๑ สิ่งเหล่าใดเกิดมาเพราะมีเหตุทำให้เกิด พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิงของสิ่งเหล่านั้นเพราะหมดเหตุ
๒ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
๓ อย่าทำชั่ว ให้ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
๔ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไรเกิดอะไรดับไม่
๕ ถ้าเราไม่พึงมี ของเราก็ไม่พึงมี , ตัวเราของเรา ก็คือ อุปาทานขันธ์๕
Group Blog
 
All blogs
 

ศาสดาของเรา คือ อะไร

ศาสดาของเรา คือธรรม คือวินัย เพราะฉะนั้นจงเป็นผู้ใกล้ชิดติดพันกับธรรมกับวินัย ซึ่งเท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกระยะ ทุกความเคลื่อนไหวของตัวเรา ถ้าห่างเหินจากนี้แล้วไม่มีท่านะ ไม่มีอะไรเป็นมรรคเป็นผล ไม่มีอะไรเป็นกิเลสตัณหาและเป็นธรรมแก้กิเลส เป็นอยู่ที่หัวใจของเรา เอาธรรมวินัยนี้เป็นเครื่องบุกเบิกทางเดิน พระวินัยท่านสอนว่าอย่างไรอย่าข้ามเกิน อย่าล่วงเกินเป็นอันขาด พระวินัยท่านกั้นเอาไว้อย่าออกไปสองฟากทาง พอข้ามนี้ปั๊บลงเหวลงบ่อแล้ว ถ้าข้ามเกินพระวินัยลงเหวลงบ่อแล้ว
ธรรมก็ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้น เอาเข้าไป ความเพียรดังที่กล่าวมาแล้วนี้ นี้เรียกว่าธรรม ก้าวธรรมให้ดีให้แน่นหนามั่นคงไปเรื่อยๆ วินัยแน่นหนามั่นคง วินัยก็ศาสดา ธรรมก็ศาสดาให้เราก้าวเดิน วินัยก็ให้ถูกต้องแม่นยำ เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยพระวินัยที่สมบูรณ์ในหัวใจของเรา ธรรมก็ก้าวเดินด้วยความพากความเพียรของเรา แล้วก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น จะนอกเหนือไปจากธรรมจากวินัยนี้ไม่ได้เลย
กิเลสจริงๆ มันอยู่หัวใจของเรา ธรรมแก้กิเลสอยู่กับใจของเรา ให้มาแก้กันตรงนี้ ธรรมวินัยคือศาสดาของเราทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้แล้ว ว่าธรรมและวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว กิเลสครั้งพุทธกาลแต่ครั้งก่อนๆ ก็กิเลสประเภทเดียวกัน ธรรมก็เป็นธรรมประเภทเดียวกัน นักปฏิบัติ ต้องมีความเข้มข้นต่อการปฏิบัติของตนอย่าอ่อนแอ อย่าหวังสิ่งใดที่จะเป็นสาระสำคัญ ยิ่งกว่าศาสดาคือธรรมวินัยนี้อยู่ในหัวใจของเรา อันนี้ฝากเป็นฝากตายกับนี้เลย มรรคผลนิพพานจะจ้าขึ้นที่หัวใจของเรา
เสร็จกิจในพุทธศาสนาคือการแก้กิเลสฆ่ากิเลส ซึ่งเป็นงานที่หนักมากที่สุดได้สิ้นสุดลงไปแล้ว งานที่ควรจะทำได้ทำสำเร็จลงไปแล้ว งานที่ควรจะทำคืองานถอดถอนกิเลสนั้นแหละ ได้ทำเสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเรียกว่าหมดการหมดงาน

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2550 22:09:26 น.
Counter : 309 Pageviews.  

ทุกข์ในอริยสัจจ์สี่ เป็นยังไง




ทุกข์ในอริยสัจไม่ใช่ทุกขเวทนา มีหลายคนเข้าใจผิดว่า ทุกข์ในอริยสัจ คือ ทุกขเวทนา คำว่า ทุกข์ในอริยสัจจริงๆ คือ กายกับใจนี้ต่างหาก คือตัวทุกข์
แต่ว่ามันเป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะอะไร
เพราะมันมี แล้วมันไม่มีได้
มันเคยมี แล้วมันไม่มีได้
มันเคยเป็นอย่างนี้ แล้วมันไม่เป็นอย่างนี้ได้
อันนี้เรียกว่า “เห็นทุกข์ด้วยการเห็นอนิจจัง”
บางคนเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นของถูกเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา
“ทุกขัง คือความเสียดแทง การบีบคั้น”
ไม่ใช่ทุกขเวทนานะ ทุกขังก็ไม่ใช่ทุกขเวทนา
เราเห็นว่า กายนี้ใจนี้ เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษที่น่ายึดถือ
มันเป็นตัวทุกข์ เพราะว่ามันเป็นของที่ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างเรานั่งอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวก็เมื่อย เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวต้องการขับถ่าย เดียวต้องการนอน ร่างกายนี้ถูกบีบคั้นเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่า เห็นทุกข์ “เห็นทุกขัง”
หรือจิตใจนี้ เราเห็นเลย จิตใจเราถูกบีบคั้นด้วยอะไร ด้วยตัวตัณหาตลอดเวลา
ไม่มีใครมาบีบคั้นจิตใจเรานะ นอกจากตัณหา ตัณหามันบีบคั้น มันบีบให้เราอยากดู ก็ต้องวิ่งไปดู เกิดภาระคือการดูขึ้น คือการสร้างภพ มันอยากฟัง ก็วิ่งไปฟัง อยากได้กลิ่น ก็วิ่งไปดม อยากได้รส ก็วิ่งไปชิมรส อยากกระทบสัมผัส ก็วิ่งไป อยากคิด อยากนึก อยากปรุง อยากแต่ง ก็มีแต่วิ่งไป จิตใจนี้ถูกความอยากถูกตัณหาบีบคั้นตลอดเวลา ถูกเสียดแทงตลอดเวลา ถ้าเห็นอย่างนี้ก็คือเห็นทุกข์ “เห็นทุกขัง”
หรือร่างกายเป็นอนัตตา นะ ร่างกายเป็นสิ่งที่เราบังคับไม่ได้ เป็นสิ่งที่เรายืมโลกมาใช้ชั่วคราว แท้จริงแล้วเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก ตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวตนอะไรที่แท้จริง นี่เรียกว่าเห็นกายเป็นอนัตตา เห็นจิตเป็นอนัตตา จิตไม่มีรูปร่างเห็นมั้ย จะมาดูว่าเป็นธาตุ ๔ ประกอบกันอะไรนี่ก็ดูไม่ได้
เวลาเราดูจิตเป็นอนัตตา เราจะเห็นการบังคับไม่ได้ของมัน ไม่อยู่ในอำนาจ
เป็นอนัตตาโดยนัยแห่งความไม่อยู่ในอำนาจบังคับ จิตนี้เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ จิตนี้เดี๋ยวก็เกิดที่ตา เดี๋ยวก็เกิดที่หู เกิดที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ นี่เห็นอย่างนี้มากๆ นะ ก็เลยเห็นว่า กายเป็นไตรลักษณ์ ใจเป็นไตรลักษณ์
มันเป็นทุกข์ เพียงเห็นไตรลักษณ์มุมใดมุมหนึ่ง ก็คือเห็นความจริงของกายของใจ คือเป็นทุกข์นั่นเอง ตัวกายตัวใจ นี่แหละเป็นตัวทุกข์ พอเห็นแจ่มแจ้งอย่างนี้แล้วนะ จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลก ไม่เอาแล้วก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษ ไม่เอา คืนไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราภาวนาแต่เราไม่ได้มุ่งมารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง
จนเห็นว่ามันเป็นก้อนทุกข์ล้วนๆ การภาวนานั้น ก็ไม่เป็นไปเพื่อการปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้ เช่น เราภาวนา จิตใจเราไม่สงบ ภาวนาให้มันสงบ ไม่ปล่อยวางหรอก เพราะรู้สึกว่าเราบังคับได้ เป็นตัวเป็นตนของเรา มีความสุขได้ ไม่ใช่มีความทุกข์ หรือภาวนา จิตฟุ้งซ่านทำให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข นี่เป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน ฉะนั้น สมถกรรมฐานไม่ทำให้เบื่อโลกนะ สมถกรรมฐานทำให้จิตใจพัวพันกับโลกมากขึ้นๆ แต่เป็นโลกที่ละเอียด โลกที่ประณีตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น จิตใจในภูมิของเทวดา ภูมิของพรหม เป็นลำดับๆ ไป มีแต่วิปัสสนากรรมฐานนี่แหละ รู้กายรู้ใจจนมันอิดหนาระอาใจในกายกับใจนี้ เรียกว่าอิดหนาระอาใจต่อโลก
คำว่าโลก ในความหมายทางศาสนาพุทธ ไมใช่โลกทางภูมิศาสตร์ นี่ “โล – กะ”
โลกตัวนี้นะ หมายถึงกายกับใจนี้เอง รูปกับนาม ฉะนั้น เรารู้กายรู้ใจแจ่มแจ้ง ทำสติปัฏฐาน รู้กาย เวทนา จิต ธรรม ก็คือกายกับใจนี่เอง พอรู้แจ่มแจ้งแล้วท่านบอกว่า “ถอนความยินดียินร้ายในโลกเสียได้”

- พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2550 23:24:02 น.
Counter : 206 Pageviews.  

ยิ่งดูทุกข์ ก็ยิ่งจะรู้จักทุกข์ และธรรมะของพุทธศาลนา หมายความว่าอย่างไร



ตัวโลกแท้ๆ นั้นมันไม่เป็นทุกข์เป็นสุข แต่ทว่าเมื่อใดมีความยึดมั่นถือมั่นในโลกในลักษณะว่ามีตัวเราหรือของเราแล้ว โลกนี้จะเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที
โลก นี้จะหมายถึงอะไรๆ ก็ได้ หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง หมายถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยา อย่างนี้ก็ได้ ยึดมั่นเมื่อไรก็มีความทุกข์เมื่อนั้น ไม่ยึดมั่นเมื่อไร ก็ไม่มีความทุกข์เมื่อนั้น แต่ไปเรียนในเวลาอื่นไม่ได้นอกจากเรียนเอาเวลาที่มีความทุกข์เท่านั้น มันต้องใช้เวลามีความทุกข์นั่นแหละเป็นวินาทีทอง เป็นนาทีเพชร ที่วิเศษสุดที่จะศึกษาพระพุทธศาสนา
ถ้าเราได้ยิน ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์นั้น อย่าได้ทึกทักเอาทันทีว่า การเกิดแก่เจ็บตายนี่เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ตอนท้ายว่า ขันธ์ 5 ที่ถูกยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ที่เป็นตัวทุกข์ ความทุกข์ นี้ถ้าไม่ถูกยึดมั่นแล้วไม่เป็นทุกข์ พอยึดมั่นเมื่อไรก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น





 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 19:11:41 น.
Counter : 190 Pageviews.  

ยิ่งศึกษาพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา หมายความว่าอย่างไร

หมายความว่า มันยิ่งทำให้เลอะ และหลงใหลในความรู้ ในรสอร่อยของความรู้ ในความนึกความคิดของการใช้เหตุผลตามหลักปรัชญา ตรรกวิทยา หรืออะไรๆ มากขึ้น ศึกษาพระไตรปิฎก ให้หมดทั้ง ฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน ยิ่งไม่มีทางรู้พุทธศาสนา ยิ่งจะวนเวียนอยู่ในป่ารกป่าพงอะไรอันหนึ่งเท่านั้น เว้นไว้แต่จะศึกษาโลกหรือชีวิตหรือความทุกข์คือตัวเองในขอบเขตที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้เท่านั้น เราจึงจะรู้พุทธศาสนาหรือรู้ธรรมะ
พระพุทธศาสนาที่แท้นั้น มิได้หมายถึง ความรู้ แต่ หมายถึงตัวธรรมะแท้ที่ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ยิ่งศึกษาพระไตรปิฎกก็ยิ่งสนุก จนคนโบราณยุคหนึ่งเรียกพระไตรปิฎกว่านางฟ้า (วาณี) ทั้งสวยอะไรสารพัดอย่าง เป็นที่ลุ่มหลงของนักศึกษาสามารถที่จะผูกรัดจิตใจของนักศึกษานี้ ให้มัวเมาในนางฟ้านี้ได้
พระพุทธเจ้าสอน โดยควบคุมการกระทำของจิตไว้ในขณะที่ตาได้มองเห็นรูป หูได้ฟังเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรสเหล่านั้นเป็นต้น ให้เป็นไปในทางของสติปัญญา อย่าให้เผลอเอียงไปในทางของกิเลสตัณหาอุปาทาน อย่างนี้ไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ก็จะเขาถึงตัวธรรมะหรือตัวพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าท่านมีให้




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 13:11:36 น.
Counter : 130 Pageviews.  

ความสำคัญของปฐมเทศนา มัชฌิมเทศนา และปัจฉิมเทศนา

ก. ปฐมโพธิกาล ได้ทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา เรียกว่า ธรรมจักร ส่วนที่สุด 2 อย่างอันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขัลลิกา และอัตตกิลมถา อธิบายว่า
กามสุขัลลิกา เป็นส่วนแห่งความรัก
อัตตกิลมถา เป็นส่วนแห่งความชัง
ทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นตัวสมุทัย เมื่อผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งหลายโดยอยู่ซึ่งส่วนทั้งสองนี้ ชื่อว่ายังไม่เข้าทางกลาง เพราะเมื่อบำเพ็ญเพียรพยายามทำสมาธิ จิตสงบสบายดีเต็มที่ก็ดีใจ ครั้นเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำคาญก็เสียใจ ความดีใจนั้น คือ กามสุขัลลิกา ความเสียใจนั้นแล คือ อัตตกิลมถา ความดีใจก็เป็นราคะ ความเสียใจก็เป็นโทสะ ความไม่รู้เท่าในราคะ โทสะ ทั้งสองนี้เป็นโมหะ ฉะนั้น ผู้ที่พยายามประกอบความเพียรในเบื้องแรกต้องกระทบส่วนสุดทั้งสองนั้นแลก่อน ถ้าเมื่อกระทบส่วน 2 นั้นอยู่ ชื่อว่าผิดอยู่แต่เป็นธรรมดาแท้ทีเดียว ต้องผิดเสียก่อนจึงถูก แม้พระบรมศาสดาแต่ก่อนนั้นพระองค์ก็ผิดมาเต็มที่เหมือนกัน แม้พระอัครสาวกทั้งสอง ก็ซ้ำเป็นมิจฉาทิฐิมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แม้สาวกทั้งหลายเหล่าอื่นๆ ก็ล้วนแต่ผิดมาแล้วทั้งนั้น รวมความว่า เมื่อส่วน 2 ยังมีอยู่ในใจผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็ยังไม่ถูกทาง เมื่อผู้มีใจพ้นจากส่วนทั้ง 2 แล้ว ก็ไม่หวั่นไหว จึงว่าเนื้อความแห่งธรรมจักรสำคัญมาก

ข. มัชฌิมโพธิกาล ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในชุมชนพระอรหันต์ 1250 องค์ ณ พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า พึงเป็นผู้ทำจิตให้ยิ่ง การที่จะทำจิตให้ยิ่งได้ต้องเป็นผู้สงบระงับ เมื่อประกอบด้วยความอยากดิ้นรนโลภหลงอยู่แล้วจักเป็นผู้สงบระงับได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ปฏิบัติคือปฏิบัติพระวินัยเป็นเบื้องต้น และเจริญกรรมฐานตั้งต้นแต่การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำให้มาก เจริญให้มาก ในการพิจารณามหาสติปัฏฐาน มีกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องแรก พึงพิจารณาส่วนแห่งร่างกาย โดยอาการแห่งบริกรรมสวนะคือ พิจารณาโดยอาการคาดคะเน ว่าส่วนนั้นเป็นอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะไปเสียก่อน เพราะเมื่อพิจารณาเช่นนี้ใจไม่ห่างจากกาย ทำให้รวมง่าย เมื่อทำให้มาก ในบริกรรมสวนะแล้ว จักเกิดขึ้นซึ่งอุคคหนิมิตให้ชำนาญในที่นั้นจนเป็นปฏิภาค ชำนาญในปฏิภาคโดยยิ่งแล้วจักเป็นวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาจนเป็นวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ ทำจิตเข้าถึงฐีติภูตัง ดังกล่าวแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่าปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้ว จึงจะข้ามพ้น จึงพ้นจากโลกชื่อว่าโลกุตตรธรรม จึงเกษมจากโยคะ (เครื่องร้อย) ฉะนั้น เนื้อความในมัชฌิมเทศนาจึงสำคัญเพราะเล็งถึงวิมุตติธรรมด้วยประการฉะนี้แล

ค. ปัจฉิมโพธิกาล ทรงแสดงปัจฉิมเทศนาในที่ชุมชนพระอริยสาวก ณ พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์กรุงกุสินารา ในเวลาจวนจะปรินิพพานว่า เราบอกท่านทั้งหลายว่าจงเป็นผู้ไม่ประมาท พิจารณาสังขารที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เมื่อท่านทั้งหลายพิจารณาเช่นนั้นจักเป็นผู้แทงตลอด พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ก็ปิดพระโอษฐ์มิได้ตรัสอะไรต่อไปอีกเลย อธิบายความต่อไปว่า สังขารมันเกิดขึ้นที่ไหน อะไรเป็นสังขาร สังขารมันก็เกิดขึ้นที่จิตของเราเองเป็นอาการของจิตพาให้เกิดขึ้นซึ่งสมมติทั้งหลาย สังขารนี้แล เป็นตัวการสมมติบัญญัติสิ่งทั้งหลายในโลก ความจริงในโลกทั้งหลายหรือธรรมธาตุทั้งหลายเขามีเขาเป็นอยู่อย่างนั้น แผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ฟ้า แดด เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นนั้นเป็นนี้เลย เจ้าสังขารตัวการนี้เข้าไปปรุงแต่งว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้จนหลงกันว่าเป็นจริง ถือเอาว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆ เราเสียสิ้น จึงมี ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นทำจิตดั้งเดิมให้หลงตามไป เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอเนกภพ อเนกชาติ เพราะเจ้าตัวสังขารนั้นแลเป็นตัวเหตุ จึงทรงสอนให้พิจารณาสังขารว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ให้เป็นปรีชาญาณชัดแจ้ง เกิดจากผลแห่งการเจริญปฏิภาคเป็นส่วนเบื้องต้น จนทำจิตให้เข้าภวังค์ เมื่อกระแสแห่งภวังค์หายไป มีญาณเกิดขึ้นว่า “นั้นเป็นอย่างนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์” เกิดขึ้นในจิตจริงๆ จนชำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์ ก็รู้เท่าสังขารได้ สังขารก็จะมาปรุงแต่งให้จิตกำเริบอีกไม่ได้ ได้ในคาถาว่า เมื่อสังขารปรุงแต่งจิตไม่ได้แล้ว ก็ไม่กำเริบ รู้เท่าธรรมทั้งปวง ก็เป็นผู้สงบระงับถึงซึ่งวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้ ปัจฉิมเทศนานี้เป็นคำสำคัญแท้ ทำให้ผู้พิจารณารู้แจ้งถึงที่สุด พระองค์จึงได้ปิดพระโอษฐ์แต่เพียงนี้
พระธรรมเทศนาใน 3 กาลนี้ ย่อมมีความสำคัญเหนือความสำคัญในทุกๆ กาล ปฐมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม มัชฌิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม ปัจฉิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม รวมทั้ง 3 กาล ล้วนแต่เล็งถึงวิมุตติธรรมทั้งสิ้น ด้วยประการฉะนี้




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2550 13:27:33 น.
Counter : 734 Pageviews.  

1  2  

crimson king
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ร่างกายนี้ ไม่มีฉัน
จิตดวงนี้ ก็ไม่มีฉัน
ความรู้สึกนี้ ก็ไม่มีฉัน
ความจำนี้ ก็ไม่มีฉัน
ความคิดนี้ ก็ไม่มีฉัน
ฉัน นั้นก็ไม่มี

นักศึกษาปฏิบัติธรรมมือใหม่
กิเลสหนา สมาธิ สติช้า ปัญญาด้อย
TIMEอย่าประมาทในชีวิต เวลาหมดลงทุกขณะ
ชีวิตนั้นสั้นนัก แต่วัฏสงสารยาวไร้สิ้นสุด
Friends' blogs
[Add crimson king's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.