Group Blog
 
All blogs
 

นิทานแมวเหมียว Episode 2 - ลูกเมีย(ว)น้อย

นิทานแมวเหมียว Episode 2 - ลูกเมีย(ว)น้อย

ก่อนที่บ้านเราจะมีตระกูลสามสี เราเคยเลี้ยงแมวสีนวลๆ เป็นแมวรุ่นพระเจ้าเหาที่เป็นกุลสตรีมาก นอนเด่นเป็นสง่ายังกะแม่พลอยในสี่แผ่นดิน (เอ๊ะแม่พลอยนี่นอนเด่นเป็นสง่าเรอะ!?) ตามประสามักง่ายของบ้านเรา เลยตั้งชื่อมันตามสี คือสีนวล เป็นหนึ่งในตำนานแมวบ้านเรา (ชื่อเล่นที่พี่สาวตั้งให้คือ เจ้าเหมียวศรี)

หลังจากนั้นก็มีแมวต่างๆพากันอาศัยอยู่ในบ้านเรา สงสัยเพราะเจ้าสีนวลนี่แหละไปประกาศให้แมวในซอยรู้ว่าบ้านนี้นะคะเลี้ยงดีค่า มาพึ่งพิงอาศัยร่มบรมโพธิสมภารได้ บรรดาแมวเลยพากันมาบ้านเรากันหมดเลย (จริงๆบ้านตรงข้ามเราเลี้ยงหมาด้วยนะ ไม่ยักกะกลัว สงสัยบ้านเราจะมีบารมีแมวจริงๆแฮะ)

เวลาผ่านไป เจ้าตัวนี้รู้สึกจะเป็นลูกหลานของเจ้าเหมียวสีรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่สีออกขาวปนน้ำตาลนิดๆ เลยตั้งชื่อมันว่าไอ้น้ำตาล บ้านเรามีไอ้น้ำตาลสี่รุ่นแล้ว คือไอ้น้ำตาล ไอ้น้ำตาล Jr. แม่น้ำตาลก้นแก้ว และน้องน้ำตาลลูกเมียน้อย (ยังกะอุลตร้าแมนเลย)

ไอ้น้ำตาลตัวแรกเป็นแมวสาวน้อย ลูกของเจ้าเหมียวสี แมวสาวตัวนี้มีชีวิตธรรมดาไม่หวือหวามากนัก ถ้าเป็นชีวประวัติก็เป็นแค่ต้นตระกูลน้ำตาลทั้งหลายในบ้านเราประดับไว้บน Family Tree เฉยๆ
รุ่นที่สองคือไอ้น้ำตาล Jr. เป็นแมวหนุ่มรูปหล่อ เท่ด้วย มีแมวสาวมาติดตรึม เพราะมันเจ้าเสน่ห์ ไม่ใช่จะหล่อเฉยๆนะ ยังเก่งด้วย เคยกัดกับหมาบ้านตรงข้ามชนะมาแล้ว ไอ้น้ำตาล Jr. รูปหล่อตัวนี้มาพ่ายแพ้ก็เมื่อกัดกับแมวที่ไหนสักแห่ง(แมวเถื่อนพเนจร) แล้วตกไปอยู่บนหลังคาหลังบ้านเราสามวัน ขยับไม่ได้ ช่วยกันอุ้มขึ้นมาปรากฏว่าตับแตก ฉี่-อึราดหมดหล่อเลย พาไปหาหมอ หมอก็เขียนชื่อลงบนซองยาว่า น้ำตาล(ตลกดีแฮะ) แล้วเราก็เอามันกลับบ้าน ใส่แพมเพิร์สให้มันด้วย โดยการเจาะรูสำหรับหางโผล่ แล้วเมื่อถึงวัยหนึ่ง ไอ้น้ำตาล Jr. ก็ออกพเนจรจากบ้านเราไปล้างแค้นแมวที่เคยสร้างบาดแผลให้มันไว้ ไม่รู้ว่าเรื่องจะลงเอยยังไงเหมือนกัน เพราะไม่ได้เจอมันอีกเลย เอาเป็นว่าหวังว่าแกจะชนะนะน้ำตาล Jr. ไม่งั้นก็ตายทั้งคู่เสมอกันนั่นแหละ เท่ดี

น้ำตาลตัวที่สามคือแม่น้ำตาลก้นแก้ว ตัวนี้เป็นแม่แมววัยกลางแมวที่ไม่ค่อยได้ยุ่งกับบ้านเรานัก จริงๆคือมันแค่มาอาศัยอยู่หน้าบ้านเราพอคุ้มหัว ไม่ทำตัวเกะกะมาก บ้านเราจึงรับมันไว้ บางทีก็ให้อาการมันด้วย จนถึงวัยมันวัยหนึ่งมันก็หายจากบ้านเราไป (สงสัยจะไปอยู่ที่ดาวนาเม็กแมว)

และน้ำตาลรุ่นล่าสุดซึ่งเป็นน้ำตาลที่ฉันจะเขียนถึงนี้ คือน้ำตาลลูกเมียน้อย เป็นลูกของเจ้าน้ำตาลก้นแก้ว (เจ้าน้ำตาลก้นแก้วมีลูกสองตัวคือ เจ้าดำและน้องน้ำตาล) เจ้าดำเป็นแมวหนุ่มผู้ผอมแห้ง เทียบเป็นคนก็คงประมาณเด็กพังค์ติดยา แต่มันไม่เคยใช้ยานะ มันขี้โรคต่างหาก บ้านเราหัวเสียมากกับการที่เจ้าน้ำตาลก้นแก้วทิ้งลูกไว้ให้เราเลี้ยงแล้วก็หายไป (บ้านเราคือบ้านทรายทอง เราจะรังเกียจหญิงสาวไร้สกุลเป็นที่สุด-ฉันคิดเอาเองนะ) จากการที่เจ้าดำไม่สบายบ่อย เราเลยพามันไปหาหมอบ่อยด้วย วันนึงเจ้าดำคงไม่อยากรบกวนเราอีก มันเลยพาร่างพังค์ของมันหายไปกับสายลม เหลือไว้แต่น้องน้ำตาล

น้องน้ำตาลผอมแห้งไม่แพ้กัน ขนมันสีน้ำตาลนวลๆ และเข้มขึ้นตรงบริเวณใบหน้าและขาทั้งสี่ รวมทั้งหางด้วย นั่นยิ่งทำให้มันดูน่ากลัว ถ้าเจ้าดำเป็นหนุ่มพังค์ น้องน้ำตาลก็คงเป็นอีสาวซ่าส์ แต่นิสัยมันไม่ใช่นะ มันขี้อ้อนเป็นที่สุด จะพยายามไปถูกับขาคนที่จะเดินเข้าบ้านทุกครั้งจนคนเขารำคาญ มันเลยอดเข้าบ้านเลย ต้องอยู่นอกบ้านตลอด น่าสงสารมาก ประกอบกับตอนนั้นเจ้าสามสีเพิ่งคลอดลูก ทำให้คนที่บ้านเห่อมาก ฉันสงสารน้องน้ำตาลจึงเข้าไปเล่นกับมันบ่อยๆ ดูสิ ขนาดชื่อยังไม่มีคนตั้งให้เลย ตอนนั้นมันผอมแห้งมากฉันเลยตั้งชื่อให้มันว่า หนูผี (ตามแบบน้องหนูผีในหนังโฆษณาเมื่อก่อนนู้น)

บ้านเราคงจะมีบารแมว(บารมีแมว)จริงๆน่ะแหละ ขนาดเราเลี้ยงน้องน้ำตาลแบบทิ้งๆขว้างๆ เอาของเหลือให้มันกิน แทบไม่น่าเชื่อว่าพอโตขึ้นมันจะกลายเป็นสาวน้อยน่ารักไปได้ จากที่เคยผอมแห้งก็มีน้ำมีนวลขึ้น จนฉันเลิกเรียกมันว่าหนูผี ตอนนี้มันอายุได้ราวๆปีนึงแล้ว กำลังสวยเชียว แม้ผิวจะคล้ำไม่ขาวน่ารักน่ากอดเหมือนแมวสาวอื่นๆ แต่ขนสีน้ำตาลของมันก็ทำให้นึกถึง ฮัลลี่ เบอรรี่ ได้เหมือนกันนะ

และด้วยนิสัยขี้อ้อนของมันที่แก้ไม่หายมาจนโต ยิ่งทำให้ฉันรักมันมากขึ้น บัดนี้คนในบ้านก็เปิดใจให้มันแล้ว ยอมให้มันเข้ามาในบ้านได้เป็นครั้งคราว ถึงกระนั้นที่อยู่หลักๆของมันก็คือหน้าบ้าน หลังจากที่เจ้าดำออกจากบ้านไป ก็เหลือเจ้าน้ำตาลตัวเดียวนี่แหละที่ครองหน้าบ้าน กลายเป็นเจ้าแม่หน้าบ้านไปแล้ว แต่มันก็คงอยากขยายอาณาเขตเจ้าแม่เหมือนกันมั้ง เวลามีคนเปิดประตู มันจะวิ่งมารอตลอด อาศัยจังหวะเล็ดรอดเข้าไปในบ้าน

เราทำเก้าอี้ไม้เก่าๆไว้ให้แมวในบ้านฝนเล็บ ไม่มีแมวตัวไหนใช้เลย (แมวในบ้านได้แก่สามสีและลูกๆ ชอบไปฝนเล็บกับโซฟา จนเป็นรูปรุๆไปหมด) ยกเว้นน้องน้ำตาลตัวเดียว ที่เวลาเราให้มันเข้าบ้าน มันจะวิ่งไปที่เก้าอี้นี้ก่อน แล้วโชว์การฝนเล็บให้คนในบ้านดูเพื่อเป็นการอวดว่าฉันกำลังเอาใจอยู่นะเอ้อ จะเห็นได้ว่าบ้านฉันเป็นบ้านทรายทองจริงๆ แมวสาวไร้สกุลจะต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนนะถึงจะได้ความรักกลับไป (เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเจ้าสามสี) หรือไม่แน่ อย่างที่ฉันบอกว่าน้องน้ำตาลอาจอยากขยายอาณาเขต ปกติมันสนิทกับแมวดำหนุ่มลูกเจ้าสามสีที่ชื่อว่าลัคกี้ แต่แท้จริงๆในใจมันอาจจะกำลังวางแผนฮุบมรดกที่ดินในบ้านเราจากพวกแมวมีสกุลอยู่ก็เป็นได้

น้องน้ำตาลนะน้องน้ำตาล ^^




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2548    
Last Update : 18 ธันวาคม 2548 3:30:56 น.
Counter : 292 Pageviews.  

นิทานแมวเหมียว Episode 3

(Base on True Story)

ที่บ้านของฉันเป็นบ้านหลังเดียวในซอยที่เลี้ยงแมว

ตอนแรกก็มีซินดี้ แม่เค้าเป็นใครก็ลืมไปแล้ว พี่สาวฉันตั้งชื่อว่าซินดี้เพราะมันเป็นแมวลายเสือ ดูเริ่ดๆหน่อย

แล้วเจ้าสามสีก็เข้ามาในชีวิตของซินดี้

จำได้ว่าวันนั้นกำลังเอาชามใส่นมไปให้ซินดี้ เจ้าสามสีก็เดินเข้ามา ตัวเล็กๆน่ารัก เอามือ(เท้า) ตบหัวซินดี้ แล้วก็กินนมในชามแทน

แมวอะไรก็ไม่รุ น่าร้ากกกกกกกก

นับแต่นั้นบ้านเราก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกตัว คือเจ้าสามสี เนื่องจากมันเป็นแมวสามสี มาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดีๆก็มาแย่งเจ้าบ้านเค้ากินนม ก็เลยเรียกมันว่าสามสีซะเลย ไม่ตั้งชื่อให้มัน เลยกลายเป็น ซินดี้ และ ซัมซี่ (สามสี) คู่แมวเลสเบี้ยนประจำบ้านเรา (ตอนนั้นวง T.A.T.U. กำลังดัง มันอาจจะเอาอย่างสองคนนั้นก็เป็นได้)

และแล้วความน่ารักของสามสีไม่หยุดอยู่แค่นั้น ตอนนั้นมันอายุเท่าซินดี้ คือประมาณ 2-3 เดือน กำลังน่ารักกะปุ๊กลุก เวลากินก็กินด้วยกัน(แต่สามสีชอบเอาเท้าดันซินดี้ไว้แล้วตัวเองก็แย่งกิน) เวลานอนก็นอนซบกัน ผลัดกันเลียทำความสะอาดขน วิ่งเล่นด้วยกัน น่ารักอย่าบอกใคร แต่สามสีพยายามจะหาทางฮุบมรดกของบ้านเรา ด้วยการออเซาะคนในบ้านจนเกินเหตุแมว จากที่เห็นว่าเป็นแมวไร้สกุล บ้านเราก็เริ่มยอมรับสามสีทีละน้อยๆ แหมยังกะละครหลังข่าว

จนเป็นเหตุให้ซินดี้น้อยใจ หนีออกจากบ้านไปเลย

ตอนแรกพวกเรานึกว่ามันคงจะไปติดหนุ่มที่ไหน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่กลับมา บางทีอาจจะโดนแมวดาหนุ่มหลอกฟันจนเสียคน นึกภาพตอนนี้มันอาจจะไปเป็นแมวสาวใจแตกคอยอ่อยเหยื่ออยู่แถว RCA ก็เป็นได้

ปิดฉากซินดี้อย่างสมบูรณ์ ไปดีเถอะนะแมว ถ้าเหนื่อยเมื่อไหร่กลับมาบ้านเรา เราก็ยังต้อนรับแกอยู่นะ

(โปรดติดตาม Episode อื่นๆได้ในครั้งต่อๆไป)




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2548    
Last Update : 17 ธันวาคม 2548 2:49:31 น.
Counter : 174 Pageviews.  

Have you ever loved your BEST FRIEND ?

หน้าหนาวแล้ว (จริงๆหน้าหนาวมาเกือบเดือนแล้ว) อากาศเพิ่งหนาวได้ไม่กี่วันก็อากาศเกือบเท่าปกติซะแล้ว แต่เย็นสบาย ไม่ต้องเปิดแอร์นอน

ซื้อโต๊ะดราฟท์ใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่มเลย เมื่อวานเลยจัดห้องใหม่ได้ยากลำบากมาก ฝุ่นคลุ้งไปหมด ฮัดเช่ยไม่หยุดเลย

วันนี้ซื้อเก้าอี้มาใหม่ เป็นเก้าอี้ล้อเลื่อนสีน้ำเงิน ตัวเล็กๆ นั่งแล้วยวบเลย(เพราะสเกลเก้าอี้กะสเกลเรามันตรงข้ามกัน) แต่ชอบมาก นั่งสนุกจัง ปลื้มเก้าอี้ ตลกดีเนอะ

พยายามคิดงานไม่ออก มานั่งฟังเพลง ที่เรามักจะชอบฟังช้ากว่าคนอื่นเป็นเดือนๆ เช่นเพลงอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่รู้เลย ไม่รู้อะไรเลย เพลงประกอบหนังเพี้ยนๆ ที่เล่าเรื่องของคนแอบรักเพื่อนอะไรไร้สาระทำนองนั้นน่ะ ที่เราไม่ดูเพราะหนังมันงี่เง่า มีที่ไหน รักเพื่อนสนิท บ้าๆบอๆประสาทแดก

เรากำลังร้องไห้เพราะเพลงนั้นอยู่

ไอ้เพลงเหี้ย




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 17 ธันวาคม 2548 3:08:48 น.
Counter : 150 Pageviews.  

นอนร้องไห้ตอนกลางคืน

ตีสอง
จัดห้องใหม่
ถูห้องหอมหวาน
ผ้าปูที่นอนใหม่
ปลอกหมอนใหม่
หมอนข้างอันเดิม
หันหน้าไปมุมเดิม
ร้องไห้
แต่
น้ำตาไม่ไหล


เพื่อนไปได้สวยเรื่องความรัก
พี่ไปได้สวยกะคนรัก
เรานอนร้องไห้
แต่ไม่มีน้ำตา

น้ำตาหายไปไหนเวลาเราต้องการ?
ตรงข้ามกับความรัก
แม้ต้องการ
ก็ไม่มา




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2548 2:41:33 น.
Counter : 175 Pageviews.  

งานล่าลายเซ็นหนังสือแห่งชาติ - - - 2

โหลดโหดนิดนะค้าบ)

ต่อซะที หลังจากอู้ไปวันนึง วันนี้ไปกินชาบูชิกับแก๊งเดิมที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ต่อด้วยหนัง In to the Blue ก็สนุกแบบเรื่อยๆ แต่ก้นน้องเจสสิก้างามมาก


16 ตุลาคม 2548
วันหลัง

โซโล่เดียว ถึงงานเวลาเดิมคือ 18.40 วันนี้พกกล้องดิจิตอลมาด้วย เนื่องจากตอนเช้าไปถ่ายรูปต้นไม้ที่คณะเก็บข้อมูลกับไอ้พี่หมอโน้ต จนกระทั่งเย็นถึงได้มาศูนย์สิริกิตต์เนี่ย

...ทำพูดไปงั้นแหละ จริงๆที่เราพกกล้องมาก็เพื่อจุดประสงค์เดียว นั่นคือการเก็บภาพของพี่เจี๊ยบ สุนันทา แซ๋เฮ้า พี่สาวที่เราแอบปลื้มมานานหลังจากได้ยินเรื่องราวของเธอ

...เผื่อไว้สำหรับคนที่ไม่รู้ พูดมาแบบนี้อาจจะคิดว่าพี่เจี๊ยบคือนางงาม มิสทีนไทยแลนด์ มิส FHM อะไรต่อมิอะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ครับ พี่เจี๊ยบคือสาวน้อยที่โดนอุบัติเหตุรถมินิบัส แล่นทับส่วนล่างของเธอจนแหลกละเอียด ม้ามแตก กระดูกหัก ไส้ทะลัก ตับแตก ฯลฯ แห่งความน่าสะพรึงกลัว โดยสิ่งที่ได้มาจากขสมก.(ย่อมาจาก ขยะของสยามจะมีอะไรอีกนอกจากกู) คือเศษเงินจำนวน 10500 บาท ที่ไม่เพียงพอแม้กับการรักษาพยาบาลขั้นต้น

ผมว่ามันไม่บาปเลยแหละ หากพี่เค้าจะเขียนหนังสือแฉความเลวระยำของไอ้คนขับมินิบัสคันนั้น หรือเขียนหนังสือระบายความโกรธแค้นที่ตนรู้สึก กับไอ้รถบัสระยำหมาคันนั้นที่ทำให้เธอต้องเจอทุกข์ทรมานเช่นทุกวันนี้ แต่แล้วดูหนังสือที่พี่เค้าเขียนออกมาสิครับ






...อ่านในเวบพันทิป เห็นว่าพี่เจี๊ยบจะมาตอนบ่ายๆ ประมาณบ่ายสองบ่ายสาม ส่วนเราดันไปถึงนู่นเกือบทุ่มนึง กะว่าไม่เจอแล้วล่ะ เอาน่ะ เอากล้องไปถ่ายคนอื่นๆก็ได้ แต่ก็ยังมีปนิธานแน่วแน่ที่จะซื้อหนังสือของพี่เค้า แวะไปที่บู๊ทแล้วพบว่านางฟ้ามีจริงครับ



น่ารักที่สุดเลย! พี่เจี๊ยบยังไม่กลับอ่าาา เลยแวะเข้าไปขอถ่ายรูปและให้พี่เจี๊ยบช่วยเซ็นหนังสือทันที ได้คุยกับพี่เจี๊ยบนิดนึงด้วย ตอนที่พี่เค้าถามว่า "เป็นรุ่นพี่หรือรุ่นเดียวกับเจี๊ยบคะ?" ตอบไปเบาๆ(เพราะทุเรศความใหญ่โตของร่างกายตัวเองที่แปรผกผันกับอายุ) "อ่า...รุ่นน้องครับ"

แอบสังเกตได้ว่าพี่เค้าทำหน้าอึ้งๆไปเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อว่า "แล้วคิดยังไงถึงซื้อหนังสือของเจี๊ยบคะเนี่ย"

ได้แต่หัวเราะอ่ะแหะๆไป เพราะในใจไม่อยากจะบอกไปเลยว่า "เพราะความน่ารักของพี่ครับ"

...ทุกท่านฮะ ความเสี่ยวมีอยู่จริงบนโลกฮะ...

...ลืมเรื่องความเสี่ยวไปซะเถอะนะครับ ความเป็นจริงก็คือ คนที่หน้าตาน่ารักและมองโลกในแง่ดีได้ขนาดนี้จะมีอยู่บนโลกสักกี่คนเชียว โดยเฉพาะหากคนๆนั้นประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของตัวเองเปลี่ยนไปในทางร้ายขนาดนี้

นั่นยิ่งทำให้คนๆนึงน่ารักขึ้นอีกนับพันเปอร์เซ็นต์

อ่านหนังสือจบรวดเดียว เห็นว่ามีคนมาจีบพี่ด้วย ไม่รู้ว่าพี่มีแฟนรึยัง แต่ถ้าพี่ไม่มีแฟนก็ไม่เป็นไรนะฮะ ให้มันรู้ไปเลยว่าผู้ชายฉลาดๆบนโลกนี้จะตายไปหมดแล้ว



ถ่ายรูปมาเพียงแค่สองรูป แต่เป็นรูปที่มีความหมายมากกว่าตัวหนังสือในงานรวมกันซะอีก (เอาเข้าไป
)

รีบหนีออกจากบู๊ธดีกว่า ก่อนที่จะละลายกลายเป็นเหนอะเคี้ยวโลกให้บู๊ธเค้าหมองเปล่าๆ

อย่างที่บอกไปว่าวันก่อนเดินแต่เพลนนารี่ฮออล์ วันนี้เลยลองเดินโซนอื่นบ้าง (ไม่รู้ว่าเค้าเรียกโซนอะไร แต่เราเรียก โซนรอง เพราะเป็นโซนที่ใหญ่รองจากเพลนนารี่)

แต่ด้วยงบที่จำกัด (ประมาณ 500 บาท) เลยทำให้ได้หนังสือมาอีกนิดนึง เดินผ่านบู๊ทสำนักพิมพ์นึง แวะเปิดๆดูหนังสือเกี่ยวกับเซ็น ยังไม่เข้าข่ายที่เราคิดว่าน่าสนใจพอที่จะซื้อ(ถึงจะไม่แพงก็เหอะ) แต่ข้างๆหนังสือเล่มนั้น เราก็ไปสะดุดตาเข้ากับอะไรบางอย่าง มันคือเด็กหนุ่มนักข่าวกับหมาคู่ใจที่ชื่อสโนวี่....

'ตินตินผจญภัย' นั่นเอง! เป็นหนังสือการ์ตูนเก่าที่เขาเอามาแพ็ครวมขาย สีทั้งเล่ม ราคาปกเขียนไว้ว่า 12 บาท (ไม่รู้กี่สิบปีมาแล้ว) แต่ในแพ็คมีแค่ 8 เล่ม แต่ราคา 120 เอาเถอะ ไม่รู้จะไปหาจากไหนได้อีก คว้ามาทันที (แน่นอนว่าจ่ายตังด้วย อิอิ)

อีกเล่มก็คือหนังสือที่เราหมายตาไว้ตั้งแต่วันก่อน (แต่ตังหมดก่อน) นั่นคือ Zoo ของโอตสึ อิจิ ที่เราช๊อบชอบ เล่มนี้ออกในเครือเนชั่น (สงสัยว่าบลิสจะซื้อลิขสิทธิ์ทีละเรื่องๆแฮะ)

ว่าจะกลับแล้วเชียว นึกได้ว่าเออ...แล้วปีนี้อะเดย์ไม่มาตั้งบู๊ธเหรอ ดูเวลา เพิ่งสองทุ่ม เหลือเวลาอีกชั่วโมงนึง เลยกลับเข้าไปที่เพลนนารี่ฮอลล์อีกรอบ เดินเล่นๆ เก็บตก และแล้วก็เจอบู๊ธของอะเดย์จนได้ โดยการสังเกตจมูกชายหนุ่มท่านนี้ตามไป...



แต๊นนนน พี่โน้ต อุดม แต้พานิชย์นั่นเอง มาแจกลายเซ็นให้แฟนๆที่ซื้อ a dom และแล้วเราก็นึกได้ว่า ยังมีอีกเล่มที่ต้องซื้อ(ต้องหมดตูด^^)อีกเล่มนี่นา คว้าอะดมมาทันที ยื่นตังให้คนขาย แล้วเก๊าะต่อแถวเตรียมจะเข้าไปลูบไล้อุดมอย่างใกล้ชิด ในฐานะสิ่งศักดิสิทธิ์ทางความคิดอีกหนึ่งที่อยากเจอของจริงมานานแล้ว นอกจากคุณจิก ประภาส คุณวินทร์ เลียววาริณ คนต่อแถวค่อนข้างเยอะ ระหว่างรอเลยเก็บภาพมามั่วๆนิดหน่อย


อันนี้ไม่ใช่ผมนะค้าบ เป็นพี่อีกคนที่อยู่ก่อนหน้าเรา ขอถ่ายรูปกะพี่ดมแต้ เลยแอบชักรูปมาเป้นที่ระลึกอีกรูป


อันนี้ตอนที่เค้าเซ็นหนังสือให้ป๋มอยู่ (สังเกตข้างหลังจะมีพี่อีกคนใช้ปากกาเมจิคจิ้มนวดให้พี่โน้ตอยู่ ...แต่พี่เค้าไม่ได้ใส่ฝาปลอกปากกาล่ะ ^^)


นี่คือหลังจากที่พี่โน้ตเซ็นแล้ว เราอยากจะเก้บรูปใกล้ๆไว้สักรูป เอาไปอวดเพื่อน แต่เพื่อนอาจจะว่าเราเอารูปเฉินหลงไปเนียนว่าเป็นโน้ตอุดมได้ คิดอยู่ว่าทำยังไงน้อจึงจะได้ภาพที่ดูเป็นพี่โน้ตจริงๆ เอาวะ...ที่พึ่งสุดท้ายก็คือจมูกแกนี่แหละ เป็นของประจำตัวมาตั้งแต่แกเข้าวงการแล้ว

ขอบคุณค้าบพี่โน้ต^^


ในงานมีคุณกาละแมร์ พัชรศรี มาแจกลายเซ็นด้วย อูยยย คนตอมหึ่งยังกะผึ้งตอมน้ำหวาน เราไม่ได้ซื้อหนังสือแกยังพยายามจะไปเก้บภาพมาให้ได้(อิอิ) แต่คนแน่นมาก เลยออกไปตรงที่สูบบุหรี่ แล้วยืดมือถ่ายผ่านกระจกเข้ามา เห้นรางๆ


ภาพดำไปหน่อย(เพราะแสง ไม่ใช่เพราะนางแบบนะก๊ะ อิอิ) เพราะถ่ายจากข้างนอก คนก็เยอะ ไหวไปไหวมา พี่แมร์คือคนหน้าเขียวๆตรงกลางภาพนั่นแหละ เห้นแวบแรกเราตกใจเลยนะ เพราะสวยมากกกก ไว้ผมยาวแล้วดูหวานขึ้นเป็นกอง


คนเยอะไม่เยอะดูเอาเอง หมดนี่คือคนที่เข้าไปรุมพี่แมร์ทั้งนั้นเลยนะ ยังกะเบิร์ด ธงไชยปรากฏายงั้นแหละ


เฮียสอ รา ยู้ดดดดดด


บรรยากาศในงานนิดหน่อย ใครบอกคนไทยไม่อ่านหนังสือวะ ขอเถียงงง

สรุปแล้ววันนี้ก็ได้มาอีก 3 เล่ม กับ8เล่มบางๆ
1.Zoo โอตสึ อิจิ
2. ะ ดม
3.ยังไงวันนี้...ก็ดีเสมอ
4-8.ตินตินผจญภัย


อันนี้ของวันแรก (14เล่ม)


อันนี้ของวันที่สอง

สรุปแล้วมางานคราวนี้ได้ลายเซ็นมาเพียบกว่าคราวก่อนๆ(เลยตั้งชื่อบล็อกนี้ว่างานล่าลายเซ็นไง) เสียดายนักแปลของบลิสมาแจกลายเซ็นน้อยไปหน่อย (ไม่มีของหนังสือที่เราซื้อเลยงอ่ะ) แล้วก็เสียดายอีกอย่างคือซื้อชินจังเล่มใหม่ไม่ทันง่า หมดซะก่อน อดอ่านเลย ช่างมันเฮอะ เสบียงมีอีกตั้งยี่สิบกว่าเล่ม อดข้าว แต่ไม่อดอาหารแล้วเว้ยย วู้ววววว




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2548    
Last Update : 18 ตุลาคม 2548 23:44:09 น.
Counter : 260 Pageviews.  

1  2  3  

Dead-of-[A]Saleman
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Dead-of-[A]Saleman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.