Bloggang.com : weblog for you and your gang

Group Blog

 
All blogs

 

Tropical Antibiotic ที่ใช้รักษาสิว

ในกระบวนการรูปแบบหรือขั้นตอนการเกิดโรคสิวในแต่ละประเภทนั้น จะขอไม่กล่าวถึงไปอ่านได้ในบทที่ผ่านๆมา เรามาเข้าเรื่องดีกว่า ยาปฏิชีวนะโดยการทา (Tropical Antibiotic) ที่ใช้รักษาสิว มี 3 ชนิดด้วยกันคือ

1. Clindamycin (CL) เป็นที่นิยมกันมากหาซื้อได้ง่ายมีหลากหลายยี่ห้อในตลาด และราคาไม่แพง ที่ใช้ในการรักษาคือ CL1% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง)



CL มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 83% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 50% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 25.6-58.4% ผลข้างเคียงคิดเป็น 5% ของผู้ป่วยที่มักจะเกิดการระคายเคือง

2. Erythromycin (ER) ที่ใช้ในการรักษาคือ 2% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง)



ER มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 33% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 90% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 32.0 -54.4%

3. Tetracycline (TC Hydrocholoride) TC.HCL 1% in Hydroalcoholic Solution โดยทาวันละ 2 ครั้ง 2 เดือน ใช้รักษาสิวอักเสบอ่อนๆถึงปานกลาง (สิวตุ่มแดงและสิวตุ่มหนอง)

TC มีฤทธิลดจำนวนเชื้อ P.acnes ได้ 33% และลด Surface free fatty acids ได้ 100% ลด bacterial lipase ได้ 90% และลดรอยโรคสิวอักเสบได้ 24.9 -52.3% ผลเสียก่อให้เกิดการดื้อยาของบักเตรีชนิด Staphylococcus 100% และ P.acnes 33% อีกทั้งยังให้ผลระคายเคือง

 

Create Date : 12 มิถุนายน 2549
Last Update : 12 มิถุนายน 2549 14:56:17 น.  

การรักษาสิว (Treatment of Acne Vulgaris)

แพทย์ควรได้อธิบายให้ผู้ป่วยสิวทราบถึงสาเหตุ, ระยะเวลาการรักษา, และผลดีที่จะได้จากการรักษา เพื่อที่ป่วยจะได้ใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อผลที่ได้จะได้รับผลลัพธ์ที่ดี

การรักษาสิว
1. โดยการทา (topical Therapy of Acne Vulgaris) ยาทารักษาสิวนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางได้แก่ Benzoyl Peroxide (BP), Retinoic Acid (RA) และพวก Antibiotic เช่น Clindamycin (CL) ซึ่งชื่อยาที่ได้กล่าวไปนั้น เป็นยาที่มีตามร้านขายยาทั่วไปและมักจะหาซื้อได้ง่าย แต่การใช้งานค่อนข้างมีผลกระทบคือการเกิดการระคายเคืองของผิว (สาวๆหนุ่มๆใน pantip ที่นิยมซื้อยาทารักษาเอง จะต้องรู้จักตัวเหล่านี้แน่นอนเพราะแนะนำกันต่อๆมา ไม่รู้ใครแนะนำคนแรกเหมือนกัน ซึ่งจริงๆแล้วตัวเจ้าของ blog เองไม่ขอแนะนำไม่ใช่เพราะมันจะไม่หายแต่เพราะมีตัวที่เค้าพัฒนาขึ้นมาแล้วให้ผลดีกว่าและการระคายเคืองน้อยกว่า)

ซึ่งยารักษาสิวตัวใหม่ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดการระคายเคืองที่น้อยลงได้แก่ Isotretinoin (ITN), Azelaic acid (AZA) ซึ่งเหมาะที่จะรักษา สิวคอมมิโดนและสิวชนิดอักเสบ Glycolic acid ช่วยสลายคอมมิโดนและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังที่รอยโรค

เดี๋ยวในหัวข้อต่อไปจะมาบอกถึงยาที่ได้รับการพัฒนาแล้วมันให้ผลการทำงานจากการวิจัยดีกว่ายารุ่นเก่าขนาดไหนในปริมาณที่เทียบเท่ากัน

2. โดยการรับประทาน (Oral Therapy of Acne Vulgaris) แบ่งออกเป็น 3 พวกด้วยกันคือ
2.1) Antibiotic ยาจำพวกนี้สามารถที่จะรักษาสิวอักเสบปานกลางได้ผลดี แต่ไม่เพียงพอไปลดจำนวนเชื้อ P.acnes ลง แต่สามารถลดกรดไขมันอิสระได้ อีกทั้งยังสามารถไปยับยั้งการหลั่ง Enzymes หลายชนิด ตลอดไปจนยังไปต้าน Chemotaxis, Lymphocyte Function ได้

2.2) Isotretinoin (ITN) เป็น 13-cis-Retinoic acid หรือที่เป็นที่นิยมเรียกกันว่า roaccutane, acnotin ซึ่งล้วนเป็นชื่อทางการค้าของ ITN ทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ใครเป็นสิวนิดหน่อยก็ต้องขอหมอหรือผู้รักษาเรื่อยไปว่าอยากทาน หนำซ้ำบางครั้งหมอไม่จ่ายก็ดิ้นรนหาซื้อเองเพื่อจะนำมารับประทาน จริงๆแล้วเรียกว่าอันตรายมากทีเดียวเพราะตัวนี้ใช้เฉพาะการรักษาสิวอักเสบรุนแรงและสิวชนิดที่ยากต่อการรักษา แน่นอนด้วยความแรงของมันทำให้ผลการรักษาย่อมเหนือกว่ายาอื่นทุกตัวแต่อย่างที่บอกไป คือมันใช้รักษาสิวชนิดอักเสบรุนแรงและสิวที่ยากต่อการรักษาเพราะดังนั้นถ้าหากเป็นนิดๆหน่อยๆแล้วใช้ยาตัวนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มกับที่เสียดูจากคำเตือนที่ค่อนข้างมาก (บางคนว่าชั้นยังไม่แก่ กินไปก่อนขอสวยก่อน หารู้ไม่ว่าสวยแต่อยู่ได้ไม่นานเท่าไร)

2.3) การใช้ Hormonal Preparation ก็ได้แก่พวกการรับประทาน ออร์โมนต่างๆ พวกนี้การออกฤทธิ์นั้นจะไปลดการหลั่งซีบุ่มให้น้อยลง แต่อาจมีอาการข้างเคียงคือมีรอบประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ มีอาการบวมน้ำหรือการเกิดฝ้าได้ง่าย

การรักษาสิวนั้น หลายคนมองว่า ทำไมรักษาสิวมาตั้งหลายอาทิตย์ ยังไม่หาย คำว่าหลายอาทิตย์นี้ ส่วนมากที่เห็นจะไม่มีใครอดทนได้ถึงเดือนกันซักเท่าไร จริงๆแล้วยาที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นการทา หรือ การกิน นั้นต่างก็ต้องใช้ช่วงระยะเวลาที่จะทำให้การรักษาหายไม่กลับมาเป็นอีก หรือถ้าเป็นก็น้อย ดังนั้นแล้วหากจะรักษากันจริงๆเรื่องของสิวก็ต้องให้เวลา ไม่ใช่จะหายทันใจเหมือนเสกมา ซึ่งแพทย์ที่ทำการรักษาต้องพยายามอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเวลาการรักษา แต่ตามปกติแล้วอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้ป่วยจะหยุดการรักษาเองซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าเป็นการไม่หายขาด พอเป็นใหม่ก็โทษแพทย์ผู้รักษาว่ารักษาทำไมไม่หายขาด (ก็จะหายขาดได้อย่างไรเมื่อผู้ป่วยไม่มาให้ครบ) แต่ก็ว่าไม่ได้อีก เพราะว่าในบางที่ก็เก็บค่าบริการรักษาที่แพงเหลือหลาย ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยย่อมมองว่าหายแล้วจะไปรักษาอีกทำไม อนิจจังวนกันไป...วนกันมา...

อีกเรื่องที่อยากจะพูดเหลือเกิน นั่นก็คือผู้ป่วยที่เป็นสิวนั้นเมื่อเห็นมีสิวขึ้นไม่ว่าที่บริเวณไหนก็แล้วแต่มักจะไปหาซื้อยามารักษาเองตามร้านขายยา ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ผิด หากผู้ป่วยสามารถที่จะแยกโรคของสิวออกว่าผู้ป่วยเป็นโรคของสิวแบบไหน แล้วทำการเลือกซื้อยาและโดสที่เหมาะสมกับการรักษา ก็จะทำให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ ซึ่งมันก็เป็นความฝัน...เพราะในความเป็นจริงๆแล้วผู้ป่วยมักจะคิดว่า เป็นสิวก็คือสามารถใช้ยารักษาสิวตัวใดก็ได้รักษา ซึ่งย่อมส่งผลให้ รักษาเท่าไรก็ไม่หายซักที เดี๋ยวดีอยู่พักก็กลับมาหนัก บางรายก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ก็จะให้พูดว่าอย่างไรได้ เหมือนกับว่า เราผมยุ่งแทนที่จะหาหวีมาหวี กับเอาไดร์มาเป่า มันก็จะเรียบซักวันล่ะผมน่ะ

ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นสิวขึ้นมา 1 เม็ดต้องรีบแจ้นไปหาแพทย์ (ซึ่งก็เป็นหนทางที่ดี แต่อาจจะแพง) หากแต่ต้องพิจารณาดูกันหน่อย ว่าที่ขึ้นมาน่ะเป็นประเภทไหน ยาตัวไหนที่มีผลต่อโรคนั้นๆ อีกอย่างการพบแพทย์นั้นเดี๋ยวนี้เห็นไปพบแพทย์ตามคลีนิค นั่งรอกันน๊านนาน ยังไม่ทันเท่าไรไปพบแพทย์ไม่ถึง 1 นาทีก็ออกมาเอายาไปทา บางรายก็เอากินบ้าง ที่เขียนไม่ได้อยากจะว่าแพทย์ลักษณะแบบเชิงพาณิชย์แบบนี้ซักเท่าไร (เพราะเงินก็ไม่เข้าใครออกใคร) แต่ผลการรักษาก็คงนานกว่าจะหาย บางคนที่เป็นโรคสิวแบบพื้นๆที่ยาตั้วนั้นๆสูตรๆนั้น สามารถส่งผลต่อโรคได้ ก็ดีไปคือ หาย แต่ก็นั่นล่ะ หากไม่ตรงก็หากันไปเถอะ หากันให้ตายก็ไม่หายซะที เพราะดังนั้นแล้วโรคสิวให้ดีในกรณีที่เป็นหรือพบมาก ควรมีการตรวจอย่างละเอียดหน่อยว่าเป็นโรคสิวชนิดใด และอย่างเดียวหรือเปล่า ซึ่งนั่นหมายถึงการนำมาสู่การรักษาที่ถูกต้อง ได้ผล แลพประหยัดเวลากับค่าใช้จ่าย ด้วย


 

Create Date : 04 มิถุนายน 2549
Last Update : 12 มิถุนายน 2549 14:21:10 น.  

การวินิจฉัยและการวินิจฉัยโรคของสิว

อาการแสดงทางคลีนิคของสิว แม้จะมีรอยโรคที่เด่นเป็นพิเศษก็ตามในการวินิจฉัยโรคของสิว แม้ว่าจะค่อนข้างง่าย แต่เพื่อความถูกต้องของการวินิจฉัยโรคสิว จึงควรมีการวินิจฉัยแยกโรคของสิวด้วย

1. Rosacea มีลักษณะประจำที่พบในหญิงหรือชาย อายุเกินวัยที่จะเกิดสิวโดยทั่วไปแล้วจะพบว่า ไม่มีคอมมิโดน Nodules Cysts Scarring บางครั้งผู้ป่วยอาจมีทั้งสิว และ rosacea ในคนเดียวกัน บริเวณที่พบบ่อยคือ ตามแนวกลางของหน้าผาก จมูก คาง นอกจากนี้ จะมีใบหน้ามัน และ ใบหน้ามักจะมีสีแดง




2. Perioral Dermatitis ลักษณะเป็นตุ่มแดงบางครั้งเป็นตุ่มหนอง คล้ายกับสิว อยู่เฉพาะบริเวณโดยรอบปากและใกล้ๆจมูก มีอาการคันที่ตุ่มแดง ตุ่มหนองผิวแห้งเป็นขุย ที่สำคัญรอยโรคนี้จะไม่พบคอมมิโดน



3. Milia เป็น Cysts ขนาดเล็กอยู่ในชั้น Dermis ติดกับส่วนล่างสุดของ Epidermis ลักษณะที่มองเห็นจะเป็นตุ่มนูนเล็กมากๆ นูนจากผิวหนังเล็กน้อย สีขาวซีดกว่าผิวหนัง ปกติไม่เห็นรูขนกลางรอยโรค Milia ต้องวินิจฉัยแยกโรคออกจากสิวหัวขาวในผู้ป่วยสตรี ตำแหน่งที่พบบ่อยคือใต้ตาทั้งสองข้าง และอาจะพบบ่อยสำหรับผู้ที่นวดหน้ามาหลายครั้ง



4. Aceneiform Eruptions อาจมีต้นเหตุ จากยากินหรือทาในกลุ่ม Steroids มีความรุนแรง ปานกลางถึงความแรงมาก ลักษณะจะเป็นตุ่มสีแดงสด มีลักษณะแข็งกว่า papules ของสิว ส่วนพื้นผิวเป็นมัน ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ หน้าผาก โหนกแก้ม ทั้งสองข้าง การวินิจฉัยโรคต้องแยกโรคออกจาก papules และ superficial pustules ของสิว (สถานรักษาผิวหนังหลายที่ มักจะไม่ค่อยตรวจละเอียดในตัวนี้โดยให้ยารวมๆกันซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้หลายคนไม่หายซักกะที)



5. Folliculitis คือ รูขุมขนอักเสบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบย่อยๆได้แก่

5.1) Gram Negative Folliculitis เป็นรูขุมขนอักเสบจากเชื้อบักเตรีกลุ่มกรัมลบ มักเกิดกับผู้ป่วยสิวที่ได้รับการรักษาไปชั่วระยะเวลาหนึ่งด้วยยาทาหรือยากินรักษาสิวมีลักษณะอาการ 2 ชนิดคือ เป็นตุ่มหนองเล็กๆรวมกันเป็นกลุ่มๆละ 3-5 ตุ่ม กับลักษณะที่สองคือ เป็นตุ่มหนองหรือตุ่มแข็งขนาดใหญ่กว่าเกิดแบบเฉียบพลันอยู่บริเวณโดยรอบปากหรือบริเวณคางเป็นกลุ่มๆละ 3-5 ตุ่มปะปนกัน อาจมีอาการคัน การวินิจฉัยแยกโรคจาก acne papules, acne pustules และ acne nodules ด้วย

5.2) Folliculitis จากเชื้อ Pityrosporum Ovale มักพบที่แผ่นหลังส่วนบนหรือต้นแขน ลักษณะคล้ายกับสิวเสี้ยนที่ปลายจมูก อาจะต้อง scrape จากรอยโรคไปตรวจเชื้อ P.ovale และแยกโรคจาก acne papules หรือ acneiform เช่นกัน

5.3) Folliculitis จากเชื้อ Candida, Staphylococus epidermidis,animal ringworm ซึ่งมักจะพบได้น้อย



6) Plain warts เป็น papules นูนจากผิวหนังเล็กน้อยสีผิวหนังหรือดำกว่าผิวหนังเล็กน้อย กดดูจะแข็งเล็กน้อย ที่มีลักษณะเป็นแผ่นยกสูงจากผิวหนัง ผิวของรอยโรคขรุขระเล็กน้อย มักพบที่ใบหน้าบริเวณหน้าผาก

 

Create Date : 03 มิถุนายน 2549
Last Update : 4 มิถุนายน 2549 8:30:49 น.  

ลักษณะของสิวหรืออาการแสดงทางคลีนิค (Clinic Manifestations)

*


1. สิวคอมมิโดน (Comedones) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ
1.1 สิวหัวขาวหรือคอนมิโดนปิด (Closed Comedones) มีลักษณะเป็นตุ่มสีขาวเล็กๆ นูนกว่าผิวหนังเล็กน้อยสิวผิวหนังซีดกว่าผิวหนังเล็กน้อย ไม่เห็นรูขนตรงกลางรอยโรคด้วยตาเปล่า สิวหัวขาวมักพบได้บ่อยบริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วและจมูก สิวหัวขาวเป็นรอยโรคอันดับแรกๆของสิวซึ่งสามารถจะกลายเป็นรอยโรคสิวขนิดอักเสบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

*


1.2 สิวหัวดำหรือคอนมิโดนเปิด (Open Comedones) มีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก นูนกว่าผิวหนังเล็กน้อย กลางรอยโรคจะเป็นรูขุมขนเห็นเป็นจุดสีดำ มีขุยสีขาวและเป็นน้ำมัน เมื่อคลำจะรู้สึกสากเป็นน้ำมันและเป็นไตแข็งเล็กน้อย สิวหัวดำพบได้บ่อยบริเวณระหว่างคิ้วบริเวณแก้มและปลายจมูก

*


*

1.2 สิวตุ่มแดง (papules) มีทั้งขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดง นูนจากผิวหนังเล็กน้อย มีวงแดงของการอักเสบขนาดเล็ก เป็นไตแข็ง มักเกิดบนใบหน้าที่ผิวหนังมันมาก ตำแหน่งที่เกิดพบกระจายไปทั่ว อาจจะพบอยู่ที่หน้าผาก บริเวณแก้มชิดกับปีกจมูกทั้งสองด้านหรือที่คาง และบริเวณที่ปากโดยรอบ

*



3. สิวตุ่มหนอง (Pustules) ทั่วไปจะมีขนาดใหญากว่า Papules ลักษณะเป็นตุ่มสีแดงขนาดใหญ่ ตรงส่วนยอดของตุ่มแดงมีหนองขังอยู่มีวงแดงของการอักเสบโดยรอบขนาดใหญ่ เป็นไตแข็ง และกดเจ็บ บางตุ่มหนองอาจจะแตกออกเป็นแผลมีน้ำหนอแห้ง มักเกิดบนผิวหนังที่มันมาก ตำแหน่งที่มักจะพบเจอได้บ่อยคือ บริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว แก้มสองข้าง และคาง

*



4. สิวตุ่มแข็ง (Nodules) เป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงขนาดใหญ่นูนจากผิวหนัง มีฐานแดงคลำดูจะรู้สึกว่าเป็นไตลึกมาก รู้สึกอุ่นเมื่อสัมผัส กดเจ็บเหมือนฝีฝักบัวขนาดเล็ก ตำแหน่งที่พบมักเป็นที่บริเวณหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง บริเวณรอบปากและคางอาจรุนแรงมากจนกลายเป็นแผลเป็น

*



5. สิวถุงหนอง (Cyst in acne) DeepLesions เกิดจากคอมมิโดนแตกสลายและสารภายในคอมมิโดนทั้งหมดถูกขับไปอยู่ชั้นใน dermis เกิดเป็นรอยโรคชนิดลึก เป็นสิวตุ่มหนองชนิดอยู่ลึก (Deep Pustules)

*


6. Draining Sinuses เกิดจาก Nodules และ scars ในรอยโรคเดียวกัน จึงมีลักษณะของ Nodules หลายๆ Nodules มาเรียงต่อกันในชั้นลึกของ Dermis ผิวหนัง หรืออาจเป็น scars คลุมอยู่ มักเห็นเป็นแนวยาวนูน เป็นไตลึกลงในผิวหนัง กดเจ็บ คลำดูอุ่นๆ และอาจมีเลือดหรือหนองเกาะติดอยู่ปากแผล ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ ใบหน้าบริเวณโคนจมูก แก้มสองข้างใกล้กับปีกจมูก หน้าผากและมุมคางตามแนวขากรรไกรล่าง (ขออนุญาติไม่แสดงรูปนะคะเพราะเดี๋ยวจะสยอง หม่ำข้าวไม่ลง)

 

Create Date : 03 มิถุนายน 2549
Last Update : 3 มิถุนายน 2549 11:09:35 น.  

ทำความรู้จักกับสิว (Acne Vulgaris)

กระแสเรื่องของความสวยงามเป็นกระแสที่ไม่มีวันจางหายไปจากบ้านเรา ยิ่งในปัจจุบันเดินตามท้องถนนไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง เห็นหน้าใสขาวกันยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้สถานรักษาโรคผิวหนัง เกิดขึ้นอย่างหนาตา บางรายก็ให้คำจำกัดความว่ารักษาหน้า รักษาสิว ซึ่งทุกๆร้านมักจะมีจุดขายที่มีแพทย์ประจำ แต่ในบางครั้งแพทย์ที่ทำการประจำอยู่นั้นอาจจะไม่ได้จบทางด้านของผิวหนังมาโดยตรง การรวจรักษาอาการของผิวหนังที่จริงแล้วจำเป็นต้องมีการ สัมผัส การนำไปตรวจทางห้องแลป ตลอดไปจนการวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงก่อนที่จะทำการรักษา ซึ่งในปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่าการไปพบรักษาผิวหนังนั้น เมื่อเข้าไปในห้องพบแพทย์ บางสถานที่ เรียกว่าไม่ถึง 1 นาทีในการวินิจฉัยโรค และเป็นที่แน่นอนว่ามันย่อมจะไม่หาย ดังนั้นแล้วก่อนที่จะไปพบแพทย์ เราก็ควรจะมีความรู้ข้อมูล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ข้อมูลต่างๆเพื่อช่วยในการรักษาของแพทย์กัน

สิวเป็นกระบวนการอักเสบในรูขนซีเบเซียสโดยเฉพาะ พบได้บนใบหน้าเป็นสำคัญ แต่ส่วนอื่นๆที่อาจจะพบสิวได้อีก คือ แผ่นหลังส่วนบน หน้าอก หัวไหล่ และต้นแขนทั้งสองข้าง



ลักษณะของสิวทางคลีนิคอาจพบกว่าเป็นแบบสิวคอมมิโดน,สิวตุ่มแดง,สิวตุ่มหนอง,สิวถุงหนอง หรือในบางรายที่รุนแรงมากจะกลายเป็น Draining sinus เป็นถุงหนองเป็นทางยาวติดต่อกับใต้ผิวหนัง เมื่อเป็นแผลจะเกิดแผลเป็น (Scars) หรือรอยบุ๋ม หรือ Kenoids นุนขึ้นจากผิมหนังได้



ปัจจัยเกี่ยวกับการเกิดสิว
1. Hypercornification ของผนังรูขนซีเบเซียส และการเกิดคอมมิโดน เนื่องจากรอยโรคของสิวที่เกิดใหม่ๆมี altered keratinization ของ follicular epithelium ของรูขนซีเบเซียสซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ
1.1) เซลล์ corneocytes ที่ผนังรูขนซีเบเซียสมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากเกินกว่าปกติ
1.2) เซลล์ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนนี้ มีความโน้มเอียงที่จะเกาะซึ่งกันมากขึ้น จนมีจำนวนมากล้นช่องว่างในรูขน กลายเป็นก้อนแข็ง รอบรูขนด้านใน
1.3) ซีบุ่มที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น บวกกับเซลล์ที่ตายจากต่อมซีเบเซียสและท่อซีเบเซียสกับเชื้อ P.acnes อัดกันเป็นก้อนเป็น Solid Masses เกิดเป็น Microcomedones จนกลายเป็น Conmedones ในที่สุด

2. ซีบุ่มถูกสร้างมากขึ้น จากการที่ผู้ป่วยสิวมีแอนโดรเจนสูงกว่าคนปกติจากสิวมีความไวต่อแอนดดรเจนมากกว่าปกติและขณะที่ต่อมซีเบเซียสเปลี่ยน testorone เป็น DHT กระตุ้นต่อมซีเบเซียสให้มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ซีบุ่มถูกสร้างมากกว่าปกติด้วย

3. การรวมตัวของเชื้อบักเตรีในรูขนซีเบเซียส ได้แก่
3.1 P.acnes เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ทำให้เกิดการอักเสบของสิว
3.2 Pityrosporum ovale พบแทรกอยู่ปากรูขนเหนือคอมมิโดน
3.3 Staphylococcus epidermis ทำให้เกิดมีกรมไขมันอิสระเพิ่มขึ้น

 

Create Date : 03 มิถุนายน 2549
Last Update : 4 มิถุนายน 2549 8:52:18 น.  

TearEndless

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Friends' blogs
[Add TearEndless's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.