Bloggang.com : weblog for you and your gang

chaiwatmsu

Location :
มหาสารคาม Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.
๒๕๓๙ ห้ามผู้ใดละเมิด ลอกเลียน หรือนำส่วน
ใดส่วนหนื่งของข้อความใน Blog แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่ออ้างอิงโดยไม่ได้รับ
อณุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ
บล็อก จะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติ
ไว้สูงสุด



hrc-poem.mp3 - unknown
ShoutMix chat widget
 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add chaiwatmsu's blog to your weblog]
Links
 

 

เหรียญในกล่องสมบัติบ้า



กล่องสมบัติบ้าสะสมมานานปี ของบางชิ้นมันมาเองโดยไม่ได้นัดหมาย
อธิบายไม่ได้ว่ามาอยู่ในกล่องเมื่อไหร่ ตอนไหน อย่างไร
เพราะไม่ใช่คนสะสมเหรียญเก่า



หนึ่งบาทสมัย ร.5 แต่บางคนบอกว่าอาจเป็นของปลอม ได้มาแบบน่างุนงง และสงสัยว่าจะได้มาจากเขมร



1 ดอลล่าร์สิงคโปร์ ไร้คำอธิบาย ถึงแม้ว่าจะเคยไปสิงคโปร์ก็ตาม
ดอกไม้บนเหรียญนั้นไม่แน่ใจว่าเค้าใช้ดอกอะไรเป็นสัญลักษณ์



เหรียญ 20 เซนต์ ของสิงคโปร์ หน้าและหลัง ใช้ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์



ด้านหนึ่งของเหรียญสิงคโปร์ ชอบที่เค้าใช้คำว่า singapura มี 3 ภาษานอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
แต่ปีที่โชว์บนเหรียญมัน 1990 อาจเป็นว่าเป็นเศษเงินที่เหลือกลับจากสิงคโปร์ช่วงนั้นแล้วลืมสนิท



เหรียญ 2 บาทไทย ปกติเป็นเหรียญเงิน แต่นี่สีทอง ที่เพิ่งได้มาใหม่ ๆ เลยยังจำที่มาได้
ว่ามาจากการทอนเงินของคนขายของ ต้องแยกเก็บเอาไว้





เหรียญประเทศอะไรก็ไม่ทราบ มาได้อย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจมีคนให้เป็นที่ระลึก



มาที่ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ออกในปี 2000





เงินเกาหลีได้มาแบบงุนงง เนื่องจากไม่เคยไปเกาหลี แต่อาจได้มาช่วงกระแสเกาหลีมาแรง ไม่กี่ปีมานี้
ชอบที่มีรู





เงิน 1 เฟื้องสมัย ร.5 ได้มาเมื่อปีใหม่นี้เอง ในฐานะของขวัญปีใหม่ (ที่มีมูลค่า 1 เฟื้อง) จากเพื่อน
ได้มาแล้วต้องมาขัดกับมะนาว จึงชัดขึ้นมากกว่าเดิมนิดหน่อย

ข้อสังเกตคือ มีการเรียงคำว่า "เฟื้องหนึ่ง" ถ้าเป็นปัจจุบันจะเอาจำนวนนับอยู่หน้าหน่วยนับ

มีบล็อคก็ดี วันหลังได้อะไรมาอาจจะถ่ายภาพแล้วเขียนลง อีก 5 ปี 10 ปี อาจระลึกได้ว่าอะไรมาจากไหน


ข้างล่างนี้มาใหม่ กล่องสมบัติบ้าอีกกล่อง เขียนเป็นภาษาอาหรับละมัง ไม่ทราบว่าเป็นของประเทศอะไร
เขียนเลข 5 และระบุปี 2004





ถามผู้รู้แล้ว บอกว่าเป็น เงินปากีสถาน 5 รูปี พอ ๆ กับ 10 บาทไทย

เอ..... ไปได้มาจากไหนหว่า....


 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 19 เมษายน 2552 12:24:17 น.  

เพลงขับ ผู้ไทยดำ ดอนมะนาว สองพี่น้อง สุพรรณบุรี



ชาวผู้ไทยดำ ตำบลดอนมะนาว อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้ไทยดำ เขาเรียกตนเองอย่างนั้น แต่บางทีก็รู้จักกันในชื่อ ไทยทรงดำ, ลาวโซ่ง, โซ่ง, ไทยดำ ฯลฯ

เพลงขับมีหลายแนว ลองฟังดู เดี๋ยวจะให้รายละเอียดทีหลัง



ขับโดยสาวแอ้ (แปลว่า หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานชื่อแอ้) ดูแล้วรู้สึกปากจะไปก่อนเสียงนะ
ถ้าเปิดสะดุด ปล่อยให้สะดุดไปจนจบ แล้ว เรียกดูใหม่อีกรอบหนึ่ง จะสะดุดน้อยกว่ารอบแรก



ลืมอีกแล้ว ว่าเวลาอัดวิดิโอต้องวางกล้องแนวนอนอย่างเดียว ดู ๆ ไปเถอะ แบบบ้าน ๆ

เวลาไปขอกินเหล้าตามบ้านใคร ต้องร้องเพลงขอกิน เจ้าของบ้านถึงจะให้เหล้ากิน เมื่อได้กินแล้ว
ก็ต้องร้องอวยพร "เอินพร" ให้เจ้าของบ้านก่อนจะจากลา (เพื่อไปขอกินอีกบ้านหนึ่ง)
มีเนื้อ เช่น "ทำนาได้รวงละหม้อ ได้กอละเกวียน" ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะดีมาก ๆ เลย

แล้วเวลาหนุ่มไปจีบสาวบ้านไหน ก็ต้องร้องเพลงจีบ สาวเจ้าก็ร้องตอบกลับไปกับไปกันมา
ถ้าถูกใจก็ร้องกันนานและสืบสานสัมพันธ์รักกันต่อ ถ้าไม่ถูกใจก็แยกย้ายกันไปร้องที่อื่น

แต่ก่อนเวลาร้องนั้น บางทีสาวเจ้าร้องตอบชายหนุ่มไม่ทัน พ่อของสาวเจ้ากลัวลูกสาวแพ้
ต้องมาซ้อนข้างหลังแล้วบอกบทร้องให้ จนชายหนุ่มร้องคิดหาคำขับมาตอบไม่ทัน ก็ต้องแพ้ถอยหนีไป
บางคนเล่าว่า ตอนเห็นหน้ากันไม่ได้ชอบอะไร แต่มาชอบพอกันตอนขับเพลงโต้ตอบกันไปกันมานี่เอง



คนร้องคือป้าเนียน

เนื้อร้องมีความส่วนหนึ่งแปลได้ว่า
"หากทำนาข้าวเหนียวขอให้ได้ยุ้งสูงปานต้นมะพร้าว หากทำนาข้าวเจ้าขอให้ได้ยุ้งสูงเท่าต้นตาล"

ท่อนร้องหลาย ๆ ท่อน ฟัง ๆ ดูก็เหมือนจะเข้าใจนะ แต่จริง ๆ ไม่เข้าใจ หากเอาเนื้อมาว่ากันทีละคำ

เวลาร่ำลากันก็ร้องอวยพรมีเนื้อความส่วนหนึ่งว่า
"ขอให้ไปดีอย่าเศร้า เลี้ยงลูกเต้าอย่าให้เป็นซาง"



ข้างบนขับโดย ป้าเนียน ทองเชื้อ

เพลงขับมีบางช่วงร้องกล่าวถึงเขาย้อยด้วย เช่นว่า ให้ฝ่ายชายไปยกเขาย้อยมาให้ ถึงจะยอมรัก
ก็แสดงความสัมพันธ์กับประวัติการอพยพ เพราะพวกเขาอพยพมาจากเขาย้อยอีกทีหนึ่ง
และก็แสดงว่าบทร้องท่อนนี้เกิดหลังอพยพมาที่เขาย้อยแล้ว



ข้างบนเป็นเพลงแห่นางแมวขอฝน ขับโดยคุณธนพร สุขสวัสดิ์

มีการนำบทร้องไปสอนในโรงเรียนประจำท้องที่ด้วย ซึ่งก็ดี เยาวชนจะได้สืบสานต่อ เห็นคุณค่า

ยังมีต่อ.....







 

Create Date : 09 มกราคม 2552
Last Update : 23 กันยายน 2552 13:23:08 น.  

มหกรรมฟื้นฟูภาษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น



"มหกรรมฟื้นฟูภาษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"
วันที่ 28 - 29 ตุลาคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม
แม่งานคือ ศ.ดร. สุวิไล เปรมศรีรัตน์
ซึ่งมีบทบาทในเรื่องของการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์มานาน

http://www.vijai.org/PR_news/show_topic.asp?Topicid=626



ซุ้มของชาวก๋อง จากจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งแนะนำตัวออกเสียงฟังดูเหมือน "ว๊อง" มากกว่า
อยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร อยู่ในสาขา pearic
เอาหมวกมาขายอันละ 50 บาท ขายดีมาก เพราะแนวดี ราคาถูก คนในงานจึงซื้อใส่กัน




หมวกของชาวก๋อง

จัดที่ ม. มหิดล ศาลายา เรามาเป็น GB (เจเนรัล เบ๊) ประสานงานทั่วไป พูดให้ง่ายคือกรรมกร
และจากที่เราเคยลงพื้นที่กับชาวมอญมาก่อน เลยรับดูแล ช่วยงานป้า ๆ ชาวมอญที่มาจัดซุ้ม
โดยส่วนตัว รู้สึกยินดีที่ได้เจอกันกับ “ญาติห่างๆ” ที่มีสำนึกอุดมการณ์คล้ายคลึงกันอีก
และความคล้ายคลึงที่คุยกันเข้าใจและรู้เรื่องนี้ ก็ช่วยทำให้สนิทชิดเชื้อกันมากกว่าที่ควรจะเป็น



มอญวัยทอง กลุ่มสตรีชาวมอญซึ่งล้วนแต่เป็นหัวกะทิของพื้นที่บ้านม่วงและคุ้งพะยอม
อำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี คุณป้าคนหนึ่งบอกว่า
"ตั้งแต่อาจารย์เสนอให้มีเสียงตามสายเป็นภาษามอญครั้งที่แล้ว มีคนรับปากว่าจะทำ
แต่มาจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ยินเลยค่ะ"
คุณป้าบ่นถึงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ฟัง


ในงานมีซุ้มชาวมลายู ชาวละเวือะ ชาวเขมรสุรินทร์
(ไม่อยากเรียกเขมรถิ่นไทยเพราะโดยส่วนตัวมีปัญหากับคำ ๆ นี้)
ชาวมลาบรี(หรือรู้จักกันในอดีตว่าผีตองเหลือง) ชาวม้ง ชาวอึมปี ชาวชอง ชาวกะซอง
โดยมีชาวไทยดำจากเชียงคาน จังหวัดเลย มาช่วยทำให้งานมีสีสันขึ้นด้วย
และยังมีกลุ่มชาวจีนยูนนาน จากอดีตกองพล 93 มาร่วมด้วยช่วยกัน



เด็กสาวชาวญะกุ้ร ชัยภูมิ โชว์ภาพและอักษรที่เขียนเป็นภาษาญะกุ้ร
จำได้แค่ "กวนชางชี" แปลว่า "ลูกไก่กิน......" อะไรสักอย่าง




งานปักลายประยุกต์ของชาวญะกุ้ร เป็นลายดอกกระเจียว
ซึ่งสัมพันธ์กันกับทุ่งดอกกระเจียวของจังหวัดชัยภูมิ
วัฒนธรรม + การท่องเที่ยว




การปักลายตามตะเข็บของชาวะกุ้ร
ซึ่งเข้าใจว่าตะเข็บสี ๆ นั้นเดิมเป็นการเย็บตัวเสื้อให้ติดกับส่วนแขนและเก็บขอบผ้า
แล้วคนสมัยแต่ก่อนใช้สีด้ายกับสีผ้าคนละสีตามแต่จะหาได้
ต่อมามีการเย็บต่อกันด้วยจักร แต่เดินตะเข็บสีเพื่อความสวยงามแทน
แล้วพัฒนามาเป็นลายเล็กลายน้อยตามรอยต่อของชิ้นผ้า




ย่ามชาวญะกุ้ร ควรค่าแก่การสะสม หากชอบสะสมอะไรแบบนี้



ยายชาวญะกุ้ร เค้าว่ากันว่าภาษาญะกุ้รเป็นมอญโบราณ
คุณยายชาวมอญบอกว่าคุยกับคนญะกุ้รแล้วพอเข้าใจกันบางคำ




ชาวมลาบรี และกระเป๋าถักจากเถาวัลย์



กล่องข้าว(+ใส่ของ) ทำด้วยหวายของชาวมลาบรี ลืมถามราคา

งานนี้มีชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์เดินกันให้ควั่ก
บางคนบอกว่าไม่เคยเห็นงานแบบนี้ สถานที่ห้องหับแบบนี้มาก่อนในชีวิต



ชาวไทยดำ (มาจากเชียงคาน จ.เลย เลยเติม -ย ให้ เนื่องจากอยู่ในประเทศไทย)

ชาวไทยดำมาร่วมด้วยช่วยกัน แต่ไม่มีซุ้มของตัวเอง
ข้อสังเกตคือ เสื้อผ้านั้นมาจากไทดำในเวียดนาม(คนซ้าย เสื้อแดง)
และเพชรบุรี(คนกลาง 2 คน สังเกตจากซิ่นลายแตงโม)
การฟื้นฟูวัฒนธรรมนั้นทำให้มีการค้นคว้าต้นกำเนิดรากเหง้าของตนเอง
และนำเครื่องแต่งกายจากถิ่นกำเนิดในอุดมคติมาใช้ในพื้นที่ รวมทั้งศึกษาและหัดทำตามแบบ
ซึ่งอาจไม่ใช่ของเดิมของพื้นที่ ดังนั้นเวลาเก็บข้อมูลต้องระวัง



พอดีภาพก่อนหน้าใช้เหมือนสไบ แต่จริง ๆ คือ "ผ้าเปียว" และใช้ห่มคลุมศีรษะแบบนี้



ชาวอึมปี จากจังหวัดแพร่ ภาษาอึมปีก็เป็นสมาชิกของตระกูลภาษาย่อยมอญ-เขมร

หญิงชราชาวชองคนหนึ่งมาด้อม ๆ มองๆ ที่ซุ้มของชาวมอญ และทักทายหญิงวัยทองชาวมอญว่า
“นี่เราเป็นพี่น้องกันหรือปล่าวนี่”

แล้วก็ลองคุยกันเป็นภาษาของตนเอง
ดูจะเป็นคำถามที่มีความหมายต่อมนุษยชาติมาก และก็ดูโรแมนติกยิ่งกว่าหนังเกาหลี



คนนี้เป็นนางเอกของงาน
เพราะคอสตูมดูเหมือนจริงมาก ภาษาละเวือะเป็นภาษาในกลุ่มมอญ-เขมร
เธอบอกว่าไม่เคยจับปากกาเคยใช้แต่ดินสอเขียนหนังสือ




แฟชั่นของสาวละเวือะวันที่ 2 เธอบอกกับนักข่าวสาวของเราว่า
เดี๋ยวคืนนี้กลับไป ถึงบ้านประมาณเที่ยงพรุ่งนี้ ไปถึงต้องรีบเกี่ยวข้าวทันที ไม่งั้นหนูกิน




สมุดเรียนภาษาละเวือะ ไม่ทราบว่าเป็นนิทานหรืออะไร เขียนด้วยมือชาวบ้านจริง ๆ
(ปรับสีเพิ่ม)


แปลกใจอยู่เจ้าหนึ่ง พอเราเห็นเค้ายืนอยู่เราก็เข้าไปถามว่าเป็นคนอะไร เค้าก็ตอบว่า เป็นคนไทย
เราเลยชวนคุยขอถ่ายรูป แล้วเค้าก็เรียกพวกเดียวกันให้มาร่วมถ่ายด้วย
คนที่วิ่งมาถ่ายด้วยบอกว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง(ไม่ขอเอ่ย)
แล้วในงานคนกลุ่มนี้ก็นั่งรวมกันที่ซุ้มของชาติพันธุ์นั้น ๆ

เราก็เลยงงนิด ๆ ว่า ทำไมเขาไม่ตอบว่าเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์นั้น
อาจเป็นเพราะเราซึ่งเป็นคนถามเองจู่โจมคำถามเร็วเกินไป
และไม่ได้สร้างความคุ้นเคยก่อนที่จะดึงเอาความจริงออกมา
หรือเป็นปฏิกิริยาป้องกันตัวของคนที่มีความอ่อนไหวในการแสดงอัตลักษณ์ของตนเองต่อสังคม
ที่เคยชินในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา
นี่ขนาดงานชาติพันธุ์ยังเป็นแบบนี้ แล้วเวลาอื่น ๆ วาระสถานที่อื่น ๆ ไม่ยิ่งกว่านี้หรือ

บางทีเค้าอาจเป็นเจ้าหน้าที่โครงการประจำท้องถิ่น ที่มาเข้าร่วมก็ได้
เราอาจคิดมากไปเอง



อ ประชุมพร สังข์น้อย จากกลุ่มเขมร จ. สุรินทร์ กล่าวว่า การฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็น
"ภูมิคุ้มกันและวัคซีนทางใจ"
วลีเด็ดจริง ๆ



ในซุ้มของเขมรสุรินทร์ ซึ่งมาจากบ้านโพธิ์กอง อ. ปราสาท จ.สุรินทร์ แสดงกระเชอไหว้ผีบรรพบุรุษ
ซึ่งเรียกว่า "กัญจือโดนตา" และข้าวบิณฑ์สาธิต "บายเบ็น"


ชาวเขมรสุรินทร์หลังงานนี้แล้ว ส่วนหนึ่งจะกลับสุรินทร์ ส่วนหนึ่งจะเดินทางไปดูงานชาวชองที่จันทบุรีต่อ



ข้าวบิณฑ์ซูมให้เห็นส่วนผสม มีข้าวเหนียว ถั่ว งา คนทำบอกว่า
ตอนที่ทำนั้น ทำไป คลุกไป ชิมไป อร่อยดี


ได้สนทนากับครูของโรงเรียนแห่งหนึ่ง บ่นให้ฟังถึงชีวิตสังคมชนบททุกวันนี้ว่าอ่อนแอ
เด็กในโรงเรียนหลาย ๆ คนไม่ได้กินข้าวเช้ามาเรียน เพราะอยู่กับตายาย
พ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่น ไปมีลูกมาจากไหนไม่รู้ก็เอามาทิ้งไว้ให้ตายายเลี้ยง
ตายายบางคนก็เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด ไปทำงานแต่เช้าแล้วบอกไม่มีเวลาหุงข้าวให้เด็กกิน
(สงสัยรีบไปทำธุรกิจร้อยล้าน)
พอครูถามว่าทำไมเธอไม่หุงกินเอง เด็กบางคนก็บอกว่า ขี้เกียจ... จบข่าว
พอสายหน่อยเด็กจะหิวข้าว เรียนไม่รู้เรื่อง
แล้วบ่นว่าครูหลาย ๆ คนในโรงเรียนก็ขี้เกียจ เมาเหล้ามาสอน หลับในห้องสอน ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี
เด็กโตมาในบ้านก็เจอครอบครัวเส็งเคร็ง เข้าโรงเรียนก็เจอครูเส็งเคร็ง เลยหาตัวอย่างที่ดีไม่ได้
เด็กบางคนเขียนหนังสือยังไม่เป็นเลย ป.5 ป.6 แล้ว

ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน มิน่าพอเข้ามาถึงระดับมหาวิทยาลัยถึงดูต่ำกว่ามาตรฐานพิกล ๆ



ภาพวาดสื่อการสอนของชาวมลายู ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งที่สุดในงานนี้



งานนี้ทำให้เราทราบว่าสตรีมลายู มีความสามารถและบทบาทในพื้นที่ไม่แพ้เพศชาย

ในงานก็เจอทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม วัฒนธรรมเปลี่ยนผ่าน วัฒนธรรมสำเร็จรูป
วัฒนธรรมรื้อสร้าง วัฒนธรรมโหยหา วัฒนธรรมจำแลง วัฒนธรรมเชิงพานิชย์
วัฒนธรรมสกัดเข้มข้นเสริมแคลเซี่ยม ฯลฯ

แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นใด คิดมากก็ปวดหัว



คนต่างกลุ่มชาติพันธุ์กำลังสอบถามคำศัพท์พื้นฐานของกันและกัน โดยเกิดขึ้นเอง
ไม่ได้เป็นโปรแกรมที่วางไว้โดยนักวิชาการ
ในชีวิตจริงเขาอาจเป็นชาวนา ชาวไร่ ค้าขาย แต่ในพื้นที่นี้และมิตินี้ พวกเขาเป็นนักภาษาศาสตร์




น้ำเต้าของชาวม้ง ขายอันละ 20 บาท ขนาดเหมาะมือ



รำผีกระด้งของมอญ

เป็นการแสดงที่เหมือนจริงที่สุด ขนลุกโดยทั่วกัน
แสดงโดยชาวบ้านนครชุมน์ บ้านโป่ง ราชบุรี ฝั่งน้ำตรงกันข้ามกับบ้านม่วง
ป้าชาวมอญคนหนึ่งบอกว่า
"ที่เข้านะ ไม่ใช่ผีมอญหรอกนะ ผีที่นี่แหละ ป้ายังกลัวเลย"
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากขนของคนดูที่ลุก stand up แล้ว ก็ยากที่จะหาอะไรมาพิสูจน์ได้
มันเป็นมิติพิเศษจริง ๆ



ถ่ายบางช่วงเท่านั้น ไม่ได้ถ่ายจนจบ เพราะเมื่อยมือ
ข้อสังเกตอีกประการคือบทร้องเพลงผีกระด้งเป็นภาษาไทย น่าจะกลับไปใช้ภาษามอญต่อเนาะ

จบท้ายด้วยเพลง ซึ่งกำนันเฉิน ผันผาย กลุ่มชาติพันธุ์ชาวชอง จันทบุรี
เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง
ชื่อเพลง

วิจัย

งานวิจัยท้องถิ่น ทุกสิ่งมุ่งมั่นช่วยกัน
เรียนรู้การทำ จดจำบันทึกข้อมูล
ชักชวนชุมชน ระดมข้อคิด
ทุกคนคิดได้ ไม่ควรกีดกัน
ช่วยกันกลั่นกรอง มุ่งมองปัญหาสังคม
หาทองแก้ไข เอาใจผู้พัน
เชื่อมโยงพี่เลี้ยง แนะนำให้ทำถูกทาง
สัญญาโครงการ เป็นข้อมูลผูกพัน
แนะนำ เสนอ รายงาน
ข้อมูลหลากหลาย เริ่มต้นชนปลาย
มุ่งมองประโยชน์ส่วนรวม
อดทน ทุกคนต้องสู้
เรียนรู้วิธีทำงาน มุ่งมั่นประชุมแลกเปลี่ยน
หมุนเวียนข้อคิด ผูกมิตรต่อกัน
สร้างสรรค์ปัญญา เป็นตำราชุมชน
เกิดผลต่อกัน ความหวังของงานวิจัย

ขอขอบคุณ อ. มยุรี, แหม่ม, บวกน้อง ๆ ที่น่ารักทุกคน



 

Create Date : 30 ตุลาคม 2551
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 13:36:01 น.  

แสตมป์ภูฎาน


เพื่อนซื้อแสตมป์ภูฎานมาฝาก สวยดี






 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2551
Last Update : 12 กรกฎาคม 2551 23:30:23 น.  

แสตมป์อเมริกา

มีช่วงหนึ่งได้มีโอกาสเก็บแสตมป์อเมริกา ก็เลยมีในกล่องสมบัติบ้า
แสตมป์อเมริกาจะพบว่าไม่จำเป็นต้องมีขอบปรุทั้ง 4 ด้าน










































 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2550 22:16:46 น.  

1  2  3  

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.