Bloggang.com : weblog for you and your gang

@<- ในโลกแห่งความฝัน ทุกสิ่งล้วนสวยงามเสมอ ->@

Group Blog

 
All blogs

 

นิราศรัก เพียงภพ - บทที่ ๕ “นี่แค่เริ่มต้น” (ครึ่งหลัง)

แสงสว่างส่องผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ลงมายังหน้าปากถ้ำ ทั้งหมดเก็บสัมภาระเตรียมเดินทางต่อตามที่ขุนพลหนุ่มวางแผนไว้ จากจุดนี้ทุกคนจะต้องมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สู่อาณาเขตเมืองนรินทปุระ นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สมาชิกทั้งสี่คนสามารถเดินทางกลับไปยังชาติภพปัจจุบันได้ เพราะไม่ว่าใครหรืออำนาจของสิ่งใดก็ตามที่ทำให้พวกเขาก้าวข้ามเขตกาลเวลาเข้ามายังที่นี่ คนผู้นั้นหรือสิ่งนั้น ก็จะต้องนำพาพวกเขากลับคืนสู่ห้วงเวลาปัจจุบันกาลได้เช่นกัน

บัดนี้หน้าที่ของผู้กองหนุ่มจบสิ้นไปโดยปริยาย เขาไม่จำเป็นที่จะต้องนำทางทุกคนไปยังแหล่งโบราณสถานนั่นอีกแล้ว หากแต่ในเรื่องของความปลอดภัย เขาจะยังคงต้องรักษาชีวิตของทุกคนไว้จนกว่าจะกลับออกไปจากป่าแห่งนี้

ตลอดทาง มายาวีจะคอยสื่อสารกับขุนพลหนุ่มด้วยภาษาขอมยามที่ทุกคนมีคำถาม ครั้นเมื่อแม่ทัพหนุ่มได้ฟังหญิงสาวเล่าถึงเรื่องที่พวกตนหนีช้างข้ามมายังบริเวณถ้ำดังกล่าว ก็ทำให้ขุนพลนรนาทนึกเอะใจ เขาอธิบายกับมายาวีว่าที่นี่ไม่เคยมีสัตว์ชนิดไหนอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่เช่นช้างหรือแม้แต่แมลงตัวเล็กๆ

น่าแปลก เช่นนั้นแล้วสิ่งที่พวกเขาเห็นคืออะไร โขลงช้างที่มุ่งหน้ามาทางทั้งสี่จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น

“หรือนั่นเกิดจากการดลบันดาลของผู้มีเวทย์มนต์?” โชติวัตร์ตั้งข้อสงสัย

“ของใครล่ะ?” วรินยาเสริม แต่แล้วทุกคนก็ได้แต่นิ่งเงียบ ปิดประเด็นเรื่องดังกล่าว เหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ระหว่างทาง มายาวีถามขุนพลหนุ่มถึงเรื่องของพราหมณ์รามยคุปต์ แม่ทัพหนุ่มเล่าให้เธอฟังว่า พราหมณ์ดังกล่าวนั้นเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิของการบูชาเจ้าแม่กาลี หรือปางดุร้ายของพระแม่อุมาเทวี พระชายาขององค์ศิวะเทพ เพื่อคานอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์มหาเทพดังกล่าว พราหมณ์รามยคุปต์จึงทำพิธีสักการะบูชาองค์เจ้าแม่กาลีด้วยพิธีบูชายัญ ซึ่งเครื่องบัดพลีนั้นก็คือชีวิตและโลหิตของมนุษย์

หลังจากช่วงชิงกุญแจศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์มหาเทพ หรือก็คือ เทวบัญชรมาได้ รามยคุปต์ก็ได้บูรณะหุบเขามัทนะขึ้นมาใหม่ และสถาปนาเทวรูปสักการะของเจ้าแม่กาลีขึ้นมาประดิษฐานไว้กลางเทวาลัยดังเดิม จากนั้นก็แต่งตั้งตนเป็นผู้ครองหุบเขาและอาณาเขตทั้งหมดทางทิศเหนือของเมืองยโศธปุระ โดยมีเหล่าพราหมณ์นอกรีตและภูติผีปีศาจเป็นสาวก


น้ำเสียงของขุนพลนรนาทดังคลอไปกับสายลมตลอดการเดินทาง ทั้งสี่เริ่มรู้สึกชินกับภาษาและสำเนียงที่เขาใช้ จนเริ่มจับใจความออกได้บางประโยค ด้วยทุกคนต่างก็มีความรู้ด้านภาษาแขมร์กันมาบ้าง เพราะทำงานอยู่ที่ภาคอีสานมานาน แม้ว่าภาษาที่พวกเขาคุ้นเคยนั้นจะเป็นภาษาแขฺมร์เลอก็ตามที

ช่วงหนึ่งในตอนที่ทั้งหมดกำลังนั่งพักอยู่บริเวณที่ลาดโล่ง มายาวีเห็นรอยเทพเดินมานั่งใกล้ๆ และเอนตัวพิงไปกับโคนต้นไม้ใหญ่อย่างอ่อนล้า ท่าทางจับนู่นจับนี่ของเขาดูเหมือนไม่ค่อยจะถนัดนัก ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไวของเขาดูลดลงจากที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเป็นอาการที่มายาวีไม่เคยเห็นชายหนุ่มแสดงออกมาก่อน

“คุณคะ เป็นอะไรรึเปล่า?...อ้อใช่ เมื่อคืนฉันไม่ได้ใช้แหวนรักษาให้คุณ คุณยังมีอาการเจ็บปวดอยู่ใช่มั้ย?” เจ้าของน้ำเสียงอาทรถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง รอยเทพเพียงพยักหน้ารับ แม้เขาจะไม่ปริปากบ่นสักคำว่าเป็นอะไร แต่หญิงสาวก็รู้ดีว่าชายหนุ่มคงจะมีอาการปวดล้าตามลำตัวไม่น้อย

มายาวีกล่าวขอโทษแก่เขาพร้อมกับสีหน้าสำนึกผิด ที่จริงเธอไม่น่าที่จะลืมเรื่องนี้ได้ หากแต่เพราะความสับสนวุ่นวายทำให้หล่อนไม่ทันที่จะนึกถึง ร่างบางถอดสร้อยที่คอของตัวเองออกและส่งให้เขา พลางยิ้มให้น้อยๆ รอยเทพหันมองหน้าด้วยไม่รู้ว่าคนข้างๆ ต้องการอะไร กระทั่งมายาวีทำท่าบอกให้เขาเอาสร้อยคล้องคอตัวเองไว้ นั่นเอง ผู้กองหนุ่มถึงได้กระจ่างแก่ใจ

“ฉันคิดว่าแหวนของคุณจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้แล้วซะอีก”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำไม สงสัยอำนาจที่ว่าจะสถิตย์อยู่ที่คุณคนเดียวมั้ง สังเกตสิ เวลามีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีแหวนของคุณอยู่ใกล้ๆ แหวนของผมถึงจะเกิดปฏิกิริยา”

“เอ่อ งั้นมั้งคะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแหละค่ะ” สาวเจ้ายิ้มแหย ไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายที่บังเอิญมีแหวนวิเศษซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ

ระหว่างนั้นมายาวีมองดูแหวนของตนเรืองแสงอยู่ที่คอของเขาเพียงเล็กน้อย รัศมีดังกล่าวดูสว่างน้อยกว่าทุกครั้ง แม้จะอยู่รวมกับแหวนที่คอของรอยเทพเองด้วยก็ตาม

ไม่นานนักก็เห็นขุนพลนรนาทเดินมาหยุดมองอยู่ใกล้ๆ รอยเทพและมายาวีเตรียมสะพายเป้ขึ้นหลังเพื่อพร้อมสำหรับออกเดินทาง ทั้งนั้นก็ทำท่าให้ผู้กองหนุ่มลุกนำเดินไปก่อน

“ไม่ต้องให้เกียรติผมนักก็ได้ครับ ผมไม่ใช่ผู้นำทางของคุณแล้วนะ” เขาหันมายิ้ม แต่มายาวีทำหน้างง

“หมายความว่าไงคะ?”

“ก็หมายความว่าผมถูกปลดออกจากตำแหน่งชั่วคราวน่ะสิครับ เวลานี้และในสถานการณ์แบบนี้ ผมคงนำทางอะไรพวกคุณไม่ได้”

เมื่อฟังเช่นนั้นก็เดินขึ้นมาเทียบข้างๆ พลางกระซิบถาม

“เอ่อ นี่แสดงว่าคุณเชื่อแล้วใช่มั้ยว่าเราย้อนอดีตกลับมายังเมืองพระนครจริง?” น้ำเสียงกะเส่านั้นยังดูขำไม่เท่ากับสีหน้าจดจ้องที่เขาเห็นในเวลานี้

“ความจริงผมก็ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่หรอกนะครับ แต่ทำยังไงได้” เขาเอียงไหล่มาตอบคนตัวเล็กที่ยืนเทียบ มายาวีได้แต่เหลือกตามองเขาอย่างงงๆ

“อ้าว ก็ไหนคุณเคยบอกว่าคุณเชื่อเรื่องรักข้ามภพข้ามชาติอะไรนั่นไงคะ แล้วทีนี้ทำไมถึงไม่เชื่อ”

“ใครว่าล่ะ...ผมเชื่อเรื่องชาติภพ เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ทั้งยังเชื่ออีกว่าอดีตชาตินั้นเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย แต่ผมไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลา ย้อนกลับสู่อดีตกาลได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่”

ครั้นพอฟังที่ชายหนุ่มอธิบายจบก็นิ่งเงียบ เพราะถ้ามายาวีเลือกได้ เธอก็อยากที่จะเชื่อแบบเดียวกันกับเขา ว่าแล้วก็ถอนใจแล้วเดินต่อ ทิ้งให้รอยเทพยืนนิ่งอยู่กับคำชี้แจงของตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่รอยเทพยังพูดไม่จบก็คือ เขาเชื่อว่าชาติก่อนเขาและเธอต้องเคยพบกัน เพราะเพียงไม่กี่ครั้งที่เจอหน้า เขากลับรู้สึกเหมือนผูกพันธ์และคุ้นเคยกับเธอมาก กระทั่ง ณ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ยามที่เขามองเห็นหลังของคนร่างบางเดินจากไปต่อหน้า

เมื่ออาทิตย์ตั้งฉากรับกับพื้นดิน บ่งบอกถึงว่าขณะนี้เป็นเวลาของเที่ยงวัน ทั้งหมดนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ประมาณสี่ถึงห้าคนโอบ สามสาวจัดการกับอาหารถาดที่เตรียมมา หากแต่ขุนพลนรนาทกับทำหน้าประหลาดใจกับเนื้อบดในถาดพลาสติกที่หญิงสาวส่งให้ แม้ว่าเขาจะหิวมาก เนื่องจากเสบียงที่เตรียมมานั้นได้หล่นหายไประหว่างต่อสู้กับสมุนของรามยคุปต์ช่วงเดินทาง แต่เมื่อขุนพลหนุ่มได้ลิ้มลองรสชาติของอาหารสำเร็จรูปดังกล่าว ในเวลาไม่กี่อึดใจ ภายในถาดใส่อาหารก็ว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยหรือเศษอาหารให้ปรากฏ

“จากนี่เราต้องเดินทางอีกไกลมั้ยคะ กว่าจะถึงเมืองของท่าน?” มายาวีถามขณะที่ยังคงนั่งพักเหนื่อย ขุนพลหนุ่มเชื้อสายชาวกัมพุชเพ่งสายตาคู่ดำขลับออกมองไปยังเบื้องหน้าอันไกลโพ้น ท่าทางผึ่งผายนั้นยังคงปรากฏให้เห็นอยู่สม่ำเสมอ

“หากพ้นเนินเขาลูกหน้าไปแล้ว เดินทางต่ออีกไม่กี่เพลาก็จักเข้าเขตเมืองชั้นนอก ที่นั่น ทหารของชาวนรินทปุระได้จัดเตรียมขบวนม้ารอรับเสด็จพวกท่านเข้าไปยังกำแพงเวียงแก้ว ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้านางแห่งศรีนรินทปุระ”

เมื่อพูดถึงเรื่องม้า เห็นท่ารอยเทพชักเริ่มอ่อนใจ โชติวัตร์ฟังแล้วก็หันมาอมยิ้ม เขารู้ดีว่าพี่ชายไม่ค่อยถูกโฉลกกับการขี่ม้าสักเท่าไหร่ เนื่องจากตอนเด็กๆ ชายหนุ่มเคยซุกซนมากจนกระทั่งถูกม้าดีดตกลงมาขาแข้งเกือบหัก ตอนนั้นวรินยาเห็นแฟนหนุ่มเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เจ้าตัวจึงใช้ศอกสะกิดถามโชติวัตร์เบาๆ

“เป็นอะไรน่ะโช ยิ้มอะไรอยู่ได้?”

ชายหนุ่มหันเอามือป้องปากกระซิบกระซาบอยู่กับแฟนสาวสักพักหนึ่ง ทางด้านของมายาวี เห็นเพื่อนสองคนทำหน้ากรุ้มกริ่มก็นึกสงสัย

“คุณคะ สองคนนั้นเขาเป็นอะไรกัน?” เจ้าตัวถามรอยเทพ หญิงสาวช่างไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นเลือกถามได้ถูกคนทีเดียว

“ไม่รู้สิครับ คงจะตื่นเต้นมั้งที่จะได้ขี่ม้า” เขาตอบแบบขอไปที แต่ไม่วายที่คนตรงหน้าจะเซ้าซี๊ถามเพราะความอยากรู้

“งั้นทำไมคุณต้องทำหน้าเซ็งด้วยล่ะ?”

ชายหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนตอบ ดูท่าคนตรงหน้าช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ถ้าลำพังเขายินดีปรีดาด้วย ชายหนุ่มจะมีสีหน้าซังกะตายเช่นนี้หรือ

“เอาน่าคุณ อย่ารู้สักเรื่องเลย” เจ้าตัวเลี่ยงตอบ หากแต่คนฟังกลับคิดว่าชายหนุ่มปัดรำคาญจึงสะบัดหน้าเชิดใส่ ไม่กี่อึดใจก็เห็นร่างบางเดินจ้ำอ้าวไปข้างหน้าอย่างตะบึงตะบอน

“เอ้า เอาเข้าไป” รอยเทพเอามือกุมขมับ ความคิดหนึ่งคือไม่เข้าใจคนร่างบาง แต่อีกใจหนึ่งก็นึกโทษตัวเองที่ไม่น่าพูดจาแบบไม่ยั้งคิด

ระหว่างทาง ทุกครั้งที่รอยเทพเดินเข้าไปหา มายาวีจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น ไม่ก็เดินไปอยู่ใกล้ๆ กับขุนพลหนุ่ม ทางด้านแม่ทัพขอมผู้สูงใหญ่กำยำก็เพียรมองมาที่วรินยาตลอด กระทั่งโชติวัตร์เริ่มรู้สึกอึดอัดใจ

“รินๆ มาอยู่ข้างหน้าโชนี่มา” หนุ่มนักโบราณฯ ควักมือเรียกแฟนสาว ครั้นเห็นคนร่างเล็กเดินย้อนกลับลงไปอยู่ด้านหลังก็นึกแปลกใจ กระทั่งสายตาคู่คมไปสบกับเจ้าของดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อน ท่าทางสูงโปร่งและสีผมที่ต่างไปจากพวก ทำให้ขุนพลหนุ่มนึกสงสัยถึงเชื้อสายของชายที่ชื่อโชติวัตร์ เขาเพียงแต่นึกเป็นห่วงสวัสดิภาพของสาวตาโต โดยคิดไม่ถึงว่าคนรักของเจ้าหล่อนจะเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ

หลังอาทิตย์อัสดง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในช่วงหัวค่ำยังคงเย็นยะเยือกเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา สามหนุ่มผลัดเปลี่ยนกันนั่งเฝ้าเวรยามอย่างสมัครใจ หากแต่ช่วงหัวค่ำ เหตุการณ์ทุกอย่างยังคงเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีวี่แววของสัตว์ร้ายหรือภูติผีปีศาจประการใด

ด้านหนึ่งของต้นไม้ใหญ่บริเวณหน้าเต็นท์ที่พักของสองสาว ที่นั่นมายาวีนั่งอยู่ก่อนแล้วและทำท่าจะลุกขึ้นเมื่อเห็นรอยเทพเดินเข้ามา

“เดี๋ยวครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับจะเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนบางๆ ให้นั่งลง หากแต่ยังไม่ทันที่มือหยาบจะสัมผัสผิวนุ่มของมายาวี รอยเทพก็ชะงักและชักมือกลับออกมาเสียก่อนจะเผลอไป

“มีอะไรคะ?” ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็เห็นทีจะต้องเผชิญหน้า ร่างบางหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมอีกครั้งโดยไม่สนใจคนร่างสูงใหญ่ที่นั่งลงข้างๆ

“คุณเป็นอะไรของคุณ ตั้งแต่เมื่อกลางวันก็เห็นหนีหน้าผมตลอดเลย ยังเคืองผมไม่หายเหรอ?” เขาถามเหมือนอยากปรับความเข้าใจ ซึ่งชายหนุ่มเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องมานั่งง้องอนหญิงสาวคนนี้ด้วย

“คงงั้นมั้งคะ” คำตอบที่เหมือนจะทำให้คนถามยิ้มได้ น้ำเสียงการพูดการจามันบ่งบอกให้รู้ว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่จริงๆ

“ยิ้มอะไรของคุณ?”

“ผมยิ้มเพราะเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของคุณ ไม่คิดว่าคนอย่างคุณก็งอนเป็น”

“ใครงอนใคร...ฉันหรืองอนคุณ?” เจ้าตัวสะบัดหน้าไปพร้อมกับน้ำเสียง โชคดีที่ตอนนั้นทั้งโชติวัตร์และขุนพลหนุ่มนั่งอยู่อีกฟากของกองไฟ ไม่งั้นหากมีใครเห็นท่าทางของเธอเข้าเกรงจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่

“ก็ที่คุณทำอยู่นี่แหละ เรียกว่างอน” เขาตอบแบบยิ้มๆ และเหมือนคนข้างๆ จะหลงกลเข้าอย่างจัง หญิงสาวรู้สึกว่าเสียรู้เข้าให้แล้ว เจ้าตัวได้แต่นั่งนิ่งทำสีหน้าให้เป็นปกติ

“เอาล่ะผมไม่ต่อล้อต่อเถียงกับคุณแล้ว เรื่องเมื่อกลางวันผมขอโทษ ผมไม่ได้ตัดบทเพราะรำคาญ แต่เพราะผมไม่ค่อยรู้สึกดีกับม้าเท่าไหร่” เขาชี้แจง

“ทำไมล่ะคะ?” คำถามนี้เล่นเอาชายหนุ่มถอนใจนิดๆ ก่อนจะยิ้มออกมา เพราะเขานึกอยู่ก่อนแล้วว่าเธอจะต้องถามประโยคนี้

“ตอนเด็กๆ ผมเคยตกม้า”

“แค่นั้น?”

“ครับ”

คนฟังถึงกับเผลอยิ้ม ไม่อยากเชื่อว่าผู้กองหนุ่มที่ดูจะเก่งกล้าไปเสียทุกอย่างจะกลัวม้า

“แต่ผมไม่ได้กลัวนะ ผมแค่ไม่ค่อยชอบ” เขาตอบเหมือนได้ยินความคิดของเจ้าหล่อน แม้กระนั้นสาวเจ้าก็ยังอดอมยิ้มไม่ได้อยู่ดี

“เอาน่า อย่าสนใจผมนักเลย พูดเรื่องของคุณบ้างดีกว่า...ผมสงสัยอยู่อย่างว่าทำไมคุณถึงพูดภาษาเขมรได้คล่อง?” ผู้กองหนุ่มพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อความสบายใจของตัวเอง รอยเทพยืดตัวขึ้นช้าๆ และเอนตัวพิงไปกับโคนต้นไม้ใหญ่ เบื้องหน้าแสงไฟยังคงลุกโชน มีเปลวสีแดงไหวลู่ไปตามแรงลมพัด

“ก็ฉันเคยไปเรียนอยู่ที่เสียมเรียบ ที่นั่นฉันมีญาติผู้ใหญ่อยู่คนหนึ่ง ท่านเป็นคุณตาของฉัน และท่านก็เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่นั่นค่ะ ก็ได้ท่านนี่แหละค่ะที่คอยสั่งสอน จนกระทั่งฉันพูดและอ่านภาษาเขมรได้ แต่สำหรับภาษาเทวนาครีหรือสันสกฤตนี่ก็พอรู้อยู่บ้าง ฉันถึงได้พอฟังที่ท่านขุนพลพูดออกไงคะ” เจ้าตัวอธิบาย ความจริงภาษาต่างๆ ที่เธอเคยได้ร่ำเรียนมาจากคุณตาที่เสียมเรียบนั้นก็แทบจะลืมไปหมดแล้ว เพราะเวลาอยู่ที่ประเทศไทย เธอแทบจะไม่เคยได้ใช้ภาษานี้สื่อสารกับใครเลย จะมีก็แต่เวลาออกภาคสนามแถบอีสานใต้ มีบ้างที่ชาวบ้านนั้นพูดภาษาแขฺมร์กรอม แต่คำที่ใช้นั้นก็ใกล้เคียงกับภาษาของชาวกัมพูชาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนบางครั้ง หญิงสาวก็รู้สึกสับสนจนพูดผิดพูดถูกอยู่เป็นประจำ หรือคำไหนที่จำศัพท์ไม่ได้ มายาวีก็จะใช้วิธีลักไก่เอาด้วยการพูดทับศัพท์ไปเสียเลย

“ถึงว่า คุณถึงได้ดูคล่องจัง ขนาดผมที่ประจำอยู่ชายแดนนานสองนานยังทำไม่ได้อย่างคุณ” รอยเทพพูดอย่างชื่นชม หากเจ้าคนร่างบางนั้นก็มีแอบเขินเล็กน้อย คำป้อยอของเขาเล่นเอาสาวเจ้าลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้เธอเคืองเขาอยู่

“มันเทียบไม่ได้หรอกค่ะ พื้นฐานมันมาจากต่างถิ่นต่างฐานกัน ก็เหมือนกับภาษาถิ่นภาคเหนือกับภาคใต้บ้านเรา ขนาดคนไทยเหมือนกันยังพูดไม่เหมือนกันเลย...แต่ถ้าคุณเคยเรียนมาอย่างฉันก็ทำได้เหมือนกันแหละค่ะ...อีกอย่าง ฉันก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งอะไรขนาดนั้น หลายคำที่ได้ยินก็แทบจะลืมไปหมดแล้ว ยิ่งเจอคำศัพท์โบราณอย่างที่ท่านขุนพลใช้ก็อึ้งไปเหมือนกัน เอาไว้คุณฟังท่านพูดมากๆ เดี๋ยวก็ชินกับคำเหล่านั้นเอง” เธอพูดเหมือนให้กำลังใจ แต่มันก็เป็นวิธีที่ใช้ได้ผล เพราะก่อนหน้าเธอก็ใช้วิธีคลุกคลีกับเจ้าของภาษา ถึงได้ทำให้เรียนรู้ภาษาเหล่านั้นได้เร็ว

“ว่าแต่คุณประจำอยู่ชายแดนนาน คงพูดภาษาเขมรสูงได้คล่องไม่แพ้กันสิคะ” ถึงตาคนถูกถามสัมภาษณ์บ้าง กระนั้นจึงเห็นว่าชายหนุ่มคนข้างๆ สูดลมหายใจดัง

“เอิ่ม...ไม่คล่องหรอกครับ พอได้มากกว่า ส่วนใหญ่ผมฟังเข้าใจแต่พูดไม่รู้เรื่อง จะมีก็แต่คำง่ายๆ เท่านั้นล่ะครับ ที่ผมมักจะจำได้แม่น”

“คำง่ายๆ...เช่นอะไรบ้างล่ะคะที่คุณจำได้ขึ้นใจ” คนถามถามไปเพราะอยากรู้ หากแต่คนตอบนั้นดูอ้ำอึ้งพิรี้พิไร

“เอ่อ...ก็อย่างเช่น บอง สรัน เนียง ครับ” เจ้าตัวก้มหน้านิ่ง มายาวีถึงกับหน้าแดงเมื่อรอยเทพพูดจบ ไม่น่าเชื่อว่าคำสามคำที่มีความหมายพื้นฐานพอที่ทุกคนจะเข้าใจ จะทำให้สาวเจ้าถึงกับเกิดอาการหน้าชาวาบ

ดูหรือคำตั้งมากมายให้เลือกตอบ หากแต่ชายหนุ่มกลับเลือกประโยคนี้ออกมาได้ ‘ผมรักคุณ’ และครั้นเห็นท่าทีขวยเขินของสาวเจ้า ผู้กองหนุ่มก็เริ่มเบนหน้ากลับมามอง

“มีอะไรรึเปล่าครับ?...เมื่อกี๊ผมพูดนี่ไม่ได้คิดอะไรนะ ก็คุณบอกให้พูดผมก็พูด ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ” เจ้าของประโยคแก้ตัวเป็นพัลวัน ทว่าความรู้สึกคล้อยตามก่อนหน้านั้นหมดลงทันทีที่ฝ่ายชายนั้นพูดจบ

“ค่ะ รู้แล้วล่ะค่ะว่าไม่ได้คิดอะไร ฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรเหมือนกันแหละ” สิ้นประโยคก็ถอนใจเฮือก เสียงนั้นดังพอให้คนที่นั่งข้างๆ ได้ยิน

‘บ้าจริง! ชอบมาทำให้เคลิ้มแล้วก็ตัดบททุกที เหมือนตอนที่ให้ผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเลือดนั่นไม่มีผิด’ ว่าแล้วก็ทำทีควานหากิ่งไม้มาเขี่ยเล่นเป็นการแก้เก้อ มายาวีพาลนึกถึงสำนวนที่ว่า ‘เคาะกะลาให้หมาดีใจ’ เมื่อไหร่คนข้างๆ จะเลิกนิสัยแบบนี้เสียที

อีกครั้งแล้วที่รอยเทพทำให้มายาวีรู้สึกว่าเสียหน้าอย่างรุนแรง ชายหนุ่มสังเกตเห็นคนที่นั่งข้างเบี่ยงตัวหลบไปทางอื่น ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีเจตนาจะฉีกหน้าคนร่างบาง หากแต่เขาไม่รู้จะเลี่ยงหลบด้วยวิธีใดให้ตัวเองรู้สึกว่า ไม่เสียฟอร์ม ก็เท่านั้น

.......................................................

รุ่งขึ้นของอีกวัน ขุนพลนรนาทปีนขึ้นไปสำรวจเส้นทางและความปลอดภัยบนยอดเขา มีโชติวัตร์ตามขึ้นไปติดๆ ต่อด้วยมายาวีและวรินยา โดยมีรอยเทพรั้งท้ายคอยดูอยู่ข้างหลังเพื้อป้องกันสองสาวพลัดตกลงมา นอกจากความสูงของภูเขาจะทำให้เกิดความลาดชันแล้ว อากาศที่หนาวเย็นบนที่สูงยังทำให้มีละอองน้ำพร่างพรมเป็นปัญหา แต่หากอ้อมไปอีกทางก็จะเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะเลยจากบริเวณนี้ไปทางทิศตะวันออก จะเข้าเขตหุบเขามัทนะที่ซึ่งมีกับดักมากมายรายล้อม

รอยเทพคอยส่งตัววรินยาปีนขึ้นไปช้าๆ โดยตัวเองคอยประคองอยู่ข้างล่าง การที่จะปีนขึ้นไปจนถึงข้างบนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสัมภาระที่หนักอึ้งประกอบกับอุปสรรคต่างๆ ทางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย

วรินยาพยุงตัวขึ้นไปเหยียบอยู่บนแง่หินเล็กๆ ที่ยื่นออกมา ด้วยความชื้นและไอน้ำที่เกาะอยู่ตามซอกหิน ทำให้เธอเสียหลักลื่นไถลจนเท้าที่เหยียบอยู่เกิดพลาดหลุดออกมา

“ว๊าย!!”

หญิงสาวหล่นลงมาอย่างเร็วและเบียดเอาร่างของรอยเทพเซไปด้วย จังหวะนั้นแผ่นหลังของผู้กองหนุ่มกระแทกกับชะงอนหินที่ยื่นออกมาเต็มแรง แต่ด้วยความว่องไว รอยเทพก็สามารถคว้าเอวคนร่างเล็กเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที สองคนที่อยู่ด้านบนนั้นใจหายใจคว่ำ โดยเฉพาะโชติวัตร์แฟนหนุ่ม เขากำลังไต่กลับลงมาด้วยเห็นว่ารอยเทพเองก็บาดเจ็บ มือหนึ่งของผู้กองหนุ่มคว้าไว้ได้แต่ชะง้อนหิน มืออีกข้างเกี่ยวเอาคนร่างเล็กไว้แน่นราวกับกลัวหลุด

“ส่งมือนางมาให้ข้าเถิดท่าน” เสียงขุนพลหนุ่มดังขึ้นจากด้านล่าง โชติวัตร์ไม่รู้ว่าคนดังกล่าวปีนกลับลงมาตอนไหน มองลงไปอีกทีก็เห็นว่าท่อนแขนของแฟนสาวนั้นอยู่ในมือหนาของขุนพลหนุ่มเสียแล้ว

ขุนพลร่างหนาฉุดพาเอาร่างเล็กนั้นขึ้นมาได้อย่างง่ายดายด้วยมือเพียงข้างเดียว ครั้นเมื่อเห็นหญิงสาวปลอดภัยก็ส่งมือให้รอยเทพเพื่อช่วยดึงเขาขึ้นมาอีกคน ผ่านไปหลายสิบนาทีกว่าที่ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง และกว่าจะถึงยอดเขาก็เล่นเอาสองสาวนั้นหอบตัวโยน

รอยเทพมีอาการบวมช้ำที่หลังเนื่องจากถูกกระแทก ซึ่งวรินยาเองรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เขาได้รับบาดเจ็บ แม้ว่ารอยเทพจะไม่ได้กล่าวโทษเธอเลยก็ตาม โชติวัตร์ปราดเข้าไปหาวรินยาเพื่อปลอบใจแฟนสาวให้คลายจากอาการรู้สึกผิด ตอนนั้นเขาเห็นว่าขุนพลหนุ่มยังคงยืนจดๆ จ้องๆ อยู่บริเวณนั้น หนุ่มลูกครึ่งใช้มือข้างหนึ่งปาดเหงื่อบนใบหน้าของวรินยาด้วยความอาทร โดยมืออีกข้างนั้นประคองใบหน้าที่ไร้ชีวิตชีวาเอาไว้ ดวงตากลมโตนั้นเหลือแววตื่นตระหนกเพียงเล็กน้อย แม้ว่าสีหน้าจะไม่แสดงให้เห็นว่าเหนื่อยหอบแทบขาดใจ แต่เสียงเต้นของหัวใจเธอนั้นได้ยินดังมาถึงข้างนอก คิดแล้วให้สงสารคนร่างเล็กตรงหน้านี้จับใจ หากมีหนทางไหนที่เขาจะแบ่งเบาความอ่อนล้าของเธอได้เขาจะทำ ว่าแล้วก็จับมือของหญิงสาวขึ้นมากุมไว้อย่างให้กำลังใจ ชายหนุ่มตั้งคำสัตย์ปฏิญาณไว้กับใจตัวเองว่า ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะปกป้องเธอด้วยสองมือของเขาเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:31:55 น.  

นิราศรัก เพียงภพ - บทที่ ๕ “นี่แค่เริ่มต้น” (ครึ่งแรก)


บทที่ ๕ “นี่แค่เริ่มต้น”

สายตาคมวาวของชายหนุ่มเจ้าของอาวุธเล่มนั้นเป็นประกายในความมืด ร่างทะมึนสูงใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้กองหนุ่มที่ยืนนิ่ง ด้ามหอกสัตโลหะที่กระชับแน่นอยู่ในมือ พร้อมจะตวัดปลายคมสังหารคนตรงหน้าได้ทุกเมื่อ

“ช้าก่อน! ท่านคือผู้ใดกัน?” เสียงกระดกลิ้นรัวเร็วนั้นยากที่รอยเทพจะฟังเข้าใจ ถ้อยคำแปลกหูทั้งที่สำเนียงนั้นคุ้นเคยอยู่บ่อยครั้ง

‘ภาษาแขฺมร์กรอม?...ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน...’

รอยเทพยืนมองชายหนุ่มร่างกำยำอย่างวิเคราะห์ ต้นแขนที่จับหอกเล่มนั้นเป็นมัดกล้ามดูแข็งแกร่ง จากต้นคอหนามีเชือกหนังร้อยด้วยหินสีดำวาว ไล่ลงมาถึงช่วงอกแน่นเปลือยเปล่าดูมันเลื่อมเป็นสีน้ำผึ้ง คนแปลกหน้าปกปิดช่วงล่างด้วยผ้านุ่งถกแบบโจงกระเบนสีหมากสุก เหน็บปลายยกสูงถึงโคนขากับปล่อยชายผ้าลงมาถึงหน้าแข้ง ถ้าดูจากท่าทางการแต่งกายคงไม่ใช่พวกทหารกัมพูชา อีกทั้งรองเท้าลักษณะแบนราบที่สวมใส่ รอยเทพมั่นใจว่าเขาน่าจะเป็นเจ้าของรอยเท้าที่เห็นบริเวณริมธารน้ำ ผู้กองหนุ่มยังคงกระชับปืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ด้วยไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการสิ่งใดกันแน่

“ท่านคือผู้มาเยือนใช่หรือไม่?” น้ำเสียงเขาดังขึ้นอีก คราวนี้ดูเหมือนปลายหอกที่จ่อประชิดจะเริ่มถอยออกห่าง กระทั่งรอยเทพแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาร้ายจึงลดปืนลง

“คุณเป็นใคร?” เจ้าของเสียงกร้าวเอ่ยถาม คราวนี้เป็นทีของคนมาใหม่ทำหน้างงบ้าง

ดูท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง แม้รอยเทพจะพอพูดและฟังภาษาเขมรแถบอีสานใต้ได้ แต่เขาก็ยังฟังคนตรงหน้าพูดไม่เข้าใจ ด้วยภาษาที่ใช้นั้นฟังดูโบราณจนยากจะตีความ

“เกิดอะไรขึ้นรอย?” เสียงโชติวัตร์ดังขึ้นด้านหลังพร้อมเล็งปืนสั้นมาที่ชายร่างกำยำ สีหน้าท่าทางเขาดูแปลกใจไม่เบาเมื่อเห็นชายแปลกหน้าที่ท่าทางพิลึกพิลั่นคนนี้

“ใคร?” เขาซัก รอยเทพส่ายหน้าพร้อมกับบอกให้โชติวัตร์ลดปืนลง ตอนนั้นท่าทางของคนตรงหน้าพยายามจะสื่อสารด้วย กระทั่งพูดไปพูดมาจึงจับใจความได้ว่าเขามาโดยสันติ

ท่ามกลางความหนาวเย็นของช่วงเวลากาลคืน ในยามวิกาลยินเพียงเสียงของสามหนุ่มดังขึ้นอยู่ด้านนอก สู้กับเสียงลมพัดหวิวหวามในยามค่ำ สองสาวสังเกตเห็นสองหนุ่มหายออกไปข้างนอก และยังไม่กลับเข้ามาจึงนึกเป็นห่วง มายาวีเดินนำวรินยาออกมาด้านนอก ทันทีที่เห็นหน้าหล่อนปรากฏขึ้นเหนือปากถ้ำ เจ้าของหอกสัตโลหะอันแข็งแกร่งก็มีสีหน้าที่ปลาบปลื้มดีใจ

“เขาเป็นใครคะ?” มายาวีเดินขึ้นมายืนข้างรอยเทพ ท่าทางเธอเหมือนไม่กล้าจะจ้องหน้าเขาตรงๆ หญิงสาวมองหน้าผู้กองหนุ่มสลับไปมากับคนที่มาใหม่ กระทั่งตอนที่แหวนของเธอเกิดประกายแสงเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง นาทีนั้นเอง ชายแปลกหน้าที่เห็นยืนนิ่งก็ย่อเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นก่อนก้มหน้า

“สัญญาณแห่งองค์มหาเทพ ในที่สุดข้าก็ได้พบพวกท่าน ท่านผู้มาเยือน” เขาว่าอย่างนอบน้อม หากคำพูดรัวเร็วของเขานั้นทำให้มายาวีนึกแปลกใจ อีกการแต่งกายด้วยผ้าหยักรั้งปล่อยชายยาวแบบชาวขอมที่ไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน

“คุณเป็นใครกันคะ?” หญิงสาวตอบเขากลับด้วยภาษาแขฺมร์กรอมหรือเขมรต่ำ ซึ่งเป็นภาษาที่ชาวกัมพูชาใช้กันในปัจจุบัน ต่างจากภาษาแขฺมร์เลอหรือเขมรสูงที่ใช้โดยชนแถบอีสานใต้ของประเทศไทย ที่มักจะได้ยินบ่อยจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งถึงจะเป็นภาษาแขฺมร์เหมือนกัน แต่ด้วยความแตกต่างทางภูมิภาคและพื้นที่ ทำให้ภาษาพูดก็แตกต่างกันไปด้วย จนบางครั้งอาจสื่อสารกันไม่เข้าใจ ตอนนั้นรอยเทพหันมามองหน้ามายาวีด้วยความทึ่ง เขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะพูดภาษาแขฺมร์ได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้

เมื่อเห็นว่าจุดที่ยืนอยู่เริ่มมีลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดจึงเปลี่ยนสถานที่สนทนาด้วยการเข้ามานั่งคุยข้างในถ้ำ กองไฟสุมไล่ความหนาวดูจะทำให้คนที่มาใหม่รู้สึกอุ่นใจขึ้นด้วย เขานั่งอยู่หน้ากองไฟที่ลุกโชน คนละฝั่งกับที่ทุกคนนั่งอยู่เป็นกลุ่ม แสงไฟจับสะท้อนไปยังผิวกายเข้มราวกับสีน้ำผึ้ง ใบหน้านั้นดูสุขุมนิ่งเรียบน่าเกรงขาม รอยเทพและโชติวัตร์มองหน้าเขาแบบแปลกๆ ในขณะที่เจ้าตัวซึ่งถูกมองก็รู้สึกไปไม่ต่างจากสองหนุ่มนี่เช่นกัน

“คุณเป็นใครมาจากไหนคะ? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” มายาวีเริ่มสัมภาษณ์เขาอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนทุกคนจะตั้งอกตั้งใจฟังเป็นพิเศษ

“ข้านามว่าศรีสูริยนรนาท เป็นขุนพลแห่งเมืองศรีนรินทปุระ พวกท่านจงเรียกข้าว่า ’นรนาท’ เถิด” ชายแปลกหน้ากล่าว แต่ละคำที่พูดนั้นกระดกลิ้นรัวเร็วไม่สะดุดแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีจังหวะสูงต่ำสลับกันไปฟังดูเสนาะหู

“ค่ะท่านขุนพลนรนาท” มายาวีกล่าว เขารับคำด้วยการพยักหน้ายิ้มให้เล็กน้อยกับท่าที แม้หลายครั้งที่ขุนพลหนุ่มจะฟังที่มายาวีพูดไม่เข้าใจ ด้วยภาษาที่เธอใช้นั้นแปลกใหม่เกินไปสำหรับเขา แต่สาวเจ้าก็พยายามปรับเปลี่ยนด้วยการสรรหาถ้อยคำภาษาขอมโบราณที่ได้เคยร่ำเรียนมาสื่อสารกับเขาจนรู้เรื่อง

“จักให้ข้ากล่าวขานนามพวกท่านว่าอย่างใดฤา...โปรดแจ้งนามนั้นแก่ข้าเถิด” ขุนพลหนุ่มกล่าวอย่างอ่อนน้อม ทุกครั้งที่เอ่ยถึงพวกเขาทั้งสี่ สีหน้าของชายหนุ่มจะบ่งบอกถึงความนอบน้อมเกินประมาณ เรือนผมดำขลับที่เกล้ารวบไว้เป็นมวยด้านบนมีไรผมหล่นมาเคลียใบหน้าเข้ม มายาวีค่อยๆ กล่าวแนะนำตัวเองและทุกคนที่เหลือแก่เขาอย่างไม่รีบเร่ง ด้วยเจ้าตัวเองก็ไม่ชินกับภาษาเก่าแก่ของคนฝั่งตรงข้าม กว่าจะแปลให้สองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้ก็นานโข เล่นเอาคนกลางเริ่มออกอาการเหนื่อยใจ

“ข้ารอพวกท่านอยู่ที่นี่เป็นเพลากว่าสองราตรี ด้วยคำทํนายแห่งท่านปุโรหิต ว่าด้วยพวกท่านจักปรากฏกายเหนือทิศอีศานะในคืนเพญสิบหน้าค่ำ...ข้าจึ่งมารอรับพวกท่านไปกับข้า องค์แทนแห่งมหาเทพเทวะ แลผู้ติดตามทั้งสอง” คำอธิบายของเขาทำเอามายาวีอึ้งไป ที่เหลือต่างมองหน้าเธอเพื่อที่ต้องการจะให้หล่อนแปลความหมายที่ได้ยินมาให้ฟัง แต่ทันทีที่คนกลางพูดจบ เสียงวิพากวิจารณ์ก็เริ่มดังออกจากปากของคนช่างสงสัย

“ว่าไงนะ? ฉันงงไปหมดแล้วเนี่ยมายา ตกลงเขามารอรับเราอย่างงั้นเหรอ?...รับไปไหน ไปทำไม?” เสียงโชติวัตร์โวยวายขึ้นเป็นคนแรก เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของชายแปลกหน้านี้เท่าไหร่ แต่ก็พยายามซักถามตามที่เพื่อนคอยชี้แนะ ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลาพอสมควร กว่าที่เรื่องราวทุกอย่างจะกระจ่างขึ้นทีละน้อย

“เขาบอกว่าเราต้องเดินทางไปกับเขา เพื่อไปพบกับเจ้าหญิงของเมืองนรินทปุระ ที่นั่นมีคนต้องการความช่วยเหลือจากเรา เขาว่าเราเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้แทนแห่งองค์มหาเทพศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อไปถึงที่นั่น จะมีคนอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ฟังเอง คนผู้นั้นจะตอบทุกสิ่งที่เราข้องใจได้ทุกประการ ได้ดีกว่าเขา” เธอว่าตามที่ขุนพลหนุ่มอธิบาย แต่นั่นยิ่งทำให้ทั้งสามสับสนมากขึ้นไปอีก นี่มันเหตุไหนการณ์ไหนกันแน่ นับวันที่อยู่ในป่าแห่งนี้จะยิ่งเจอแต่เรื่องแปลกประหลาดคาดไม่ถึง

“เราน่ะหรือเป็นผู้วิเศษ?...เป็นตัวแทนแห่งเทพเจ้าอะไรกันคุณ ผมงงไปหมดแล้ว...อีกอย่าง จะให้เราตามเขาไปได้อย่างไร บ้านเขาเมืองเขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้” ผู้กองหนุ่มพูดเสริม มายาวีทำหน้าหนักใจไม่น้อย เธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่ชายแปลกหน้าเล่า มันดูไร้สาระจนเกินจริง คนอย่างเธอหรือจะเป็นผู้วิเศษ จะมีอำนาจพิเศษอะไรขนาดนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อเธอและเพื่อนก็แค่นักโบราณคดีธรรมดา กับอีกคนที่เป็นหัวหน้าชุดตำรวจตระเวนชายแดนเพียงเท่านั้น

“ข้าหาได้ปดท่านไม่ หากแต่ท่านเป็นผู้แทนแห่งองค์มหาเทพโดยแท้ ข้ารู้ได้จากสัญญาณที่พระองค์สื่อถึงข้า จากสร้อยที่ท่านสวมใส่ ด้วยเหตุนี้ อำนาจแห่งพระตรีมูรติเทพจึงดำรงไว้ด้วยท่านทั้งสอง” เขาบอกกับเธอและหันมาทางรอยเทพ ซึ่งเป็นที่แน่ใจว่า ผู้มีอำนาจวิเศษที่ขุนพลหนุ่มเอ่ยถึงนั้นหาใช่บุคคลทั้งสี่ไม่ หากแต่หมายความถึงแค่มายาวีและรอยเทพเพียงเท่านั้น ส่วนอีกสองคนที่เหลือคือผู้ติดตาม ดั่งถ้อยคำที่เขากล่าวไว้ในตอนแรก

ทุกคนเริ่มกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้อง มายาวีคิดไม่ตกว่าแหวนที่มักจะเปล่งแสงอยู่เสมอของเธอนั้น จะเป็นสิ่งสำคัญที่ติดต่อสื่อสารกับองค์มหาเทพอย่างที่ขุนพลหนุ่มว่าได้อย่างไร เพราะตั้งแต่ได้มาครอบครอง หญิงสาวก็ไม่เห็นว่าสิ่งนี้จะมีอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด นอกเสียจากปรากฏการณ์เรืองแสงและส่องประกายให้แปลกใจเล่นเท่านั้น แต่ครั้นจะถามอะไรก็ถามไม่ถูก คิดคำพูดไม่ออกเสียดื้อๆ จนด้วยเกล้า แม้แต่เจ้าตัวคนที่เป็นผู้นำทางอย่างรอยเทพเอง ซึ่งเขาก็ตกเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยมีแหวนอีกวงที่เหมือนกันกับเธอ เหตุการณ์ดังกล่าวถึงกับทำเอาหัวหน้าชุด ตชด. หนุ่มนั่งนิ่งคิดไม่ตกด้วยเช่นกัน

“ท่านบอกว่าเรามีอำนาจแห่งพระตรีมูรติ นั่นหมายถึงการรวมเอาอำนาจแห่งองค์มหาเทพทั้งสามในศาสนาพรามหณ์ฮินดู คือพระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุไว้ด้วยกันอย่างนั้นหรือ?...แต่เราจะมีอำนาจเช่นนั้นได้ยังไงล่ะคะ ในเมื่อเราก็เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นเอง...ส่วนสร้อยคอที่ท่านเห็นก็เพียงแค่แหวนที่เราสองคนพกไว้เป็นเครื่องรางฯ” คนร่างบางยังคงต่อข้อกังขาด้วยความสงสัย ครั้นอธิบายแล้วก็หวังว่าผู้มาใหม่จะเข้าใจ แต่ท่ามกลางเสียงปะทุของกองไฟ ทุกคนยังคงนั่งนิ่งรอฟังคำตอบจากขุนพลหนุ่ม

“ท่านมีอำนาจเหล่านั้นอย่างแน่แท้ ข้าสัมผัสได้ อีกทั้งการปรากฏกายของพวกท่านก็ตรงตามคำทํนายของท่านปุโรหิต ขอจงอย่าได้ซักถามประการใดอีกเลย ข้าเองก็บอกพวกท่านได้แต่เพียงเท่านี้ ไว้เมื่อท่านพบกับเจ้านางศรีศิขระเทวิตรา พระนางจักตอบข้อเคลือบแคลงของพวกท่านได้จนหมดสิ้น” ร่างกำยำตัดบทโดยทิ้งข้อสงสัยไว้ในใจของทั้งสี่คนเช่นเดิม

ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนี้อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงไฟในกองและสายลมพัดอู้อยู่ด้านนอก หากแต่ทั้งสี่ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากความว่างเปล่าในจิตใจ เวิ้งว้าง เงียบเชียบจนรู้สึกกลัวความคิดของตัวเอง และสิ่งหนึ่งที่รอยเทพฉุกคิดขึ้นมาได้หลังจากนี้ ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังต้องการคำตอบอยู่เช่นกัน

“มายาครับ คุณช่วยถามเขาที ว่าที่นี่ที่ไหน?”

ทุกสายตาหยุดนิ่งอยู่ที่เขาเป็นจุดเดียว มายาวีมองหน้าชายหนุ่มแล้วพยักหน้ารับ รอยเทพถามถึงสิ่งที่พวกเขาข้องใจออกมาในที่สุด

“แห่งนี้คือผืนแผ่นดินรอบนอกอาณาจักรพระนคร มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรียโศธรปุระซึ่งตั้งอยู่ทางทิศทักษิณ เหนือโตนเลสาบใหญ่ที่เป็นบ่อปลาอันไม่รู้จักหมดจักสิ้น...ณ ที่พวกท่านพำนักอยู่นี้ เป็นอุตรทิศนอกอาณาเขตเมืองพระนคร อยู่ก้ำกึ่งระหว่างอาณาเขตแห่งหุบเขามัทนะ ซึ่งอำนาจแห่งรามยคุปต์จักแผ่ขยายมาถึงได้...จากนี้ ข้าจักนำพาพวกท่านมุ่งลงสู่หรดีทิศ เดินทางเข้าเขตเมืองนรินทปุระ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองยโศธรปุระไปทางทิศพายัพ”

พอได้ยินคำว่า ‘ยโศธรปุระ’ สามนักโบราณคดีไม่ต้องสงสัยเลยว่าขุนพลหนุ่มหมายถึงสถานที่ใด โชติวัตร์เริ่มเอามือกุมขมับ สิ่งที่พวกเขากลัวกำลังจะบังเกิดขึ้น สิ่งอัศจรรย์ที่เล่าขานกันในนิยายปรัมปรากำลังจะปรากฏขึ้นในชีวิตของพวกเขา

“ยโศธรปุระคือที่ไหนเหรอครับ?” มีแต่รอยเทพคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้ ดังนั้นหญิงสาวจึงได้ขยายความถึงชื่อเมืองดังกล่าวให้เขารับฟังอย่างแจ้งแก่ใจ

“ยโศธรปุระเป็นชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรพระนครในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ซึ่งพระองค์ทรงย้ายราชธานีจากเมืองหริหราลัย หรือเมืองร่อลวยในปัจจุบันขึ้นมาตั้งเมืองใหม่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของราชธานีเดิม และได้อันเชิญเทวราชมาประดิษฐาน ณ ที่นั่น โดยพระองค์ทรงเลือกประดิษฐานศิวลิงค์ไว้บนเทวาลัยที่สร้างขึ้นใหม่บนฐานเป็นเชิงชั้นเหนือเทือกเขาพนมบาแค็ง ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองพระนคร ด้วยคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่ว่า เทือกเขาดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางแห่งโลกและจักรวาล เป็นเทือกเขาที่ประทับแห่งองค์พระศรีภัทเรศวร (พระศิวะ)”

ยิ่งฟังที่มายาวีอธิบายก็ยิ่งรู้สึกอื้ออึงในหัวสมอง อีกครั้งที่ผู้กองหนุ่มกำลังรวบรวมความคิดอย่างหนัก เพื่อวิเคราะห์ในสิ่งที่สาวเจ้านั้นเล่ามา จนในที่สุดก็ต้องยอมเปิดปากถามหาข้อสรุปที่ค้างคาใจ

“เมืองยโศธรปุระ? อาณาจักรพระนครงั้นหรือ?...คุณกำลังจะบอกว่าเราอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ใช่เขตชายแดนประเทศไทยใช่มั้ย?”

คนตอบอยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่ จริงๆ แล้วพวกเราทั้งหมดยังอยู่ในเขตชายแดนประเทศไทย..แต่จะหลีกเลี่ยงอะไรได้เล่า ในเมื่อมีประจักษ์พยานยืนยันอยู่ตรงหน้า ขุนพลหนุ่มในชุดผ้านุ่งหยักรั้งแบบขอมโบราณ ร่างกายกำยำหนาหนั่นดุจนักรบผู้เข้มแข็ง สายตาคมวาวนั้นจ้องมาที่พวกเขาตลอดเวลา คนผู้นี้คือคำตอบที่ยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่าหล่อนไม่ได้คิดไปเองอยู่ฝ่ายเดียว

“ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าเรายังอยู่ในเขตประเทศไทยหรือเปล่า ฉันรู้แต่ว่า ขุนพลหนุ่มท่านนี้บอกเราถึงแผนที่ตั้งเมืองต่างๆ ซึ่งอยู่ในสมัยอาณาจักรขอมโบราณ...ตอนนี้ฉันคิดสงสัยอยู่อย่างเดียวว่า เราหลงเข้ามาในยุคสมัยเมืองพระนครเมื่อหนึ่งพันปีก่อนจริงหรือไม่” คนเล่าหน้าซีด คนฟังก็หน้าเจื่อนตามไปด้วย ถึงว่ารอยเทพสังเกตเห็นโชติวัตร์และวรินยาทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัย ด้วยสองคนนั่นคงจะเดาเรื่องออกตั้งแต่ได้ยินขุนพลนรนาทพูดถึงชื่อ ยโศธรปุระ คงจะมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องทีหลังสุด แต่ถึงกระนั้น พอรู้แล้วก็อดคลางแคลงใจไม่ได้อยู่ดี นี่เขาย้อนเวลากลับสู่ยุคบรรพกาลมาได้อย่างไรกัน คนเราจะข้ามภพข้ามชาติกลับมายังอดีตได้จริงๆ หรือ...ไม่มีทาง นี่ต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ รอยเทพคิดในใจ เขาไม่เชื่อว่าความลับของกาลเวลาจะมีอยู่จริง!

ในยามนั้น เสียงอู้อี้หวีดหวิวของลมที่พัดกระแทกก้อนหินและต้นไม้ดังขึ้นจากปากถ้ำ ไม่ปล่อยให้ความเคลือบแคลงสงสัยปรากฏขึ้นในใจนานนัก ทุกความคิดยุติลงทันทีที่ได้ยินเสียงประหลาดดังแว่วมาจากข้างนอก กึกก้องน่ากลัว น้ำเสียงกังวานที่ฟังดูโหยหวนชวนขนหัวลุก ในยามวิกาลเช่นนี้ เสียงที่ได้ยินไม่ว่าจะเป็นของผู้ใด ย่อมตีความหมายได้อย่างเดียวว่า คนผู้นั้นไม่ใช่มิตรที่พร้อมจะมาต้อนรับผู้มาเยือนอย่างแน่แท้

“ความย่อยยับปราชัยจักบังเกิดแก่พวกเจ้า ผู้เหยียบย่างเข้าในอาณาเขตแห่งข้า ผู้หาญกล้าต่อกรกับเจ้าแม่กาลี มันผู้นั้นต้องเป็นเครื่องบัดพลีแด่พระองค์ ฮ่าๆๆๆ”

ทั้งสี่นั่งตัวเกร็ง แข็งทื่อราวกับท่อนไม้ไม่มีชีวิต สิ้นสุดเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดั่งทะเลปรวน ในบัดดลก็บังเกิดกระแสลมพัดสวนเข้ามาชั่ววูบหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนหายจากอาการตื่นตะลึงมาได้โดยทันที

“พวกท่านจงระวังไว้ให้มั่น มันกำลังมา!” ขุนพลนรนาทกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ร่างกำยำลุกพรวดขึ้นกระชับหอกในมือมั่นอย่างรู้งาน

ยังไม่ทันจะได้ถามไถ่หาต้นตอของเสียงนั่น บริเวณด้านหน้าปากถ้ำก็เกิดลมพัดตึงระลอกใหญ่ พร้อมเสียงหวีดร้องคล้ายกับภูตผีปีศาจกำลังออกอาละวาด ขุนพลนรนาทวาดหอกสัตโลหะเนื้อดีพุ่งตรงไปเบื้องหน้าอย่างแคล่วคล่อง ความวาวของคมอาวุธส่องประกายแวววับเมื่อต้องกับแสงไฟในกองเพลิง เขาเดินมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมิเกรงกลัวต่อสิ่งใด

ชั่วพริบตา สะสารที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าแห่งอนธกาล เงาดำทะมึนของปีศาจร้ายปรากฏกายขึ้นตรงหน้า คมหอกของขุนพลหนุ่มตรงเข้าปาดกลางลำตัวของสรรพสิ่งชั่วร้ายอย่างทันที หากแต่มันหาได้ระคายเคืองแม้แต่น้อย

“หลบ!” รอยเทพดึงคอเสื้อน้องชายหลีกมาอีกทาง นั่นเพราะเงาอสูรร้ายพุ่งพรวดเข้าหมายจะเล่นงานทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น

ปัง!!

เสียงลูกตะกั่วพุ่งออกจากปากกระบอกปืนของโชติวัตร์ ต่อหน้าต่อหน้า กระสุนนัดนั้นสวนผ่านทะลุร่างของเจ้าปีศาจร้ายอย่างไม่เกิดผลประการใด เจ้าของปืนสั้นในมือได้แต่ทำหน้างง

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?!” นักโบราณคดีหนุ่มอ้าปากค้าง แต่ไม่ทันที่จะคิดแผนการต่อไป เสียงคำรามลั่นดั่งพสุธากัมปนาทก็แผดสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับถ้ำจะพังทลาย

เศษหินด้านบนเริ่มมีร่วงหล่นลงมาให้เห็น ช่วงจังหวะที่ขุนพลนรนาทหันกลับมา เงาดำนั่นก็พุ่งปรี่เข้าหาร่างของโชติวัตร์โดยทันที

อึก!

ความแรงราวกับถูกทั่งเหล็กกระแทกจนแทบกระอักเลือด หนุ่มร่างสูงถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น โชติวัตร์เอามือข้างหนึ่งกุมอกไว้แน่นอย่างปวดแสบ รู้สึกร้อนฉ่าราวกับถูกไฟนาบเข้ากลางลำตัว ทว่าปีศาจร้ายไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้น ฝ่ามือที่เห็นเป็นเงาดำตวัดขึ้นกลางเวหา หอบพาร่างใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านั้นเหินฟ้าขึ้นมาด้วย ไม่น่าเชื่อว่าร่างของหนุ่มลูกครึ่งอย่างโชติวัตร์จะสามารถลอยเคว้งอยู่บนความว่างเปล่า ประหนึ่งอยู่ในสถานภาพที่ไร้น้ำหนักก็มิปาน

“เฮ้ยยย!!” เสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากปากของโชติวัตร์ เงาทมิฬฟาดมือลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่างของชายหนุ่มหล่นกระแทกพื้นถ้ำอย่างแรง

ตุ๊บ!

เขาหมดสติไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่มีเสียงร้องใดๆ ล่วงพ้นออกจากปากอีกต่อไป ผู้เป็นพี่ได้เพียงแต่ยืนมองสภาพของน้องชายที่แน่นิ่งไปต่อหน้าด้วยความเดือดดาล

“ไอ้สารเลว!” ผู้กองหนุ่มสบถในลำคอ ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นอะไร หากแต่เมื่อมันกล้าทำอันตรายกับน้องชายที่เขารัก คนอย่างรอยเทพก็ย่อมจะไม่ปล่อยมันไว้ให้ลอยนวล เขาเดินมุ่งตรงไปที่เงามฤตยูนั่นอย่างไม่เกรงกลัว หากแต่ถูกขุนพลนรนาทยั้งไว้ บัดนี้ เหนือบริเวณใบหน้าของมันเริ่มปรากฏให้เห็นแววตาสีแดงฉาน ร่างที่ดูบางเบาไร้ตัวตนพุ่งปะทะยังสองหนุ่มร่างหนาที่ยืนอยู่ใกล้กัน หากแต่ต่างคนต่างกระโจนหลบด้วยความว่องไว

เงาทะมึนพุ่งเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของสองสาว หากแต่แทนที่มันจะเปลี่ยนเป้าหมาย สิ่งนั้นกลับหันมาตั้งท่าจะเล่นงานสองหนุ่มที่เหลือต่อ ขณะนี้ร่างที่เห็นเป็นสะสารโปร่งใสเริ่มปรากฏชัดเจนเป็นรูปร่าง ในจังหวะที่มันเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ภาพเงาดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเรือนร่างของบุรุษหนุ่มใบหน้าเหี้ยม ความสูงไล่เลี่ยกับขุนพลนรนาท แผ่นอกกว้างหนาดูแข็งแกร่งไม่แพ้กัน ท่อนแขนใหญ่ล่ำหนักแน่นน่าเกรงกลัว ลำตัวเปลือยเปล่ามีเพียงผ้านุ่งสีเปลือกไม้พันทบเหนือเข่าและกรองคอหนังสีน้ำตาล ภาพสุดท้ายที่เห็นเป็นเงาตวัดพลิ้วไปด้านหลัง เริ่มปรากฏขึ้นชัดเป็นผ้าคลุมสีดำมัน ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับทำท่าร่ายอาคมคาถาจากมือเปล่าทั้งสองข้าง ท่ามกลางความสับสนและประหลาดใจ ในอุ้งมือใหญ่บังเกิดเป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรง วงแสงสีแดงม้วนตลบไปมาราวลูกเพลิงขนาดใหญ่ เส้นแสงวิ่งวนไปตามแรงบังคับของปลายนิ้ว ดวงตาสีแดงจ้องมายังรอยเทพอีกครั้ง เป็นวินาทีเดียวกับที่คลื่นพลังทั้งหมดถูกผลักออกมาจากเงื้อมมือของศัตรู

“ระวัง!” ขุนพลหนุ่มผลักเขาออกไป จนตัวเองได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกที่ยังหลงเหลือ แต่แค่นั้นหาได้ครณาต่อความรู้สึกของแม่ทัพหนุ่มไม่ สัญชาตญาณความเป็นนักรบที่ซึมซับอยู่ในสายเลือด ไม่ว่าในสมรภูมิรบจะต้องปะทะกับข้าศึกหรือแม้แต่ภูติผีปีศาจก็หาได้เกรงกลัวไม่

ขณะนั้นวรินยาโผเข้าไปหาโชติวัตร์อย่างลืมตัว ร่างของปีศาจร้ายในคราบของชายหนุ่มหันมาเห็นเข้าพอดี มันตรงเข้าไปหมายจะคว้าคอบางสวยของคนตรงหน้าขึ้นมาขย้ำเสีย หากแต่มายาวีเห็นเข้าก่อนจึงวิ่งเอาตัวเข้ามาขวางไว้ มือใหญ่กำลังจะเอื้อมถึงตัวเธออยู่รอมร่อ มายาวีหลับตาปี๋ด้วยความกลัว...แต่แล้ว...

ร่างดำทมิฬเปล่งเสียงร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด เมื่อรัศมีลำแสงจากแหวนของมายาวีนั้นแผ่ออกปกป้องตัวเธอไว้จากเงื้อมมือของอสูรร้าย เจ้าของร่างบางตกใจมิใช่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและพบว่าตัวเองยังคงมีชีวิตอยู่ เบื้องหน้า เห็นร่างสูงของรอยเทพกำลังพุ่งตรงเข้ามาด้านหลังของปีศาจร้าย พร้อมกับท่อนฟืนที่ติดไฟสว่างไสวลุกโชน

ฟรึบบ! เขากราดมันออกไปจนสุดมือ และได้ผล! ปีศาจร้ายถอยผละไปอีกทาง หากแต่เหมือนยิ่งเป็นการยั่วโมโหให้เสียงคำรามนั้นดังเพิ่มมากยิ่งขึ้น มือใหญ่ของมันกวาดเข้ามาราวกับจะรวบรวมพลังชั่วร้ายทั้งหมดไว้ในครอบครอง ดวงตาสีแดงเข้มจ้องมาที่ผู้กองหนุ่มอย่างอาฆาต ทั้งที่รอยเทพไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยไปก่อกรรมทำเวรกันไว้แต่ชาติปางไหน

ในจังหวะที่มันกำลังมุ่งมั่นกับร่างสูงที่ถือท่อนฟืนอยู่ในมือ ขุนพลนรนาทฉวยโอกาสที่มันเผลอ ปรี่เข้าไปหมายจะจ้วงด้วยหอกอาบอาคมให้ดับดิ้นสิ้นชื่อไปต่อหน้า แต่ทว่าเจ้าปีศาจร้ายกลับไหวตัวทันเสียก่อน

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องโถง เมื่อปลายดาบที่ฝ่ายศัตรูนั้นเสกสรรค์ขึ้นจากอาคมตวัดรับคมหอกของขุนพลหนุ่มที่พุ่งเข้าหาอย่างทันท่วงที รอยเทพเห็นช่องทางจึงวิ่งออกมาช่วยพยุงโชติวัตร์ไปนั่งพักที่หลืบถ้ำด้านหนึ่ง ก่อนจะกำชับให้สองสาวคอยเฝ้าดูอาการเขาไว้ อย่าได้เผลอก้าวเท้าออกไปจากบริเวณนี้เด็ดขาด

ขณะนั้น ร่างสูงใหญ่ของนายตำรวจหนุ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งด้านหน้ากองไฟที่สุกสว่าง เผยให้เห็นสีหน้ามุ่งมั่นที่บ่งบอกถึงความขึงขังจนดูน่าเกรงขาม ด้านหน้า ถัดเข้ามาจากปากถ้ำเพียงเล็กน้อย สภาพของขุนพลนรนาทดูอ่อนแรงลงจากตอนแรก ด้วยศัตรูที่ประมือด้วยนั้นมีพละกำลังมหาศาลเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรับมือไหว

เสียงคมหอกและปลายดาบยังคงกระทบกันลั่น รอยเทพอาศัยช่วงชุลมุนเล็งปืนสั้นไปที่กลางหลังหนาหนั่นของร่างทะมึนนั่นอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจว่าระยะห่างเพียงเท่านี้ไม่มีทางพลาด

ปัง!!

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดทำให้ร่างของปีศาจร้ายผงะไปเล็กน้อย รอยเทพสังเกตได้ถึงอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่กลางหลังของคนฝั่งตรงข้าม แต่ขณะเดียวกัน เสียงดังแปลกประหลาดนั่นก็ทำเอาขุนพลนรนาทชะงักมือตามไปด้วย ภาพที่เห็น คือลูกตะกั่วขนาด 9 มม. เจาะทะลุหลังฝังเข้าไปในกล้ามเนื้อแน่นตามคาดหมาย หากแต่ดูท่าว่าศัตรูจะไม่สิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว

ตุ๊บ!

ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินเสียงเหมือนวัตถุขนาดใหญ่หล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ภาพที่เห็นคือร่างของรอยเทพนอนแผ่อยู่ตรงหน้าในเวลาไม่กี่อึดใจ อาวุธปืนที่เคยเห็นถืออยู่ในมือกระเด็นไปคนละทิศละทาง

เพียงแค่ขยับมือนิดเดียว ก็ทำให้ร่างของชายหนุ่มลอยขึ้นเหนือพื้นดินได้อย่างไม่ยากเย็น ผู้กองหนุ่มแทบไม่มีแรงขยับตัว รู้อีกทีคือร่างของตนนั้นลงมานอนกองอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ ตอนนั้นเขารู้สึกว่าได้ยินเสียงขุนพลหนุ่มตะโกนโหวกเหวกขึ้นด้านหลัง หันกลับมาเห็นร่างของมายาวีเดินปรี่ออกมาจากบริเวณที่เขากำชับนักกำชับหนา

“คุณ! อย่าออกมา กลับเข้าไป!” เขารวบรวมพลังทั้งหมดตะโกนยั้งเธอไว้ หากแต่ความดื้อรั้นของมายาวีนั้นเกินกว่าที่ใครจะห้ามได้ หญิงสาวคิดแต่ว่า แหวนของเธอเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องรอยเทพให้พ้นจากภยันตรายครั้งนี้ได้ มายาวีถอดสร้อยที่สวมอยู่วิ่งเข้าไปหาเขาอย่างลืมตัว อีกทั้งลืมกลัวแม้กระทั่งอันตราย

“กลับเข้าไป!!” รอยเทพร้องเสียงหลง หากแต่ไม่ทันเสียแล้ว...ภาพที่เห็นคือหญิงสาวหยุดชะงักกึ้กอยู่ตรงนั้น รายรอบตัวเธอเหมือนมีพลังงานบางอย่างขวางกั้นอยู่ ความรุนแรงที่ทำให้ร่างบางแทบจะกระเด็นไปอีกทาง ปลายเท้าที่จะก้าวขึ้นมาข้างหน้านั้นเหมือนถูกฉุดไว้ให้ยกไม่ขึ้น

“มายาวี!” เสียงของรอยเทพสะดุดในลำคอ วินาทีนั้นเขารู้สึกตกใจสุดขีด เมื่อหันกลับมามองตรง ร่างทะมึนแทบจะคร่อมอยู่บนตัวเขาแล้ว ปลายดาบคมวาวถูกเงื้อขึ้นหมายจะตวัดคอของเขาให้ขาดสะบั้น หากโชคดีที่ขุนพลหนุ่มนั้นอาศัยความไว พุ่งปลายหอกเข้ามาอย่างแม่นยำ ภาพของปีศาจร้ายตรงหน้าชะงักงัน คมหอกสีเงินยวงจวกทะลุหลังผ่านมายังข้างหน้า หากแต่นาทีนั้นไม่ปรากฏเลือดชั่วให้เห็นแม้แต่หยดเดียว ประจวบเหมาะกับที่แหวนของรอยเทพเปล่งแสงรัศมีสีเหลืองนวล ถ้ำทั้งถ้ำกึกก้องไปด้วยเสียงหวีดร้องของร่างทะมึนที่ยืนผงะ มายาวีเริ่มรู้สึกว่าแรงดึงที่รั้งตัวเธอไว้เริ่มน้อยลง คนรั้นยังคงวิ่งพรวดไปหาผู้กองหนุ่มดั่งที่ตั้งใจไว้ มายาวีสวมสร้อยคอของเธอให้กับเขาอย่างรวดเร็ว และในเสี้ยวนาทีนั้นเอง พลังมหาศาลกว่าที่เคยเกิดขึ้นก็ปรากฏให้เห็นจนน่าอัศจรรย์ใจ แสงสีขาวนวลสาดส่องสว่างไสวไปทั่วราวกับแสงอาทิตย์ฉายฉาน พลานุภาพรุนแรงที่ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไม่เชื่อแก่สายตา ร่างศัตรูที่เห็นกรีดร้องอยู่ต่อหน้าทรุดฮวบลงในบัดดล รูปกายที่เห็นเป็นตัวตนนั้นเริ่มกลับคืนสู่สามัญอย่างรวดเร็ว ดับวูบราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาล ทรงอานุภาพและว่องไวปานสายฟ้าฟาด ไม่กี่อึดใจต่อมา เงาดำที่เห็นนั้นก็ถูกกลืนหายไปในห้วงแห่งรัตติกาล

ขุนพลนรนาทตั้งสติมองดูภาพหอกสัตตโลหะหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง ขุนพลหนุ่มยืนนิ่งด้วยแววตากร้าว ใบหน้าเข้มและผิวกายสีน้ำผึ้งยิ่งดูมันวาวเคลือบไปด้วยเหงื่อ ความว่างเปล่ากลับมาเยือนราตรีนี้อีกครั้ง กระแสลมพัดอู้เข้ามากลบกลิ่นอายความชั่วร้ายให้สาปสูญ ทุกสรรพสิ่งเลือนหายไปในความมืดใต้เงาจันทร์ หลังสิ้นแสงสุกสกาวสว่างไสวของแหวนทั้งสองวง รอยเทพนั่งเอามือดันพื้นหินอย่างหมดเรี่ยวแรง

“คุณๆ...ผู้กองคะ เป็นยังไงบ้าง?” มายาวีพยายามคลานเข้ามาสะกิดเรียกเขา รอยเทพเพียงแต่หันมาพยักหน้าน้อยๆ ให้รู้ว่าเขาได้ยินที่เธอเรียก เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มใบหน้าเข้ม ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นด้านนอกถ้ำ หากภายในนั้นร้อนระอุจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

อีกด้านหนึ่งโชติวัตร์ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ได้สติ วรินยาปลีกตัวออกมาดูขุนพลนรนาทตามประสาคนมีน้ำใจ บนเนื้อตัวแม่ทัพหนุ่มปรากฏรอยแผลให้เห็นบ้างประปรายจากรอยแผลเดิมที่มีมา ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันให้เชื่อว่าคนตรงหน้าคือนักรบที่เข้มแข็ง บัดนี้แสงไฟในกองดูเหมือนจะมอดลงเล็กน้อย มือนุ่มค่อยๆ รินน้ำจากกระติกลงบนผ้า เพื่อจะส่งให้ชายหนุ่มที่ลำตัวแน่นกว้าง หากทว่าเวลานี้มีทั้งคราบดินและเหงื่อใคล ขุนพลหนุ่มซาบซึ้งกับความมีน้ำใจของหญิงสาวร่างอรชร ตัวเล็กจนดูเหมือนเขาจะสามารถหอบหิ้วเธอไปไหนมาไหนได้ทุกเวลา ครั้นเห็นมือนวลขาวส่งผ้าให้ก็ยื่นมือออกไปรับ วรินยารู้สึกหวาดหวั่นเวลาอยู่ใกล้เขา รู้สึกประหม่าเขินอายกับการอยู่ใกล้ๆ ชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่โชติวัตร์ แม่ทัพหนุ่มแย้มริมฝีปากหยักหนาให้เธอเล็กน้อย เหมือนอยากจะบ่งบอกกับคนที่เอาแต่ก้มหน้าว่า อย่าได้เกรงกลัวเขาเลย

ทางด้านของผู้กองหนุ่ม หลังจากที่มายาวีผละออกมาจากเขา หญิงสาวก็หันมาจัดการเขี่ยไฟในกองและเติมเชื้อฟืนที่ตกเรี่ยราดอยู่ใกล้ๆ จนในที่สุด ความสว่างไสวก็กลับมาเยือนภายใต้โถงนี้อีกครั้ง

ที่มุมหนึ่งของผนังถ้ำ ขุนพลหนุ่มนั่งมองหญิงสาวตากลมนิ่งไม่เขยื้อนไหว ภาพของวรินยาที่เพียรเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตามใบหน้าของแฟนหนุ่มติดตรึงอยู่ในใจเขา สีหน้าที่มองโชติวัตร์บ่งบอกชัดว่าห่วงหาอาทรยิ่ง เพ่งพิศ ยิ่งเห็นถึงความอ่อนโยนอ่อนหวานน่าทนุถนอม ผิวขาวผุดผาดต่างจากชาวเมืองพระนครที่เคยพบเห็น หากยิ่งมอง บุรุษหนุ่มยิ่งประหวัดถึงนางในดวงใจ อ่อนหวานไม่แพ้นางที่เห็นอยู่เบื้องหน้า แลในยามที่เขาอยู่ห่างไกลเช่นนี้ บัดนี้เจ้าจอมใจจักเป็นเช่นไรบ้างหนอ

หลังจากทุกคนนั่งพักจนหายเหนื่อย รอยเทพยังไม่สามารถข่มตาหลับได้ เนื่องจากน้องชายของตนยังไม่ฟื้นคืนสติ ขุนพลนรนาทแนะนำให้มายาวีลองใช้แหวนศักดิ์สิทธิ์ของตนรักษาอาการบาดเจ็บของโชติวัตร์ หญิงสาวหันมาปรึกษาสมาชิกที่เหลือ ก่อนที่ทุกคนจะเห็นพร้องต้องกันว่าสมควรทำตามที่ชายหนุ่มพูด เพราะไม่มีอะไรต้องเสียหรือเสี่ยง หากจะลองทำตามที่ขุนพลหนุ่มชี้แนะดูสักครั้ง

ว่าแล้วหญิงสาวเจ้าของแหวนก็ถอดสร้อยที่สวมอยู่ออกจากคอ จากนั้นก็ยกมือขึ้นพนม อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยปกปักรักษาเพื่อนรักของตน ว่าแล้วก็วางสร้อยเส้นดังกล่าวไว้เหนือหน้าอกที่บอบช้ำของเขา ไม่กี่อึดใจ รัศมีเรืองรองก็ปรากฏขึ้นรอบเรือนแหวนสีทองอร่าม ทุกคนถอยออกห่างอย่างตกใจ สิ่งที่ปรากฏในสายตาทุกคนต่อจากนั้น คือภาพของแสงสีขาวที่ทอประกายออกจากแหวน แล้วฉาบคลุมไปทั่วเรือนร่างสูงที่นอนเหยียดยาวของโชติวัตร์ ไม่นานนักก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

ทั้งหมดหันมองหน้ากัน ที่เปลือกตาของโชติวัตร์ยังคงหนักอึ้งไม่เขยื้อนไหว ทุกคนสังเกตเห็นวรินยาถอนใจเบาๆ อย่างผิดหวัง มายาวีได้แต่เอื้อมมือไปแตะบ่าเพื่อนสนิทอย่างปลอบใจ รอยเทพบอกให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน ถึงการรักษาด้วยศาสตร์ลึกลับเหนือธรรมชาติจะไม่ได้ผล แต่ผู้กองหนุ่มก็เชื่อมั่นว่า อีกไม่นาน น้องชายของเขาจะต้องฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างแน่นอน

ถึงตอนนี้ ทั้งสามก็ยังไม่มีใครที่จะสามารถข่มตาให้หลับลง ต่างยังคงสงสัยและรู้สึกหวั่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังอดประหลาดใจไม่ได้ กับการที่แหวนทั้งสองวงจะทรงอานุภาพที่ร้ายแรงอย่างเหลือเชื่อ หรือที่ขุนพลหนุ่มผู้นี้พูดจะเป็นความจริง อำนาจวิเศษจากแหวนที่ทั้งสองครองอยู่นั้นไม่ธรรมดาเสียแล้ว ยิ่งเฉพาะกับรอยเทพ เขาจะไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย หากวันนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นไม่ได้ประจักษ์แก่สายตาของเขาด้วยเช่นกัน

เวลาล่วงเลยมาเกือบรุ่งสาง ในขณะที่รอยเทพและสองสาวเผลอหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย มีเพียงขุนพลหนุ่มที่นั่งเอนตัวอยู่เบื้องหลังกองไฟที่มอดดับลงแล้ว ตอนนั้นร่างใหญ่สังเกตเห็นโชติวัตร์เริ่มขยับตัวและเผยอเปลือกตาขึ้น ขุนพลนรนาทลุกเดินเข้าไปหาเพื่อถามไถ่อาการของคนเจ็บอย่างห่วงใย หากคนเจ็บนั้นกลับทำทีท่าว่างุนงง โชติวัตร์ใช้นิ้วขยี้ตาเล็กน้อยให้หายจากอาการสะลืมสะลือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติไปนานเท่าไหร่ ชายหนุ่มคิดด้วยซ้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขานั้น เป็นเพียงแค่ความฝันในยามที่เขาเผลอหลับไป

“อาการท่านเป็นเช่นไรบ้าง ท่านโชติวัตร์” เสียงทุ้มก้องขึ้นไม่ดังนัก ร่างยาวที่นอนอยู่เริ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ขุนพลหนุ่มช่วยประคองเขาให้ขยับตัวได้สะดวกขึ้น โชติวัตร์ไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าพูดว่าอย่างไร หากแต่พอจับใจความได้ว่าเขาคงถามไถ่อาการของตนเอง ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเล็กน้อยเพื่อบอกให้เขาสบายใจว่าตนไม่เป็นอะไรแล้ว

เสียงของโชติวัตร์ทำให้ทั้งสามสะดุ้งตื่น รอยเทพดีใจที่เห็นน้องชายลุกขึ้นนั่งได้อีกครั้งตามปกติ พร้อมกันนั้นก็รีบปรี่เข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง

“ลุกได้แล้วเหรอ ยังเจ็บตรงไหนอีกรึเปล่า?” น้ำเสียงนิ่งเรียบของรอยเทพดังขึ้นข้างๆ โชติวัตร์พยักหน้าก่อนตอบกลับไปว่าตนเองไม่รู้สึกเจ็บที่ใดอีก พร้อมกันนั้นก็ปรายตามองไปยังร่างเล็กของแฟนสาวที่นั่งยิ้มน้อยๆ และถอนใจอย่างหมดห่วง เขาดีใจที่ได้ลืมตาตื่นมาเห็นหน้าของเธออีกครั้ง

อาการบาดเจ็บของโชติวัตร์นั้นหายเป็นปกติ เหมือนว่าไม่เคยเกิดการกระทบกระทั่งกันมาก่อน ซึ่งเขาเองก็ยังแปลกใจมากเมื่อเห็นว่าพอลืมตาตื่น ร่างกายของเขาก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่เขาเห็นเมื่อคืนนั้นเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ

และเพราะอาการของโชติวัตร์ ทำให้ทั้งสามนั้นแปลกใจยิ่งไปกว่า มายาวีไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ขุนพลนรนาทแนะนำนั้นจะสัมฤทธิ์ผล เธอไม่อยากเชื่อว่าแหวนที่ตัวเองมีอยู่ จะเป็นแหวนวิเศษตามคำทำนายที่ว่า

“ข้ามิทราบแน่ว่า อำนาจที่บังเกิดนี้เกี่ยวข้องกับเทวบัญชรศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ เพราะข้าเองก็มิเคยได้พบเห็นกุญแจศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั่น ด้วยนอกจากเจ้าหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์และท่านปุโรหิต ก็มิเคยมีผู้ใดได้ยลโฉมสิ่งวิเศษแห่งองค์มหาเทพนั้นมาก่อน...แต่ถ้าจักให้ข้าตอบคำถามของท่าน ข้ารู้แต่เพราะอำนาจของเทพตรีมูรติที่สิงสถิตย์อยู่ในตัวท่าน นำพลังของการปกปักรักษามาสู่ผู้ครอบครอง ด้วยอำนาจแห่งพระวิษณุเทพผู้ปกป้อง” ขุนพลนรนาทบอกกับมายาวี เมื่อหล่อนถามเขาถึงสาเหตุที่ทำให้แหวนของหล่อนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของโชติวัตร์ได้ ตอนนี้ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่า เทวบัญชรศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิฤทธิ์มหาศาลนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าการที่แหวนของมายาวีและรอยเทพมีปฏิกิริยาแปลกประหลาด อาจเกี่ยวข้องกับเทวบัญชรที่ว่านี่ก็ได้

.......................................................

 

Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:29:34 น.  

นิราศรัก เพียงภพ - บทที่ ๔ “ข้ามเขตแดน” (ครึ่งหลัง)

“เดี๋ยวผู้กอง จะไปไหน?!” เธอรั้ง ทุกสายตารวบมาหยุดที่เขาเป็นจุดเดียว

ทันใดนั้นเอง จุดที่ทุกคนยืนอยู่ก็เกิดมีลมประหลาดพัดวนขึ้นมาจากพื้นอุโมงค์ อานุภาพความแรงและเร็วนั้นประหนึ่งดั่งเกิดพายุไซโคลน พร้อมที่จะหมุนหอบเอาทุกอย่างลอยขึ้นไปในห้วงอากาศ ทุกคนรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง ความรู้สึกมันโงนเงนวาบหวิวราวกับลอยอยู่กลางเวหา ก่อนจะรู้สึกเหมือนตกลงมาจากที่สูง ในขณะที่ลำตัวนั้นยังโคลงเคลงไปมาไม่หยุด แรงหมุนก็ยังหอบพาเอาฝุ่นละอองและเศษดินลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ ทั้งหมดต่างยกมือขึ้นป้องหน้าและเลี่ยงหลบผงธุลี จังหวะเดียวกัน แหวนทั้งสองวงที่คอของรอยเทพและมายาวีก็เกิดสว่างไสวเจิดจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ต่างฝ่ายต่างขืนตัวและพยายามต้านทานกระแสลมด้วยความยากเย็น กระทั่งครู่ต่อมา สายลมที่กรรโชกก็ค่อยๆ ทุเลาความแรงและสงบลง พร้อมกับที่แหวนสองวงนั้นกลับคืนสู่สภาพปกติ จบสิ้นจากความสับสนอลม่าน ทุกคนต่างหันมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ

“นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น?” โชติวัตร์เอ่ยขึ้นก่อนเป็นคนแรก หนุ่มลูกครึ่งปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามตัวออกอย่างงงงัน พร้อมกันนั้นยังรู้สึกมึนหัวไม่หาย เขาไม่รู้ว่าตัวเองโซซัดโซเซมาอยู่ข้างหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่

สามคนที่เหลือยืนนิ่งกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะรวบรวมสติให้กลับคืนมา รอยเทพยกไฟฉายขึ้นกราดไปข้างหน้าและรุดแซงน้องชายออกไปอย่างรวดเร็ว

“อ้าวเฮ้ย! รอย!...รอยรอด้วย” เขาพยายามเรียกแต่ผู้เป็นพี่ไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นเขาวิ่งหายลับไป ทั้งหมดจึงได้เร่งฝีเท้าขึ้นวิ่งตาม

“นั่นคุณรอยจะรีบไปไหนของเขานะ” วรินยาบ่นอุบพลางดึงมือมายาวีวิ่งไปเร่าๆ

ผ่านไปราวห้านาที ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นแสงสว่างรำไรอยู่เบื้องหน้าของอุโมงค์ ไม่นานนักทั้งหมดก็ออกมาหยุดยืนอยู่ด้านนอกบริเวณที่เป็นเหมือนปากถ้ำ

“นี่ไงทางออก! ที่สุดก็ผ่านมาได้” โชติวัตร์โพล่งอย่างดีใจ พร้อมกันนั้นที่เหลือก็ทยอยมาหยุดอยู่ด้านนอกของอุโมงค์ สองสาวหายใจหอบเหนื่อย อากาศข้างในนั้นน้อยจนแทบจะไม่พอหายใจ มายาวีก้มตัวเอามือยันเข่าทั้งสองข้างอย่างหมดแรง พลันคิดในใจว่าหากขืนยังไม่เจอทางออก เจ้าตัวคงได้ขาดใจตายไปในนั้นแน่

“นี่น่ะเหรอ อีกฟากหนึ่งของเทือกเขา” มายาวีรำพรรณอย่างเคลือบแคลง เธอสังเกตว่าป่าที่นี่ดูแปลกไปอย่างไรชอบกล ว่างเปล่าและเงียบสงัดผิดหูผิดตา ราวกับว่าเป็นคนละโลกเสียมากกว่าจะเป็นคนละฟากฝั่ง ต้นไม้แต่ละต้นก็ใหญ่โตและหนาทึบผิดวิสัย ความสูงของมันทำให้ทุกคนต้องเงยหน้ามองชนิดแหงนคอตั้งบ่าเลยทีเดียว ตามพื้นดินไม่ปรากฎร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ให้เห็นแม้แต่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกหรือแมลงที่หรีดร้องระงมป่าอย่างเช่นที่ผ่านมา เบื้องบน แสงแดดเหมือนรำไรลงทุกขณะ ที่นี่ดูช่างเงียบสงบอึมครึมจนน่าวังเวง

‘ป่าชายแดนก็คงแบบนี้ล่ะมั้ง ไม่จำเป็นคงไม่มีใครกล้าเข้ามาเหยียบ’

คิดได้เช่นนั้นจึงไม่อยากสงสัยอะไรมาก หากแต่สิ่งหนึ่งที่เธอพึงระวังนั่นคือกับระเบิด มายาวีรู้ดีว่าพื้นที่แบบนี้ ในอดีตคงมีกองทัพไม่น้อยที่ยึดเอาผืนดินดังกล่าวเป็นสนามรบ

ในจังหวะที่สองสาวยังคงยืนพักเหนื่อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ไม่รู้ทำไม ต่างก็รู้สึกว่าช่วงเวลาที่กระแสลมประหลาดนั่นพัดพา เสมือนประหนึ่งว่าได้ดูดกลืนเอาพละกำลังของพวกเธอไปเสียหมด ตอนนี้คนที่เดินไปได้ไกลสุดเห็นทีคงจะมีแต่รอยเทพกับโชติวัตร์

“รอย เมื่อกี๊นายเป็นอะไร?” โชติวัตร์เดินขึ้นมาเคียงบ่าพี่ชายที่ยืนนิ่งเหมือนต้องมนต์สะกด

“รอย!” เขาตะโกนเรียกอีกครั้ง คราวนี้หนุ่มร่างสูงสะดุ้งสุดตัว รอยเทพหันมามองหน้าเจ้าของเสียงอย่างงงงัน ซ้ำยังเห็นสองสาวเดินมาหยุดมองราวจ้องจะจับผิด

“มีอะไรครับ มองอะไรกัน?”

“ก็มองคุณนั่นแหละ...เป็นอะไรไปคะ พรวดออกมาทำเอาพวกเราตกอกตกใจ” เสียงสูงของมายาวีทำให้เขารู้สึกคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง

“เอิ่ม...ขอโทษครับ พอดีผมวิ่งตามใครคนนึงออกมา”

“ใคร?!!” ที่ฟังถามเป็นเสียงเดียว โชติวัตร์รู้สึกว่าขนแขนนั้นลุกเกรียวโดยไม่ทราบสาเหตุ

“ใครที่ไหน? ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครนอกจากพวกเรา” ชายหนุ่มย้อนถาม ทุกคนต่างทำหน้าพยับเพยิบ

“มีสิ ก็เขาวิ่งนำหน้าพวกเราออกมา ตอนแรกก็คิดว่าเป็นชาวบ้านแถวนี้ แต่ท่าทางหล่อนเหมือนเป็นผู้หญิงซะมากกว่า” ยิ่งฟังเขาพูด ทั้งหมดก็ยิ่งขนลุกขนชัน มีที่ไหนกัน นอกจากพวกเขาสี่คน ที่เหลือก็ไม่เห็นว่าจะมีวี่แววของผู้ใด

“เฮ๊ยรอย อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ ฉันว่านายเจอดีเข้าให้แล้ว” โชติวัตร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเป็นปกตินัก จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ค่อยอยากจะคิดไปในทางที่เลวร้ายสักเท่าไหร่ แต่ทว่าตอนนี้ตัวเขาเองก็ใจเต้นตุ๊มต่อมอยู่ไม่น้อย

“แกว่าไงนะ?” ทำทีถามย้ำเหมือนฟังไม่ถนัด แต่ความจริงคำพูดของน้องชายนั้นแจ่มชัดอยู่ในหู เพียงแค่โชติวัตร์พยักหน้า รอยเทพก็ถึงกับยืนตัวแข็งพูดไม่ออก นี่เขาเป็นถึงตำรวจ จะให้หวาดกลัวเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ได้อย่างไรกัน

“ฉันว่าเราเปลี่ยนเรื่องดีกว่ามั้ย?” รอยเทพดักทางเพราะรู้ดีว่าที่เหลือนั้นจะพูดอะไรต่อ เป็นธรรมดาของคนที่เคยอยู่ตามป่าตามเขา ครั้นจะเจอผีสางนางไม้บ้างคงไม่แปลก แต่เห็นทีจะแปลก ก็ตรงที่ใยต้องเจาะจงให้เขาเห็นแค่คนเดียว รอยเทพนึกประหวั่นในใจ นี่แค่ไม่ถูกหาว่าบ้าก็บุญเท่าไหร่แล้ว ซ้ำยังเรื่องลมประหลาดที่ตอนนี้ต่างหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องวิพากวิจารณ์ เหตุใดการเดินทางครั้งนี้ถึงมีแต่เรื่องแปลกประหลาดแท้

“ฉันไม่เข้าใจว่าอุโมงค์ปิดทึบขนาดนั้นจะมีลมแรงราวกับพายุได้ยังไง ทั้งที่อากาศหายใจยังแทบจะไม่มี” โชติวัตร์ตั้งข้อสงสัยในบทสนทนาหัวข้อใหม่ แต่ไม่ว่าจะฟังยังไงก็ดูน่าเครียดไม่ต่างไปจากเหตุการณ์แรกสักนิด คราวนี้ที่เหลือก็เลยตั้งข้อสันนิษฐานเป็นการใหญ่ ผู้กองหนุ่มได้แต่นิ่งฟัง แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งเวียนหัว

“ผมว่าเราหยุดพูดเรื่องพวกนี้ไปเลยดีกว่า” เขาตัดบทเอาดื้อๆ สำหรับรอยเทพ เวลาเขาทำหน้าขึงขังจริงจัง นั่นย่อมน่ากลัวเสียกว่าจอมโจรป่าเป็นไหนๆ ถึงแม้จะได้เปรียบตรงความหล่อเหลาก็ตามที และนั่นไม่ต้องสงสัย ทั้งหมดต่างหยุดข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องดังกล่าวในฉับพลัน

ขณะนี้เขากำลังติดต่อไปยังผู้หมวดตฤณ ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงน่าจะใกล้ถึงช่องเขาดังกล่าวแล้ว

“ผมติดต่อหมวดตฤณไม่ได้ ที่นี่ไม่มีสัญญาณเลย” เขาว่า โชติวัตร์จึงได้หยิบเอาเครื่องรับ-ส่งสัญญาณของตนเองออกมาดู แต่ปรากฏว่า...

“อ้าว! ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ” ชายหนุ่มเริ่มหน้าซีด เมื่อหน้าจอสีดำไม่ปรากฏภาพหรือสัญลักษณ์ใดๆ ให้เห็นเลย ไม่มีแม้แต่สัญญาณไฟที่ปรากฏอยู่บนปุ่มเปิดปิดเครื่อง

“เป็นแบบนี้ได้ยังไง?...จู่ๆ เครื่องก็ดับ แล้วแบบนี้จะรู้พิกัดตำแหน่งที่เราอยู่ได้ยังไง?” โชติวัตร์เริ่มทำหน้าเครียด นานๆ จะเห็นหนุ่มอารมณ์ดีที่ระรื่นได้ทั้งวันมีสีหน้าเป็นกังวัล แต่ครั้นหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาดู หวังจะใช้ฟังก์ชั่นพิเศษที่ติดมากับเครื่องก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง

“เอ้า! มือถือฉันก็แบ๊ตหมดอีก” หนุ่มลูกครึ่งชักหน้าเสีย สองสาวต่างหยิบเอาโทรศัพท์ของตนเองขึ้นมาดู ปรากฏว่าที่หน้าจอนั้นดำสนิท ไม่ปรากฏสัญญาณใดๆ ให้เห็นทั้งสิ้น

“ดูท่ามันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญซะแล้วมั้งรอย” ฟังที่น้องชายพูดก็ชักจะเริ่มเห็นด้วย หรือว่านี่มันเป็นวันมหาโลกาวินาศอะไรแน่ แต่จะอะไรก็ตาม ทำไมจะต้องมาเกิดขึ้นกับคณะสำรวจที่เขาเป็นผู้นำทาง

“ผมว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีแล้ว เราต้องเร่งเดินทางไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด หวังว่าที่นั่นเราจะได้พบกับหมวดตฤณและทหารรออยู่” รอยเทพตั้งความหวัง ถึงแม้ตอนนี้เขาเองก็เริ่มใจคอไม่สู้ดี แต่ทว่าความฮึกเหิมนั้นยังมีอย่างล้นเหลือ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องนำทีมคณะสำรวจชุดนี้ไปให้ถึงแหล่งโบราณสถานให้จงได้ นั่นจึงจะถือว่าเขาบรรลุวัตถุประสงค์ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์

บัดนี้สถานการณ์เริ่มตรึงเครียด วรินยาเผลอตัวนั่งลงไปกับพื้นด้วยก้าวเท้าไม่ออก ความรู้สึกมันหมดแรงอย่างบอกไม่ถูก ขณะนี้ท้องฟ้าก็เริ่มที่จะมืดลงทุกขณะ รอยเทพเร่งให้ทุกคนออกเดินทาง อย่างน้อยก็ควรจะไปให้ถึงทำเลซึ่งเหมาะจะเป็นที่พักในค่ำคืนนี้ แต่แล้วช่วงหนึ่งที่รอยเทพยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เขาก็ต้องตกใจอีกครั้ง

“ขอโทษครับ พอดีนาฬิกาผมตาย ขณะนี้เป็นเวลาเท่าไหร่แล้วครับคุณริน” เขาถามคนที่เดินอยู่ใกล้เขามากที่สุด เจ้าหน้าที่สาวตาโตหยุดมองที่ข้อมือตัวเองก่อนจะหันกลับไปเงยหน้ามองคนร่างสูง ด้วยสายตาฉายแววประหลาดใจ จนคนถามอ่านความรู้สึกได้

“รินว่าถามมายาดีกว่าค่ะ ของรินก็สงสัยจะเจ๊งด้วยเหมือนกัน” เจ้าตัวโบ้ยไปทางด้านหลัง แต่แล้วคำตอบที่ได้จากสีหน้าก็ดูท่าจะเหมือนกัน

นอกจากความเงียบอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าทึบ หลายครั้งที่ต่างคนต่างได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังเต้นเร่า การเดินทางชะงักลงอีกครั้ง สีหน้าของทั้งสี่ฉายแววถึงความเป็นกังวล ความเคลือบแคลงสงสัยย่างกรายเข้าครอบงำจิตใจของทุกคน และเมื่อต่างก็ยกนาฬิกาของตนเองขึ้นดู ปรากฏว่า ทั้งเข็มยาวและเข็มสั้นนั้นพากันหยุดอยู่ที่เลขสาม ขาดบ้างเลยบ้างทิ้งช่วงกันเพียงเล็กน้อย

“สามโมงสิบห้า ฉันว่าเวลานั้นเราน่าจะกำลังอยู่ในอุโมงค์นะ” โชติวัตร์สันนิษฐาน สองสาวเริ่มดูท่ากระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ครั้นยกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขึ้นดู ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ใช้การไม่ได้เลยสักชิ้น หากนี่เป็นแค่ความบังเอิญอย่างที่เข้าใจ มันก็คงเป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดมาก หรือความจริงพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่สำหรับมายาวี นี่ไม่ใช่แค่ ‘ความบังเอิญ’ เสียแล้ว

“ฉันว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราแน่ๆ” คราวนี้มายาวีเป็นคนโพล่งขึ้น หรือจะว่าไป อาถรรพณ์ป่าไม่ได้มีแต่ในคำบอกเล่า หากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

บัดนี้การเดินทางต่อเป็นไปด้วยความเงียบงันไม่แพ้กับบรรยากาศรอบด้าน แม้เพียงเสียงเหยียบถูกใบไม้แห้งก็แลดูจะดังสนั่นลั่นไปทั่วทั้งป่า เสียงหายใจที่รวยรินธรรมดาฟังดูหนักหน่วงราวกับว่าเหนื่อยหอบ แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังดังก้องในใจของทุกคนนั่นคือเสียงอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ทุกคนพร้อมกันรัวจังหวะถี่เร็วราวกับกลอง

“โชคดีที่ผมยังมีแผนที่ติดตัว อาจจะนานหน่อยถ้ามีอะไรผิดพลาด แต่ไม่น่าเกินสามสี่วันเราคงจะถึงที่หมาย ซึ่งตอนนี้เราคงต้องไปให้ถึงเทือกเขาลูกที่ผมเคยบอกเอาไว้ให้ได้ก่อน” รอยเทพหันมาบอกกับทุกคนราวปลอบใจ อย่างน้อยการเดินทางก็ดูจะไม่ผิดแผกไปจากแผนที่วางไว้ แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ เป้าหมายที่ว่า จะไม่ได้กระตุ้นจิตใจหรือสะกิดให้ยินดีเลยสักนิด จากก่อนหน้า ความตื่นเต้นที่ยากจะได้เห็นแหล่งโบราณสถานเหมือนดังเมื่อช่วงบ่าย กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ มายาวีรู้สึกว่ายากกลับบ้านใจแทบขาด

‘ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอได้อำนวยอวยชัยให้ลูกและทุกๆ คนปลอดภัยจากป่าอาถรรพณ์นี้ด้วยเถิด’

ตลอดเวลาที่เดินทาง มายาวีมักจะเอามือกำแหวนของเธอไว้แน่น ในใจพลางคิดภาวนาขอพรให้ทุกคนปลอดภัยจากอุปัทวันตรายทั้งปวง

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นจนทำให้ทุกคนสับสนกระวนกระวายใจ เวลานี้ก็เริ่มที่จะเย็นย่ำแล้ว รอยเทพยังคงมุ่งหน้าต่อไปโดยอาศัยความรู้ความเคยชินและประสบการณ์ในการลาดตระเวนของเขานำทางทุกคนต่อไปเรื่อยๆ โดยอาศัยแผนที่ที่มีอยู่ช่วยประกอบการเดินทาง แม้หลายจุดจะยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับสิ่งที่เห็นก็ตามที

ป่าในแถบนี้รกมากผิดสังเกต ยิ่งเดิน ทางก็ยิ่งแคบลงถนัดตาจนบางครั้งรอยเทพและโชติวัตร์ต้องช่วยกันถางถกเอาเถาวัลย์ที่ปกคลุมทางเดินออก เบื้องบน ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดลงเรื่อยๆ หลายครั้งที่ต้องคอยมุดลอดและก้าวข้ามขวากหนามที่พันเกี่ยวกันแน่นจนยากจะตัดขาด รอยเทพค่อยๆ ส่งตัวมายาวีก้มข้ามพุ่มหนามที่ขึ้นปรกคลุมอยู่บนยอดกิ่งไม้เตี้ยๆ ด้านหน้า ทางที่พอจะเดินได้เริ่มไม่โล่งเตียนราบอย่างที่คิด สองฝั่งทางถูกขนาบด้วยภูเขาที่สูงชันและโขดหินสลับกันไปเป็นช่วงๆ

“ระวังหน่อยนะคุณ หุบแขนซะเดี๋ยวหนามจะเกี่ยว...” พูดไม่ทันขาดคำก็เห็นเลือดไหลซึมออกมาจากข้อศอกมายาวีเสียแล้ว

“อุ๊ย!” หญิงสาวสะดุ้งด้วยความเจ็บ

“นั่นไง ผมว่าแล้วเชียว” คนทักล้วงมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวในกระเป๋าเสื้อส่งให้

“เช็ดซะก่อนครับ ไว้ถึงลำธารแล้วค่อยเอาน้ำสะอาดๆ ล้างอีกที” เขาเตือนอย่างหวังดี แต่มายาวีรับเอาไว้เพียงเพราะแค่เกรงใจเท่านั้น

“เอ้า! ทำไมไม่เช็ดล่ะครับ ปล่อยให้เลือดไหลอยู่แบบนั้น ไม่กลัวเชื้อโรคเข้าบ้างรึไง?” เขามองดูคนดื้อรั้นก้มหัวมุดออกมาอย่างอ่อนใจ ว่าแล้วก็ค่อยๆ ช่วยดึงตัวเธอออกมายืนข้างนอก

“อย่าดีกว่าค่ะ ผ้าสีขาวๆ เอามาเช็ดเลือดเดี๋ยวจะซักไม่ออก” เธอว่าพลางส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้

“โอ๊ยไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงซะก็ต้องทิ้งอยู่แล้ว” คำพูดที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าชายหนุ่มแอบอมยิ้มในคำพูด ไม่เพียงแต่ไม่รับคืน ผู้กองหนุ่มยังหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ใยดี

“โธ่เอ๊ย เกือบจะซาบซึ้งอยู่แล้วเชียว” สีหน้าเซ็งสบถเบาๆ ในลำคอ หรือนี่เป็นอีกหนึ่งกลวิธีที่เขาคิดขึ้นมาเพื่อแกล้งเธอ

ไม่นานนักการเดินทางของวันก็สิ้นสุดลงตรงบริเวณที่ราบโล่งแห่งหนึ่ง ทุกคนปลดสัมภาระลงเพื่อจัดแจงพักผ่อนในที่ซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นมะค่าต้นใหญ่หลายสิบต้น

ทั้งหมดต่างช่วยกันกางเต็นท์พร้อมกับก่อไฟกองใหญ่เพื่อไล่ความหนาวเย็นที่ย่างกราย ภายใต้เสื้อคลุมสองชั้น ความหนาวก็ยังคงเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“เป็นอะไรรึเปล่าริน หน้าซีดๆ” โชติวัตร์ถามไถ่แฟนสาวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้นั่งจ้องหน้าหวานๆ ของเธอแบบเต็มอิ่มเช่นนี้ แม้ใบหน้านั้นจะดูหม่นหมองลงไปตามสภาพจิตใจบ้างก็ตาม แต่สำหรับเขา เธอสวยที่สุดเสมอ

“เปล่าหรอกโช รินไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกเพลียๆ” สีหน้าเนือยๆ ดูหมดแรง เวลานี้เขาอยากที่จะคว้าเธอมากอดไว้ให้หายเป็นกังวล หากโชติวัตร์เพียงได้แต่หยิบผ้าห่มมาคลุมให้เธอเท่านั้น สิ่งเดียวที่จะทำได้ คืออยู่ใกล้เธอให้มากกว่านี้

ถัดมาอีกทาง รอยเทพเห็นมายาวีนั่งกอดเข่าพิงกายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่าทางเธอดูเหนื่อยล้า ว้าเหว่และเศร้าซึม แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นคือเธอคงกำลังหนาว ชายหนุ่มได้แต่หยิบเสื้อคลุมส่งให้เธอแทนความห่วงใย

“ขอบคุณค่ะ” มายาวียิ้มให้เขาอย่างนุ่มนวล รอยเทพสังเกตเห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและปราศจากความมานะทิฐิ แต่มันช่างดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เขาไม่อยากเห็นมายาวีในภาพลักษณ์แบบนี้ เธอดูเหงาหงอยและเซื่องซึมจนทำให้เขารู้สึกท้อแท้ตามไปด้วย ความดื้อดึงโผงผางกำลังจางหายไปจากดวงหน้าที่อ่อนแรง เธอเพียงแต่เงยหน้ามองผู้ที่มาใหม่ ก่อนขยับตัวให้เขานั่งลงข้างๆ

“คุณดูไม่ค่อยสดใสเลย” คำพูดที่เป็นเหมือนประโยคบอกเล่า จนคนฟังไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

“ค่ะ” มันดูช่างสั้นและห้วน หากแต่เธอก็อยากจะพูดคุยกับเขามากกว่านี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นว่าอย่างไร ที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์ทำให้คนทั้งสองไม่ค่อยจะมีช่วงเวลาสมานฉันท์กันเท่าไหร่นัก

“ท่าทางคุณดูเพลีย ทำไมถึงยังไม่นอนอีกล่ะครับ” เมื่ออีกฝ่ายไม่เปิดปาก ชายหนุ่มก็ได้เพียงแต่เอ่ยทำลายความเงียบที่ปรากฏขึ้น

“ฉันนอนไม่หลับน่ะค่ะ รู้สึกคิดถึงบ้าน...แล้วคุณล่ะคะผู้กอง?”

“เรียกผมว่ารอยเฉยๆ ก็ได้ครับ” เขายิ้มและมองใบหน้าที่สวยเหมือนรูปสลักบานนั้น ที่แม้ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เคยลืม

“ค่ะ...สีหน้าคุณเองก็ดูเพลียไม่น้อยนะคะ พักผ่อนบ้างเถอะ ฉันเห็นคุณเหนื่อยมาทั้งวัน”

“อย่าห่วงเลยครับ หน้าที่ผมคือดูแลความปลอดภัยและนำทางพวกคุณจนถึงจุดหมาย” เขายิ้ม ในรอยยิ้มนั้นดูจริงใจเสมอ หากแต่นั่งมาสักพัก รอยเทพกลับไม่สังเกตเห็นยุงหรือแมลงสักตัวย่างกรายให้ระคายเคือง

“นี่คุณกำลังบอกว่า ที่ทำอยู่นี่ก็คือหน้าที่งั้นสิคะ...ใจคอคุณจะนั่งเฝ้าอยู่แบบนี้ไม่หลับไม่นอนเลยหรือไง?”

“ครับ ผมชินแล้ว แต่กับคุณคงยังไม่เคยชินกับสภาพภูมิประเทศและอากาศแบบนี้ ผมว่าคุณกลับเข้าไปนอนเถอะครับ...หรือถ้ายังไม่ง่วง นั่งเป็นเพื่อนผมอีกสักพักก็ได้ ผมรู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบดี ยุงหรือแมลงก็ไม่มีมารบกวน คุณอยากจะหลับตาลงนอนตรงนี้ผมก็ไม่ว่า ตราบที่ผมยังนั่งอยู่ คุณจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์” เขาให้คำมั่นและยืนยันกับเธอด้วยเกียรติของตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งครั้งหนึ่ง คนข้างๆ กลับมองว่าเขาเป็นโจรผู้ร้าย หรือแม้แต่เป็นพวกโรคจิต แต่มาครั้งนี้ คนร่างบางกลับรู้สึกอยากตำหนิตัวเองนัก ที่มองสุภาพบุรุษอย่างเขาเป็นพวกไม่ประสงค์ดีไปเสียได้

“ทำไมคุณถึงได้มาเป็นตำรวจตระเวนชายแดนล่ะคะ?” จู่ๆ ร่างบางก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จริงๆ เธอแค่อยากจะทำความรู้จักเขาให้มากกว่านี้อีกสักนิด

“เพราะผมชอบเห็นความสงบสุขมั้งครับ ผมอยากดูแลความสงบเรียบร้อยให้ชาวบ้าน ผมอยากดูแลปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องนอนกลางดินกินกลางทรายบ้าง แต่ถ้าทุกคนมัวแต่คิดถึงความสุขสบาย ไม่มีใครเสียสละตนเอง แล้วใครที่ไหนจะคอยปกป้องประเทศชาติของเรา” ทุกคำพูดของผู้กองหนุ่ม ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ ปณิธานที่เขามีนั้นช่างน่ายกย่องนับถือเสียยิ่งนัก

“ฉันอยากให้ผู้ชายทุกคนคิดเหมือนคุณจัง...ไม่อยากเชื่อเลย ว่าครั้งหนึ่งฉันจะเคยมองวีรบุรุษของชาติว่าเป็นโจรผู้ร้าย” คิดแล้วให้นึกขำตัวเอง ถึงตอนนี้คนหนุ่มเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า มุมปากหยักสวยคลี่แย้มอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

“อะไรที่เราไม่เคยรับรู้หรือสัมผัส เราก็ต้องเชื่อเฉพาะในสิ่งที่เห็นไว้ก่อนล่ะครับ เขาถึงได้บอกไง ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรจนกว่าจะได้รู้จริง เพราะสิ่งที่เราเห็นนั้น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป” เขามองหน้าเธออย่างแจ่มชัด

รอยเทพยอมรับว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นแบบนั้น เขาเคยมองว่าเธอร้ายกาจและขยาดจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่เอาเข้าจริง เธอก็แค่ผู้หญิงที่บอบบางธรรมดาคนหนึ่ง เกรี้ยวกราด แสนงอน น่าทนุถนอม เธอซึ่งมีทั้งในมุมที่ร่าเริงสดใสและนิ่งเงียบ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้นั่นคือความผูกพันธ์ ยิ่งนับวัน เขายิ่งรู้สึกว่าคุ้นเคยและไว้วางใจเธออย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกที่เหมือนกับเคยพบกันเมื่อครั้งนานแสนนานมาแล้ว คนร่างบางที่เห็นนั่งหมดแรงอยู่ข้างๆ นี่นางเป็นใคร ทำไมทุกครั้งที่อยู่ใกล้เหมือนกับจิตใจเขาจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พาลจะอ่อนโอนราวกับต้องมนต์สะกดเสียทุกครา หรือคนร่างบางยังจะมีพิษสงค์ที่ไม่หมดเพียงเท่านี้ ในวันหนึ่งข้างหน้า เจ้าหล่อนจะสำแดงฤทธิ์ร้ายอะไรออกมาอีกหรือไม่ นางผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เล่ห์มารยา หญิงสาวที่มีชื่อว่า...มายาวี

ท่ามกลางความเงียบยินเพียงเสียงปะทุจากกองไฟ อานุภาพแห่งความหนาวเย็นแผ่คลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ที่โคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งแผ่กิ่งใบลับหายไปกับความมืด ร่างหนาหันมองใบหน้าที่หลับพริ้มอย่างเอ็นดู แพขนตายาวงอนงามแผ่ทับดวงตาคู่สวยยามหลับใหล เพียงแสงวิบวับจากกองไฟที่สาดฉายต้องกระทบกับวงหน้านวล ในระหว่างที่รอยเทพนั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น หันมาอีกทีคนร่างบางก็คืนสู่ห้วงนิทราไปเสียแล้ว ผู้กองหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าขยับ ด้วยบัดนี้ใบหน้างามของมายาวีกำลังอิงแอบไปกับต้นแขนล่ำของเขาอย่างแนบชิด ปอยผมดำหล่นลงมาเคลียแก้มขาวอมชมพูเรื่อ กระตุ้นจิตใจให้ชายหนุ่มอยากไล้ปลายนิ้วเพื่อปัดไปบนผิวนวล แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ รอยเทพอึดอัดไม่น้อยที่ต้องข่มความรู้สึกวาบหวามใจเช่นนี้ เขาทำได้เพียงมองเธอด้วยสายตาอาทรเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นานเท่านานจนกว่าเธอจะตื่นขึ้นมาจากภวังค์

ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิทภายใต้ค่ำคืนอันหนาวเย็นและเงียบสงัด พลันก็เกิดมีเสียงหนึ่งลอยผ่านเข้ามาในโสตประสาท ทำลายความสงบสุขแห่งรัตติกาลนี้

“มรณาจักมาเยือน มันผู้ที่บังอาจปลดเปลื้องพันธนาการแห่งเจ้าชายอีศานวรรธน์ มันผู้นั้นต้องสังเวยด้วยเลือดและชีวิต ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะเหมือนคนที่กำลังบ้าคลั่ง น้ำเสียงที่พูดฟังดูดุดันครั่นครามและน่าสะพรึงกลัว

ทั้งหมดสะดุ้งตื่นและลืมตาพรวดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง มายาวีตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอเงยหน้าขึ้น ร่างของรอยเทพก็นั่งพิงอยู่ข้างๆ

“คุณได้ยินเสียงนั่นมั้ยคะ?” หญิงสาวรีบไตร่ถาม ตอนนั้นเห็นโชติวัตร์และวรินยาเดินออกมาข้างนอกด้วยสีหน้าท่าทางที่ร้อนรน

“ครับ ผมได้ยิน” เขาพยักหน้าตอบก่อนจะหันไปมองสองคนที่มาใหม่ ทั้งหมดต่างพยักหน้าโดยพร้อมกัน

“เสียงใคร?” โชติวัตร์ตั้งคำถาม ทุกคนต่างจ้องมองกันด้วยความฉงนสนเทห์ และทันใดนั้น แหวนที่คอของคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็เกิดประกายแสงสีขาวนวลออกมา พร้อมกันนั้น เสียงประหลาดที่เงียบหายไปก็ดังขึ้นอีกครั้งและคำรามลั่นยิ่งกว่าเดิม

รอยเทพคว้าปืนที่วางอยู่ข้างลำตัวขึ้นมากระชับ นิ้วชี้เตรียมสอดอยู่ในช่องเหนี่ยวไกพร้อมที่จะยิง ต้นไม้รอบด้านเริ่มไหวติง สายลมสะบัดพัดแรงขึ้นทุกวินาที สองสาวลุกไปยืนกอดกันตัวสั่นสะท้านหน้ากองไฟ ความหนาวเย็นกลับยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ รอยเทพและโชติวัตร์หันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืดมิดแห่งห้วงราตรี สักพัก กระแสลมและต้นไม้ที่ไหวยวบยาบก็เริ่มสงบลง สองหนุ่มต่างก็ลดปืนลงด้วยความหวาดระแวง แต่ทั้งนี้ รอยเทพก็พร้อมเสมอหากมีสัตว์ร้ายหรืออะไรก็ตามปรากฏตัวขึ้น ชายหนุ่มค่อยๆ หันเดินกลับไปนั่งที่เดิม แต่กระบอกปืนนั้นยังวางแนบอยู่บนตักอย่างเตรียมพร้อม

ขณะนี้สองสาวกลับเข้าไปนอนด้านในเต็นท์ โชติวัตร์ออกมานั่งเฝ้ายามเป็นเพื่อนพี่ชาย เปลวเพลิงสีแดงส้มลุกโชนกระพือขึ้นทุกครั้งที่สายลมเย็นพัดผ่าน ตลอดค่ำคืนนั้นไม่ปรากฎว่ามียุงหรือแมลงรบกวนเลยแม้แต่ตัวเดียว และถึงว่าอากาศจะหนาวเย็นชวนให้เคลิบเคลิ้มสักเพียงใด ก็หาได้มีใครหลับตานอนลงได้อย่างสนิทใจแม้สักคน



ลำแสงแรกของพระอาทิตย์ตกกระทบผ่านมาจากบนยอดไม้ ไฟในกองมอดดับลงหมดแล้ว อากาศก็ดูจะอุ่นขึ้นกว่าตอนกลางคืนเล็กน้อย รอยเทพตื่นแต่เช้าและปลุกคนอื่นๆ ให้เก็บข้าวของสัมภาระเพื่อเตรียมเดินทางต่อ แต่ถ้าจะให้ถูก ผู้กองหนุ่มนั้นแทบไม่ได้หลับตาเลยตลอดทั้งคืน ข้อนี้โชติวัตร์ย่อมรู้ดี ทุกครั้งที่เขาหันหน้าไปมองพี่ชายของตนเอง ชายหนุ่มจะเห็นรอยเทพนั่งหันหน้ามองกลับมาที่เขาแทบทุกครั้ง แม้รับปากว่าจะเป็นคนเฝ้าดูความปลอดภัยให้แทน แต่ไม่มีเลยสักครั้ง ที่ผู้กองหนุ่มจะบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่มีแม้แต่ท่าทีง่วงเหงาหาวนอนให้พบเห็น

อากาศยังคงเย็นยะเยือกถึงแม้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ ด้วยความหนาแน่นของใบไม้ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุม ประกอบกับความรกทึบของป่าบางช่วง ทำให้แสงแดดส่องลอดลงมาถึงพื้นได้น้อยกว่าที่ควร กลิ่นอับของใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมจนเน่าเปื่อยริมธารลอยขึ้นมากระทบจมูก กลิ่นเขียวของตะไคร่และพืชจำพวกเฟิร์นขึ้นปรกตามก้อนหินริมธารน้ำ แม้จะเป็นลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากเทือกเขา แต่น้ำที่ไหลผ่านนั้นก็ใสชวนให้อยากเอามือลงไปแกว่งเล่น แต่เพราะอากาศในตอนเช้าที่ค่อนข้างจะเย็นจัด ส่งผลให้น้ำในกระแสธารานั้นเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง ทุกครั้งที่วักน้ำขึ้นลูบหน้า มายาวีมักจะรู้สึกได้ว่าใบหน้านั้นชาราวกับไม่มีความรู้สึก ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้ง่ามนิ้วไปจนถึงฝ่ามือนั้นตึงแข็งจนแทบจะขยับไม่ได้

ระหว่างทางรอยเทพหยุดชะงักอยู่กับที่ เขาก้มมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนพื้นดินอย่างสนใจราวกับว่าเห็นอะไรที่ผิดปกติ

“มีอะไรคะ?” มายาวีตรงเข้าไปถาม ชายหนุ่มชี้ให้ดูร่องรอยเหนือผืนดินบริเวณนั้น พื้นที่โล่งสลับกับเป็นป่าละเมาะที่ห่างจากลำธารราวห้าร้อยเมตร เห็นทีจะเป็นจุดเล็กๆ ในป่าระแวกนี้ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงพื้นเป็นบริเวณกว้าง

“รอยเท้าคน...นี่หมายความว่ามีคนเดินทางนำเรามาก่อน ใช่มั้ยคะ?” มายาวีสรุป รอยเทพเพียงแต่พยักหน้ารับ

“เป็นหมวดตฤณกับพวกลูกน้องของนายรึเปล่ารอย?” โชติวัตร์สันนิษฐาน รอยเทพส่ายหน้าเหมือนไม่มั่นใจ แต่ที่รู้ๆ คือรอยเท้าที่เห็นนั้นต้องเป็นของคนที่ใส่รองเท้าแบบไม่มีดอกยางหรือส้น และที่แน่ๆ รูปทรงลักษณะนี้มันดูไม่น่าจะใช่รองเท้าของพวกทหารหรือตำรวจ

“คุณรอยคะ ดูนั่น!” เสียงวรินยาดังขึ้นอีกทาง ทุกคนวิ่งไปดูตามเสียงเรียก บริเวณนั้นพื้นหญ้าถูกกวาดจนราบเหมือนมีคนมานั่งพัก เลยขึ้นไปจากบริเวณดังกล่าวเล็กน้อย ที่พื้นดินเหมือนมีกองขี้เถ้าเก่าๆ ถูกกลบทำลายไว้

“ก่อนหน้าเราต้องมีคนมาพักบริเวณนี้แน่ๆ” รอยเทพสันนิษฐานจากหลักฐานที่เห็น อีกทั้งบริเวณดังกล่าวก็ยังเหมาะกับการเลือกเป็นทำเลที่พัก ซึ่งอยู่เลยมาจากบริเวณที่พวกเขาเลือกพักเมื่อคืนไม่ไกลนัก

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนได้แต่เก็บความสงสัยไว้แล้วเดินทางต่อ ผืนดินซึ่งเห็นเป็นพื้นราบด้านหน้านั้นค่อยๆ มีแนวโน้มที่จะลาดเอียงในบางช่วง ด้านซ้ายทั้งแถบเป็นดงไม้ใหญ่ใบสูงลิบ เดินผ่านมาจากช่วงดังกล่าวได้สักระยะ ต่างคนต่างรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนของพื้นดิน พร้อมกันนั้นเริ่มมีเสียงกระแทกเท้าดังก้องเข้ามาใกล้ ราวกับพื้นที่ด้านหลังมีการกรีธาทัพนับเรือนแสน ไม่นานนัก ในดงไม้ไกลลิบก็แลเห็นฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลในอากาศ ตามด้วยเสียงร้องแปร๋นๆ แสบแก้วหูของช้างป่าโขลงใหญ่วิ่งหนีอะไรบางอย่างตรงมาทางนี้

“แย่ล่ะ...วิ่งไปหาที่หลบ!” เสียงรอยเทพตะโกนลั่น จังหวะนั้นพอหันไปรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนที่ใกล้เข้ามา ทั้งหมดมุ่งหน้าวิ่งไปไม่คิดชีวิต โชติวัตร์จับแขนแฟนสาววิ่งไปทางหนึ่ง ส่วนรอยเทพนั้นวิ่งไปอีกทาง จะมีก็แต่มายาวีที่ยังดูท่าเหมือนก้าวขาไม่ค่อยออก

“เร็วเข้าคุณ วิ่งมาทางนี้” เขาหันไปกวักมือเรียก ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดวิ่งพุ่งไปที่เขา รอยเทพวิ่งตรงขึ้นไปหลบตรงช่วงที่เป็นเนินดินข้างหน้า บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นพอจะกำบังได้ แต่จวนเจียนจะถึงที่ซ่อนอยู่รอมร่อ ชายหนุ่มกลับไม่เห็นเงาของคนที่ทำท่าจะวิ่งตามมาด้วย ครั้นหันกลับไปดูเห็นมายาวีนั่งกองไปกับพื้นอย่างหมดสภาพ มือข้างหนึ่งกุมไว้ที่ข้อเท้า ส่วนเป้ที่หลังตกมาอยู่ที่ข้อแขน สีหน้าที่มองเขาบ่งบอกถึงความเจ็บปวดไม่น้อย เบื้องหลังโขลงช้างก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ ไกลออกไปอีกฝั่งยินเสียงเพื่อนทั้งสองร้องกันระงมไพร

“มายาลุกขึ้น!...ลุกขึ้นเร็ว!!” ทั้งวรินยาและโชติวัตร์ต่างหันหลังกลับมามอง รอยเทพเห็นท่าไม่ดีจึงได้ปลดเป้ลงจากหลังแล้ววิ่งพรวดเดียวไปถึงตัวคนร่างบาง

“อยากตายรึไงคุณ!” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับอ้อมแขนที่กระชากเธอเข้ามาไว้แนบลำตัว รอยเทพกึ่งพยุงกึ่งหิ้วมายาวีวิ่งออกมาจากตรงนั้น ด้านหลังเสียงแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นก็ดังเข้ามาใกล้ทุกขณะ ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าอันตรายดังกล่าวกำลังจะมาถึงตัวแล้ว ด้วยฝุ่นดินที่ฟุ้งขึ้นมาจากพื้นนั้นม้วนตลบมาจนถึงด้านหน้า

“ทิ้งเป้ลงไปก่อน!” เขาสั่งเสียงกร้าว ตอนนั้นเจ้าจ่าฝูงตัวใหญ่มุ่งกวดมาทางนี้ รอยเทพพยายามวิ่งไปจนถึงเนินด้านหน้า ร่างหนาอาศัยกล้ามแขนที่แข็งแกร่งยกร่างของมายาวีขึ้นอุ้มลอยจากพื้น ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งกระโจนเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ด้านหน้า...แต่เจ้ากรรม เขาไม่รู้ว่าด้านหลังพุ่มไม้ทึบนั้นเป็นทางลาดลงไปยังแอ่งดินตื้นๆ ด้านล่าง

“กรี๊ด!” เสียงมายาวีร้องลั่นระคนกับเสียงตกใจของผู้กองหนุ่ม ร่างทั้งสองไถลกลิ้งตกลงไปจากเนินดินอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจ ร่างบางก็รู้สึกเหมือนล้มมากระแทกแผ่นอกกว้างของคนที่อยู่ด้านล่าง รอยเทพหงายแผ่ไม่เป็นท่าอยู่กลางแอ่งน้ำขังตื้นเขิน ข้างใต้มีใบไม้แห้งหมักหมมจนชื้นแฉะส่งกลิ่นฉุน ผู้กองหนุ่มรู้สึกหนักอึ้งด้วยผงกหัวขึ้นมาเห็นร่างบางนอนพาดอยู่กลางอก ความรู้สึกแรกคือต้นคอนั้นสัมผัสกับเศษใบไม้เปียก

“คุณๆ ลุกก่อนได้มั้ยครับ หลังผมเปียกน้ำไปหมดแล้ว” คนอยู่ล่างพยายามขยับตัว หากร่างบางที่นอนขวางคร่อมอยู่นั้นรู้สึกปวดราวกับกระดูกจะหัก

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่มันระบมไปหมด ใจเย็นๆ นะคุณนะ” น้ำเสียงกระเส่าบอกให้รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ มายาวีขยับตัวให้พ้นจากแผ่นอกหนาหนั่นภายใต้เสื้อลายพรางของเขา ทันทีที่ร่างเล็กหลุดออกไปนอนแผ่ข้างๆ รอยเทพรู้สึกว่าตัวเบาขึ้นเยอะ ตอนนี้เขาเหนื่อยมากจนแทบจะหมดแรง ด้วยช่วงที่แบกเจ้าคนตัวบางมาเมื่อครู่ ใช่ว่าจะเบาเหมือนยกปืนพาดบ่าเมื่อไหร่ ว่าแล้วผู้กองหนุ่มก็ค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้นนั่ง ภาพที่เห็นคือคนข้างๆ นอนแช่ไปกับพื้นที่มีน้ำขังอย่างหมดสภาพ เห็นแล้วให้รู้สึกนึกขันขึ้นมาเสียเฉยๆ

“เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ?” เขาถาม ตอนนี้เสียงด้านบนเหมือนจะสงบลงแล้ว เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้น้องชายและแฟนสาวเป็นอย่างไรกันบ้าง รู้แต่ว่าตอนนี้ต้องพาร่างระหงนี่ปีนกลับขึ้นไปข้างบนให้ได้ก่อน

“โอ๊ยคุณ! ฉันระบมไปทั้งตัวเลยเนี่ย” เจ้าตัวบ่นกระปอดกระแปดน่าสงสาร ครั้นเห็นท่าทางคนที่จับพลัดจับผลูกลิ้งตกมาอยู่ข้างๆ แล้วก็ขำ แบบบางราวกับกระจก ลองตกลงมาแล้วไม่เจ็บไม่ระบมเลยสิน่าแปลก

“เสื้อผ้าคุณเปียกน้ำหมดแล้ว ไหวมั้ยครับเนี่ย?” ขนาดคนข้างๆ ทักว่าตัวเปียก หญิงสาวยังไม่มีแรงที่จะทะลึ่งตัวลุกขึ้นมานั่ง

“ไม่ไหวแล้วค่ะ ข้อเท้าฉันแพลง คุณช่วยลากฉันขึ้นไปข้างบนหน่อยนะ...นะคะขอร้อง” น้ำเสียงแผ่วผ่านราวจะหมดแรง ยิ่งสายตาอาวรณ์คู่นั้นที่มองมา เหมือนตอนที่เจ้าตัวเป็นลมล้มพับไปในห้องเก็บโบราณวัตถุไม่มีผิด

“ครับๆ ผมจะช่วยคุณเอง ไม่ต้องห่วงนะ” รับปากแล้วก็ต้องช่วยพยุงคนเจ้าปัญหาขึ้นมาบนฝั่งที่ไม่เปียก จากจุดที่อยู่มองขึ้นไปเป็นทางลาดสูงเอาการ แต่บริเวณด้านข้างนั้นมีเนินหินซ้อนกันพอที่จะอาศัยปีนป่ายกลับขึ้นไปได้

ดูท่าสถานการณ์ข้างบนจะคลี่คลาย นาทีแรกที่เห็นหน้าโชติวัตร์โผล่พ้นออกมาจากชะง่อนหินก็โล่งอก สองคนข้างบนช่วยกันดึงเอาร่างนักโบราณคดีสาวกลับขึ้นมานั่งพัก ดูท่าคนที่อาการหนักไม่แพ้กันนั้นจะเป็นรอยเทพ นอกจากจะอดหลับอดนอนมาหลายคืนแล้ว ร่างหนายังผจญกับเภทภัยสารพัดอย่างทุลักทุเล ไม่ได้หยุดได้หย่อนเลยสักนิด

“สงสัยเรื่องที่จะพาพวกนายไปให้ถึงที่หมายในเร็ววันคงไม่สำเร็จแล้วล่ะ” รอยเทพพูดกับน้องชายในขณะที่นั่งพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกออกจนเหลือแต่เสื้อยืดสีขาวด้านใน

“ช่างมันเหอะเรื่องนั้น ถึงช้าไปวันสองวันก็ไม่เป็นไรหรอกรอย ฉันว่าตอนนี้นายน่ะควรจะพักก่อน”

“อืม...ว่าแต่เพื่อนนายเป็นไงบ้างล่ะ?”

“มายาน่ะเหรอ? ไม่ต้องห่วงหรอก ยัยนั่นน่ะนั่งโอดโอยเอากับรินตามประสา นี่ยังโชคดีนะที่จังหวะมายาตกลงไปเจอแอ่งน้ำพอดี นอกจากข้อเท้าแพลงตอนหนีช้างก็ไม่เห็นจะมีแผลอะไรที่ไหน” เขาสาธยาย ถ้าให้รอยเทพเดา มายาวีคงไม่มีทางบอกกับสองคนนั้นเด็ดขาด ว่าเธอหล่นมานอนทับอยู่บนตัวเขาตั้งนานสองนาน คิดแล้วก็เผลออมยิ้ม เพราะแบบนี้ไงเล่า หล่อนถึงได้ไม่เจ็บหนัก แต่เขาสิ เจ็บทั้งข้างหน้าและข้างหลังเลยทีเดียวเชียว
.......................................................


ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกขณะ แสงแดดที่เคยส่องลอดลงเป็นลำเริ่มจะทิ้งช่วงขาดหาย หลังจากนั่งพักอยู่นานเป็นชั่วโมงด้วยคนเจ็บทำท่าจะเดินไม่ไหว รอยเทพบอกให้มายาวีแข็งใจเดินต่ออีกนิด เพื่อที่จะหาทำเลปลอดภัยนั่งพักให้อาการทุเลา จึงไปได้เอาพื้นที่หนึ่งซึ่งเป็นที่โล่งมีหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นประปรายพอเข้าท่า ห่างจากเนินดังกล่าวลงมาไม่ไกลนัก ก่อนสิ้นแสงอาทิตย์อัสดง ทั้งสี่พากันเดินทางต่อมาจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งเยื้องมาทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นบริเวณเทือกเขาสูง ภายในเป็นโถงกว้างสามารถปักหลักพักอาศัยได้ยามค่ำคืน แต่ที่น่าแปลกคือ พื้นที่ดังกล่าวมีร่องรอยของคนมาพักอาศัยที่ยังดูใหม่อยู่

มุมหนึ่งของพื้นถ้ำมีกองฟืนสุมเหลืออยู่เล็กน้อย เสมือนว่ากองไฟดังกล่าวนั้นเพิ่งถูกใช้ครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ที่สำคัญ บริเวณใกล้ๆ มีเศษดินย่ำไว้เป็นทาง ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้ำแห่งนี้ได้มีคนมาพำนักก่อนหน้าไม่นานนัก

“หรือว่าจะเป็นพวกทหารที่ออกมาลาดตระเวนแถวตะเข็บชายแดน?” โชติวัตร์ตั้งข้อสันนิษฐาน ผู้กองหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจ รวมถึงบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทหารที่น้องชายพูดถึงนั้นเป็นของฝ่ายใดกันแน่ เพราะตั้งแต่ออกเดินทางมา เขายังไม่เห็นวี่แววของค่ายทหารที่น่าจะมีให้เห็นอยู่บ้างในระแวกนี้

แต่ไม่ว่าผู้เคยอาศัยก่อนหน้าจะเป็นใคร ทั้งหมดตกลงใจที่จะพักค้างแรมที่นี่ รอยเทพปลดสัมภาระลงมากองไว้มุมหนึ่งของถ้ำ สองสาวช่วยกันจุดไฟในกองที่เคยมอดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เสียงเปรี๊ยะปร๊ะสะท้อนก้องไปทั่วทั้งบริเวณ แสงไฟวิบวับฉายจับไปตามผนังหินเป็นสีส้มไหวระริก หลังสิ้นแสงสุริยาซึ่งลาลับขอบฟ้าได้ไม่นาน ท้องฟ้าที่มืดมิดก็ปรากฏจันทราสว่างสุกใสเต็มดวงเหนือยอดเขา ในค่ำคืนเดือนหงาย ลำแสงสีนวลสาดส่องลงมาเหนือยอดไม้เป็นเงาพาดผ่านไปกับพื้นดินบางช่วง ยามใดที่มองออกไปนอกปากถ้ำ ยังพอเห็นเงาของกิ่งไม้ไหวเอนอยู่บ้างในความมืด มายาวีนั่งพิงไปกับผนังหินที่เย็นเหยียบ รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวและหนาวสะท้านไปถึงข้างใน ยิ่งค่ำอากาศยิ่งหนาว ประกอบกับอุณหภูมิของพื้นหินขรุขระยิ่งดูทวีความเหน็บหนาวขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ รอยเทพเข้ามานั่งดูอาการของมายาวี หลังจากนวดยาที่ข้อเท้าแล้วก็ดูจะมีอาการดีขึ้น ผู้กองหนุ่มปล่อยให้หญิงสาวนั่งพักเหนื่อยไปตามลำพัง ส่วนเขาเองก็กลับมานั่งเช็คสภาพปืนที่มุมห้องตามเดิม

ลึกเข้ามาเกือบจะถึงบริเวณที่เป็นหลืบหิน มายาวีเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเต็มกำลัง เจ้าตัวนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่อีกมุมแยกจากเพื่อน ภายใต้เสื้อแจ๊คเก็ตสีน้ำตาลที่เอามาห่มบรรเทาความหนาวเย็น แหวนที่คอของเธอนั้นส่องแสงเป็นประกายออกมาอย่างต่อเนื่อง จากที่รู้สึกเย็นเยือกถึงกระดูกนั้นเริ่มอุ่นขึ้นเป็นลำดับ ความเมื่อยล้านั้นเลือนหายไปทีละน้อยโดยที่ร่างบางไม่รู้สึกตัว

ช่วงจังหวะที่ขยับกายหันไปอีกด้าน สายตาคู่คมของมายาวีก็เหลือบไปเห็นห่อผ้าสีหมากสุกวางหลบอยู่ในหลืบถ้ำ ดูเหมือนนี่อาจจะเป็นข้าวของสัมภาระของคนที่มาอยู่ก่อน เธอคาดเดา

“ผู้กองคะ ดูนี่สิ” มายาวีเรียกเขาพร้อมชี้ไปที่จุดต้องสงสัย รอยเทพคาดการณ์ว่าคนที่มาพักอยู่ก่อนน่าจะมีไม่เกินคนหรือสองคน สันนิษฐานได้จากห่อผ้าขนาดย่อมเพียงห่อเดียว ไม่ว่าสิ่งของที่อยู่ด้านในจะเป็นเสบียงหรือเครื่องใช้ก็ตาม นั่นย่อมแสดงว่าคนผู้นี้คงกะเดินทางมาอยู่ไม่นานนัก และถ้าเขาวิเคราะห์ไม่ผิด ในไม่ช้าคนแปลกหน้าพวกนั้นจะต้องย้อนกลับมาที่นี่อีกเป็นแน่

ภาพของใบไม้ด้านนอกสะบัดไปมาเป็นเงาไหวยวบยาบ บ่งบอกว่าด้านนอกมีกระแสลมพัดแรงราวกับจะเกิดพายุโหม แสงจันทร์ในคืนเดือนหงายประกอบกับแสงไฟที่ลามไปถึงด้านหน้า สิ่งที่แลเห็นนั้นยังคงเป็นภาพเงาของกิ่งไม้ใบหญ้าที่ไหวเอนตะคุ่มๆ รอยเทพกลับมานั่งอยู่ตามลำพังกับปืนยาว AK74 ที่พกติดตัวตลอดการเดินทาง ข้างหลังมีเป้พิงอยู่กับผนังหิน โชติวัตร์นั่งมองเขาอยู่นาน เห็นกระเป๋าใบยาวสีดำที่ผู้กองหนุ่มยึดติดกับเป้ไว้ตลอดเวลาก็ใคร่รู้ ครั้นแล้วจึงเดินเข้าไปหมายจะถามให้หายสงสัย ว่าสิ่งสำคัญที่พี่ชายเก็บงำไว้มิดชิดนั้นเป็นอะไรกันแน่

รอยเทพกำลังง่วนอยู่กับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมให้กับอาวุธคู่กาย เมื่อเห็นโชติวัตร์มาจดๆ จ้องๆ คอยจะป่วนเปี้ยนอยู่ใกล้กระเป๋าเป้ใบใหญ่จึงหันมอง และเมื่อหนุ่มผู้น้องเอ่ยปากถาม ผู้กองหนุ่มค่อยดึงเป้ที่วางอยู่ใกล้ๆ เข้ามาปลดล็อคสายสีเขียวด้านหลังออก เขาวางกระเป๋าสี่เหลี่ยมสีดำความยาวราว 36 นิ้วลงกับพื้นเรียบ ก่อนจะค่อยๆ บรรจงเปิดออกอย่างใจเย็น ข้างในแบ่งออกเป็นสองช่องหลักๆ มีวัตถุสีดำวางอยู่ในบล็อคแบบพอดิบพอดี ซึ่งครั้งแรกที่เห็น หนุ่มลูกครึ่งก็ถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยสิ่งที่พี่ชายพกติดตัวมาเป็นอาวุธสงครามร้ายแรงชิ้นหนึ่งพร้อมกับอุปกรณ์เสริม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยิงระเบิดขนาด 40 มม. ลำกล้อง 9 นิ้ว อย่าง M-203 หรืออินฟาเรดเลเซอร์ หากเมื่อใดประกอบเข้าด้วยกันเสร็จสรรพ วัตถุดังกล่าวก็พร้อมที่จะเป็นอาวุธสงครามที่วิเศษชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

สายตาสีน้ำตาลคู่สวยของโชติวัตร์มอง M4A1 ตาไม่กระพริบ นั่นเป็นปืนเล็กยาวที่เขาใฝ่ฝันว่าอยากจะได้สัมผัสของจริงสักครั้งในชีวิต

“สุดยอดเลยรอย...นี่ของนายเองรึเปล่า?”

“อืม ของฉันเอง พอดีรู้จักกับคนในองค์กรที่ผลิตเลยติดต่อซื้อมาได้ในราคาถูก...ฉันให้นายเป็นของขวัญวันเกิดตามสัญญา ตอนแรกกะติดมาให้ดูเฉยๆ แต่สถานการณ์แบบนี้ก็เอาไปเลยแล้วกัน...อ้อ! ไหนๆ เห็นแล้วก็แบกไปเองด้วยเลย...เอ้านี่ ระวังหน่อยล่ะ” รอยเทพปิดฝากระเป๋าลงและเลื่อนส่งให้น้องชาย โชติวัตร์ยังคงนั่งปลื้มอยู่กับอาวุธชิ้นใหม่ที่พี่ชายยกให้อย่างเปรมปรีดิ์

“อ้อ แล้วไม่ใช่เอามายิงสุ่มสี่สุ่มห้านะ นี่ของจริงไม่ใช่ BB Gun...อาวุธสงครามเลยนะ ถึงของฉันจะซื้อมาโดยถูกต้องตามกฏหมายก็ใช่ว่าจะเอามาใช้ได้โดยไม่มีความผิด...แล้วก็ให้ใช้ได้แค่ในเฉพาะป่านี้เท่านั้นนะ”

ฟังที่พี่ชายกำชับแล้วนึกขำ ยังไงเสีย ตำรวจก็ยังเป็นตำรวจอยู่วันยันค่ำ แต่ถึงจะเป็นนักโบราณคดี โชติวัตร์ก็มีความรู้เรื่องปืนผาหน้าไม้ไม่ด้อยไปกว่าพี่ชายของตน ความชำนาญพิเศษรองจากหยิบจับเครื่องมือขุดค้นก็คือปืน เพราะเมื่อสมัยที่อยู่บ้านเดียวกันกับญาติผู้พี่ คุณพ่อของรอยเทพก็มักจะพาทั้งสองหนุ่มไปยิงปืนที่สนามกีฬาของกองทัพเป็นประจำ

และระหว่างที่รอยเทพกำลังนั่งขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตอยู่กับน้องชายอย่างเพลิดเพลิน เสียงหัวเราะบางเบาเริ่มค่อยๆ เลือนหายไปจนขาดห้วง เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงกิ่งไม้สะบัดไหวราวกับจะโค่น เสียงลมหวีดหวิวอึงอู้ย้อนเข้ามาถึงในถ้ำ สองสาวที่นั่งหลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างมึนงง ด้านนอก เสียงฝีเท้าย่ำเหยียบเศษใบไม้ดังใกล้เข้ามาเป็นระยะ รอยเทพเงี่ยหูฟังและหันมาสบตาน้องชายเป็นเชิงบอกให้ระวังตัว ผู้กองหนุ่มสะบัดมือเป็นสัญญาณบอกให้สองสาวเขยิบเข้าไปนั่งชิดกับหลืบถ้ำ รอยเทพคว้า AK74 ขึ้นแนบกับลำตัวอย่างเตรียมพร้อม ก่อนจะค่อยก้าวย่องออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ชายหนุ่มหันมาพยักหน้าบอกให้โชติวัตร์ยืนรออยู่กับที่ ด้วยรอยเทพไม่มั่นใจว่า เสียงที่ได้ยินนั้นอาจเป็นทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสะกดรอยตามมา

ข้างนอกเสียงฝีเท้าหยุดลงแล้ว รอยเทพยืนพิงแนบไปกับผนังหินอยู่สักพักก็ไม่ปรากฏเงาของใครโผล่ออกมา มีเพียงเงาของต้นไม้ใบหญ้าที่เอนไหวอยู่ด้านนอกกลางแสงจันทร์ ทว่าวูบหนึ่งของเปลวไฟที่พาดแสงลามออกมาถึงปากถ้ำ ที่ผนังฝั่งตรงข้ามรู้สึกเหมือนเห็นเงาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างหยุดยืนอยู่ตรงนั้น อะไรสักอย่างที่ซ่อนตัวอยู่หลังหลืบหินห่างจากเขาไม่ถึงสองเมตร...และถ้าประสาทสัมผัสของเขาไม่ผิดพลาด สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ว่านี้ก็กำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของเขาอยู่เช่นกัน

...บัดนี้ ความเงียบกำลังครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ภายใต้การเต้นของหัวใจที่ถูกสะกดไว้ให้เป็นปกติ ผู้กองหนุ่มตัดสินใจก้าวออกไปข้างนอกพร้อมกับประทับเล็งปืนไปข้างหน้า ซึ่งวินาทีนั้นเอง...

ปากกระบอกปืนของรอยเทพจ่ออยู่ห่างจากศรีษะเขาไม่ถึงคืบ ในขณะที่ปลายคมของวัตถุสีเงินในมือเขาก็จ่ออยู่ที่ต้นคอของรอยเทพเช่นเดียวกัน

“ช้าก่อน!!”

----------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:24:47 น.  

นิราศรัก เพียงภพ - บทที่ ๔ “ข้ามเขตแดน” (ครึ่งแรก)

//ขอบคุณสำหรับกำลังใจ และการติดตามผลงานนะคะ ขณะนี้อินเองก็กำลังทยอยรีไรท์อยู่ (ถ้ามีเวลาว่าง และไม่หลับไปซะก่อน 55+)



บทที่ ๔ “ข้ามเขตแดน”

“โอ๊ยยย!”

เสียงผู้หมวดอรรณพร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ขณะนั้นเป็นเวลากว่าตีสามแล้ว ทุกคนที่ได้ยินเสียงต่างแตกตื่นลุกฮือออกมากลางดึก

“เกิดอะไรขึ้น?!” รอยเทพผุดเข้ามาในเต็นท์ของเขาก่อนเป็นคนแรก ภาพที่เห็นคือ ชายหนุ่มรุ่นน้องนอนดิ้นตัวงอ มือข้างหนึ่งรัดกุมไว้ที่ต้นน่อง

“ไอ้ณพเป็นอะไรหมวด?” ร่างสูงหันมาถามชายอีกคนที่นั่งประคองเพื่อนของตัวเองอยู่

“มันถูกงูกัดครับ” สีหน้าเขาดูแตกตื่นไม่น้อย ขณะนี้คนเจ็บกำลังโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเข้มนั้นเริ่มซีดและเต็มไปด้วยเหงื่อ คนที่เหลือทยอยวิ่งออกมาดูตรงหน้าเต็นท์ พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนร่วมทางต่างก็ตื่นตกใจ

“มันเข้ามาในนี้ได้ยังไงกัน?” รอยเทพนึกสงสัย ว่าแล้วก็หยิบเอามีดพกในกระเป๋าออกมากรีดไปที่ขากางเกงของคนเจ็บ เสียงฉีกเนื้อผ้าดังบาดใจให้สะท้านในความมืด เบื้องหลังเนื้อผ้าที่มีเลือดซึมนั้นและเห็นเป็นรอยเขี้ยวสีเขียวคล้ำ ที่บริเวณปากแผลเริ่มบวมช้ำมีเลือดใหลออกมามากขึ้น

“งูเห่าครับ ผมจัดการมันได้ก่อนที่มันจะเลื้อยข้ามขอบผ้าใบเต็นท์ออกไป” หมวดตฤณรายงาน ว่าแล้วก็หันไปถลกผ้าที่ปลายเท้าด้านใน เผยให้เห็นซากงูเง่าตัวใหญ่ดำเมี่ยมซุกขดจมกองเลือดอยู่มุมสุด กลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งไปทั่วเต็นท์ ที่สำคัญ มีมีดเดินป่าปักอยู่ที่หัวใหญ่เกือบเท่ากำปั้นด้วย แรงกดทำให้ปลายมีดจมทะลุกับพื้นเต็นท์ลงไปในเนื้อดิน รอยเทพจับด้ามมีดชักขึ้นมาพร้อมกับเอาร่างของอสรพิษร้ายติดมาด้วย เขาโยนมันออกมาด้านนอก ห่างจากจุดที่สองสาวนักโบราณคดียืนเบียดกันอยู่ ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของงูเห่าลำตัวยาวกว่าหนึ่งเมตรกองแหมะอยู่ตรงหน้า เจ้าของร่างบางทั้งสองก็ยืนตัวแข็งทื่อ พาลรู้สึกวูบวาบราวกับจะเป็นลมเสียให้ได้

ด้านในเต็นท์ ตอนนั้นท่าทางของอรรณพดูเหมือนกำลังแย่ สีหน้าของผู้กองหนุ่มเริ่มเป็นกังวล แววตาคมวาวฉายกราดออกไปเบื้องหน้า รอยเทพสั่งให้หมวดตฤณช่วยกันปฐมพยาบาลให้เขาก่อนที่อาการของหมวดอรรณพจะหนักไปมากกว่านี้

คนเป็นหัวหน้าจัดแจงหาเชือกมารัดไว้เหนือบาดแผลให้ห่างขึ้นมาราวสองถึงสามนิ้ว ป้องกันไม่ให้พิษงูดูดซึมเข้าไปในร่างกายเร็วจนเกินไปนัก พร้อมกันนั้นก็สอดนิ้วเข้าไปเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าเชือกที่รัดจะไม่แน่นเกิน ระหว่างนี้ก็ให้หมวดตฤณไปตัดไม้ไผ่ที่อยู่บริเวณที่พักมาทำเป็นเปลหาม

“อดทนหน่อยนะหมวด ผมให้น้องชายวิทยุติดต่อไปยังหน่วยงานแล้ว อย่าหลับเด็ดขาดนะ อยู่นิ่งๆ หายใจลึกๆ ทำใจให้สบายเพื่อชะลอการเต้นของหัวใจไม่ให้บีบตัวเร็ว...เชื่อผม หมวดต้องไม่เป็นอะไร” เขาบอกกับคนเจ็บที่กำลังปากสั่นและตาปรือ เจ้าหน้าที่หนุ่มผิวเข้มปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟัง เพราะรู้ดีว่า หากเขาตื่นตระหนกจนหัวใจบีบตัวแรง นั่นย่อมหมายความว่า โอกาสที่จะทำให้เขาได้ไปเฝ้ายมบาลนั้นมีสูง

“รอย! ทางหน่วยงานเช็คสภาพพื้นที่และพิกัดที่เราอยู่แล้ว เขากำลังส่งเฮลิคอปเตอร์พร้อมหน่วยแพทย์มารับเราตรงจุดที่ใกล้ที่สุด แต่ว่าเราต้องพาหมวดณพย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือประมาณหนึ่งกิโลเมตร ภูมิประเทศตรงนี้ปิดทึบ ฮ. ลงจอดไม่ได้” เสียงโชติวัตร์รายงานเร็วรี่ทันทีที่เสร็จสิ้นการติดต่อ ผู้กองหนุ่มพยักหน้ารับทราบ ตอนนั้นหมวดตฤณวิ่งกลับมาพร้อมกับลำไม้ไผ่สองลำ ขนาดยาวพอดีกับที่จะนำมาทำเปลหาม ว่าแล้วรอยเทพก็วิ่งเข้าไปในเต็นท์ถลกเอาผ้าห่มของเขาออกมาวางปูกับพื้น ก่อนจะเอาไม้ไผ่วางขนานกันให้ห่างพอดี และกว้างพอที่คนเจ็บจะนอนได้สบาย สองเจ้าหน้าที่หนุ่มช่วยกันตลบชายผ้าห่มขึ้นไปพาดทบกันบนลำไม้ และตรวจสอบดูจนแน่ใจว่าแข็งแรงพอ ก่อนบอกให้น้องชายและลูกน้องช่วยกันหามร่างบาดเจ็บของหมวดอรรณพมาวางไว้บนเปล โดยให้กระทบกระเทือนร่างของคนเจ็บน้อยที่สุด จากนั้นจัดตำแหน่งของแผลที่ถูกงูกัดให้ต่ำลง เพื่อลดการกระจายของพิษที่จะแล่นเข้าสู่หัวใจ

ก่อนจะเดินทางไป รอยเทพไม่ลืมหันมาบอกกับสองสาวนักโบราณคดี ที่ก่อนหน้าได้แต่ยืนเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ

“พวกคุณสองคนอยู่ที่นี่กับโชนะครับ ผมจะไปกับหมวดตฤณ รอจนกว่าเฮลิคอปเตอร์จะมารับ ระหว่างนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น โช ให้นายยิงปืนขึ้นฟ้า ฉันจะรีบกลับมา” เขาหันมากำชับน้องชาย ก่อนจะช่วยกันหามร่างบาดเจ็บของลูกน้องเดินย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือ ระหว่างทาง รอยเทพจะคอยคลายเชือกที่รัดเหนือบาดแผลคนเจ็บไว้ทุกๆ สิบห้านาที และจะคอยรั้งสติของหมวดอรรณพให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา

นักโบราณคดีสามคนที่เหลือนั่งรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ทุกคนต่างออกมานั่งออกันหน้ากองไฟนอกที่พัก โดยต่างก็ไม่มีใครข่มตาหลับได้ลง กระทั่งราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งหมดได้ยินเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้นจากทิศเหนือ ห่างจากพื้นที่นี้ไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร สามคนหันมองหน้ากันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะนั่นย่อมแสดงว่าหมวดอรรณพกำลังอยู่ในความดูแลของหน่วยแพทย์และพยาบาล ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสามหายใจได้โล่งอกขึ้น ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็คือ เอาใจช่วยผู้หมวดอรรณพให้ปลอดภัย และรอเวลาว่าเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่สองคนที่เหลือจะเดินทางกลับมา

เสียงเหยียบเศษใบไม้ดังขึ้นใกล้เข้ามาบริเวณที่พัก โชติวัตร์ชักปืนออกมายืนคุมเชิงที่ด้านหน้า สองสาวนั่งอยู่ด้านหลังดูเหมือนจะกำลังกอดกันกลม หากก้มมองดูนาฬิกา เวลานี้ก็คงจะเกือบตีห้าแล้ว เสียงฝีเท้ายังคงดังถี่ขึ้นมาอย่างเรื่อยๆ หากแต่ฟังดูดีๆ นั่นเป็นเสียงฝีเท้าของคนเพียงคนเดียวที่เดินย่ำเป็นจังหวะ

ทุกสายตาจับจ้องไปยังบริเวณหลังต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมีแสงไฟส่องลอดออกมาเป็นลำ อีกทั้งไม่กี่อึดใจ ภาพของรอยเทพก็เผยตัวออกมาจากเงาไม้พร้อมกับไฟฉายในมือ

“ผมเองครับ! รอยเทพ!”

ดูเหมือนทุกชีวิตที่นั่งลุ้นระทึกอยู่ก่อนหน้าจะถอนหายใจครั้งใหญ่ แต่แล้วก็ต้องสงสัยที่เห็นผู้กองหนุ่มเดินกลับมาเพียงลำพัง

“ผมให้หมวดตฤณไปกับหมวดณพ พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน รอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ใหม่ตามมาแทนหมวดณพ เราจะไปเจอกันที่จุดหมาย” เขาอธิบายโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งถาม ทั้งหมดพอเข้าใจสถานการณ์ก็ค่อยหายห่วง รอยเทพแจ้งกับทุกคนว่าหมวดอรรณพถึงมือหมอโดยสวัสดิภาพ และในช่วงเวลาประมาณห้านาฬิกาเศษ วิทยุสื่อสารในมือของรอยเทพก็ดังขึ้นจากหมวดตฤณ เพื่อแจ้งว่าหมวดอรรณพปลอดภัยแล้ว ซึ่งก็เพิ่มรอยยิ้มและความสบายใจให้กับทุกคนที่ร่วมเดินทางไม่น้อย และในช่วงเช้า ผู้หมวดตฤณกับเจ้าหน้าที่อีกนายจะออกเดินทางติดตามผู้กองหนุ่มไปจนถึงจุดที่นัดหมายกันไว้


ขณะนี้ลำแสงจากพระอาทิตย์กำลังสาดส่องทะลุผ่านมาตามกิ่งไม้ บรรยากาศของการเดินทางในวันที่สองเป็นไปอย่างทุลักทุเลกว่าวันแรก สัมภาระและอาวุธของสองเจ้าหน้าที่หนุ่มถูกวางรวมไว้ยังจุดเดิม เพื่อรอการเดินทางมาถึงของพวกเขา และเพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าที่เหลือกำลังตามมาได้ถูกทาง ขณะนี้ ผู้กองหนุ่มยังคงนำทางทุกคนมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ตลอดระยะเวลาต้องลัดเลาะไปตามดงไม้ใหญ่ ผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน หากยิ่งเดินลึกเข้าไป ดูเหมือนว่าความรกและความเย็นชื้นของอากาศจะยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ

“ฉันยังข้องใจไม่หาย ว่าทำไมงูเห่าถึงเข้าไปอยู่ในเต็นท์ของผู้หมวดอรรณพได้” ความสงสัยนี้หลุดออกมาจากปากของสาวเจ้าปัญหา รอยเทพหันมามองหน้าเธอนิดนึงก่อนจะตอบกลับ

“ผมเองก็ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าหมวดณพบังเอิญโชคร้ายที่ดันเอาขาไปพาดกับปากมันเข้า...แต่ก็นั่น ถ้าไม่ใช่หมวดณพก็ต้องเป็นหมวดตฤณ ไม่ใครก็ใครสักคน”

มายาวีนึกภาพตามแล้วก็ให้รู้สึกหวาดเสียว ยิ่งคิดถึงซากงูที่ถูกเหวี่ยงมากองอยู่ตรงหน้าเมื่อคืนแล้วก็นึกสยอง

“น่ากลัวจังเลยนะคะ ถ้าเป็นฉันไม่รู้ว่าจะทนได้นานเหมือนหมวดอรรณนพรึเปล่า”

รอยเทพยิ้มนิดๆ ก่อนจะตอบกลับ

“ถ้าไม่อดทนให้ถึงที่สุดก็เสียชื่อตำรวจตระเวนชายแดนหมดสิครับ...ว่าแต่พวกคุณเดินๆ ไปแล้วก็ดูด้วยแล้วกัน ในป่าใช่ว่าจะมีแต่งูพิษชนิดเดียว” ฟังที่รอยเทพเตือนแล้วมายาวีก็รู้สึกหวั่นๆ ระหว่างทางที่เดิน หญิงสาวก็มักจะคอยชำเลืองดูที่ปลายเท้าตัวเอง เพราะดีไม่ดีเธออาจจะไปเหยียบเอาหางตัวอะไรเข้าก็ได้

ตลอดการเดินทางวรินยารับหน้าที่จดบันทึก ส่วนโชติวัตร์นั้นคอยถ่ายภาพภูมิประเทศตลอดการเดินทาง เพื่อใช้ประกอบการทำรายงานต่อไป ไม่ว่าจะหันมองทางไหนก็มีแต่กิ่งไม้น้อยใหญ่แพ่พาดขนาบสองฟากทางเดิน ให้ความรู้สึกของป่ารกชัฏโดยแท้ ยิ่งลึก ยิ่งรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มจะอับชื้นของไอน้ำที่มีอยู่มากในอากาศ

เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวัน ตลอดทางมีสัญญาณจากหมวดตฤณดังเข้ามาเป็นระยะๆ แปลกที่วันนี้อากาศไม่รู้สึกอบอุ่นเหมือนเมื่อวันที่มาถึง อาจเป็นเพราะแสงแดดส่องลอดลงมาได้น้อยก็เป็นได้ เดินต่อมาได้สักพัก รอยเทพก็หยุดยืนอยู่กับที่และหยิบแผนที่ซึ่งเสียบอยู่กับขากางเกงขึ้นมาดู เขากางมันออกก่อนจะเทียบกับพิกัดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอเครื่องรับสัญญาณ GPS

“พอดีผมเป็นคนติดแผนที่ ผมรู้สึกว่ามันเห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่าดูจากจอเล็กๆ นี่” เขาอธิบายโดยไม่มีใครถาม อีกทั้งยังหันหน้ามายังมายาวี หญิงสาวก็หันไปมองข้างหลังต่อเพราะคิดว่าเขาคงไม่ได้จะเจาะจงคุยกับเธอ แต่แล้วนอกจากเธอก็ไม่มีใคร ทุกคนยืนอยู่ถัดจากเธอไปข้างหน้าหมด

‘อ้าว! นี่คุณบอกฉันเหรอ?’

มายาวีทำหน้าเหลอหลา สักพักก็ได้ยินเสียงรอยเทพพูดขึ้นอีก หลังจากเห็นเขายืนมองแผนที่สลับกับภูมิทัศน์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า

“เราเข้าใกล้จุดหมายเข้ามาทุกทีแล้ว...ข้ามเขาลูกโน้นไปก็จะเข้าเขตแหล่งโบราณสถาน”

พอพูดถึงที่หมาย ทุกคนต่างก็ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มันรู้สึกตื่นเต้นระคนดีใจบอกไม่ถูก แม้เทือกเขาที่ว่าจะอยู่ไกลลิบจนเห็นเป็นแค่ขอบเส้นยักสลับกันลางๆ ก็ตาม

“แต่ใกล้ของผมก็คงต้องใช้เวลาเดินข้ามเขาอีกสักสองถึงสามวันนะครับ” รอยยิ้มจุดประกายบนใบหน้าที่อาบเหงื่อ ผู้กองหนุ่มเข้าใจให้ความหวัง แม้ตอนนี้สองสาวจะเริ่มมีอาการเมื่อยล้ามากแล้วก็ตามที

“ไหวนะครับคุณสองคน ตอนนี้เราต้องข้ามเขาลูกที่จะถึงนี้ไปให้ได้ก่อนพลบค่ำ...ด้านหนึ่งของเทือกเขาลูกนั้นจะมีช่องเขาซึ่งเป็นทางเล็กๆ เดินเชื่อมไปถึงอุโมงค์ด้านใน สามารถทะลุผ่านไปยังอีกทางหนึ่งได้ ย่นระยะทางไปได้เยอะ แต่ก่อนหน้าผมไม่เคยใช้หรอกครับ ผมและพวกลูกน้องอาศัยว่าต้องเดินลาดตระเวน ซึ่งนั่นจะกินเวลาอีกนานหลายชั่วโมงทีเดียว”

ฟังรอยเทพพูดจบทุกคนก็ใจชื้น อย่างน้อยมาเที่ยวนี้พวกเขาก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปเดินอ้อมให้มันไกล และขณะนั้นเอง รอยเทพก็เริ่มรู้สึกว่าแหวนที่เขานำมาสวมไว้กับสร้อยคอเริ่มมีปฏิกิริยาอย่างน่าประหลาด

“คุณๆ เมื่อครู่แหวนผมมีแสงสว่างออกมา” เขาลดความเร็วลงมาเดินเทียบไปข้างๆ คู่สนทนา

“เหรอคะ?...แต่ของฉันไม่มีอะไรนะ” มายาวีทำหน้าแปลกใจ ปกติแหวนของเธอมักจะมีปฏิกิริยาไวกว่าของเขาเสมอ แต่ทำไมครั้งนี้กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไปร่วมสามชั่วโมงเศษ ถ้าสังเกตจากพระอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงจากเมื่อครู่จะรู้ได้ว่าเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ รอยเทพนำทางทุกคนมาหยุดอยู่ตรงหน้าแนวสันเขาลูกหนึ่งที่ทอดตัวออกไปยาวลิบลับ เขาชี้ไปที่ช่องเขาแคบๆ ซึ่งเจาะทะลุผ่านกลางเทือกเขาลูกนั้น เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จะยิ่งรู้สึกว่ามันแคบเข้าไปเรื่อยๆ อีกทั้งด้านหน้ายังเป็นทางตัน แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าช่วงหนึ่งของช่องเขาที่คดเคี้ยวและมีลักษณะเหมือนหน้าผาสูงขึ้นไปนั้น มีซอกหลืบเจาะทะลุเป็นอุโมงค์ลึกเข้าไป ช่องทางที่มองไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่แสงสว่างของทางออก

“เราจะเดินเข้าไปข้างในนั้นจริงๆ เหรอคะคุณรอย?” วรินยาเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งพอหันไปมองหน้าเพื่อนสนิท หล่อนก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเธอ

“มันมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย คุณรู้ได้ยังไงคะว่ามันจะพาเราทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งได้?” มายาวีเสริม ทั้งสามสังเกตเห็นว่ารอยเทพก็เริ่มทำหน้าหนักใจไม่น้อย เขาเองก็ยังไม่เคยเข้าไปด้วยตนเอง ที่ผ่านมาฟังแต่เพียงลูกน้องรายงานให้ทราบเท่านั้น จึงตอบไม่ได้ว่ามันจะสามารถพาทุกคนทะลุออกไปอีกฝั่งได้จริงหรือไม่...หรือว่าอุโมงค์ที่เห็นจะเป็นทางตัน

ตอนนั้นแหวนที่คอของรอยเทพเริ่มเปล่งแสงเป็นประกายอีกระลอก เจ้าหน้าที่หนุ่มรู้สึกใจเต้นแรงอย่างไร้สาเหตุ หรือนี่จะเป็นลางบอกเหตุอันใด ว่าเขาไม่ควรที่จะเข้าไปข้างในนั้น แต่โดยหน้าที่และความรับผิดชอบ เขาจำเป็นต้องเสี่ยงเข้าไปสำรวจดู

“เอาเป็นว่าพวกคุณรออยู่ที่นี่ ผมจะเข้าไปสำรวจข้างในก่อน” เมื่อตัดสินใจแล้ว ผู้กองหนุ่มก็ทำท่าจะหันหลังกลับ แต่ถูกโชติวัตร์เรียกตัวไว้

“เดี๋ยว! ฉันไปด้วย” ว่าแล้วก็ล้วงไฟฉายออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านข้าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาเชื่อใจพี่ชายคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย และหากข้ามพ้นเทือกเขานี้ออกไปเป็นเขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็พร้อมที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ชายหากเกิดการปะทะ ว่าแล้วก็เอามือคลำปืนที่เสียบอยู่ข้างเอว

“ฉันว่าแกอยู่เป็นเพื่อนสองสาวนี่ดีกว่า ไม่ต้องห่วง แม้จะเลยเทือกเขานี่ไปก็ยังไม่ข้ามเขตแดนไทย ฉันไม่ตายด้วยกระสุนปืนของฝ่ายตรงข้ามแน่แก” เขายิ้ม หากแต่แว่บหนึ่งโชติวัตร์กลับรู้สึกว่าเขานึกเป็นห่วงรอยเทพขึ้นมาอย่างจับใจ ประหวั่นว่าคล้อยหลังพี่ชายออกไปแล้ว ตนจะไม่ได้เห็นเขาเดินออกมาอีก

“แต่รอย...”

“เชื่อสิ อยู่เป็นเพื่อนสองสาวนี่ดีกว่า เผื่อเกิดอะไรขึ้น...อีกอย่าง ฉันรู้สึกว่าหมวดตฤณกำลังตามพวกเรามา ไม่แน่พวกเขาอาจจะได้เจอกับเราระหว่างที่ฉันเข้าไปข้างใน” ว่าแล้วก็เปิดไฟฉายกราดออกไปเบื้องหน้า ระหว่างนั้นแหวนที่คอของเขาเป็นประกายแข่งกับแสงไฟฉายจนแยกไม่ออก หากมายาวีกลับก็รู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ แหวนที่คอของเธอก็เกิดส่องแสงวาบขึ้นมาตอนนั้นด้วย มายาวีรู้สึกเหมือนเห็นท่าทางโชติวัตร์ไม่ค่อยสบายใจ กระทั่งเงาของผู้กองหนุ่มจวนจะหายลับเข้าไปในอุโมงค์แคบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

“เดี๋ยวก่อนค่ะผู้กอง!”

รอยเทพหันควับตามเสียงเรียกของมายาวี ใบหน้าคมที่มองมานั้นให้รู้สึกแปลกใจไม่น้อย

“มีอะไรครับ?”

“ฉันขอเข้าไปด้วย...เราเข้าไปพร้อมกันนี่แหละค่ะ” เธอตัดสินใจแทนทุกคน ซึ่งที่เหลือก็ดูจะเห็นดีเห็นงามด้วย

“เอางั้นเหรอครับ?”

“ค่ะ ฉันเชื่อว่าข้างหน้ามีทางออก” เธอยิ้มอย่างเสริมกำลังใจ เช่นเดียวกัน วรินยาก็หันมาพยักหน้าสนับสนุน เมื่อเห็นว่าทุกคนให้ความไว้วางใจ คนนำทางก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มตอบรับบนใบหน้าเข้ม

รอยเทพพาบุคคลทั้งสามเดินเข้าไปในอุโมงค์แคบๆ ทั้งคดเคี้ยว ทั้งมืดและเงียบกริบจนวังเวง ทั้งหมดฉายไฟไปรอบๆ ด้าน ข้างลำตัวขนาบข้างด้วยผนังหินที่ขรุขระหยาบกระด้าง พื้นดินที่เหยียบย่ำนั้นสูงต่ำสลับกันไปอย่างยากจะคาดเดาหนทางข้างหน้า อุณหภูมิของผนังหินนั้นเย็นเฉียบยามเอามือไปสัมผัส รอยเทพหันมากำชับสมาชิกให้เดินอย่างระมัดระวัง ตัวเขาเองเดินนำหน้า ตามติดด้วยมายาวีที่เดินชิดจนแทบจะเป็นเงา ต่อด้วยวรินยาและโชติวัตร์ตามลำดับ

“นี่ๆ ริน เธอว่าโผล่ไปจะเจอไดโนเสาร์มั้ย?” มายาวีหันมากระซิบกระซาบ หากแต่เวลานี้อีกฝ่ายยังไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นด้วย

“จะบ้าเหรอมายา ช่วงเวลาแบบนี้มาคิดอะไรไร้สาระ” เสียงเพื่อนสนิทที่เดินตามเอ็ดเบาๆ จังหวะนั้นมายาวีก็รู้สึกว่าคนเดินนำมีอาการแปลกๆ

ฟรึบบบ...

ผู้กองหนุ่มกวัดไฟฉายไปมาอยู่หลายรอบ ช่วงที่เขาเลี้ยวไปตาทางที่คับแคบ เมื่อแสงไฟฉายกราดออกไปเบื้องหน้า พลันสายตาอันคมเฉียบของรอยเทพก็ไปสะดุดกับบางสิ่งบางอย่างจนต้องหยุดชะงัก

“มีอะไรคะ?!” มายาวีร้องทัก คนเดินตามหยุดชนกับแผ่นหลังของคนข้างหน้าอย่างจัง

“เกิดอะไรขึ้น?” เธอถามย้ำ สองคนหลังเริ่มหันมองหน้ากันด้วยความฉงนใจ มายาวีเกาะแขนรอยเทพไว้แน่นด้วยความกลัวเริ่มปรากฏ

“เดี๋ยว!! เดี๋ยวก่อน นั่นใคร?…” แทนคำตอบ รอยเทพกลับตะโกนออกไปข้างหน้า เขาทำท่าจะพุ่งตัวออกไปหากถูกหญิงสาวดึงแขนไว้

“เดี๋ยวผู้กอง จะไปไหน?!” เธอรั้ง ทุกสายตารวบมาหยุดที่เขาเป็นจุดเดียว

..............................................................
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:23:16 น.  

นิราศรัก เพียงภพ - บทที่ ๓ “แต่ชาติปางก่อน”

บทที่ ๓ “แต่ชาติปางก่อน”

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ท่ามกลางสายหมอกที่ปกคลุมเหนือพื้นถนนในยามเช้า เบื้องหน้ามองออกไปนอกระเบียงไม้แลเป็นสีขาวครืนทั่วทั้งบริเวณ มายาวีเดินลงจากบันไดบ้านพักมาในชุดเสื้อแขนยาวสีดำเช่นเดียวกับกางเกง ก่อนจะสวมทับด้วยเสื้อแจ๊คเกตสีน้ำตาลที่ฉวยติดมือมาด้วย หญิงสาวแบกเป้สีเขียวใบใหญ่โยนขึ้นไปบนรถ

เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทางไปสำรวจกับคณะโบราณคดี หากแต่ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง หญิงสาวไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ อีกทั้งภัยอันตรายต่างๆ ที่เธอมิอาจล่วงรู้ได้ว่ามันจะเลวร้ายถึงขั้นไหน

หลังปัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากจิตใจเป็นที่เรียบร้อย มายาวียกมือคลำไปที่แหวนซึ่งคล้องติดไว้กับสร้อยคอ อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องรางให้เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

‘ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดช่วยปกปักรักษาและคุ้มครองลูกด้วยเถิด’

มายาวียกมือไหว้พร้อมภาวนาในใจ ร่างบางเงยหน้ามองมาที่ระเบียงบ้านพักซึ่งปิดเงียบอีกครั้งก่อนจะล็อคกุญแจรั้ว ไปคราวนี้เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ก็จริง ทว่าจิตใจกลับรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก มือเรียวสวยยกขึ้นกำแหวนไว้แนบลำคองามระหง ดวงตาคู่คมทอดมองอย่างอาลัยอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวกลับไปขึ้นรถ

ที่ด้านหน้าสำนักโบราณคดี เสียงเครื่องยนต์ดับสนิทพร้อมกับร่างบางของมายาวีก้าวลงจากรถ หญิงสาวขนสัมภาระออกมากองรวมไว้กับเพื่อนๆ ที่ด้านหน้า วรินยาและโชติวัตร์อยู่กันครบ ขาดแต่เจ้าหน้าที่หนุ่มผู้นำทาง เจ้าของร่างเล็กผิวขาวผมยาวสีน้ำตาลเข้มเงยหน้ายิ้มทัก วรินยาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขายาวลายทหาร สาวตากลมนั่งใส่รองเท้าผ้าใบสีเข้มอยู่ตรงขั้นบันได เวลานี้ ทุกคนต่างกำลังยืนรอคอยการเดินทางมาของรอยเทพอย่างกระวนกระวายใจ ต่างฝ่ายต่างนึกภาวนาในใจขออย่าให้มีอุปัทวันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับเขาเลย โชติวัตร์ผู้น้องดูเหมือนจะเป็นกังวลกว่าใคร ชายหนุ่มกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นหลังจากติดต่อไปแต่ไร้สัญญาณตอบรับ เจ้าของร่างสูงยืนพิงกำแพงปูนพลางเพ่งสายตามองหารถของพี่ชาย ขณะนี้ยังเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ อากาศรอบๆ กำลังปลอดโปร่งเย็นยะเยือก กระแสลมที่พัดอู้ในช่วงต้นฤดูหนาวทำให้เสื้อยืดสีเทาและกางเกงผ้าร่มของเขากระพือตีกับผนังดังพรึบพรับ...


กำหนดการเดินทางคือเวลา 7.30 น. รถแลนด์โรเวอร์สีดำขับพาร่างของผู้กองหนุ่มเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าสำนักงานในตอนเจ็ดนาฬิกาเศษ ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเขาเดินลงมาในสภาพที่ปกติ เครื่องแบบเต็มยศยังคงดูดีทุกกระเบียดนิ้ว

“ต้องขอโทษด้วยครับ พอดีแวะทำธุระกลางทางนิดหน่อย” เจ้าตัวชี้แจงโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครถาม

ครั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเพรียบพร้อม รถยนต์คันดังกล่าวก็ขนกำลังคนและสัมภาระที่หนักอึ้งบึ่งออกจากที่หมาย มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองจังหวัดศรีสะเกษโดยทันที...

โชติวัตร์รับหน้าที่ขับรถในขณะที่รอยเทพนั่งอยู่ข้างๆ ระหว่างที่รถกำลังแล่นออกจากตัวจังหวัด ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ แสงของพระอาทิตย์กำลังฉายจับขอบฟ้าเป็นสีส้มสว่างไสว บรรยากาศยามสายในช่วงต้นฤดูหนาวที่แสนเย็นสบาย ทำให้ต้นไม้ต้นไร่ข้างทางดูพริ้วไหวไปกับแรงลม โชคดีที่ช่วงนี้ยังไม่ถึงกับหนาวหนักมากนัก จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อรถแล่นออกต่างจังหวัด ทัศนีภาพโดยรอบดูสวยงามเป็นพิเศษ วรินยาผล็อยหลับก่อนใครเพื่อนด้วยความเคยชิน ในขณะที่มายาวียังคงนั่งชมวิวทิวทัศน์อย่างเพลิดเพลิน

“เมื่อเช้าแหวนคุณมีปฏิกิริยาอะไรบ้างหรือเปล่า?” รอยเทพเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ หญิงสาวหันหน้ากลับมาจากกระจกด้านข้าง พลางเพ่งสายตาไปยังคนข้างหน้าที่หันหลังมาคุยด้วย

“ก็มีค่ะ เหมือนปกติ แล้วของคุณล่ะ?” มายาวีพูดด้วยน้ำเสียงใส หญิงสาวคิดว่าตัวเธอกับเขาคงจะพูดกันได้ถูกคอก็คงจะเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น

“มีเหมือนกันครับ คราวนี้ผมเอามันติดตัวมาด้วย” เขายิ้ม แต่ก่อนที่จะหันกลับ เขาก็ได้เห็นแหวนที่คอของมายาวีส่องแสงชัดๆ เต็มสองตาอีกครั้ง

“คุณว่าชาติก่อนเราจะรู้จักกันมั้ย?” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น และช่างเป็นคำถามที่ตอบยากเสียด้วย

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะ”

“คุณเคยอ่านนวนิยายเรื่องรักข้ามภพมั้ย? ที่นางเอกกับพระเอกมีแหวนเหมือนกัน มันสืบเนื่องมาจากชาติภพที่แล้ว เขาทั้งคู่เป็นคนรักกัน หากแต่เพราะถูกกีดกันจึงไม่สมหวัง กระนั้นทั้งสองจึงได้ตั้งจิตอธิฐานขอให้กลับมาเจอกันอีกครั้งในทุกภพทุกชาติ กระทั่งชาติภพปัจจุบัน และเพราะแหวนที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กันในชาติก่อน นำพาให้ทั้งคู่ระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ เมื่อครั้งอดีตได้ จนในที่สุดถึงรู้ว่า เธอและเขาเป็นคู่รักกันมาแต่ชาติปางก่อน” รอยเทพไล่ยาว นี่เป็นครั้งแรกที่มายาวีรู้สึกเหมือนกับว่าเห็นแววตาเขาเป็นประกาย

“นี่คุณอ่านนิยายพวกนี้ด้วยเหรอคะ?” อีกฝ่ายจ้องหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ ดูเอาเถิดว่าสีหน้าเขาตอนเล่าเรื่องดังกล่าวนั้นดูอ่อนโยนแค่ไหน

“ทำไมล่ะครับ? แปลกเหรอ?”

“แปลกสิคะ ก็คราวก่อนพอฉันพูดถึงเรื่องตำนานรักอะไรพวกนี้คุณยังดักคอฉันเลย...ที่ไหนได้ คุณเนี่ยน้ำเน่ากว่าฉันซะอีกนะ” เจ้าตัวหัวเราะ จังหวะนั้นไม่มีใครสังเกตว่าโชติวัตร์กำลังมองผ่านกระจกมาด้านหลัง เขาแอบอมยิ้มหลายครั้งที่เห็นสองคนคุยกันด้วยเสียงหัวเราะ เพราะหากพี่ชายของเขานั้นชอบพอกับเพื่อนตัวเองจริงๆ โชติวัตร์คงจะดีใจไม่น้อย

“มายาครับ คุณเคยคิดมั้ยว่าเรื่องของเราอาจจะเหมือนกับนิยายรักพวกนั้น?” คนถูกถามถึงกับอึ้ง จู่ๆ รอยเทพก็พูดขึ้นมาด้วยแววตาที่อบอุ่น ทั้งที่ก่อนหน้าเขาเป็นคนออกปากเบรคเธอเองในเรื่องนี้ หากแต่สายตาเขาตอนนี้แตกต่างจากตอนนั้น มันดูลึกซึ้งแฝงเร้นไปด้วยความหมาย...หากความหมายที่ว่า เธอเองก็ยากจะตีความ

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันไม่คิดจะดีกว่า...คุณเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ?” คนตอบแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน แววตาของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขใจ มันคล้ายกับเธอเคยถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ที่ไหนมาก่อน

“แหม ก็คิดเผื่อไว้บ้างไงครับ อย่างน้อยก็คิดในแง่ดีไว้ก่อน”

“นี่น่ะเหรอคะแง่ดี คุณไม่คิดมั่งเหรอว่าอดีตชาติเราอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้” มายาวีแนะ

“งั้นเหรอครับ...แต่เอ ทำไมผมไม่คุ้นเลยว่ามีน้องสาวหน้าตาแบบคุณ แต่ถ้าชาติก่อนผมมีน้องสาวจอมดื้ออย่างคุณ ผมยอมถูกจับพันธนาการตลอดชีวิต” คำพูดนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกจุกในลำคอ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาสะกิดในใจให้ปวดแปล๊บ ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังพลัดพรากจากใครสักคนที่เธอรัก ร่างบางรู้สึกว่าร่างกายนั้นถูกครอบงำด้วยอำนาจบางอย่างที่ไม่สามารถแข็งขืนได้

“เป็นอะไรไปครับ...ผมพูดแรงไปเหรอ ผมขอโทษ” รอยเทพหน้าเสีย เขาไม่คิดว่าคำพูดส่งเดชของเขาจะมีผลกับความรู้สึกเธอขนาดนี้

“ปะเปล่าหรอกค่ะ ไม่ใช่เพราะคุณ...เพียงแต่ ไม่รู้จู่ๆ ทำไมถึงเจ็บหน้าอกแปล๊บขึ้นมา”

รอยเทพบอกเธอให้หายใจเข้าลึกๆ สีหน้าท่าทางเขาเป็นห่วงเธอบอกไม่ถูก แม้ขนาดน้องชายยังรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มมีท่าทางเป็นกังวลผิดสังเกต

“อ่ะแฮ้ม!” เสียงกระแอมของโชติวัตร์ดังขึ้นเบาๆ เป็นการขัดจังหวะ เขาเพียงแค่อยากจะดูเชิงพี่ชายว่ารู้สึกตัวบางหรือเปล่าว่าทำอะไรอยู่ จากนั้นก็นิ่งเงียบไปไม่พูดไม่จา ทำทีทำท่าว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไร

‘แหม เจ้าเล่ห์นักนะแก’

รอยเทพมองหน้าน้องชายเหมือนอยากจะบีบคอ หากแต่คนขับกลับยังทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“เอ่อ...คุณว่าเพราะอะไรแหวนของคุณถึงได้เปล่งรัศมีออกมาได้ครับ เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรืออำนาจลึกลับ?” เมื่อเห็นสีหน้าเธอดีขึ้นรอยเทพจึงเปลี่ยนเรื่องพูด นี่หากไม่เพราะน้องชายตัวแสบขัดจังหวะ มีหวังอารมณ์คงได้เตลิดออกไปไหนต่อไหน

“ฉันเคยเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ดู เขาบอกว่าหินสีขาวที่ฝังอยู่รอบๆ แหวนนั้นเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่มีพลังงานคล้ายกับพวกแม่เหล็ก หรือเหล็กไหลอะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ...อาจเป็นไปได้ว่าในบรรยากาศจะมีก๊าซหรืออะไรบางอย่างที่สามารถทำให้มันเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวได้” สาวเจ้าอธิบายโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ส่วนเหตุผลอื่นนอกเหนือจากนี้ เธอคงคิดได้อย่างเดียวว่ามันเป็นศาสตร์หรืออำนาจที่ไม่อาจอธิบายได้ ว่าแล้วชายหนุ่มก็ขอดูแหวนที่คอของเธออีกครั้ง มายาวีถอดสร้อยและส่งมันให้กับเขา ชายหนุ่มนำมาเทียบกันอีกครั้งระหว่างแหวนของเขากับของเธอ นอกจากขอบและลายที่ปรากฏอยู่ก็แทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลย ในส่วนของวัตถุและอักขระที่ลงไว้ก็เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน หากจะต่างก็ตรงที่แหวนของรอยเทพนั้นนานๆ ครั้งถึงจะมีปฏิกิริยาอะไรแปลกๆ เช่นของมายาวี

ทันทีที่แหวนทั้งสองวงถูกวางคู่กันบนมือของรอยเทพ พลันก็ปรากฏลำแสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วทั้งคันรถ

เอี๊ยดดด..!!...

เสียงยางรถเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นหวั่นไหว โชติวัตร์เหยียบเบรคกะทันหันจนร่างของทุกคนพุ่งไปข้างหน้าด้วยความแรง ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วเกือบจะหมุนคว้างอยู่กลางถนน โชติวัตร์รีบตั้งสติและประคองพวงมาลัยหักหลบเข้าข้างทาง

“เฮ้ย!! เกิดอะไรขึ้น? แสงอะไร?” ชายหนุ่มร้องขึ้นอย่างตกใจ ด้วยสัญชาตญาณทำให้โชติวัตร์ตัดสินใจเหยียบเบรค โชคดีที่ด้านหลังไม่มีรถวิ่งตามมา เขาไม่รู้ว่าลำแสงสีขาวที่พุ่งขึ้นมากลางลำตัวรถคืออะไร หากแต่เป็นจังหวะที่เขามองผ่านไปยังกระจกมองหลังพอดี และแสงนั่นก็สะท้อนเข้าตาเขาจนต้องเบนหน้าหลบ ขณะนั้นทุกคนแตกตื่นราวกับมีใครมากระชากด้วยความแรง รอยเทพและมายาวีรู้สึกว่านัยน์ตายังพร่ามัว เนื่องจากทั้งคู่เป็นผู้ที่จ้องไปยังแสงนั่นในระยะประชิด ทั้งหมดมีอาการอึดอัดเหมือนกับกำลังหายใจติดขัดไม่ทั่วท้อง สักพักใหญ่กว่าความรู้สึกดังกล่าวจะหายไป การทำงานของดวงตาเริ่มปรับสภาพของแสงที่จ้าให้กลับคืนเป็นปกติ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะมายา?!” วรินยามีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงกระชากอย่างแรงที่เกิดขึ้น แผ่นหลังที่กระแทกกับเบาะยังคงรู้สึกเจ็บอยู่นิดๆ

“แหวน...แหวน...” มายาวีพูดย้ำอยู่อย่างนั้น พลันเธอเองกลับรู้สึกขนลุกเกรียวอย่างบอกไม่ถูก ครั้นมองหน้ารอยเทพ ชายหนุ่มเองก็รู้สึกงงจนยากจะอธิบาย

“แหวนทำไมเหรอรอย?” โชติวัตร์ถามคนที่นั่งข้าง ตลอดเวลาเขาหันมาคุยกับมายาวีตลอด เขาย่อมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“โช...ดูนี่สิ?” รอยเทพส่งแหวนของเขาให้น้องชาย โชติวัตร์จำได้ดีว่านี่เป็นแหวนของพี่ชาย

“อืม แหวนของนาย ทำไมเหรอ?”

“ใช่...ส่วนนี่แหวนของเพื่อนแก” รอยเทพแบมือให้ดูแหวนอีกวงที่ยังคล้องอยู่กับสร้อยคอ เขาไม่กล้าจะนำมันไปวางไว้ใกล้กันอีกแล้ว

“แสงเมื่อครู่นี้เกิดจากแหวนนี่เหรอ...ไม่น่าเชื่อ...ของใครกัน?” โชติวัตร์ข้องใจ

“มันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองวง ตอนที่ฉันเอามาวางคู่กัน” ที่เหลือหันมองหน้ามายาวี เจ้าของแหวนอีกวงพยักหน้ายืนยันในสิ่งที่รอยเทพพูด

“นี่มันเกิดเรื่องมหัศจรรย์อะไรขึ้นเนี่ย รินไม่ยักรู้ว่าคุณรอยจะมีแหวนแบบนี้ด้วย?” หญิงสาวตาโตมองไปยังแฟนหนุ่ม

แทนคำตอบ โชติวัตร์ดูอ้ำอึ้งเต็มทีที่จะตอบคำถามของแฟนสาว


หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง รถแลนด์โรเวอร์สีดำที่วิ่งไปอย่างรวดเร็วบนถนนก็แล่นเข้าไปจอดในโรงแรมที่พัก ที่ซึ่งทางหน่วยงานจัดเตรียมไว้ให้สำหรับค่ำคืนนี้ ก่อนที่จะเข้าป่า ทุกคนจะมีเวลาพักหนึ่งวันในช่วงบ่าย เพื่อให้ทางฝ่ายของรอยเทพจัดการเรื่องธุระต่างๆ ของการเดินทางให้เสร็จสิ้น

ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน รอยเทพขับรถพาทุกคนไปที่บ้านพักของเขาที่อยู่นอกตัวเมือง ที่นั่น ทั้งสามคนได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่อีกสองนายที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น

ทัศนียภาพของบ้านไม้เก่าๆ ที่ฉากหลังเป็นเทือกเขาสูงล้อมรอบ ด้านข้างเป็นถนนคอนกรีตตัดกับป่าไม้ที่ขนาบสองข้างทาง นานๆ ครั้งจะมีรถสองแถววิ่งผ่านสักคัน ส่วนมากจะเป็นจักรยานยนต์ของคนในท้องที่ ประกอบกับภาพของชาวบ้านที่เดินสัญจรกันไปมา

ในช่วงพลัดเวร ตำรวจตระเวนชายแดนบางนายก็ไปดูแลความเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน บ้างก็อาสาไปช่วยเหลือโครงการต่างๆ ของชุมชน

“เชิญทางนี้ครับ” เสียงรอยเทพหันมาเรียก ตลอดทางที่เดินผ่านเห็นชายหนุ่มกล่าวทักทายคนในหมู่บ้านไปทั่ว ไม่บอกก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของตำรวจตระเวนชายแดนที่นี่กับประชาชนนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกันขนาดไหน

“วิถีชีวิตของตชด.ก็อย่างนี้แหละคุณ ว่างจากลาดตระเวนก็อยากที่จะมาดูแลทุกข์สุขของประชาชน พวกเราถูกฝึกมาให้เป็นทั้งตำรวจและทหารในเวลาเดียวกัน อย่างวันก่อนมีตชด.บาดเจ็บ ก็ได้พวกหมอและชาวบ้านนี่แหละที่คอยดูแล แวะเวียนมาเยี่ยมไม่ขาด เราอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ถ้าชาวบ้านอยู่เป็นสุข พวกเราก็เป็นสุข ประเทศชาติก็ร่มเย็นเป็นสุข” ฟังผู้กองหนุ่มพูดแล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจ หากไม่มีคนเสียสละอย่างพวกเขา ประเทศเราคงจะระสับระส่ายไม่น้อย ทั้งยามหลับและยามตื่น ใครเล่าจะดูแลความปลอดภัยให้กับราษฎร์ตาดำๆ เฉกเช่นพวกเขา ด้วยหน้าที่ของตำรวจตระเวนชายแดน ไม่เพียงแต่อารักขาความปลอดภัยให้สถาบันกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ หากพวกเขายังต้องดูแลความปลอดภัยและสงบสุขของคนในชาติด้วย นี่คือวีรบุรุษผู้เสียสละที่แท้จริง ไม่เพียงแต่สองสาวที่รู้สึกทึ่งและศรัทธาในตัวของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ หากแต่ไม่ว่าใคร ลองได้เห็นการปฏิบัติงานของพวกเขา ทุกคนก็คงต้องคิดเช่นเดียวกัน

ตชด. สองนายที่หันมาเห็นรอยเทพลุกขึ้นยืนทำความเคารพ เช่นเดียวกับตัวผู้กองหนุ่มที่รับการเคารพตอบ จากนั้นเขาก็เริ่มแนะนำสมาชิกให้คนที่มาใหม่ได้รู้จัก

“นี่เป็นเจ้าหน้าที่ที่จะร่วมเดินทางไปกับเราในวันพรุ่งนี้...ทางซ้ายนั่นผู้หมวดตฤณ” ชายหนุ่มผิวคล้ำแดดที่ก่อนหน้านั่งอยู่เหนือแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ เขาเงยหน้ามองกลุ่มคนที่เดินตามหลังผู้กองหนุ่มและยิ้มให้ ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลานั้นปรากฏลักยิ้มสองข้างแก้มภายใต้หมวกสีเขียวลายทหาร

“ส่วนอีกคนนั่นผู้หมวดอรรณพ หมวดณพนี่ค่อนข้างจะเชี่ยวชาญป่าแถบนี้ดีกว่าใคร พื้นเพเขาเป็นคนจังหวัดนี้” ชายผิวคล้ำคนที่สองยิ้มรับอย่างเป็นมิตร คนร่างเล็กกว่าใครในกลุ่มดูจะช่างพูดกว่าใครเพื่อน ทักทายกันสักพักรอยเทพก็หันมาถามลูกน้องทั้งสองนายในเชิงย้ำ

“เตรียมข้าวของที่จะเดินทางพรุ่งนี้เรียบร้อยกันแล้วใช่มั้ยหมวด?” ทั้งสองพยักหน้ายืนยันแข็งขัน ตอนนั้นมายาวีสังเกตเห็นลังไม้ใบใหญ่ ภายในมีแต่อาวุธปืนยาวบรรจุอยู่หลายกระบอก

“แล้วนั่นอะไรกันคะ?...อย่าบอกนะว่าจะเอาไปด้วย” สามหนุ่มตชด.หันมาเห็นท่าทางตื่นตูมของหล่อนก็นึกขำ

“เปล่าครับ...ใครบอกคุณล่ะว่าผมจะเอาไปหมดนี่ ที่เห็นน่ะเป็นแค่อาวุธที่พวกเจ้าหน้าที่ใช้สอนชาวบ้านก็เท่านั้นเอง” ผู้กองหนุ่มอธิบายปนยิ้ม ยิ่งเห็นสาวเจ้าแอบถอนใจก็ยิ่งเก็บอาการขำไว้จนหน้าแดง

“เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว...ฉันก็ตกใจ คิดว่าพวกคุณจะยกโขยงกันเข้าไปทำสงครามในป่าซะอีก”

ผู้กองหนุ่มหันมายิ้มอย่างนึกขันในความคิดของคนร่างบางที่กำลังยืนกอดอก

“แต่มันก็ไม่แน่นะคุณ ถ้าเกิดฉุกเฉิน เราอาจได้ทำสงครามกันก็ได้” เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ฮึ้ย! บ้าน่ะคุณ ฉันพูดเล่น ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะแบบนั้นน่ะ” เจ้าตัวหน้าเริ่มหน้าเจื่อน เป็นเหตุให้ผู้กองหนุ่มยิ่งนึกขำจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่

พฤติกรรมของรอยเทพกับนักโบราณคดีสาวถูกบันทึกไว้ในสายตาของเพื่อนร่วมงาน วรินยาและโชติวัตร์ต่างหันมองหน้ากันอย่างรู้ใจ แต่ครั้นพอเห็นว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตา รอยเทพและมายาวีก็รีบทำทีเฉไฉมองไปทางอื่น

“อ้อ คุณกับคุณรินพอจะยิงปืนเป็นรึเปล่าครับ?” จู่ๆ พ่อคนถูกมองก็พูดเปลี่ยนเรื่อง คำถามของเขาทำให้สองสาวนึกแปลกใจไม่น้อย...แค่การไปสำรวจหาแหล่งโบราณสถาน จำเป็นจะต้องยิงปืนเป็นด้วยหรือ

“เอ่อคือ นี่ฉันจะต้องพกปืนด้วยเหรอคะ?” มายาวีตัดสินใจถาม วรินยาก็กำลังตั้งใจฟังอยู่ด้วย

“เพื่อความปลอดภัยครับ พวกคุณควรจะมีติดตัวไว้สักกระบอก เผื่อฉุกเฉินอาจจำเป็นต้องใช้” เขาว่า พูดจบก็ตัดบทพาทั้งสามคนเข้าไปในห้องพักของตัวเอง

ที่เตียงไม้เก่าๆ มีกระเป๋าหนังสีดำวางอยู่บนฟูกสีเขียว ลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมูยาวประมาณหนึ่งช่วงแขน ถ้าให้เดา ทั้งหมดคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่มีค่าพอสมควร สังเกตได้จากหีบห่อที่ปิดไว้อย่างมิดชิด อีกทั้งเจ้าของยังจัดวางไว้อย่างดิบดี รอยเทพไม่ได้บอกว่าข้างในมีอะไร และแทบไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่วางอยู่ หากแต่เขากลับเดินไปเปิดหีบไม้ขนาดย่อมข้างหัวเตียง ซึ่งภายในบรรจุอาวุธปืนสั้นไว้หลายกระบอก ชายหนุ่มหยิบเอากระบอกหนึ่งออกมาและหรี่ตาเล็งไปที่ประตู

“ว่าไงครับ คุณสองคนพอจะยิงปืนได้รึเปล่า?”

แต่ยังไม่ทันที่สองสาวจะเอ่ยปากตอบ โชติวัตร์กลับเดินรี่เข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าแววตาเป็นประกายคล้ายเด็กผู้ชายเห็นของเล่น

“เฮ๊ยรอย! มีของแบบนี้ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย” พูดจบก็หยิบปืนสั้นออกมาอีกกระบอกอย่างถือวิสาสะ

“นี่ๆ ไอ้โช ระวังหน่อยนะแก ของสะสมฉันนะเว้ย” เจ้าตัวปราม ถึงตอนนี้สองสาวได้แต่หันมองหน้ากัน

‘มีของสะสมเป็นปืนเนี่ยนะ...เจริญ’ มายาวีเอามือกุมหน้าผากอย่างอ่อนใจ ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าจะแสดงทีท่าให้น่าเกรงกลัวไปถึงไหนกัน

ตอนนี้รอยเทพหันกลับมามองหน้าเธออีกครั้ง หญิงสาวเข้าใจดีกว่าชายหนุ่มคงต้องการคำตอบ มายาวีจึงรีบชิงตอบออกไปไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถามซ้ำ

“ก็เคยฝึกมาบ้างค่ะ ตอนอยู่ชมรมกีฬา แต่ไอ้เรื่องจะแม่นหรือไม่แม่นคงต้องว่ากันอีกที” คนตอบพูดเหมือนไม่มั่นใจ

ฟังแค่นี้รอยเทพก็พอจะเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง อย่างน้อยก็ดีกว่าเธอไม่เคยสัมผัสมันมาเลย สำหรับวรินยา เขาคิดว่าเธอคงจะทำได้ไม่ยากเพราะมีแฟนหนุ่มคอยช่วยเหลือ จะติดก็ตรงที่หญิงสาวเป็นคนค่อนข้างเรียบร้อย บุคลิคต่างจากมายาวีเพื่อนสาวตัวแสบลิบลับ การที่จะให้มาวิ่งล่าไล่ยิงผู้ร้ายมันคงดูเป็นการไม่งามนัก

ยามนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสลัวลงมากเนื่องจากเป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม รอยเทพขับรถพาทุกคนกลับมาที่ห้องพักของโรงแรมอีกครั้ง สองสาวพักอยู่ห้องตรงข้ามกับห้องของหนุ่มหล่อสองพี่น้อง

ภายในห้อง 503 สายลมเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิไว้สูงถึง 28 องศา เนื่องด้วยอากาศข้างนอกค่อนข้างจะหนาวเย็นลงทุกขณะ สองสาวต่างทยอยกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะรอออกมารับประทานอาหารค่ำพร้อมกัน ซึ่งมื้อเย็นของวันนี้ หญิงสาวสั่งให้ทางโรงแรมจัดขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงบนห้อง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือพร้อมกับน้ำแกงไก่ตุ๋นฝักมะนาวดองร้อนๆ เมนูง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก หากแต่รสชาตินั้นถือว่าดีเยี่ยมชวนรับประทาน หลังจากอิ่มหนำกับมื้ออาหารสุดอร่อย มายาวีลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์เพื่อรับชมข่าวสารบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งเห็นข่าวประเด็นความไม่สงบแถบชายแดน สาวเจ้ายิ่งประหวั่นใจให้วิตกกังวลถึงการเดินทางในวันพรุ่งนี้ ส่วนด้านของวรินยา หญิงสาวยังคงนั่งอ่านนิตยสารอยู่ที่โซฟาตัวข้างๆ อย่างไม่ยี่หระกับเหตุการณ์ใดๆ เอาเข้าจริงแล้วเหมือนหล่อนจะเข้มแข็งกว่ามายาวีเสียด้วยซ้ำ

ภายในค่ำคืนอันเงียบสงบ ทางด้านของสองหนุ่มนั้นเงียบหายไป ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงพูดคุยดังเล็ดลอดออกมาจากด้านในของประตู เหตุการณ์ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น กระทั่งถึงช่วงเวลาเช้าของอีกวัน

“เฮ๊ย! โช นี่แกทำอะไรของแกเนี่ย?” เสียงดังเหมือนเสียงของรอยเทพมายาวีจำได้ แต่น้ำเสียงโหวกเหวกโวยวายแบบนี้สิที่เธอไม่เคยได้ยิน

หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องของสองหนุ่มในขณะที่กำลังจะลงไปเดินเล่นที่สวนหย่อม นาทีนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นในห้องจนต้องหยุดฟังว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

“ไอ้น้องบ้า แกมามัดฉันทำไม?! เล่นอะไรของแกห๊า?” เสียงรอยเทพตะโกนลั่น พร้อมกันนั้นมายาวีก็ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นของโชติวัตร์ดังแทรกขึ้นมาเป็นช่วงๆ

ด้วยเกรงว่าเสียงอันดังจะไปรบกวนห้องข้างๆ จึงได้ตั้งใจจะไปเตือนด้วยความหวังดี แต่ระหว่างนั้นเสียงดังกล่าวก็ค่อยๆ เบาลงจนกลับกลายเป็นระดับที่ดังพอได้ยิน

“คอยดูนะ เดี๋ยวฉันจะฟ้องรินว่าแกแอบหนีไปเที่ยวเมื่อคืนนี้”

“อย่ามาขู่ซะให้ยากเลยรอย นายก็ไปกับฉันด้วย อย่าลืมสิว่านายเป็นคนขับรถ นายยังบอกอีกว่ารอให้สองสาวนั่นหลับก่อน”

ครั้นได้ยินประโยคนี้คนร่างบางก็ถึงกับหูผึ่ง ‘หนอย...นี่แสดงว่าเมื่อคืนที่เงียบๆ ไปนี่แอบหนีไปเที่ยวกันมาเหรอเนี่ย?’ พอรู้อย่างนี้แล้วอดที่จะเงี่ยหูฟังต่อไม่ได้ ร้ายกาจทั้งพี่ทั้งน้องเลยเชียว มายาวีคิดในใจ

“ชู่ย์...เงียบๆ สิ เดี๋ยวเขาก็ได้ยินหรอก” รอยเทพรีบห้าม จังหวะนั้นชายหนุ่มพยายามแกะเชือกที่น้องชายเอามามัดมือไผล่หลังตอนเขาหลับได้สำเร็จ

“มัดซะแน่น...มานี่เลยไอ้ตัวแสบ” เสียงตึกๆ ดังขึ้นภายในห้อง มายาวีคาดว่าสองคนนั้นคงกำลังวิ่งไล่กันอยู่เหมือนเด็กๆ

“แสดงว่าฝีมือฉันก็ใช้ได้ ลองจับผู้กองรอยเทพมัดได้นี่ก็สุดยอดแล้ว” เสียงโชติวัตร์ดังขึ้นเป็นเชิงโอ้อวด

สักพักหญิงสาวก็รู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นเงียบหายไป เจ้าตัวพยายามแนบหูเข้าไปใกล้กับประตูอีกนิด

“ชู่ย์ เงียบๆ สิโช ฉันว่ามีคนแอบฟังเราอยู่” รอยเทพยกมือขึ้นจุ๊ย์ปาก มายาวีนั้นไม่รู้เลยว่าคนข้างในห้องกำลังเดินย่องออกมาเปิดประตู

แกร๊ก!

“นั่นไง! นึกแล้วเชียวว่าต้องเป็นคุณ” รอยเทพดึงประตูพรวดจนมายาวีเกือบหน้าทิ่ม

“คะ คุณรู้ได้ยังไงน่ะ?”

“แหมคุณ สัมผัสผมก็ไวใช่เล่นนะครับ?”

“อ้อ ใช่สิ ฉันลืมไปว่าคุณมันพวกหูหมาตามด” คนฟังพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งประชด

“นี่ๆ พูดให้ดีๆ เลยคุณ ตกลงนี่ชมหรือด่า?...ว่าแต่คุณมายืนทำลับๆ ล่อๆ อะไรหน้าห้องของผมเนี่ย เป็นสาวเป็นแส้ มาแอบฟังผู้ชายเขาคุยกันเนี่ยนะ?”

“ใครแอบฟังคุณ? ฉันแค่ผ่านมาแล้วเห็นเสียงดังเลยแค่จะมาเตือน” คนพูดแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“อ๋อเหรอ?...ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย” รอยเทพทำหน้ายียวน

“นี่คุณ!” คนถูกกวนเอามือเท้าสะเอว

ตอนนั้นสภาพของโชติวัตร์มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวห่อกายช่วงล่าง บังเอิญก่อนหน้าเขากำลังจะเข้าไปอาบน้ำพอดิบพอดี

ไม่รีรอให้อีกฝ่ายหันมาเจอ ชายหนุ่มรีบเพ่นพรวดเข้าห้องน้ำล็อคประตูแน่น อย่างไรเสียแค่มายาวีคนเดียว เขาคิดว่ารอยเทพคงสามารถจัดการได้ไม่ยาก

“ฉันจะฟ้องรินว่าเมื่อคืนคุณแอบพาโชหนีไปเที่ยวผับในเมือง”

“เฮ๊ย!” รอยเทพร้องเสียงหลง เขาพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเขาไปเที่ยวผับในเมืองมา เขาแค่พูดว่าเขาไปเที่ยว นี่เธอจะรู้ดีเกินไปหน่อยแล้ว

“ไงล่ะ อึ้งไปเลยน่ะสิ...ระหว่างอยู่ที่นี่คุณมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้พวกฉัน แล้วไหงหนีไปเที่ยวห๊า?”

ชายหนุ่มเอามือเกาหัว ใจคอจะไม่ให้กระดิกตัวไปไหนเลยหรืออย่างไรกัน นี่มันนอกเวลาราชการชัดๆ อีกอย่าง นี่มันก็อยู่ในโรงแรมไม่ใช่หรือ ถ้าเป็นป่าเป็นเขาก็ว่าไปอย่าง

“ตกลงที่แค้นเนี่ย เพราะผมไม่พาคุณไปด้วยใช่มั้ยล่ะ?” ชายหนุ่มยักคิ้ว มายาวีเกลียดจริงๆ กับพฤติกรรมแบบนี้ของเขา เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้าตาท่าทางกวนประสาทใส่เธอเสียที

“ว่าแต่จะมายืนเอะอะโวยวายอะไรหน้าห้องผมครับ จะเข้าก็เข้ามา” ระหว่างนั้นเห็นเงาคนเดินมาพอดี รอยเทพจึงดึงแขนเสื้อมายาวีเข้ามาข้างในแล้วเปิดประตูห้องแง้มไว้ ขืนปล่อยให้ยืนโวยวายมีหวังข้างห้องได้แห่มาดู ห้องอื่นไม่เท่าไหร่ เกรงแต่จะเป็นห้องตรงกันข้ามนี่ล่ะหนา

“นี่จะทำอะไรของคุณน่ะ...ฉันร้องจริงๆ นะ” เจ้าตัวโหวกเหวกโวยวายนำไปก่อน ชายหนุ่มทำหน้างง ก็เขายังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยสักนิด

“ฮึ้ย! อะไรของคุณ...ไอ้เรื่องใส่ร้ายผมนี่ถนัดจริงนะ คราวก่อนก็หาว่าผมลวนลามคุณ มาคราวนี้ยังจะหาเรื่องว่าผมทำอะไรคุณอีก? นี่ผมเป็นตำรวจนะครับ ไม่ใช่ผู้ร้าย แยกแยะซะบ้างสิ” ในห้องได้ยินแต่เสียงผู้กองหนุ่มใส่เป็นชุด ซึ่งยังไม่จบแค่นั้น

“นี่ถามจริงเหอะ ในสมองคุณคิดเป็นแต่เรื่องนั้นเหรอไงเนี่ย?” รอยเทพยืนกอดอก ก้มมองฝ่ายตรงข้ามยืนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า มายาวีกำมือแน่น ใจนึกอยากจะเอาเล็บข่วนหน้าเขาให้เละไปแถบนึง

“หยุดพูดเลยนะไอ้คนบ้า!...ไอ้...” หญิงสาวยกมือขึ้นทำท่าเหมือนจะฟาดลงมา หากแต่ชายหนุ่มก็รับไว้ได้ก่อน รอยเทพจับข้อแขนเธอล็อคไว้แน่นทั้งสองข้าง พร้อมกันนั้นก็ดันร่างบางให้ไปติดกับผนังห้อง

“อย่าเชียวนะคุณ...ทำร้ายเจ้าหน้าที่มีโทษไม่รู้เหรอ?...อีกอย่าง ผมไม่ได้ดีแต่หูไวอย่างเดียวนะ อย่างอื่นก็ไวด้วย” แม้คำขู่จะฟังดูทีเล่นมากกว่าจะเป็นจริงจัง หากแต่สาวเจ้าฟังแล้วแทบสะอึกในลำคอ

“อีตาบ้า...ไอ้คนลามก!”

“นั่นไง เอาอีกแล้ว คุณนี่คิดเป็นแต่เรื่องพรรค์นั้นจริงๆ นะเนี่ย....เนี่ยยยย” เขาเน้นและละมือข้างหนึ่งจิ้มไปที่หน้าผากคนตัวเล็กเบาๆ อย่างมันเขี้ยว ท่าทีของเขาทำเอาคนที่ถูกจับตัวไว้หน้าแดง มายาวีใช้จังหวะที่รอยเทพเผลอต่อยเข้าไปที่หน้าท้องแน่นล่ำของเขา แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเจ็บจนต้องล้มตัวงอ หนำซ้ำร่างหนายังตวัดร่างของมายาวีมารวบไว้จากด้านหลัง

“นี่ปล่อยนะอีตาบ้า! ผู้กองลามก!” ร่างบางพยายามจะหันหน้ามาเล่นงานเขา ทว่าเวลานี้แผ่นหลังของเธอได้แนบชิดไปกับลำตัวหนาหนั่นของชายหนุ่ม

“ขัดขืนการจับกุมมีโทษหนักนะคุณ ไหนจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก” รอยเทพยิ้มเย้ย ไม่ทันสิ้นเสียงก็ได้ยินเสียงเจ้าตัวหลุดร้องออกมาเบาๆ

“โอ๊ยคุณ! ผมเจ็บนะ”

มายาวีใช้ส้นรองเท้ากระแทกเข้ากับหลังหลังเท้าของผู้กองหนุ่ม รอยเทพยกเท้าหนีไม่ทันจึงโดนเข้าไปอย่างเต็มแรง

“สมน้ำหน้า!” ว่าแล้วก็ผลักเขาออกไปก่อนจะวิ่งหนีกลับห้อง

ปัง!

เสียงปิดประตูใส่หน้าจนวงกบแทบจะพัง รอยเทพยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวหน้าประตู ครั้นหันกลับมาจึงเห็นว่าน้องชายตัวดียืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่หน้าห้องน้ำ

“ไหนบอกว่าไม่สนใจ?”

เจอโชติวัตร์แหย่เข้าไป รอยเทพถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“ก็แล้วใครบอกล่ะว่าฉันสนใจเพื่อนแก?” เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็ง

“แล้วใครบอกล่ะว่าฉันหมายถึงเรื่องนั้น ร้อนตัวไปรึเปล่ารอย?” โชติวัตร์ยักคิ้วแก้เกมส์คืน เจอมุขนี้เข้าไปก็ทำให้รอยเทพจุกได้เหมือนกัน “แล้วเมื่อกี๊นายจะทำอะไร?...อ่อ แล้วที่ว่าอย่างอื่นก็ไวเนี่ยหมายถึงอะไรเหรอ?” เจ้าตัวเลิ่กหน้าเลิ่กตาใส่ โดนเข้าอีกชุดรอยเทพถึงกับมีสีหน้าอ่อนระทวย

“ไอ้น้องบ้า จำไว้เลยนะแก...เอ๊ะ! แต่เดี๋ยว...นี่แกแอบดูฉันเหรอ?” ทีนี้ล่ะเป็นเรื่อง รอยเทพคว้าเอาขวดน้ำเปล่าๆ หลังตู้เย็นเขวี้ยงไปที่คนพูด หากแต่โชติวัตร์นั้นอาศัยความไวหลบทัน ผู้เป็นพี่ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วยจึงได้แต่เดินเลี่ยงไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปอาบน้ำอย่างชะล่าใจ
.......................................................

เวลาประมาณ 9 นาฬิกาเศษ รถจิ๊บสีเขียวเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถของโรงแรม สภาพของรถคันดังกล่าวนั้นดูเก่าเกินกว่าที่จะนำมาใช้ในราชการ แต่นั่นก็เหมาะถ้าหากจะนำไปบุกป่าฝ่าดงเพราะสภาพเครื่องยนต์ยังคงสมรรถณะสูง เบื้องหน้า ภาพของชายหนุ่มสองคนสวมเครื่องแบบตำรวจตระเวนชายแดนเดินลงมาจากรถ พร้อมกันนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้กองรอยเทพเพื่อแสดงความเคารพ

“สัมภาระทุกอย่างพร้อมแล้วครับ” หนึ่งในนั้นกล่าวรายงานความพร้อม บุคลิกของผู้หมวดตฤณและผู้หมวดอรรณพดูดีเมื่ออยู่ในเครื่องแบบทหารลาดตระเวน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย รอยเทพก็สั่งให้ทุกคนออกเดินทาง

จุดมุ่งหมายต่อไปนั้นอยู่ที่อำเภอหนึ่งซึ่งติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา ในครั้งนี้หน้าที่คนขับยกให้เป็นหน้าที่ของผู้กองรอยเทพ ซึ่งดูจะเชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิประเทศพอๆ กับเจ้าหน้าที่อีกสองนายที่ขับนำหน้า

บัดนี้ เบื้องหน้าออกไปมองเห็นแนวสันเขาพนมดงเร็ก*ที่ทอดตัวยาวอยู่ลิบลับ ก่อนหน้าที่จะเข้าไปยังบริเวณนั้นมีด่านตรวจอยู่ข้างหน้าทางเข้า รอยเทพหยุดรถและยื่นเอกสารในซองสีน้ำตาลให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ยืนทำความเคารพเขา จากนั้นท่อนเหล็กที่ทอดยาวขวางทางอยู่ก็ถูกยกขึ้นเหนือหลังคารถทั้งสองคัน

รถแลนด์โรเวอร์ขับตามหลังรถจิ๊บคันเก่าๆ ไปอย่างไม่รีบร้อน ผ่านเส้นทางขรุขระทั้งสองข้างทาง บ้างก็เป็นทุ่งนาขนาบข้างกันไป ไม่นานนัก ทั้งหมดก็เริ่มเข้าสู่บริเวณแนวป่าเขาที่ค่อนข้างจะทุรกันดาร กระทั่งถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายไปตามทางที่เป็นดินแดง ไม่ถึงสิบนาทีสภาพภูมิประเทศที่เห็นก็เริ่มเป็นป่าโปร่งและทุ่งหญ้าโล่ง รถแลนด์โรเวอร์ขับไปตามทางแคบๆ กระทั่งถึงบริเวณที่เริ่มจะขรุขระและเป็นเนินมากขึ้น หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยต้นไม้สลับกับเนินดิน ชายหนุ่มพยายามขับไปตามทางที่เรียบ และดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในนาทีนั้น หลังจากเข้าป่ามาได้ราวชั่วโมงเศษ เบื้องหน้าทุกคนออกไปมองเห็นขอบแนวสันเขาเตี้ยๆ ทอดตัวอยู่ทางด้านขวามือ รอยเทพขับรถเลียบเลาะเขาลูกนั้นไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะเลี้ยวออกทางขวาและวกกลับลงใต้ ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ เส้นทางที่เคยลาดและโล่งก็เริ่มเป็นเนินสูงบ้างต่ำบ้างสลับกันไป ชายหนุ่มพยายามที่จะประคับประคองพวงมาลัยไปอย่างช้าๆ เพื่อหาทางให้รถเข้าไปได้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

ช่วงจังหวะหนึ่งที่รอยเทพกำลังมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้ เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยหลุมลึกหลายแห่ง ผู้คนในรถนั่งตัวโยนไปโยนมาอย่างทุลักทุเล ฝ่ายคนขับก็พยายามประคับประคองรถอย่างนิ่มนวลที่สุด แต่แล้ว...

โป๊ก!

“โอ๊ยยย!…” เสียงมายาวีร้องคราง ความขรุขระของผิวทางทำให้หญิงสาวนั่งเอนไปเอนมา ที่สุดแล้วศรีษะของมายาวีก็กระแทกเข้ากับกระจกรถด้านข้างจนได้ หญิงสาวเอามือกุมหัวด้วยความเจ็บปนกับอาการมึนงงเล็กน้อย พลันก็พลั้งปากต่อว่าออกไปอย่างลืมตัว

“นี่ขับรถยังไงของคุณเนี่ย?”

ที่เหลือพยายามกลืนยิ้มแต่ก็มีหลายครั้งที่ฝืนไม่อยู่ โดยเฉพาะรอยเทพซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกสะใจเป็นพิเศษ

“หัวเราะอะไรคุณ?”...ขำกันอยู่ได้ ไม่เคยเห็นคนหัวโนรึไง?” ใจหนึ่งก็ฉุนเฉียว อีกใจหนึ่งก็นึกเขินแต่ไม่รู้จะแก้อาการด้วยวิธีใด

“ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ นี่ผมก็ขับนิ่มที่สุดแล้วนะ แต่หลุมมันเยอะชะมัด” รอยเทพพูดพลางสะกดรอยยิ้ม แต่ถึงกระนั้น ใบหน้าแดงระเรื่อของเขาก็ทำให้มายาวีดูออกได้อยู่ดีว่าเขากำลังหัวเราะเธอ

“จำไว้เลยนะผู้กอง คุณอย่าพลาดบ้างก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดเสียงเขียว นัยน์ตาที่เคยหวานเป็นประกายบัดนี้ฉายแววถึงความขุ่นเคืองไม่น้อย

“โอเคๆ แล้วผมจะจำไว้ครับ” แทนที่จะหยุด รอยเทพกลับโต้ตอบเธออย่างไม่สะทกสะท้าน

“ฮึ่ม!” แทนคำพูดใดๆ หญิงสาวได้สะบัดหน้าค้อนขวับเข้าให้ นึกอยากจะจวกคืนให้หน้าหงาย แต่ก็เจ็บจนคิดอะไรไม่ออก

ตกตอนบ่าย เจ้าหน้าที่สองนายและรอยเทพก็หยุดรถเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งซึ่งแคบจนรถไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปได้

“ต่อจากนี้คงต้องลงเดินกันแล้วล่ะนะครับ” รอยเทพหันมาบอกกับสมาชิก พร้อมให้ทุกคนเตรียมขนสัมภาระลงจากรถ

ทั้งหมดเปิดประตูและก้าวลงมายืนบนพื้นดินเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก นี่เป็นครั้งแรกที่ต่างก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่นและเย็นสบายจากธรรมชาติ เสียงนกและแมลงน้อยใหญ่กรีดร้องกันให้ระงมไพร ราวกับจะทักทายผู้ที่มาเยือน สายลมพัดพาเอาความหนาวเย็นมาเป็นระลอกๆ มายาวีเอาเป้สีเขียวพร้อมกับเต็นท์ที่ยึดติดอยู่ด้านบนขึ้นสะพายหลัง เช่นเดียวกันวรินยาที่กำลังเอากระเป๋าใส่เสบียงขึ้นพาดบ่า รอยเทพยกลังไม้ลงจากหลังรถและเปิดออก จากนั้นก็หยิบเอาเจริโค 941 เอฟบี พร้อมกับกระสุน 9 มม. หนึ่งกล่องส่งให้วรินยา ก่อนที่จะก้มลงไปหยิบปืนชนิดเดียวกันขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ผู้กองหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนังสีดำที่เคยเห็นวางอยู่บนเตียงออกมาจากหลังรถจิ๊บคันข้างหน้า พลางสำรวจดูความแน่นหนามิดชิดก่อนจะจับตั้งยึดติดกับสายรัดข้างหลังเป้ ถัดมาอีกด้าน โชติวัตร์กำลังจัดการกับอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรับ-ส่งสัญญาณ GPS เข็มทิศดิจิตอลไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือแม้แต่กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ที่ไว้เก็บบันทึกภาพที่สำคัญๆ เพื่อเป็นหลักฐานในการทำรายงานและการขุดค้น

“เอ้านี่ของคุณ” รอยเทพชักเจริโคออกจากเอวส่งให้มายาวี พลางกำชับให้หญิงสาวใช้มันด้วยความระมัดระวัง ก่อนเดินกลับ ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะตรวจสอบสภาพปืนดังกล่าวว่ายังอยู่ในล็อคดีหรือไม่

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้คุณปลดล็อคแล้วเล็งไปที่เป้าหมายได้เลย” เขาย้ำ มายาวีตั้งใจฟังเขาอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าไม่เคยปรากฏมาก่อน

“ส่วนนี่กระสุน...อ้อ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าใช้ อยู่ใกล้ๆ ผมไว้จะดีกว่า” เขากำชับอีก สีหน้าท่าทางเขาดูจริงจังจนมายาวีรู้สึกได้ว่าเขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอไม่น้อยไปกว่าใคร

เมื่อหันไปเห็นผู้หมวดทั้งสองอยู่ในสภาพที่ติดอาวุธเตรียมพร้อม รอยเทพจึงรีบหยิบพารา-ออร์ดแนนซ์แอลดีเอดับเบิ้ลแอคชั่นเป็นปืนพกคู่กาย เขาบรรจุกระสุนจนครบแล้วเสียบเก็บเข้าซองปืนที่ต้นขา จากนั้นจึงยกเป้ขึ้นสะพายบ่า โชติวัตร์ที่เลือกเอชเค ยูเอสพี ขนาด 9 มม. ของพี่ชายไว้ติดมือเผื่อฉุกเฉิน เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว สัมภาระทุกอย่างถูกจัดเข้าที่และนำไปเท่าที่จำเป็น ในระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนี้ ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเตรียมพร้อมและระมัดระวัง ซึ่งไม่กี่นาทีต่อมา การเดินทางในป่าก็เริ่มต้นขึ้น

จากจุดที่ยืนอยู่มองออกไปเบื้องหน้าจนไกลลิบ ป่าที่เห็นจะเป็นตะเข็บชายแดนของประเทศไทย-กัมพูชา ที่ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ควรจะผ่านเข้าออกโดยพละการ เพราะนั่นอาจหมายถึงการเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่โดยไม่จำเป็น หลายจุดจากนี่เข้าไปในป่าใหญ่ เป็นจุดที่มีกับระเบิดซึ่งยังไม่ได้ถูกเก็บกู้ฝังอยู่ไม่น้อย

นอกจากเครื่องรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียมด้วยระบบ GPS จะสามารถกำหนดค่าและวัดพิกัดตำแหน่งที่อยู่ได้อย่างชัดเจน ที่กระเป๋ากางเกงลายทหารเหนือเข่าของรอยเทพ ยังมีแผนที่ต้นฉบับซึ่งถ่ายจากดาวเทียมติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย นั่นเป็นสิ่งที่บอกให้ทุกคนรู้ว่าเขามักจะรอบคอบเสมอ

ผู้กองรอยเทพฯ และเจ้าหน้าที่อีกสองนายกระชับ AK74 ในมือแน่น พร้อมที่จะปฏิบัติการได้ทุกเมื่อหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น เหนือยอดเขาเบื้องหน้าขึ้นไปไกลพอสมควร ภาพของธงชาติไทยยังปลิวไสวอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง ถ้ามองจากมุมบน ป่าทั้งป่าแลดูร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่สองฟากทางเดิน หนทางข้างหน้าค่อนข้างจะแคบเข้าทุกขณะ ทั้งหกคนค่อยๆ เดินเลาะเข้าไประหว่างดงไม้เลื้อยที่พันกิ่งก้านอยู่เต็มสองข้างทาง สายลมเย็นพัดผ่านลอดระหว่างต้นไม้ที่ขึ้นสูงมาเป็นระลอก เสียงอู้อี้อันเกิดจากแรงลมปะทะเทือกเขาฟังดูเหมือนเสียงฟ้าร้องครืนครานตลอดเวลา ยิ่งตกเย็น บรรยากาศในป่าเขายิ่งดูวังเวงจนน่ากลัว ทั้งหมดปลดสัมภาระและเตรียมตั้งเต็นท์ก่อไฟเพื่อไล่ความหนาวยามค่ำคืน ทำเลที่เลือกพักค้างแรมเป็นที่ราบห่างจากแหล่งน้ำขึ้นไปพอสมควร

เสียงไฟปะทุในกองดังขึ้นแต่หัวค่ำ กลิ่นโชยของอาหารถาดสำหรับเดินป่า ถึงแม้จะไม่หอมสู้ของที่ทำขึ้นสดใหม่ๆ ทว่าหมูบด แฮม และไส้กรอกที่ทานเข้าไปนั้น ก็อยู่ท้องพอจะทำให้ทั้งหมดอิ่มไปได้จนถึงเช้า

ตกกลางคืน ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน เต้นท์ขนาดสองคนถูกกลางขึ้นสามหลังเรียงห่างกันไปไม่มากนัก ในช่วงแรก ผู้หมวดสองนายอาสาเป็นคนนั่งเฝ้าพื้นที่รอบนอกให้ เผื่อกลางคืนมีสัตว์ร้ายหรือภัยอันตรายใดๆ เกิดขึ้นจะได้สามารถป้องกันได้ทัน และในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหลในห้วงแห่งนินทรา จู่ๆ ก็มีเสียงปริศนาดังขึ้นจากนอกเต็นท์ เสียงสวดเหมือนใครกำลังท่องมนต์คาถาบางอย่างอยู่ต่อเนื่อง ทว่าในน้ำเสียงและท่วงทำนองนั้นดูเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก

“โอมมม........”

เสียงนั้นดังแว่วขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับฟังชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เสียงประหนึ่งสตรีนางใดกำลังท่องบ่นมนตราเป็นภาษาขอมโบราณ

ใช่แล้ว! ภาษาขอมอันเก่าแก่ซึ่งมายาวีพอจะคุ้นหู ด้วยเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะขอมคนหนึ่ง อีกทั้งเคยได้ร่ำเรียนภาษาโบราณมาบ้าง แต่ว่าในบางตอนของบทสวดนั้นก็คล้ายกับภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาอันเก่าแก่

หญิงสาวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ยามดึกสะงัดค่อนคืนป่านนี้ เสียงดังกล่าวแว่วมาจากที่ใดกัน?

มายาวีสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ท่ามกลางความเงียบสงบ ไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงไฟที่ปะทุอยู่ในกองไฟด้านนอก

‘นี่มันอะไรกัน เราฝันหรือหูฝาด?’

ครั้นหันไปมองวรินยาที่นอนอยู่ข้างๆ เพื่อนสนิทยังคงหลับใหลไม่ไหวติง นั่นแสดงว่าหล่อนอาจไม่ได้ยินเสียงประหลาดเหมือนกับเธอ ด้วยความที่คิดว่าตัวเองน่าจะฝันไป หญิงสาวจึงได้สลัดความคิดและล้มตัวลงนอนต่อ แต่ในขณะนั้นเอง แวบหนึ่งของหางตาก็เหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนเดินผ่านหน้าเต็นท์ของเธอไป แม้จะเพียงชั่วพริบตา แต่หญิงสาวก็เดาได้ว่าหล่อนต้องเป็นอิสตรีโดยแท้ ด้วยมายาวีเห็นเงาของปลายผมที่ยาวสยายในความมืด ทันใดนั้นขนที่แขนของเธอก็ลุกเกรียว พร้อมด้วยแหวนที่คอก็ส่องแสงเป็นประกายวาว

“เป็นอะไรไปมายา?”

เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือก เธอถอนใจแรงเมื่อเห็นว่าคนที่เรียกเธอนั้นคือวรินยา

“เป็นอะไร นอนไม่หลับเหรอ?” สาวตาโตลืมตาขึ้นมาเพราะแสงสว่างจากแหวนของมายาวี แต่ทันใดนั้นเจ้าตัวก็รู้สึกว่าเพื่อนสนิทนั่งตัวแข็งทื่อ สายตามองตรงออกไปเหมือนกับคนกำลังละเมอ

“เป็นอะไรมายา! เป็นอะไร?!” วรินยาเอามือจับตัวเพื่อนสนิทเขย่าแรงๆ กระทั่งมายาวีรู้สึกตัวและหายจากอาการตกตะลึง พอได้สติ มายาวีก็ทะลึ่งพรวดออกมาด้านนอกจนวรินยาตกใจ

“เดี๋ยวมายา! นั่นจะออกไปไหน?...มายา!” วรินยาร้องเรียกและมุดตามออกไป ตอนนั้นเธอเห็นเพื่อนสนิทกำลังนั่งลงหน้ากองไฟและเพ่งมองออกไปเบื้องหน้า

“เป็นอะไร? อยู่ๆ ก็นั่งตัวตรงตาแข็งทื่อ รู้มั้ยฉันตกใจหมด นึกว่าเธอถูกมนต์สะกดซะอีก” วรินยานั่งลงข้างๆ มายาวี หญิงสาวยังคงเพ่งมองออกไปในกองไฟที่สว่างไสวลุกโชน

“มนต์สะกดเหรอ?” มายาวีทวนคำ แต่เมื่อครู่เธอก็รู้สึกแปลกไปจริงๆ พอได้ยินวรินยาเรียก หญิงสาวก็รู้สึกว่าจิตเธอตกวูบ จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัว

“ริน...เมื่อครู่ ฉันเห็นใครก็ไม่รู้เดินผ่านหน้าเต็นท์เราไป ตอนฉันหลับ ฉันก็ได้ยินเสียงท่องคาถาอะไรสักอย่างดังก้องอยู่ในหู...ต่อมาก็รู้สึกเหมือนจิตหลุดไปเฉยๆ” ขณะที่ฟังมายาวีเล่า คนข้างๆ ก็เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาเสียเฉยๆ

“นี่เธอกำลังจะทำให้ฉันกลัวนะมายา” วรินยารู้สึกหนาวไปทั้งตัว ทั้งที่ด้านหน้าเปลวไฟก็กำลังลุกโชนไล่ความหนาวเย็นอยู่เป็นนิจ

จังหวะนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาหยุดอยู่ตรงด้านหลัง สองสาวหันไปเห็นรอยเทพและโชติวัตร์เดินออกมาพอดี ด้วยความสงสัยจึงได้ไตร่ถามว่าเหตุใดสองหนุ่มถึงยังไม่นอน

“ก่อนหน้าพวกคุณเดินไปทำอะไรที่เต็นท์ผมหรือเปล่า?” รอยเทพถามด้วยสีหน้าท่าทางแปลกใจ นั่นไม่ใช่มายาวีคนเดียวที่เห็นเงาปริศนานั่น หากแต่เขาเองก็เห็นเช่นเดียวกัน

“หรือว่าจะเป็นสองคนนั้น?” รอยเทพนึกถึงสองหนุ่มที่ให้ไปนั่งเฝ้าเวรรอบนอก ว่าแล้วคนที่ถูกพาดพิงก็เดินกลับเข้ามาด้วยได้ยินเสียงคนคุยกันดังแว่ว

“มีอะไรกันเหรอครับ? ทำไมออกมานั่งกันข้างนอก?” หมวดตฤณถามด้วยความสงสัย หนุ่มผิวคล้ำหันมองหน้ากันกับเพื่อน

“หมวดเห็นอะไรผิดสังเกตระแวกนี้บ้างรึเปล่า?” รอยเทพถามเหมือนไม่แน่ใจ ครั้นจะถามว่าเห็นผู้หญิงที่ไหนมาเดินแถวนี้ ก็เกรงว่าสองหนุ่มจะพากันเสียขวัญ

“ไม่นี่ครับ ปกติดี”

“แล้วมีใครได้ยินเสียงสวดอะไรมั้ยคะ?...เสียงของผู้หญิง” มายาวีพลั้งปากอย่างว่องไว นั่นถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่หนุ่มทั้งสองเกิดอาการงงงัน รอยเทพตัดบทด้วยการให้พวกเขากลับเข้าไปนอน ส่วนตัวเองจะอยู่เฝ้าต่อให้จนถึงเช้า

“คุณกำลังจะทำให้พวกเขากลัว” รอยเทพเอ่ยราวกับกระซิบ ชายหนุ่มรู้ดีกว่าหญิงสาวคงไม่ได้ตั้งใจ หากแต่เขาเองก็ได้ยินเสียงดังกล่าวนั่นเหมือนกัน แต่แปลกที่สี่คนที่เหลือกลับไม่มีใครได้ยิน

“ผมว่าคุณกลับเข้าไปนอนเถอะครับ ผมจะนั่งอยู่ตรงนี้เอง ไม่ต้องห่วง ผมจะอยู่เวรจนถึงเช้า”

“ฉันหลับไม่ลงแล้วล่ะค่ะ...ให้ฉันนั่งเป็นเพื่อนคุณอีกสักพักแล้วกัน” น้ำเสียงและแววตาคู่นั้นทำให้รอยเทพนึกเป็นห่วง

“อย่าดีกว่าครับ ไปนอนเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า...ยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งแรง ผมเกรงคุณจะไม่สบายไปซะก่อน” สีหน้าเขาดูเป็นห่วงเธอไม่น้อย มายาวีรู้สึกได้จากน้ำเสียงและถ้อยคำที่เขาพูดออกมา

แทนคำตอบ เธอยิ้มให้เขาแทนการขอบคุณ หลังจากนั้นหญิงสาวก็ขอตัวกลับเข้าไปนอนอย่างว่าง่าย

ด้านนอก มีเพียงร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในเครื่องแบบตชด. ที่นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าแห่งรัตติกาล เบื้องหน้ามีเพียงแสงไฟที่ลุกโชนสว่างไสวเป็นเพื่อนคลายเหงา เสียงเปรี๊ยะปร๊ะของฟืนที่ปะทุอยู่ในกองพอทำให้คลายความเงียบลงไปได้บ้างเล็กน้อย

 

Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:17:08 น.  

1  2  

ingen_2004

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

\\
 
Friends' blogs
[Add ingen_2004's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.