Do you love movies ?

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด



Groundhog Day
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด


ผมสังเกตว่าคติประจำใจของคนไทยมีอยู่ไม่กี่คติหรอกครับ พวกที่ได้ยินบ่อยๆก็ ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง, ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน, ไม่มีคำว่าสายถ้าคิดจะเริ่มต้น และคติหนึ่งที่คลาสสิกสุดๆ เรียกได้ว่าถาม 5 คนจะต้องเจอคนตอบคตินี้สักคน ก็คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด (หรือถึงไม่ประโยคนี้เป๊ะๆ แต่ก็มีความหมายประมาณนี้แหละ) คำถามของผมคือ คนที่ถือคติว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด จะรู้ได้อย่างไรว่าในแต่ละวันพวกเขาทำดีที่สุดแล้วจริงๆ

หนังเรื่องนี้เก่าหน่อยครับ เป็นหนังเกี่ยวกับการตามหาความหมายของชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า มีชื่อเรื่องว่า Groundhog Day เนื้อเรื่องเป็นแบบนี้ครับ

เช้าของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ฟิล นักพยากรณ์อากาศรุ่นใหญ่ ต้องไปประจำที่เพนซิลเวเนียเพื่อทำข่าวในวันกราวด์ฮ็อกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการร่วมงานกราวด์ฮ็อก และรายงานข่าวแบบขอไปทีจนเสร็จไปอีกปี แม้ ริต้า ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของรายการจะไม่พอใจ แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานและความเก๋าของฟิล ทำให้เธอจำเป็นต้องปล่อยให้ฟิลทำทุกอย่างตามใจชอบของเขา หลังจากที่รายงานเสร็จ ฟิลกลับมานอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับในวันต่อไป แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อฟิลพบว่าเขาตื่นขึ้นมาในวันกราวด์ฮ็อกเหมือนเดิม และเจอกับเหตุการณ์เหมือนเดิมทุกประการ ฟิลพยายามหาทางออกด้วยการขับรถหนีออกจากเมือง ด้วยการบอกกับคนรอบตัวทั้งหมดให้ช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สามารถทำได้ และพบว่าเขากลับมาอยู่บนเตียงนอนในเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์เหมือนเดิม

การทำให้แต่ละวันเป็นวันที่ดีที่สุดนี่พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ ไล่ตั้งแต่ถ้าตั้งใจว่าจะตื่นนอนตอนหกโมงเช้า แต่เกิดง่วงจึงขอนอนต่อสัก 5 นาที จะถือว่าเสียคติทำให้ดีที่สุดไปแล้วหรือยัง ? แล้วการอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัวนี่ทำอย่างไรจึงจะถือว่าทำดีที่สุด ? ไปทำงานสายเพราะมัวแต่ช่วยเพื่อนบ้านขนของ จะถือว่าทำดีที่สุดแล้วได้มั้ย ? การกลับบ้านตรงเวลาเพื่อไปหาลูกๆที่รออยู่ โดยไม่ยอมประชุมต่อ ถือว่าเป็นการทำดีที่สุดหรือไม่ ? ปัญหาสารพัดสารเพเลยนะครับ กว่าที่เราจะรู้ได้ว่าตกลงเราสามารถทำตามคติ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ได้บ้างมั้ย … ผมรู้นะครับว่าคิดยิบย่อยทุกเรื่องแบบนี้มันก็เกินไป จนกลายเป็นว่าพิถีพิถันกับทุกเรื่อง เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกตายขึ้นมาอีก ซึ่งที่จริงผมก็ไม่ได้หมายความที่ตั้งคำถามไว้ซะทีเดียวหรอก แค่พยายามตั้งคำถามเพื่อโยงมายังหนังที่นำมาเป็นตัวอย่างในบทนี้เท่านั้นเองครับ

ฟิลเริ่มปลงตก และเริ่มรู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น เนื่องจากเหตุการณ์ในแต่ละวันจะเป็นเหมือนเดิมทุกประการ เขาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านทุกๆวันซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเขาจำอุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดในวันกราวด์ฮ็อกได้ ขณะเดียวกันก็ผูกมิตรกับคนทั่วไป รู้จักชื่อและเรื่องส่วนตัวของทุกคนในหมู่บ้าน รวมทั้งตีสนิทกับริต้า โปรดิวเซอร์ของเขาด้วย แม้ว่าฟิลจะต้องตื่นขึ้นโดยเริ่มทำทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ แต่เขาก็ยินดีที่จะทำ และทำอย่างเต็มใจ เขามีความสุขกับการล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและได้ช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำเลยในการใช้ชีวิตปกติ จนวันหนึ่งที่ฟิลรู้สึกว่าเขามีคุณค่า และได้ทำหน้าที่ของเขาในวันกราวน์ฮ็อกอย่างดีที่สุด ได้รายงานข่าวอย่างสุดความสามารถ ได้ช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านมากมาย ได้ผูกมิตรกับริต้าและทีมงานทำข่าวที่เขาไม่เคยรู้สึกสนิทสนม และได้ใช้ทุกวินาทีของชีวิตอย่างคุ้มค่า เมื่อฟิลหลับไปในคืนนั้นโดยไม่คาดหวังว่าเขาจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนแต่ก่อน เขาก็ตื่นขึ้นอีกครั้งในวันที่ 3 กุมภาพันธ์…

หนังเรื่องนี้จัดว่าเป็นหนังตลกนะครับ แต่ไม่ใช่หนังตลกแบบฮาก๊าก เป็นหนังตลกร้ายที่คนดูจะได้ขบขันไปกับเหตุการณ์ชวนหัว และได้ข้อคิดไปด้วยในเวลาเดียวกัน แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังจะไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง แต่คติที่หนังต้องการสะท้อนออกมาดูเป็นเรื่องที่จับต้องได้นะครับ … ก็คติที่ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” นี่แหละครับ

แม้คนเราจะมีคติประจำใจกันไว้เพื่อย้ำเตือนใจ ให้ตัวเองได้ปฏิบัติตามกรอบ ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งเอาไว้ แต่คติไม่ใช่กฎระเบียบ ไม่ใช่กฎหมาย และไม่ใช่ข้อบังคับหรอกครับ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงละเลยที่จะใส่ใจกับการทำตามคติของตนเองให้ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆจากเพื่อนผมที่มีคติ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็มักจะบอกตัวเองบ่อยๆว่า ชีวิตยังมีพรุ่งนี้ นี่ไม่ใช่วันสุดท้ายของชีวิตสักหน่อย ก่อนจะผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็น “ทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้” อยู่ตลอด สำหรับผมเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเพื่อนผมเท่าไหร่ เผลอๆอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะผมเป็นคนไม่มีคติประจำใจใดๆเลย ก็แค่ดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ และตัดสินว่าผมทำแต่ละวันดีแล้วหรือยังด้วยวิจารณญาณของตัวผมเอง ถ้าผมไม่มีอะไรกังวลตอนที่หัวถึงหมอนในเวลากลางคืน นั่นแปลว่าผมใช้เวลาในวันนั้นได้อย่างคุ้มค่าดีแล้ว แต่หากผมยังคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ในหัวตลอดเวลา ก็แปลว่าผมยังมีเรื่องให้ต้องจัดการในวันต่อไปก็เท่านั้นเอง คิดได้แบบนี้ผมเลยไม่รู้ว่าจะมีคติประจำใจไปทำไม

การตั้งคติประจำใจสวยหรูไว้เขียนในใบประวัตินี่ใครๆก็ทำได้นะครับ แต่หลังจากที่ตั้งคติประจำใจเอาไว้แล้ว คุณสามารถทำได้สัก 50 % ของคติประจำใจได้หรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นผมจึงคิดเสมอว่ามันคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชมนัก หากบอกกับคนทั่วไปว่าตนเองมีคติประจำใจว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” , “อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันคือของจริง” หรือ “อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ประโยชน์” แต่กลับไม่สามารถทำแต่ละวันให้มีคุณค่าเพียงพอดังที่กล่าวไว้ได้

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ไม่สำคัญหรอกครับว่าคุณจะมีคติประจำใจหรือไม่ และไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องปฏิบัติตามคติที่เราตั้งไว้อย่างเคร่งครัด แค่ใช้ชีวิตในวันหนึ่งๆให้คุ้มค่า เหนื่อยก็พัก หนักก็ผ่อนคลาย พอเริ่มสบายก็ลงมือทำงานต่อ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ดีกว่าที่เที่ยวตั้งคติประจำใจไว้เยอะแยะ ตั้งกฎเกณฑ์สู่ความสำเร็จไว้มากมาย แต่ปล่อยเอาไว้เป็นเพียงทฤษฏี และไม่เริ่มลงมือปฏิบัติจริงสักที … ถ้าเป็นแบบนี้คติประจำใจเป็นร้อยก็ช่วยอะไรไม่ได้แน่ๆครับ

เกร็ดข้อมูลจากภาพยนตร์

ภาพยนตร์ Groundhog Day (วันรักจงกลม)
ปี 1993
เขียนบท Danny Rubin และ Harold Ramis
กำกับ Harold Ramis
นำแสดง Bill Murray, Andie MacDowell, Chris Elliott, Stephen Tobolowsky
รางวัลเด่น
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัล Bafta
ภาพยนตร์ตลกยอดเยี่ยมรางวัล British Comedy Awards
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมรางวัล Saturn Award
คะแนนจากเว็บไซค์ IMDB 8.2/10
คะแนนจากเว็บไซต์ Rottentomatoes 96 % (Fresh 49 คน - Rotten 2 คน)


Create Date : 21 พฤษภาคม 2554
Last Update : 21 พฤษภาคม 2554 12:48:50 น. 1 comments
Counter : Pageviews.  

 
เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ และสามารถทำอะไรได้มากกมายในหนึ่งวัน


โดย: hero IP: 124.122.195.18 วันที่: 21 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:45:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Branelay
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




'เฟสบุ๊ค จขบ.'

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยการงานที่รัดตัว และภารกิจในชีวิตที่มากมายมหาศาล ทำให้ไม่เหลือเวลาในการวิจารณ์หนังได้มากเหมือนที่เคยๆ

ผมคงเปลี่ยนสถานะไปเป็นคนรักหนัง ไม่ใช่นักวิจารณ์หนังอีกต่อไป ,, อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสหรือเวลาว่างมากพอ หวังว่าผมคงได้มีโอกาสเขียนและแชร์ในสิ่งที่ผมรักลงบล็อกนี้ต่อไป

ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ คำแนะนำดีๆ และเพื่อนใหม่ในโลกออนไลน์ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในบล็อก ยังไงก็แวะมาคุยกันได้เรื่อยๆ นะครับ
: Users Online
[Add Branelay's blog to your web]