวลานี้นะ

Australia

Dhammakaya International Society of Australia Inc.
Wat Phra Dhammakaya, Sydney
Lot 3 Inspiration Place
Berrilee NSW 2159
Tel +(61)-2-9655-1128
Fax +(61)-2-9655-1129
Sydney Meditation Centre
117 Homebush Rd., Strathfield NSW 2135, AUSTRALIA
Tel. +(61)-2-9742-3031
Fax. +(61)-2-9742-3431
Website: //www.dhammakaya.org.au, //www.dmctv.net.au
E-mail: satit@dhammakaya.org.au
Perth
Perth Meditation Centre
174 Moolanda Boulevard, Kingsley Western Australia, 6026 Australia
Tel./ Fax. +(61)-8-9408-1007
Mobile. +(61)-4-2366-0776
E-mail : phra_tawee@yahoo.com.au
Melbourne
Melbourne Meditation Centre
18 Centenary Drive, Mill Park Vic, Australia
Tel. +(613)-9437-6255
E-mail : ronrawee@yahoo.com.au
Queensland
Brisbane Meditation Centre
73 Lodge Road, Wooloowin Brisbane, Queensland, Australia
Tel. +(61)-7-3857-3431

ส่วนโยมหนูนา ถ้าตอนนี้อยู่ที่ London ที่นั่นก็มีวัดสาขาของวัดที่อาตมาบวชอยู่เช่นกัน
หนังสือที่คิดว่าเหมาะกับโยมหนูนาน่าจะลองหามาอ่านดู ก็คือ Lovely Love มีทั้งฉบับไทยและอังกฤษ เป็นหนังสือธรรมะสำหรับครอบครัวนี่แหละ ลองอ่านเล่มนี้ก่อน ถ้าประทับใจ กลับมาแล้ว ค่อยหาหนังสือครอบครัวอบอุ่น และ เปิดไปอ่านความสุข มาอ่านดู รู้สึกว่าที่ศูนย์หนังสือจุฬาก็มีวางอยู่นะ
แต่ถ้ายังไม่กลับเมืองไทย ก็บอกว่าพระเพื่อนแนะนำให้มาหาหนังสือเล่มนี้ ลองไปตามที่อยู่นี้นะ

United Kingdom
London
Wat Phra Dhammakaya London
1-2 Brushfield Way, Knaphill, Woking, GU21 2TG, United Kingdom
Tel : +(44)-1483-475757
Mobile : +(44)-7723-351254
Monk's Residence : +(44)1483-480001
Fax. : +(44)-1483-476161
E-mail : disuk@hotmail.co.uk
Manchester
Wat Charoenbhavana Manchester
Gardner House, Cheltenham Street, Salford, Manchester, M6 6WY
Tel. +(44)-161-736-1633, +(44)-798-882-3616
Fax. +(44)-161-736-5747
E-mail : watmanchester@hotmail.com

ท้ายที่สุดนี้ อาตมาก็ขอให้โยมเง้ง โยมหนูนา และเพื่อนๆ ฝ่ายหญิงทุกท่าน จงตั้งอยู่ในความอดทนด้วยปัญญา แล้วความเป็น “แม่พระในบ้าน” จะนำพานาวครอบครัวไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เจริญพร


ปล 1. เว็บร้านซีเอ็ดที่แนะนำหนังสือ

//www.se-ed.com/Eshop/Book/BookDetail.aspx?No=9789749416839&TypeMCode=BK&ProdMCode=%E0%B8%84%E0%B8%84


ปล 2. วัดสาขาในประเทศต่างๆ สำหรับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ

//www.dhammakaya.or.th/centremain.php

 

โดย: คนกวาดวัด IP: 117.121.218.53 16 มีนาคม 2551 15:29:37 น.  

 

นี่ไง อิฐ รูปเอ็งหื่นพอมั้ย
Photobucket>

 

โดย: narongmod 17 มีนาคม 2551 0:54:15 น.  

 

สำหรับ เง้งนะ
Photobucket>

 

โดย: narongmod 17 มีนาคม 2551 0:59:55 น.  

 

ขอบคุณค่ะหลวงพี่ต้น
อ่านไปแล้วก็เพลินดีค่ะ ปกติอยุ่ที่นี่ก็ชอบไปทำบุญทีวัดทุกวันอาทิตย์อยุ่แล้ว บางทีก็ทำอาหารไปถวายพระแล้วที่เหลือก็ให้ญาติโยมที่ไปทำบุญร่วมกัน บางทีก็ไปช่วยกันล้างจาน รู้สึกสบายใจดี เห็นอย่างนี้ โยมหนูนาก็ชอบอ่านหนังสือธรรมะนะค๊ะพระต้น ที่ชอบอ่านก็เป็นของท่าน ว.วชิรเมธี คืือรุปแบบหนังสือ และคำที่ท่านหลวงพ่อใช้อ่านแล้วไม่หน้าเบื่อค่ะ ชวนให้อ่านต่อจนจบ อย่างของหลวงพี่ต้น ถ้าหลวงพี่ต้นเขียนโดยอ้างอิงตัวอย่างหรือเหตุการ์ณ ที่เกิดขึ้นจริง คิดว่าผู้อ่านน่าจะเข้าใจง่ายขึ้น อ่านเพลินๆ เหมือนเรีื่องบองเล่าแทรกธรรมะ แทนที่จะเป็นธรรมะล้วนๆค่ะ
ก็ลองเสนอแนะดูค่ะ เอาไว้จะติดตามตอนต่อไปนะค๊ะ

ฮัลโหลมด ขอบใจจ่ะ กระจ่าง มาก

ิอิฐ คิดถึงแกว่ะ กลับไปคราวที่แล้วก็ไม่ได้เจอ คราวนี้จะว่างไปงานแต่งชั้นไม๊เนีย เออลืมบอกไปคราวนี้ชั้นกลับ
EVA Air ว่ะ คงไม่ได้รบกวนแก แล้วยังไงเจอกันนะ
จะเอาอะไรที่ลอนดอนหรือเปล่า บอกมาแล้วกัน
อาทิตย์จะไปเบลเยียม (Brussell) จะเอาอะไรหรือเปล่า บอกมาได้ไม่ต้องเกรงใจ
แล้วเจอกัน

 

โดย: หนูนา IP: 86.138.131.83 18 มีนาคม 2551 7:36:59 น.  

 

ทำงานกรมส่งเสริมการเกษตร อยุ่ที่จังหวัดอะไรจะ๊
คนข้างๆ เราอยากรุ้ อ้อ เค๊าถามว่าเมื่อไหร่มดจะได้
ขึ้นเป็นอธิบดีล่ะ

 

โดย: หนูนา IP: 86.135.91.213 22 มีนาคม 2551 8:12:00 น.  

 

นมัสการหลวงพี่ต้น และหวัดดีเพื่อนทุกคน

ขอขอบพระคุณหลวงพี่ต้นนะค่ะ สำหรับคำสอนและคำแนะนำ ตอนนี้โยมเง้งอยู่ที่ซิดนี่ย์ มีความสุขดีเป็นแม่บ้านและเรียนหนังสือไปด้วย ส่วนสามีก็เป็นคนดีใจเย็นชอบนั่งสมาธิ นั่งมากว่าสิบปีแล้วค่ะ ชอบไปวัดเหมือนกัน

มด...ขอบคุณมากนะที่เอารูปตอนเด็กๆ โพสท์ให้น่ะดูแล้วเด็กไปประมาณปีสองปีจากปัจจุบันเลย

หนูนา ...โทษทีนะที่กลับไปตอนงานหนูนาไม่ได้เพราะสามียังสอบไม่เสร็จและนายใหม่เค้าให้ลาตอนนั้นไม่ได้ แต่ยังไงเราคงไปเยี่ยมหนูนาที่ลอนดอนเลยนะประมาณอีกสองสามปี ก่อนโอลิมปิกที่โน่นแน่นนอน แล้วจะพาหลานไปให้เห็นด้วย(ถ้ามีนะ)

เราจะกลับไทยวันที่ ๒๑ มิถุนายน ใครจะฝากซื้ออะไรก็เมล์มาหาเรานะ กระเป๋าว่างใส่ของได้เยอะ ครีมรกกกรกแกะก็มีเยอะนะ

คิดถึง
เง้ง

 

โดย: G'day IP: 203.153.202.189 9 เมษายน 2551 6:42:32 น.  

 

ทักทายเพื่อนๆทุกคนมีข่าวแจ้งล่วงหน้า เราจัดงานไปไหว้ศาลพ่อทุก เสาร์แรกของเดือนธันวา จัดเมา 2 ปีมีคนมาเพิ่มขึ้นทุกปี ใครอยากมาทำตัวให้ว่างๆไว้ สำหรับของไหว้เราให้พี่จิ๊บจัดแต่ถ้าใครอยากไหว้เครื่องเซ่นพิเศษก็แล้วแต่(ห้ามเป็นหมู) กุ้งใต้ก็มาน่ะ 2ปีเลย มาแล้วก็พูดไม่หยุดเลย อยากหูหนวกมาเลย เจอใครก็บอกต่อด้วยน่ะงานนี้รวมทุกรุ่นทุกภาค เออ ...ถ้าใครอยากรู้ข่าวของรุ่นน้องหรือพี่คนไหนถามได้ยังเจอกันหลายคนถ้าไม่เจอก็จะพยายามหาข่าวมาให้ถ้าอยากรู้น่ะ

 

โดย: เอก....เอกรัฐ IP: 125.25.16.96 10 เมษายน 2551 19:16:52 น.  

 

มด คุณจะไปงานหนูนาดำรึเปล่า เดี๋ยวกระผมจะโทรไปเชิญคุณโจ้กับคุณกล้วยด้วย สุภาพหยั่งนี้ออกอากาศได้รึเปล่าขอรับ สุดยอดละอายปากเลย ติดต่อกลับด้วยทางโทรศัพท์ก็ดีไม่ค่อยได้เข้าเน็ต อยากเจอคุณมากไปงานคนเดียวใบ้รับประทานแน่ อ้อเกือบ ลืมคุณยุทธ แจ้งด้วยด่วน

 

โดย: เอก....เอกรัฐ IP: 125.24.60.210 11 เมษายน 2551 21:59:14 น.  

 

เอก... สุภาพมากเลยนะ ไม่เจอเอกตั้งนาน แต่งงานมีลุกหรือยังนะ อยากเจอเพื่อนที่ม่เคยเจอเป้นสิบปีเหมือนกันบางคนเราก็ลืมหน้าตาลืมชื่อด้วย แต่เราจำได้ว่าเอกชอบเล่นจับจิ้งจก ว่างๆๆๆเราจะเอาจิ้งจกที่ซิดนี่ต์ไปฝากนะ ตัวใหญ่เบิ้มๆๆๆ

คิดถึงทุกคน 555

 

โดย: เง้ง IP: 203.153.199.4 12 เมษายน 2551 7:20:42 น.  

 

คุณเอก.......เอกรัฐครับผมนึกหน้าคุณไม่ออก
กำลังหารูปคุณอยู่
ถ้ายังไงเอารูปมาโพสในคอมเมนท์ให้ดูหน่อยซี
(ขนาดรูปไม่เกิน 150 kb อัพที่กล่องด้านบนได้เลยทำไว้ให้แล้ว แล้ว copy url มาวาง ที่ ปุ่ม jpg )

 

โดย: narongmod 17 เมษายน 2551 18:09:27 น.  

 

หรือว่าไอ้เอก....หวังตรงจิตรฟะ
ไอ้ห่านกรูนึกว่าใคร เฮ้อมรึงนะมรึง

 

โดย: มด IP: 118.175.195.72 19 เมษายน 2551 13:15:00 น.  

 

 

โดย: narongmod 7 พฤษภาคม 2551 22:56:28 น.  

 

^
^
^
^
ข้างบนนี้นี่กะเหรี่ยงแตกทัพ ที่หนาย wa~ เนี่ย

 

โดย: เจ้ายุทธจักร IP: 202.91.18.192 17 พฤษภาคม 2551 0:46:31 น.  

 

สมัยนั้นเค้าเรียกกันว่า จตุรเทพพืชไร่ เฟ้ย

 

โดย: 1 ใน 4 จตุรเทพ IP: 202.149.24.161 18 พฤษภาคม 2551 8:20:41 น.  

 

เอก ขอบคุณมากๆ เรื่องซองแต่งงาน แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ใส่ซองคืนให้ล่ะ (สงสัยอีกนาน ฮึ ฮึ)

งานนี้มีเพื่อนๆ ไปน้อยมาก มาก เลย งอนแล้วนะ
โดนที่บ้านแซวว่าเพื่อนไม่คบแล้วเหรอ
ก็ปลอบใจตัวเองว่า มันเป็นอาทิตย์ที่คนเค๊าหยุดยาวน่ะ
บางคนก็ติดธุระไปงานอื่นด้วย

ขอบใจเพื่อนๆ มากนะ

หนูนา

 

โดย: หนูนา IP: 124.121.124.50 20 พฤษภาคม 2551 7:25:37 น.  

 

ขอบคุณเล็กขี้ริ้วเดี๋ยวนะ เราไม่มีเบอร์ติดต่อน่ะ
ยังไงจะถามอ้นอีกทีแล้วโทรไปคุยนะ แต่ขี้ริ้วมีอีเมลล์
เรานี่ ยังไงก็เขียนไปคุยกันได้นะ

หนูนาจ่ะ

 

โดย: หนูนา IP: 124.121.124.50 20 พฤษภาคม 2551 7:29:29 น.  

 

ขอโทษหนูนาด้วยจริง ๆเราต้องไปราชการที่จังหวัดสุรินทร์

กลับมาไม่ทัน

 

โดย: มด พืชไร่ IP: 118.175.195.72 21 พฤษภาคม 2551 16:08:55 น.  

 

ขอโทษหนูนา ด้วยนะ มีงานOnSiteแถวบางปะอินตั้งแต่เช้ากว่าจะเสร็จงาน late ถึงหัวค่ำ เข้าไปไม่ทันจริงๆ
(ทำงาน24x7อ่ะ)
โทรหาหลายคน แต่ไม่มีใครอยู่ที่งานนะ อีกอย่างไม่มีเบอร์ของก๊วนอ้น/ฮุ้ง/โน โทรไปหาแก้ว ก็ม่ายติดอีก
ส่วนของขวัญเอาใว้ส่งตามไปให้นะครับ
หรือจะรอฉลองตอนลูกคนแรกเลยเป็นงัย :P

 

โดย: ยุทธ IP: 202.91.18.206 22 พฤษภาคม 2551 0:03:05 น.  

 

ต้องขอโทษหนูนาด้วยที่ไม่ไปงาน ติดธุระที่อุบลฯ แรกๆเห็นเพื่อนจะไปกันเยอะอุตส่าห์ดีใจแทนนานๆจะได้ยินงานมงคลสำหรับรุ่นอย่างพวกเราที แต่สงสัยเพื่อนๆคงอิจฉาหนูนามั่ง ( ดำสู้ไม่ได้ ............ อิอิ ) ไว้เจอกันงานเลี้ยงรุ่นดีกว่าอยากเจอหลายๆคนจะได้สนุกและคุยกัน รุ่นน้องๆจัดกันทีมากันเยอะมาก ( เห็นน้องๆว่ากัน มาที 20 - 30 คน ของเรามากันนับนิ้วก็ครบแล้ว ) โชคดีมีน้องไวไว หรือม่าม่า ดี

 

โดย: เอก....เอกรัฐ IP: 125.24.80.49 16 มิถุนายน 2551 18:54:22 น.  

 

แอบมาดูการเลี้ยงรุ่นครับ

 

โดย: Insignia_Museum 28 มิถุนายน 2551 14:54:18 น.  

 

ดีจังที่เพื่อนๆยังติดต่อกันอยู่ มีงานเลี้ยงอีกเมื่อไหร่อย่าลืมโทรบอกกันนะ ยังใช้เบอร์เดิมน่ะ ดูรูปแล้วเพื่อนๆสวยขึ้นทุกคนเลย โดยเฉพาะนู๋ดาว ถ้ามีโอกาสก็อยากเจอทุกคนเลยนะ

 

โดย: ต่าย IP: 110.164.27.68 3 พฤศจิกายน 2552 15:52:44 น.  

 

มด เมื่อไหร่จะปรับปรุง บล็อกนี้ซะที เพื่อนๆหายไปไหนหมด เราไม่ค่อยทันสมัยนานๆเล่นเน็ตที อยู่ป่าอยู่เขา ว่างๆอัพเดทให้ที

 

โดย: เอก IP: 180.180.41.148 19 พฤศจิกายน 2552 18:31:38 น.  

 

สวัสดี ต่าย
สวัสดี เอก เราก็งานเยอะมากไม่ค่อยมีเวลาปรับปรุง บล็อคเลย
แต่ก็ดีใจนะที่เพื่อนเข้ามาทักทายกัน
เร็ว ๆนี้ต้องได้กินเหล้าด้วยกันอีกแน่ ๆ

 

โดย: มด IP: 125.27.117.66 25 พฤศจิกายน 2552 16:26:10 น.  

 

ไปเจอกัน 6 ก พ 2553 ที่คณะนะเพื่อน ๆ

 

โดย: มด IP: 125.27.112.139 22 มกราคม 2553 10:20:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


narongmod
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add narongmod's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.