Do you love movies ?

5 อันดับหนังก้าวผ่านวัยที่ผมชอบที่สุด

อันดับ 5



Juno


หนังก้าวผ่านวัยที่มองโลกในแง่ดี แถมดูแล้วสบายใจเรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของเจสัน ไรน์แมน ผู้กำกับหนังอินดี้ชาวแคนาดา และได้เข้าชิงออสการ์ถึง 3 สาขารวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสุดท้ายคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาได้ หนังได้ดาราวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงระดับกลางๆอย่างเอลเลน เพจและไมเคิล เซร่า มารับบทนำ และที่น่าทึ่งที่สุดก็คือด้วยทุนสร้างเพียง 6 ล้านกว่าเหรียญ หนังเรื่องนี้กลับกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 230 ล้านเหรียญ แถมด้วยเสียงชื่นชมจากทั่วทุกสารทิศอีกด้วย

หนังเล่าเรื่องของจูโน่ แม็คกัฟ ( เอลเลน เพจ ) เด็กสาววัย 16 ที่พบว่าตัวเองท้องกับเพื่อนสนิทจอมเนิร์ดอย่างพอลลี่ ( ไมเคิล เซร่า ) ในตอนแรกจูโน่ต้องการจะทำแท้ง แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยนใจว่าจะยกลูกของเธอให้กับผู้อุปการะคู่ที่ต้องการมีลูกแทน และสุดท้ายเธอก็พบกับคู่แต่งงานที่ไม่มีบุตรคู่หนึ่งที่ต้องการลูกในท้องของเธอไปเลี้ยง อะไรๆเหมือนจะเข้าที่เข้าทาง แต่ดันเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ฝ่ายสามีดันตกหลุมรักจูโน่ขึ้นมา และทำให้ความสัมพันธ์ของคู่ชีวิตคู่นี้เริ่มร้าวฉาน ทำให้จูโน่ต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่าเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้เธอแน่ใจได้ว่าลูกของเธอจะได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น

ผมชอบหนังเรื่องนี้หลายๆแห่ง แม้ว่าตัวหนังจะเล่าเรื่องไปอย่างเรียบเรื่อย ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ความธรรมดาๆของมันนี่แหละ ที่แฝงประเด็นทางศีลธรรมออกมาได้อย่างแนบเนียน อีกทั้งเอลเลน เพจก็แสดงเป็นจูโน่ได้อย่างลงตัว และยังมีเพลงประกอบหนังที่ฟังแล้วสบายอารมณ์ เป็นหนังอีกเรื่องที่เล่าออกมาน้อย แต่สื่อความรู้สึกออกมาได้มาก หนังก้าวผ่านวัยเรื่องนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเอามานั่งดูกันในครอบครัวที่มีลูกสาววัยรุ่น ดูจบแล้วผมรับรองว่าจะได้จูโน่เป็นกรณีศึกษา และจะได้ชี้แจง และสนทนาประเด็นจากหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนุกทีเดียว


อันดับ 4



Son of Rambow


หนังก้าวผ่านวัยจากประเทศอังกฤษของผู้กำกับมือสมัครเล่นอย่างการ์ธ เจนนิงส์ อีกหนึ่งหนังอินดี้ที่มีคุณภาพใหญ่เกินหน้าหนัง ได้นักแสดงเด็กชายชาวอังกฤษที่ถือว่ายังใหม่ในการรับบทนำเต็มตัวอย่างไอ้หนูบิล มิลเนอร์และวิล โพลเตอร์ นอกจากตัวหนังจะยั่วล้อหนังสุดโหดอย่างแรมโบ้ให้ออกมาเป็นหนังเด็กเรท PG 13 ที่ดูกันได้ทั้งครอบครัวแล้ว ยังเด่นที่การให้ภาพพัฒนาการของสองเด็กชายที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทางความคิด และแสดงการก้าวเข้าสู้ช่วงวัยรุ่นตอนต้นได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าสนใจ

หนังเปิดเรื่องด้วยเด็กชายวิล ( บิล มิลเนอร์ ) ไอ้หนูขี้อายที่ทางบ้านเคร่งศาสนา และมักไม่อนุญาตให้เขาออกไปเล่นซนตามประสาเด็กเท่าไหร่นัก ผิดกับเด็กชายสุดแสบลี คาร์เตอร์ ( วิล โพลเตอร์ ) ซึ่งเป็นเด็กเก็บกด ชอบความรุนแรง และนิสัยแย่ที่สุดในโรงเรียน วันหนึ่งโชคชะตานำพาให้ทั้งคู่มาเจอกัน และลี คาร์เตอร์ก็ใช้ความแสบในการโกหกให้วิลต้องออกมาช่วยเขาถ่ายทำหนังภาคต่อของ "แรมโบ้" หลังจากนั้นวิลที่ไม่เคยดูหนังมาก่อนเลยในชีวิตก็มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องแรมโบ้ และติดอกติดใจจนแอบออกไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้กับลี คาร์เตอร์อยู่เรื่อยๆ ทั้งคู่เริ่มเปิดใจให้กันมากขึ้น ความดีของวิลถ่ายทอดออกไปสู่ลี คาร์เตอร์อย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากทางบ้าน ขณะเดียวกันลี คาร์เตอร์ก็ถ่ายทอดโลกทัศน์และความโลดโผนในชีวิตวัยเด็กให้กับวิลเช่นกัน

นี่เป็นหนังที่ดูเหมือนจะดูได้เฉพาะวัยเด็ก เน้นความสดใสเฮฮาน่ารัก แต่เมื่อลองได้ดูแล้วจะเห็นว่าตัวหนังลึกซึ้งกว่านั้นมาก เชื่อว่าหลายๆคนที่ได้ดูจะน้ำตาซึมไปกับมิตรภาพในวัยเด็กที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ ยิ่งได้การแสดงที่เป็นธรรมชาติของดารานำทั้งสองและฝีมือการถ่ายทอดเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่เร่งรีบบีบรัดและไม่ชักช้าเหมือนหนังยุโรปหลายๆเรื่อง ทำให้หนังก้าวผ่านวัยเรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งหนังดีมีคุณภาพที่สามารถชมกันได้ทั้งครอบครัว และผมขอแนะนำอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกชายวัยกำลังโต เชื่อว่านอกจากจะให้ความบันเทิงแล้วยังให้แง่คิดและประโยชน์อีกมากทีเดียวเลยครับ


อันดับ 3



Rainbow Song


หนังญี่ปุ่นที่ลุ่มลึกและถ่ายทอดเนื้อหาออกมาได้อย่างงดงามซาบซึ้ง ไม่แปลกที่เราจะเห็นเครดิตของชุนจิ อิวาอิ เจ้าพ่อหนังวัยรุ่นและหนังก้าวผ่านวัยของประเทศญี่ปุ่น แปะชื่อเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังเรื่องนี้ และดึงเอานาโอโตะ คุมาซาว่า มานั่งแท่นเป็นผู้กำกับ ประกอบกับทีมนักแสดงที่น่าจะดึงดูดผู้ชมในวงกว้าง ทั้งฮายาโตะ อิชาฮาระ , จูริ อูเอโนะและยู อาโออิ ซึ่งจากรายชื่อนักแสดงนำก็พอเดาเรื่องได้เลยว่าการก้าวผ่านวัยในหนังเรื่องนี้ต้องเป็นการพัฒนาสถานะจากวัยรุ่นตอนปลายเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวนั่นเอง

หนังเปิดเรื่องด้วยความตายของอาโออิ ซาโต้ ( จูริ อูเอโนะ ) ที่ประสบอุบัติเหตุจากการนั่งเครื่องบินกลับญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงเล่าย้อนกลับไปให้ดูถึงชีวิตของเธอตั้งแต่สมัยเข้ามหาวิทยาลัย ที่เธอได้พบกับโทโมยะ คิชิดะ ( ฮายาโตะ อิชิฮาระ ) หนุ่มจอมซื่อที่มาแอบตกหลุมรักเพื่อนของเธอ ด้วยความฝันอยากเป็นผู้กำกับ อาโออิจึงชักชวนให้โทโมยะเข้ามาร่วมแสดงในหนังสั้นของเธอด้วย และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนาเข้าสู่ขั้นเพื่อนสนิท จนในที่สุดก็ทำให้อาโออิตกหลุมรักโทโมยะ แม้ว่าอาโออิจะพยายามบอกโทโมยะผ่านสัญลักษณ์หรือคำพูดเล็กๆน้อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยรู้ตัว ทำให้ทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเพียงเพื่อนสนิทของกันและกันเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่อาโออิประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ เมื่อนั้นเองที่โทโมยะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนสนิทกันเท่านั้น แต่กว่าที่เขาจะรู้ตัวทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

หนังเรื่องนี้เป็นหนังก้าวผ่านวัยอีกเรื่องที่ถ่ายทอดออกมาอย่างมีชั้นเชิง ตัวละครหลักทั้งสามมีมิติ มีการแฝงสัญลักษณ์เล็กๆน้อยๆแต่มีความหมายและมีชั้นเชิง แม้ว่าเราจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจุดจบของความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะเป็นอย่างไร แต่ตัวหนังก็ยังหยอดประเด็นต่างๆใส่เข้าไปเพื่อให้ผู้ชมได้ลุ้นและซาบซึ้งไปกับการกระทำของแต่ละตัวละคร เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องให้ออกมาฟูมฟาย แต่ค่อยๆทำให้ผู้ชมซึมลึกไปกับอรรถรสจากตัวบทหนังด้วยตัวเอง ด้วยรางวัลทั้งด้านตัวหนังและการแสดงของนักแสดงนำมาการันตี ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่นที่คุณภาพเกินตัวและน่าลองหามาชมเป็นอย่างยิ่งครับ


อันดับ 2



Bridge to Terabithia


หนังที่ดูเป็นแฟนตาซีและดูจะเหมาะกับผู้ชมวัยเด็ก ที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่เกินตัว และผู้ใหญ่สมควรหามาดูเรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของผู้กำกับชื่อไม่คุ้นหูชาวฮังการี กาเบอร์ คซูโป ได้สองนักแสดงวัยรุ่นตอนต้นที่มีชื่อเสียงพอตัวอย่างแอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ และจอร์ช ฮัทเชอร์สัน มารับบทนำ ซึ่งต้องบอกว่าทั้งคู่จับคู่กันได้อย่างน่ารักและลงตัว ทำให้หนังดูสดใสและสร้างความน่าสนใจให้กับตัวเรื่องได้มาก แม้ว่าหนังจะไม่ได้เน้นทางแฟนตาซีจัดๆแบบที่หนังตัวอย่างตัดมาโปรโมท แต่ออกไปในทางหนังก้าวผ่านวัยที่มีฉากแฟนตาซีเป็นเรื่องรองๆ ซึ่งอย่างไรก็ตามสำหรับผมแล้วเมื่อเห็นจุดแข็งในส่วนการก้าวผ่านวัยของหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ทำให้ลืมความคาดหวังที่อยากเข้ามาดูหนังแฟนตาซีไปได้จนหมดสิ้น และมองว่าหนังเรื่องน้เป็นลูกกวาดที่ล่อตาผู้ชมด้วยสีสันสดสวย แต่แฝงสาระและประโยชน์อัดเม็ดไว้เต็มๆ

หนังดูเด็กแต่ออกมาใจใหญ่เกินตัวเรื่องนี้ เล่าเรื่องของเจส ( จอร์ช ฮัทเชอร์สัน ) กับเลสลี่ ( แอนนาโซเฟีย ร็อบ ) เพื่อนร่วมห้องที่บังเอิญรู้จักกัน เลสลี่พาเจสไปที่ป่าโปร่งแห่งหนึ่งที่เธอเรียกชื่อว่า ทีราบิเตีย ซึ่งสถานที่แห่งนี้นอกจากจะใช้พักผ่อน ให้ความร่มรื่นสบายใจแล้ว ยังช่วยสร้างและเติมเต็มความฝันของทั้งคู่ รวมทั้งช่วยให้ทั้งคู่ได้ปิดตา แต่เปิดใจให้ลอยละล่องไปกับจินตนาการและความฝัน มิตรภาพของเด็กทั้งคู่เริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆจนทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของกันและกัน ซึ่งเรื่องราวที่กำลังจะไปได้ดีก็กลับพลิกผันเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ทีราบิเตีย ส่งผลให้ดินแดนแสนมหัศจรรย์แห่งนี้ต้องเปื้อนคราบน้ำตาและกลายเป็นดินแดนที่เงียบเหงาไป และกว่าที่ดินแดนแห่งนีจะกลับมาเป็นดินแดนมหัศจรรย์อีกครั้ง ก็เพราะตัวละครหนึ่งเปิดใจยอมรับกับความสูญเสีย และก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง

นี่เป็นหนังที่เรียกน้ำตาจากผมได้ แม้ไม่ถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย แต่ก็ถึงขั้นน้ำตาซึมและซาบซึ้งไปกับมิตรภาพและพลังความยิ่งใหญ่ของจินตนาการที่แสดงออกมาอย่างเปี่ยมล้นตลอดตัวหนัง ใครที่เห็นหน้าปกหนังแล้วคิดว่าเป็นเพียงหนังเด็กอีกเรื่องที่สุขสมหวัง ผมขอให้ลองเปิดใจเหมือนที่หนังเรื่องนี้กล่าวเอาไว้เสมอ แล้วเลือกหยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูโดยปราศจากอคติ ผมเชื่อว่าความยอดเยี่ยมของเนื้อหาที่แฝงข้อคิด และเข้าอกเข้าใจความคิดความอ่านของบุคคลแต่ละช่วงวัยได้เป็นอย่างดี จะทำให้ผู้ชมทุกๆคนประทับใจ และแนะนำหนังก้าวผ่านวัยที่ยอดเยี่ยมเรื่องนี้ให้คนรู้จักได้ดูอย่างแน่นอน


อันดับ 1



About a boy


หนังอังกฤษที่สร้างจากนิยายขายดีเรื่องนี้ได้พระเอกโรแมนติคมาดนุ่มฮิว แกรนท์นำแสดง และได้คู่พี่น้องคริสและพอล เวทซ์มารับหน้าที่ผู้กำกับ ร่วมด้วยไอ้หนูนิโคลัส โฮลท์ , ราเชล ไวซ์ และโทนี คอเล็ทท์ นี่เป็นหนังก้าวผ่านวัยที่เล่าถึงบุคคลในสองช่วงอายุ ทั้งวัยรุ่นและวัยกลางคน ด้วยความมีเสน่ห์ในตัวบท และมีอารมณ์ขันในการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้น่าสนใจ ประกอบกับเรื่องราวที่เล่าในตัวหนังก็ช่างคล้ายคลึงกับชีวิตหนุ่มโสดวัยกลางคนหลายๆคนเข้าพอดิบพอดี ทำให้หนังเรื่องนี้มีส่วนประกอบที่ลงตัวในทุกๆด้าน และสร้างความบันเทิงแบบมีสาระให้กับผู้ชมได้ตลอดตั้งแต่เริ่มเรื่อง

หนังเล่าเรื่องของวิล ( ฮิว แกรนท์ ) ชายหนุ่มที่ไม่มีงานมีการทำ เขาใช้เงินของพ่อแม่ในการหาความสุชสบายให้กับชีวิตไปวันๆโดยไม่มีพันธะผูกพันธ์ และไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จนกระทั่งเขาได้พบกับเจ้าหนูมาร์คัส ( นิโคลัส โฮลท์ ) โดยบังเอิญ หลังจากนั้นชีวิตของวิลก็เปลี่ยนไป เขาเริ่มจะเสียสละ เริ่มจะทำอะไรเพื่อคนอื่น เริ่มจะเปิดโลกทัศน์และสังคมของตัวเอง จากคนที่เคยพึงพอใจกับชีวิตที่อยู่ตัวคนเดียวกลายเป็นคนที่ยอมเสียสละและช่วยเหลือผู้อื่น รวมทั้งพร้อมที่จะเริ่มสานความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้หญิงสักคนอย่างจริงใจและจริงจัง ขณะเดียวกันมาร์คัสที่แสนขี้อายและไม่สู้คน ก็มีความมั่นใจในตัวเองและแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้ด้วยการสนับสนุนของวิล

ผมเองดูหนังมาก็หลายเรื่อง หลากประเภท แต่แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่ดูแล้วรู้สึกว่าจี๊ดและเหมือนกับดูตัวละครของตัวเองกำลังแสดงหนังเท่ากับเรื่องนี้เลย อาจเป็นเพราะนี่เป็นหนังที่ทำออกมาได้เข้าอกเข้าใจผู้ชายโสดที่รักชีวิตอิสระก็เป็นได้ ผมเลยติดอกติดใจไปกับทั้งตัวบทหนัง และการแสดงของนักแสดงนำในเรื่อง รวมทั้งประโยคจี๊ดใจมากมายและเพลงประกอบเพราะๆของตัวหนังอีกด้วย ถ้าอยากแนะนำให้ผู้หญิงรู้จักตัวตนของหนุ่มโสดที่ไม่อยากยึดติดกับความสัมพันธ์ต่างๆ ผมเชื่อว่าหนังก้าวผ่านวัยที่เข้าใจชีวิตผู้ชายแต่ละวัยเรื่องนี้ เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวแทนนำเสนอครับ

นอกจากนี้ หลังจากจัด 5 อันดับหนังมาแล้วหลายแนว หลายบล็อก ก็ถือโอกาสบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน 5 หนังที่ผมชอบที่สุดตลอดกาลหากคัดเลือกจากทุกแนวแล้ว ... ส่วนอีก 4 เรื่องจะมีอะไรอีกบ้างนั้น ก็รอติดตามเนื้อหาในบล็อกผมต่อไปแล้วกันนะครับ




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2552   
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 18:14:15 น.  

5 อันดับหนังเกี่ยวกับเพลงที่ผมชอบที่สุด

อันดับ 5



Music & Lyrics


หนังเกี่ยวกับเพลงที่น่ารัก โรแมนติค และนุ่มนวลอ่อนหวาน งานของผู้กำกับมาร์ก ลอเรนซ์ ซึ่งรับหน้าที่เขียนบทไปด้วย ได้พระเอกหนุ่มอังกฤษที่ถนัดกับการรับบทหนุ่มโรแมนติคอย่างฮิว แกรนท์ มาประกบกับสาวที่เป็นขาประจำหนังโรแมนติคอย่างดรูว์ แบรีมอร์ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหนุ่มผมน้ำตาลกับสาวผมแดงคู่นี้เข้าคู่กันได้อย่างลงตัว บวกกับบทหนังที่โรแมนติคนิดๆ คอมเมดีหน่อยๆ และเพลงประกอบหนังที่ไพเราะจับใจ ออกมาเป็นหนังเกี่ยวกับเพลงที่น่ารักที่สุดเรื่องนึงในยุคสมัยนี้เลยทีเดียว

หนังเล่าเรื่องของอเล็กซ์ เฟล็ชเชอร์ ( ฮิว แกรนท์ ) นักดนตรีตกอับแห่งยุค ที่ได้แต่ขายอดีตอันรุ่งโรจน์ของตัวเองโดยเอาเพลงเก่าๆของเขามาร้องให้แฟนเพลงรุ่นป้าฟังตามงานต่างๆ แต่แล้ววันหนึ่งโอกาสก็มาถึงอเล็กซ์อีกครั้ง เมื่อคอร่า คอร์แมน นักร้องสาวสวยอันดับหนึ่งได้เชิญให้นักร้องนักดนตรีทั่วสารทิศแต่งเพลงเข้าประกวด โดยถ้าเพลงใดถูกใจเธอ ผู้แต่งพลงนั้นๆจะได้ขึ้นมาแสดงกับเธอบนเวทีด้วย อเล็กซ์ไม่รอช้ารีบลงมือแต่งทำนอง คำร้องหวังจะกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งให้ได้ ซึงโชคชะตาก็ชักนำเอาแม่บ้านคนใหม่ของอเล็กซ์อย่างโซฟี ( ดรูว์ แบรีมอร์ ) ที่มาทำงานชั่วคราวแทนแม่บ้านคนเก่าในวันที่อเล็กซ์กำลังแต่งเพลงพอดี แน่นอนว่าทั้งคู่ได้รู้จักกัน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียในคำร้อง ทำนองของเพลงนี้ด้วยกัน และเกิดเป็นความรักในที่สุด

นี่เป็นหนังโรแมนติคที่ใช้เพลงเป็นสื่อกลางได้ดีมากๆครับ ผมเชื่อว่าถึงไม่ใช่คอหนังก็น่าจะรู้จักกับเพลง Way back into love ที่ฮิว แกรนท์ร้องนำเองด้วย นอกจากเพลงเพราะๆแล้ว บรรยากาศของตัวหนังก็อบอุ่น ละมุนไปด้วยความโรแมนติค และเมื่อได้อารมณ์ขันเล็กๆในตัวบทกับความน่ารักของคู่พระคู่นาง ทำให้ Music & Lyrics เป็นหนังเกี่ยวกับเพลงอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้ลองหามาดูกัน รับรองว่าได้อมยิ้มเล็กๆ และได้ร้องคลอกันไปกับเพลงเพราะๆในเรื่องแน่นอน


อันดับ 4



Almost Famous


หนังเกี่ยวกับเพลงและการเดินทางค้นหาความหมายของชีวิตของผู้กำกับคาเมรอน โครวแห่งเจอร์รี่ แม็คไกว ได้ดาราระดับกลางๆมาร่วมแสดง รวมทั้งได้นางเอกหน้าหน้าใหม่ใสกิ๊งในเวลานั้นอย่างเคท ฮัดสัน และพระเอกวัยรุ่นแพทริก ฟูจีทมาเล่นเป็นวัยรุ่นบ้าเพลงร็อก โดยมีฟรานเชส แม็คดอมานรับบทเป็นคุณแม่จอมเฮี้ยบที่ไม่อยากให้ลูกชายออกไปมั่วสุมกับเหล่านักดนตรี และแทบจะตลอดทั้งเรื่องก็จะเล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นในการตามหาความฝัน พบเจอประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ และรักแรกในชีวิต

หนังเล่ารื่องของวิลเลียม วัยรุ่นตอนต้นที่เฝ้าฝันจะได้เจอกับวงดนตรีร็อคมากมายที่เขาชื่นชอบ จนได้มีโอกาสพบกับวงดนตรีเกือบดัง ~ สติลวอเตอร์ในงานคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง และจับพลัดจับผลูได้เข้ามาเป็นผู้ติดตามวงดนตรีนี้ รวมทั้งยังโชคดีได้เป็นนักเขียนให้นิตยสารโรลลิ่ง สโตนที่จะช่วยออกค่ากินค่าอยู่ทั้งหมดให้เขา แลกกับบทความจากการติดตามวงสติลวอเตอร์ตลอดทริปทัวร์ตอนเสิร์ต และจากการเดินทางในครั้งนี้เอง ทำให้วิลเลียมได้รู้จักการมีชีวิตของเหล่านักร้องเพลงร็อค ยาเสพย์ติด ผู้หญิงมากหน้าหลายตา แฟนเพลงขั้นฮาร์ดคอร์ เซ็กส์ และการตกหลุมรัก แน่นอนว่าวิลเลียมต้องพบกับทั้งด้านดีและด้านเสียของสติลวอเตอร์ และเขาต้องเลือกว่าจะเสนอความจริงด้านไหนให้กับนิตยสาร และอนาคตของวงดนตรีสติลวอเตอร์อาจขึ้นอยู่กับปลายปากกาของวิลเลียมก็เป็นได้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูเรียลลิสติกหรือค่อนข้างจริงนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าบรรยากาศคอนเสิร์ตทั้งหลายนั้น เก็บมาจากคอนเสิร์ตจริงๆหรือไม่ แต่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้แบบที่สัมผัสได้ ไม่เพ้อฝัน ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องดูแล้วใกล้ตัว และเกิดจากความรัก โลภ โกรธ หลงของแต่ละตัวละครทั้งนั้น เพลงประกอบที่ตัวละครนำมาร้องไม่คุ้นหูสำหรับผม แต่ก็ฟังได้เพลินๆเข้ากับบรรยากาศในหนังได้เป็นอย่างดี ขอแนะนำสำหรับคอหนังโรดมูฟวี่ คอหนังก้าวผ่านวัย คอหนังเกี่ยวกับเพลง และคนที่อยากดูหนังดีๆทุกคนครับ


อันดับ 3



Walk the Line


หนังอัตชีวประวัติของผู้กำกับเจมส์ แมนโกลด์ที่ทำหนังมาแล้วมากมายหลายแนว ทั้งหนังระทึกขวัญหักมุมอย่าง Identity , หนังรักข้ามมิติอย่าง Kate & Leopold หรือล่าสุดกับหนังคาวบอยอย่าง 3:10 to Yuma แต่ถ้านับงานที่มือขึ้นที่สุดก็ต้องนับหนังเกี่ยวกับเพลงเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนั้น หนังได้โจอาควิน ฟินิกส์มารับบทเป็นนักแสดงที่ต้องร้องเพลงเองทั้งเรื่องจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเลือกได้ไม่ผิดคน เพราะฟินิกส์ก็เป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีความสามารถในการร้องเพลงได้เป็นอย่างดี ประกบกับนางเอกสาวรีส วิทเธอร์สปูนที่ได้ออสการ์จากการแสดงในเรื่องนี้ด้วย

หนังเล่าเรื่องของจอนนี่ แคชตั้งแต่เริ่มทำงานในกองทัพอากาศ แต่งงาน และทำงานเป็นเซลส์แมน จนได้เจอกับผู้ให้โอกาสทำเพลงเป็นของตัวเอง และเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง จนกระทั่งเจอกับจูน คาร์เตอร์ระหว่างการออกทัวร์ การตกหลุมรักกัน และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพ และค่อยๆดิ่งลงมา ครอบครัวแตกแยก ติดยา ยุติความสัมพันธ์กับจูน และความพยายามของจอนนี่ในการกลับมาเดินบนเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง ท่ามกลางความยากลำบากและปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย จอนนี่ต้องพยายามอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อเลิกยา และพยายามขอโอกาสในการคบกับจูนอีกครั้ง และในคอนเสิร์ทครั้งหนึ่งของเขา เขาก็ขอจูนแต่งงานกลางเวที ท่ามกลางผู้ชมนับพันเป็นสักขีพยาน

การเล่าเรื่องของหนังเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา ใช้การร้องเพลงเดินเรื่องไปพร้อมกับตัวหนัง แต่การเล่าเรื่องไปข้างหน้าอย่างง่ายๆนี้เองกลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด เสียงร้องของทั้งฟินิกส์และรีส วิทเธอร์สปูนก็เหมาะสมกับแนวเพลงคันทรีเป็นอย่างดี เพลงประกอบของหนังก็เป็นเพลงคลาสสิคของจอนนี่ แคชที่ฟังครั้งแรกก็ติดหู เป็นหนังอัตชีวประวัติที่อบอุ่น ซาบซึ้ง โรแมนติค และเนื้อหาไม่หนักจนเกินไป สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญคือดูเพลินจนเวลา 130 นาทีของหนังผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็ไม่มีอะไรต้องพูดมากกว่า ขอแนะนำอีกครั้งครับ


อันดับ 2



Swing Girls


หนังญี่ปุ่นที่อบอุ่นและน่ารักของผู้กำกับชิโนบุ ยากูชิที่เคยทำ Water boys มาก่อน และมือขึ้นต่อเนื่องกับหนังเกี่ยวกับวงดนตรีแจ๊ซของสาวๆมัธยมปลายเรื่องนี้ หนังได้นางเอกดาวรุ่งอย่างจูริ อูเอโนะที่ต่อมาเป็นที่รู้จักจากซีรีย์โนดาเมะ วุ่นรักนักดนตรี มาแสดงเป็นหนึ่งในนักดนตรีของวงดนตรีแจ๊ซ และได้นักแสดงสาววัยรุ่นของญี่ปุ่นอีกเพียบมาช่วยกันสร้างความฮาและความน่ารัก ที่สำคัญคือสาวๆนักแสดงกลุ่มนี้ยังเล่นเครื่องดนตรีในเรื่องทั้งหมดด้วยตัวของพวกเธอเองอีกด้วย

เรื่องย่อๆของหนังที่ดูเหมือนจะเป็นหนังวัยรุ่น แต่กลับสร้างความประทับใจให้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติเรื่องนี้ เกิดขึ้นที่โรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง กลุ่มนักเรียนไม่เอาไหนกลุ่มนึงดันไปทำอาหารกลางวันของวงดนตรีแจ๊ซสกปรก จนทำเอานักดนตรีในวงท้องเสียกันหมด และทำให้นักเรียนกลุ่มนี้ต้องรับผิดชอบด้วยการไปซ้อมดนตรีและต้องขึ้นแสดงดนตรีแทนวงดนตรีโรงเรียน แต่ปัญหาคือพวกเธอเล่นดนตรีกันไม่เป็นเลย แต่ความขยันฝึกซ้อมและเรียนรู้ของพวกเธอ ประกอบกับได้อาจารย์สอนคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเหลืออีกแรง ทำให้การฝึกดนตรีของพวกเธอก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องดันมาพลิกผันตรงที่เมื่อถึงวันขึ้นแสดงจริง วงดนตรีแจ๊ซตัวจริงของโรงเรียนกลับหายป่วยทันกันหมด และโรงเรียนก็เลือกส่งวงดนตรีประจำโรงเรียนขึ้นแสดงแทนวงเฉพาะกิจของนักเรียนเหล่านี้

ถ้าจะมองว่าเรื่องนี้เป็นหนังตลกเบาสมอง ผมก็ถือว่าใช่นะครับ เพียงแต่ว่าบรรยากาศในหนังและฟีลของหนังมันดีกว่าหนังเบาสมองทั่วไป อีกทั้งเพลงบรรเลงในหนังก็ให้อารมณ์การแสดงสด ประกอบกับความน่ารักสดใสของนักแสดงวัยแรกสาวในเรื่อง ทำให้ Swing Girls เป็นหนังเกี่ยวกับเพลงที่ดูเบาๆ ดูจบแล้วอมยิ้มมีความสุข และอาจทำให้หลายๆคนสนใจในดนตรีแจ๊ซมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าคุณจะชอบหนังเกี่ยวกับเพลงหรือไม่ ผมก็ยังรับประกันว่าไม่มีผิดหวังกับหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ


อันดับ 1



Once


สำหรับผม นี่เป็นหนังนอกกระแสที่อบอุ่นที่สุดในรอบปีที่ได้ดู หนังเล็กๆของผู้กำกับจอห์น คาร์นี่ที่ลงทุนไปแค่แสนกว่าเหรียญ แต่ผลตอบรับได้ออกมากลับเกินคาด หนังได้นักดนตรีอาชีพอย่างเกล็น แฮนซาร์ดและมาร์เกต้า เออร์โกลว่ามานำแสดง พร้อมควบตำแหน่งแต่งคำร้องและทำนองเพลงในเรื่องเอง และที่สำคัญเพลงที่สองนักแสดงนำร้องยังได้ออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมประจำปีอีกด้วย ที่ผมยกเครดิตมาพูดเยอะแยะขนาดนี้ไม่ได้จะยกให้หนังดูยิ่งใหญ่นะครับ แต่ที่ยกขึ้นมาบอกเพราะหนังเรื่องนี้ดีและสมควรจะได้รับทั้งรางวัลและคำชมเชยอย่างแท้จริง

หนังเล่าเรื่องของนักดนตรีข้างถนนคนหนึ่ง ที่บังเอิญได้ไปเจอสาวชาวเช็คที่รักเสียงดนตรีเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ได้แต่งเพลงร่วมกัน ได้ร้องเพลงร่วมกัน จากความสัมพันธ์แบบเพื่อนต่างเพศ ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนมาเป็นความรัก ความห่วงใย แต่เนื่องจากฝ่ายหญิงมีภาระทางบ้าน มีลูกสาวตัวน้อยๆในวยซุกซน มีคุณแม่วัยชราที่ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้ ส่วนฝ่ายชายก็มีฝันที่จะเดินทางไปลอนดอนเพื่อตั้งวงดนตรีและมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง แม้ว่าฝ่ายชายจะอยากพัฒนาความสัมพันธ์ของพวกเขาไปเรื่อยๆ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็อยากทำตามความฝันก่อนที่จะไม่มีโอกาส แต่อย่างน้อยก่อนที่พวกเขาจะต้องแยกจากกัน ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้นำเพลงที่พวกเขาแต่งมาเข้าห้องอัดทำอัลบั้ม และซีดีนั้นก็ถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลือไว้แทนความทรงจำดีๆ ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันนั่นเอง

นี่เป็นเป็นหนังที่เพลงเพราะทุกเพลงจริงๆครับ ไม่รู้ว่าถ้าผมฟังเพลงซาวแทรกของหนังเรื่องนี้จากแหล่งอื่นๆ ผมจะติดใจเท่านี้หรือไม่ แต่พอฟังเพลงพร้อมภาพจากหนังเรื่องนี้ไปด้วย มันก็เหมือนดู MV เพลงดีๆที่ร้อยเรียงต่อเนื่องมาแทบจะตลอดทั้งเรื่อง ผมคิดว่าเพลงประกอบอาจมีถึง 40 % ของตัวเนื้อเรื่อง แต่นั่นไม่ทำให้น่าเบื่อเลยครับ กลับเพิ่มคุณค่าและรสชาติของตัวหนังให้กลมกล่อมอิ่มเอมมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการแสดงที่เป็นธรรมชาติสุดๆของสองนักแสดงนำจากการถ่ายภาพด้วยกล้องแฮนดิแคม สำหรับผมแล้ว Once นี่แหละครับคือหนังเกี่ยวกับเพลงที่ดีที่สุด และเป็นหนังที่ผมประทับใจที่สุดตลอดกาลเรื่องนึง แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2552   
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 18:23:01 น.  

5 อันดับหนังอนิเมชั่นฮอลิวูดที่ผมชอบที่สุด

อันดับ 5



Ratatouille


การ์ตูนจากพิกซาร์ที่จับเอาหนูมาเป็นตัวเอกได้อย่างน่าสนใจ ผลงานกำกับของผู้กำกับที่ผ่านงานอนิเมชั่นดีๆอย่าง The Incredibles มาก่อน นั่นก็คือแบรท เบิร์ด ได้นักแสดงรุ่นใหญ่หลายคนร่วมให้เสียงพากย์ เช่น ลุงปีเตอร์ โอทูล หรือ ลุงเอียน โฮล์ม และยังคว้ารางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 จากออสการ์มาการันตีความยอดเยี่ยมอีกขั้น แค่นี้ก็แทบไม่ต้องบรรยายแล้วครับว่านี่คือการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกเรื่องนึง

หนังว่าด้วยเจ้าหนูท่อเรมี่ที่รักการทำอาหารหมดใจ เกิดตกกระไดพลอยโจรไปเจอกับเชฟที่ฝีมือไม่เอาไหนอย่างลินกุยนี ทั้งคู่จึงพึ่งพาอาศัยกันและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด เรมี่คอยเป็นหลังฉากควบคุมการปรุงอาหารของลินกุยนีให้ออกมาอร่อยถูกปากนักชิมปากจัดได้สำเร็จ ส่วนลินกุยนีก็คอยเอาอาหารจากครัวมาให้เรมี่เอาไปเลี้ยงครอบครัวหนูของมัน แต่แล้วเรื่องก็พลิกผันเมื่อเชฟมือใหม่หัดขับดันไปแอบชอบเชฟสาวคอเล็ต แถมหัวหน้าเชฟสกินเนอร์ยังคอยขัดขวางความก้าวหน้าของลินกุยนีอีกคน แต่ก็แน่นอนว่าทั้งเรมี่และสกินเนอร์จะต้องร่วมมือกันฝ่าฝันอุปสรรคนี้ไปจนได้ตามสไตล์พิกซาร์

ผมคิดว่าแรททาทูอี้เป็นการ์ตูนที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี นอกจากจะสนุกสนาน น่ารักสดใสแล้ว ยังแฝงสาระ ข้อคิด คำพูดคมๆไว้อีกมากมาย แถมยังเอาสัญลักษณ์แห่งความสกปรกอย่างหนูท่อ ที่ใครๆก็รังเกียจมาสร้างคาแรกเตอร์อีกมุมนึงเสียจนใครๆก็รัก แน่นอนว่ารวมทั้งผมด้วย และไม่พลาดที่จะเลือกแรททาทูอี้มาเป็นหนังการ์ตูนที่ดีที่สุดเรื่องนึงที่จะแนะนำให้ลองเลือกชม


อันดับ 4



Wall E


การ์ตูนที่ใช้หุ่นยนต์ในการเล่าเรื่อง ~ ว๊อลลล อี ของพิกซาร์อีกแล้ว และคว้าออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำปี 2008 อีกแล้ว แถมยังได้ผู้กำกับผลงานอนิเมชั่นในใจหลายๆคนอย่าง Finding Nemo และ A Bug's Life ที่สั่งสมประสบการณ์และเคยคลุกคลีอยู่ในวงการอนิเมชั่นมานับ 10 ปีที่ชื่อว่าแอนดรู สแตนตั้นมารับหน้าที่กำกับ ผนึกกำลังกับทีมนักพากย์ที่ทำงานพากย์โดยเฉพาะ ทำให้ใครก็ตามที่ได้ดูวอล อีต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพอร์เฟ็ค !!

หนังเล่าเรื่องในอนาคตของวอล อี ~ หุ่นยนต์เก็บขยะบนโลกมนุษย์ ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่อีกต่อไป สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แถมสิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตไม่ได้ และที่หนักที่สุดคือทั้งโลกเต็มไปด้วยเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ วอล อีนอกจากจะทำหน้าที่กำจัดขยะแล้ว มันยังชอบเก็บขยะมาสะสมในบ้านของตัวเอง และใช้ชีวิตกับการดูวีดิโอหนังเก่าๆและเล่นกับแมลงสาบซึ่งเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของมัน จนวันหนึ่งอีฟ ~ หุ่นยนต์สำรวจรุ่นล่าสุดก็บินมาถึงโลก และได้รู้จักกับวอล อี และจากมิตรภาพแรกเจอก็แปรเปลี่ยนเป็นความรัก และเมื่อมีเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน วอล อีจึงฮึดสู้ และออกเดินทางสู่อวกาศเพื่อตามหาความรักของตน นำมาสู่เพื่อนใหม่ ศัตรูตัวฉกาจและการผจญภัยครั้งสำคัญ

น่าสังเกตว่าการ์ตูนของพิกซาร์ในยุคหลังๆ มักจะแฝงประเด็นต่างๆที่สำคัญ รวมทั้งข้อคิดที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับวอล อี ที่ใส่เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแบ็กกราวน์ของเรื่องได้อย่างแนบเนียน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่แปรเปลี่ยนไปเลยในการ์ตูนทุกๆเรื่อง ก็คือความสนุกสนาน ตัวละครที่น่ารักและมีเสน่ห์ รวมทั้งโครงเรื่องที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เช่นเดียวกับวอล อี ที่ผมมองว่าจะกลายเป็นการ์ตูนในตำนานต่อไป เฉกเช่นเดียวกับ สโนวไวท์ ซินเดอเรลลา หรือการ์ตูนก่อนหน้านี้ของดิสนีย์ ... ถ้ายังไม่เชื่อผม ก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองนะครับ อย่างน้อยผมก็กล้ารับประกันเลย ว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน


อันดับ 3



The Lion King


การ์ตูนที่เก่าที่สุดที่ผมเลือกมาติด 5 อันดับในครั้งนี้ เป็นผลงานของโรเจอร์ อัลเลอร์และร็อบ มิลคอฟฟ์ ที่ชื่อของทั้งคู่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูในวงการการ์ตูนนัก เพราะหลังจากจบจาก The Lion King ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปกำกับหนังคนแสดงบ้าง กลับไปทำหนังการ์ตูนบ้าง รุ่งบ้าง แป้กบ้างสลับกันไป แต่สำหรับ The Lion King นี้ ผมต้องยอมรับว่าทั้งคู่มือขึ้นและมือถึงจริงๆ เพราะนอกจากจะเป็นการ์ตูนเรื่องแรกๆในยุคนั้น ที่กล้าใช้สัตว์มาเป็นตัวแสดงหลักทั้งเรื่องแล้ว ยังกล้าให้ตัวละครหลักตายซะอีกด้วย

หนังเล่าเรื่องของซิมบ้า ลูกสิงโตจอมซนที่เป็นทายาทของมุสตาฟา เจ้าป่าแห่งพงไพร ที่โดนสการ์ วายร้ายที่หวังครองบัลลังก์เจ้าป่าต่อจากมุสตาฟาซะเองพร้อมลูกสมุนเป็นบรรดาหมาไฮยีนา วางแผนขับไล่ซิมบ้าออกจากพื้นที่ รวมทั้งลอบฆ่ามุสตาฟาอย่างแนบเนียน ตั้งตนเป็นเจ้าป่าและสร้างความเดือดร้อนไปทั่วอาณาบริเวณ ส่วนซิมบ้าที่ถูกแผนของสการ์ไล่ออกจากฝูงตั้งแต่เด็ก ก็ไปเข้าพวกกับหมูป่าพุมบ้า และสกังค์ทีโมน จนกลายเป็นเพื่อนรักกัน หลังจากที่ซิมบ้าได้ข่าวคราวของฝูงตัวเองจากนาล่า ซึ่งเคยเป็นเพื่อนสมัยเด็กว่าสการ์บ้าอำนาจและสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ซิมบ้าและเพื่อนๆจึงตัดสินใจกลับมากอบกู้ชื่อเสียงของมุสตาฟา และโค่นล้มสการ์เพื่อกลับเป็นเจ้าป่าที่แท้จริง

ผมขอสารภาพว่า ตั้งแต่ผมดูการ์ตูนมา วายร้ายในกาตูนที่ผมเกลียดที่สุดก็คือ สการ์ สิงโตจอมเห็นแก่ตัวจากเรื่องนี้นั่นเอง และนี่อาจจะเป็นส่วนตัวที่ผมเลือก The Lion King มาติดอันดับของผมด้วย เพราะว่าฉากที่สการ์แพ้ซิมบ้า และโดนเอาคืนในกองเพลิง เป็นฉากที่ผมรู้สึกสะใจและเรียกอารมณ์ร่วมจากผมได้มากที่สุดในบรรดาการ์ตูนฮอลิวูดทุกเรื่อง แม้ว่าผมอาจจะใช้ความชอบ ความสะใจส่วนตัวมากไปซักหน่อยในการดึง The Lion King มาติดทอปทรี แต่ผมก็ยังยืนยันว่าการ์ตูนเรื่องนี้ก็สนุกสนาน ตื่นเต้น ตลก เฮฮา สดใส และแฝงข้อคิดต่างๆเอาไว้ไม่แพ้การ์ตูนดีๆเรื่องอื่นๆเลย ลองหามาดูกันนะครับ


อันดับ 2



The Simpsons Movie


การ์ตูนที่ไม่ได้มีภาพสวยงาม ไม่ได้แฝงสาระและปรัชญาใดๆ แถมอุดมไปด้วยมุขตลกแบบคนโง่แทบทั้งเรื่องของผู้กำกับเดวิด ซิลเวอร์แมนที่เคยทำซีรีย์ครอบครัวซิมป์สันมาก่อนจนชินตา และนำเอาความฮาแบบวายป่วงของครอบครัวตัวเหลืองมาขึ้นจอใหญ่ได้อย่างไม่น่าผิดหวัง แบบที่คอซีรีย์ครอบครัวซิมป์สันอย่างผมต้องยกนิ้วให้ในความกล้า บ้า และฮาได้อย่างที่ต้องการ

หนังเล่าเรื่องของครอบครัวซิมป์สัน นำโดยนายโฮเมอร์หัวหน้าครอบครัว และพวกพ้องชาวเมืองสปริงฟิลด์ครบทีม โดยในหนังสเกลของเรื่องก็กว้างขึ้นกว่าในซีรีย์เล็กน้อย แฝงการจิกกัดเสียดสีไว้ตามเคยด้วยการพูดถึงชาวเมืองสปริงฟิลด์ที่ต้องการอนุรักษ์แม่น้ำสายหลักของเมือง และซื้อเครื่องบำบัดน้ำเสียมาใช้ โดยมีกฏข้อนึงที่ชาวเมืองทุกคนจะต้องรับรู้ร่วมกัน นั่คือก้ามนำขยะและของเสียใดๆมาทิ้งในแม่น้ำอีกต่อไป แน่นอนว่าคนที่ไม่รู้คือนายโฮเมอร์ ซิมป์สัน และโฮเมอร์ก็นำความวายป่วงมาสู่เมือง เมื่อเขาทำเจ้าหมู Spider Pig ตกลงไปในแม่น้ำ จนเกิดมลภาวะขึ้นเหมือนเดิม ชาวเมืองสปริงฟิลด์จึงร่วมกันเดินขบวนประท้วงเพื่อขับไล่ครอบครัวซิมป์สันให้ย้ายออกจากเมืองไปอยู่ที่อลาสการ์ แถมเรื่องยังป่วนหนักกว่าเดิม เมื่อประธานาธิบดีอาโนลด์ ชวาซเนเกอร์ออกนโยบายนำโดมแก้วขนาดใหญ่มาครอบเมืองสปริงฟิลด์ เพื่อไม่ให้มลภาวะในเมืองรั่วไหลออกไปที่อื่นได้ โดยไม่สนใจชาวเมืองที่จะไม่มีทางออกและต้องเผชิญมลภาวะอยู่ในโดมแก้ว เอากับเค้าสิเนี่ย ...

การ์ตูนเรื่องนี้ดูเอาฮาอย่างเดียวครับ ถึงไม่เคยดูซีรีย์ซิมป์สันมาก่อนก็ฮากันได้ไม่ยาก เพราะแต่ละมุขที่เอามาเล่นจิกกัด เสียดสีสังคมอเมริกันและดาราศิลปินหลายๆคน และยิ่งจะฮามากขึ้นกว่าเดิม หากรู้จักดารานักร้องและคนมีชื่อเสียงต่างๆในแวดวงสังคมอเมริกัน รวมทั้งติดตามข่าวสารโลกทั่วๆไปบ้างก็จะยิ่งฮากับมุขฉลาดๆที่แสดงผ่านตัวละครโง่ๆในเรื่องนี้ได้มากกว่าเดิม เป็นหนังการ์ตูนฮอลิวูดที่ฮาที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูการ์ตูนเรื่องใดๆมา อยากหัวเราะกันกว้างๆล่ะก็ แนะนำครับ รับรองไม่ผิดหวัง


อันดับ 1



Monster Inc


การ์ตูนของพิกซาร์อีกเช่นกัน และเป็นงานของผู้กำกับคนเดียวกับเรื่องข้างบนอย่างเดวิด ซิลเวอร์แมนที่สร้าง Monter Inc เป็นผลงานแจ้งเกิด ร่วมกับพีท ดอกเตอร์ที่เพิ่งมีผลงานอนิเมชั่นล่าสุดอย่าง Up ไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยการจับมือกันของสองผู้กำกับในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการ์ตูนที่น่ารักมากที่สุดเรื่องนึง ที่นำเอาสัตว์ประหลาดมาเป็นตัวละครหลัก และใช้มนุษย์เด็กหญิงเข้ามาเป็นตัวละครเสริม หนังได้ทีมดาราที่พากย์หนังควบคู่กับเล่นหนังมาให้เสียงพากย์นำโดยบิลลี่ คริสตอล จอห์น กู๊ดแมน และสตีฟ บุสเซมี

หนังเล่าเรื่องของสัตว์ประหลาดกลุ่มนึง ที่อยู่ในโลกอีกมิติ และมีหน้าที่เก็บเสียงกรีดร้องของเด็กๆมาดัดแปลงเป็นพลังงานโดยใช้ประตูมิติเปิดเข้าไปยังห้องนอนของเด็กๆ ซึ่งแท้จริงแล้วพวกสัตว์ประหลาดเหล่านี้ก็กลัวเด็กๆ ไม่ต่างกับที่เด็กๆกลัวสัตว์ประหลาดเหล่านี้ และเรื่องก็เริ่มต้นที่ไมค์และแซลลี่ คู่หูจอมป่วนที้เผลอตัวปล่อยให้หนูน้อยน่ารักหลุดเข้ามาในโลกแห่งสัตว์ประหลาด ไมค์และแซลลี่เรียกเธอว่า "บู" เนื่องจากเธอยังพูดไม่ได้ และออกเสียงได้แค่คำว่า บู เท่านั้น แน่นอนว่าเมื่อมีมนุษย์หลุดเข้ามาในโลกที่มีแต่สัตว์ประหลาด ความโกลาหลย่อมเกิดขึ้นตามมา เพราะนอกจากไมค์และแซลลี่จะต้องปกปิดไม่ให้สัตว์ประหลาดตัวอื่นๆรู้เรื่องนี้แล้ว พวกเค้ายังต้องพาบูกลับสู่บ้านของเธออีกครั้ง แต่ดันมีปัญหาสำคัญคือทั้งไมค์และแซลลี่จำประตูมิติที่นำไปสู่บ้านของบูไม่ได้เสียแล้ว ปฏิบัติการนำตัวบูกลับสู่บ้านที่ทั้งตื่นเต้น ลุ้นระทึก เฮฮา น่ารัก และน่าติดตามจึงเกิดขึ้น

นี่เป็นการ์ตูนที่ผมชอบมากที่สุดโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเป็นเพราะเสียงร้อง บู ของหนูน้อยที่น่ารักสดใส จนผมเผลอใจใช้เป็นเสียงเรียกเข้าให้คนอื่นได้หัวเราะ หรืออาจเป็นเพราะตัวละครมอนเสตอร์ในเรื่องช่างออกแบบมาได้อย่างน่ารักและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อาจจะเป็นเพราะสองคู่หูตัวเอกที่เข้ากันได้อย่างลงตัว แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการ์ตูนดีๆที่ผมอยากจะแนะนำให้หาซื้อ หาเช่าให้เด็กๆได้ดู หรือจะดูเองเพื่อความผ่อนคลายและอารมณ์ดีก็ย่อมได้ ผมขอเป็นเสียงเล็กๆที่ยืนยันว่า Monster Inc เป็นการ์ตูนดี ดูสนุก ไม่มีพิษภัย และดูจบแล้วมีความสุขอย่างแท้จริง




 

Create Date : 09 เมษายน 2552   
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 18:22:46 น.  

5 อันดับหนังตลกร้ายที่ผมชอบที่สุด

อันดับ 5



Hot Fuzz


หนังตลกร้ายสุดเพี้ยนของผู้กำกับที่ถนัดทำหนังชวนหัวแบบนี้เหลือเกินอย่าง เอ็ดการ์ ไรท์ ซึ่งก็ได้ไซม่อน เป็กกลับมาแสดงนำและช่วยเขียนบทเหมือนเดิม ผนวกรวมกันออกมาเป็นหนังตลกร้ายที่ได้คุณภาพครบรส ทั้งตลก ทั้งแอคชั่น ทั้งมันส์ ทั้งหักมุม ด้วยเนื้อเรื่องที่เอื้ออำนวย ทำให้หนังเรื่องนี้จะดูเอาฮาก็ไหว จะดูเอาความมันส์ระทึกใจก็ไม่มีปัญหา

หนังว่าด้วยนิโคลัส แองเจิ้ล นายคำรวจตงฉินที่ทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีที่ติ เขาเป็นคนบ้างานสุดๆ และด้วยความตรงเป็นไม้บรรทัดแบบนี้ ทำให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคนไม่ชอบ และสั่งเด้งเขาไปอยู่ในเมืองที่อัตราการก่ออาชญากรรมน้อยที่สุดในประเทศ ที่นั่นนิโคลัสได้เจอกับเพื่อนตำรวจไม่เอาถ่านที่ชื่อแดนนี่ รวมทั้งตำรวจอีกหลายๆคนที่วันๆเอาแต่นั่งสูบบุหรี่อยู่ในสำนักงาน เพราะทั้งเมืองแทบจะไม่มีงานอะไรให้ต้องทำ นอกจากตามหาสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน หรืออะไรเทือกๆนี้ โดยแทบไม่มีปัญหาการก่ออาชญากรรมใดๆในเมืองเลยตลอดเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

แต่ด้วยความสมบูรณ์แบบจนน่าสงสัย ทำให้นิโคลัสตรวจสอบพบว่าขณะที่อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่อัตราการเกิดอุบัติเหตุกลับยาวเป็นหางว่าว และแล้ววันหนึ่งนิโคลัสก็พบว่ามีคนตายอย่างอนาถในเมืองแห่งนี้ แต่ตำรวจในสน.กลับสรุปอย่างง่ายดายว่า "มันเป็นอุบัติเหตุ" แล้วลงบันทึกมันซะอย่างนั้น ทำเอาคนอย่างนิโคลัสปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ก่อนจะสืบลึกลงไปค้นพบความจริงและความลับอันน่าตกใจของชาวเมืองนี้

ฟังพล็อตดูแล้วเหมือนหนังลึกลับมั้ยครับ อันที่จริงมันก็มีฉากการสืบสวนเล็กๆน้อยๆนะครับ แถมหักมุมได้ช็อกใช่เล่น ฉากฮาๆหรือล้อเลียนหนังเรื่องอื่นๆก็มากอยู่ แต่ด้วยทั้งหมดที่กล่าวมามันหนักไม่เท่าความตลกร้ายของเรื่องครับ โดยเฉพาะฉากเปิดเผยตัวจริงของฆาตกรในเมือง ผมไม่อยากสปอยล์ว่ามันเหมือนชุมนุมล่าแม่มดในสมัยโบราณไม่มีผิด คนใส่ฮูดหัวโบราณยืนประชุมว่าจะฆ่าใครดี โอ้ยย ตลกร้ายสุดๆครับเรื่องนี้


อันดับ 4



A Stranger of mine


หนังญี่ปุ่นสุดฉลาด เขียนบทและกำกับโดยเคนจิ อุชิดะ ด้วยความฉลาดในการเล่าเรื่องทำให้หนังเรื่องนี้คว้ารางวัลสำคัญๆในญี่ปุ่นมาแล้วมากมาย ว่าด้วยความสัมพันธ์ของผู้คนภายในระยะเวลาแค่คืนเดียว แต่ถ่ายทอดออกมาหลากหลายมุมมอง แล้วให้คนดูนำไปปะติดปะต่อเอาเอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจยากขนาดต้องดูหลายๆรอบ แถมยังดูสนุกและทำให้เกิดความกระหายใคร่รู้ในการกระทำของแต่ละตัวละคร ว่ามันจะนำไปสู่การลงเอยอย่างไรกันแน่

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องย่อลำบากครับ เพราะหนังเล่าผ่านมุมมองของหลายๆตัวละคร เอาไปว่าผมจะเล่าความตลกร้ายของบางฉากในหนังเรื่องนี้ให้ฟังดีกว่า เริ่มจากเรื่องของเจ้าพ่อแกงค์มาเฟียคนนึง ที่เงินก็ไม่ได้มีมากมาย แต่เนื่องจากต้องวางภาพลักษณ์ให้สมเป็นหัวหน้า จึงทำปึกเงินที่ข้างในมีแต่กระดาษเปล่าขึ้นมา (แปะหน้าด้วยเงินจริงสองด้าน) คุณเจ้าพ่อคนนี้เดินถือฟ่อนเงินที่บรรจุแต่กระดาษเปล่าอวดลูกน้องหลายๆคน รวมทั้งแฟนของตัวเองด้วย จนโดนคุณแฟนหักหลัง ขโมยปึกเงินไปจนหมด โดยไม่รู้ว่าแต่ละฟ่อนที่หยิบมาเนี่ย มีแต่กระดาษเปล่าทั้งนั้น

ซึ่งพอรู้ความจริงว่าเงินตัวเองโดยขโมยไป เจ้าพ่อก็ร้อนรนเต็มที่ ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน แต่เพราะกลัวลูกน้องรู้ว่าตัวเองไม่ได้รวยแบบที่อวดอ้าง ขณะเดียวกับแฟนของเจ้าพ่อก็ไปจ้างนักสืบมาปั่นหัวเล่น จัดฉากให้เป็นแพะรับบาปแทนตัวเองซะ ส่วนตัวเองก็เอาเงินของเจ้าพ่อไปแอบวางไว้ในห้องแฟนเก่าที่เป็นพนักงานบริษัทจอมทึ่ม โดยหารู้ไม่ว่าแฟนเก่ากำลังจะยกห้องของตนให้กับผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันแทนที่ตัวเองซะแล้ว

พล็อตเรื่องฟังดูยุ่งยาก ซับซ้อน วุ่นวายนะครับ แต่พอดูจริงๆแล้วเข้าใจง่ายมาก เป็นหนังตลกร้ายที่มีพล็อตฉลาดๆ ตัวละครเยอะ ไม่เล่นตามสูตร เดาทางยาก แต่ดูสนุกมากกว่าที่คิดไว้แน่นอนครับ


อันดับ 3



Burn After Reading


หนังของสองพี่น้องโคเอน ที่ถนัดนักกับการทำหนังตลกร้าย โดยเรื่องนี้ได้ดารานำแสดงเพียบ ทั้งแบรท พิต , จอร์จ คลูนีย์ , ทิลด้า สวินตัน , จอห์น มัลโควิช และฟรานเชส แม็คดอมาน ซึ่งแต่ละคนก็มีดีกรีออสการ์หรือชิงออสการ์ปะหน้ามากันมาพอตัว ซึ่งต้องบอกว่าในหนังเรื่องนี้ ดาราขาใหญ่ทั้งหลายเล่นกันได้รั่วสุดชีวิต และเมื่อผนวกกับบทหนังฉลาดๆของพี่น้องโคเอน ทำให้นี่เป็นหนังตลกร้ายชั้นดีที่กวนฝ่าเท้าเต็มพิกัด

หนังเล่าเรื่องของออสบอร์น ค็อกซ์ ซีไอเอขี้เมาที่ถูกเชิญออกจากงาน จนมีความคิดจะออกไปเขียนหนังสือแฉองค์กรณ์ตัวเองประชดชีวิตกันไปเลย แต่ด้วยความซวย ข้อมูลในแผ่นดิสก์ของเค้ากลับโดนสองพนักงานฟิตเนสอย่างแชทและลินดาเก็บได้ และเมื่อพนักงานสองคนนี้เปิดดูข้อมูลก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่ามันมีแต่ข้อมูลลับทั้งนั้น ทั้งคู่เลยกะจะฟันรายได้จากการแบล็คเมลลุงซีไอเอคนนี้ โดยไม่รู้เรื่องเลยว่าข้อมูลนั้นเป็นเพียงข้อมูลบ้าๆบอๆที่ออสบอร์นจะนำมาไปใส่ในหนังสือของตัวเองเท่านั้น

อีกฝั่งนึงเคธี ภรรยาของออสบอร์นก็นอกใจสามีด้วยการเล่นชู้กับแฮรี่ ซึ่งเป็นเสือผู้หญิงตัวยง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือแฮรี่ดันคบอยู่กับลินดาด้วยอีกคน และเรื่องราวเริ่มใหญ่โตขึ้นเมื่อออสบอร์นไม่ให้เงินแก่แชทและลินดาตามที่พวกเขาต้องการ ทำให้แชทและลินดาเอาข้อมูลลับที่จะแต่งเป็นหนังสือของออสบอร์นไปยื่นให้หน่วยสอบสวนพิเศษของรัสเซีย แย่กว่านั้นคือพวกรัสเซียดันเชื่อข้อมูลที่ว่านี่อีก เอาเข้าไป

อ่านแล้วอยากดูมั้ยครับ ผมขอสารภาพว่าดาวโหลดเรื่องนี้มาดูตั้งแต่ก่อนเข้าโรงที่ไทยซะอีก ผมเป็นแฟนลุงจอห์น มัลโควิชน่ะครับ แถมเจอพล็อตเรื่องสุดเพี้ยนแบบนี้เข้าไป หาดูซะเลยดีกว่าแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังจริงๆครับ หนังมันฮา รั่ว เพี้ยน ถ่อย และตลกร้ายสุดขีด ใครอยากดูหนังตลกร้ายแบบแรงๆ ผมแนะนำเรื่องนี้แหละครับว่าตลกร้ายได้สุดขีดจริงๆ


อันดับ 2



Little Miss Sunshine


หนังที่หน้าหนังดูน่ารักมาก แต่แฝงไปด้วยความตลกร้ายตลอดทั้งเรื่อง หนังอินดี้ม้ามืดของผู้กำกับโจนาธาน เดย์ตัน ได้ดาราระดับกลางๆมากมายมาร่วมแสดง เป็นหนังที่จะว่าน่ารักสดใสก็ได้ จะว่าตลกร้ายสุดชีวิตก็ได้เหมือนกัน เพราะหนังที่เล่าเรื่องภายในครอบครัวนี้ กลับเป็นหนังโรดมูฟวี่ที่ตีแผ่ความขี้แพ้ของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนออกมาทีละนิด จนมาถึงฉากจบแสนตลกร้ายที่ทั้งขำทั้งสมเพช

เล่าเรื่องง่ายๆของหนังเรื่องนี้ได้ว่า ครอบครัวฮูเวอร์ ที่ประกอบด้วย พ่อผู้เชื่อมั่นในทฤษฏีความสำเร็จ 9 ประการของตัวเอง และคาดหวังจะตีพิมพ์ทฤษฏีของตัวเองเป็นหนังสือ , แม่ผู้ติดบุหรี่และเลิกไม่ได้ซักที , พี่ชายที่ไม่พูดไม่จากับใครเลยจนกว่าจะสอบเป็นนักบินได้ , น้องสาวที่โดนพ่อพูดให้ฟังซ้ำๆว่าจะชนะการประกวด Little Miss Sunshine ได้แน่นอน , คุณปู่ที่ติดยางอมแงม และน้าชายที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ที่เป็นเกย์และเคยฆ่าตัวตายมาแล้ว

ดูจากสมาชิกในบ้านก็น่าจะรู้ซึ้งถึงความตลกร้าย แต่เท่านี้ยังไม่พอ เพราะครอบครัวคนขี้แพ้เหล่านี้จะเดินทางไปทำตามฝันของลูกสาวตัวน้อยที่อยากเป็น Little Miss Sunshine เหลือเกิน โดยพวกเขาจะต้องเดินข้ามรัฐไปยังแคลิฟอร์เนีย ด้วยรถตู้เก่าๆของบ้าน และเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมทั้งเหตุการณ์ตลกร้ายตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ยันตอนประกวดบนเวทีด้วยซ้ำ แต่ในตอนจบ หลังจากพบเจอกับเรื่องราวมากมายหลากหลาย พวกเค้าก็อาจจะเรียนรู้วิถีทางที่จะหลุดพ้นหนทางแห่งความขี้แพ้แล้วก็เป็นได้

แม้หนังจะตลกร้าย แต่หนังมันสดใสมากๆครับ สีสันของหนังก็เลือกใช้สีสด สะดุดตา ทั้งฉากทัศนียภาพทั่วไปหรือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของหลายๆตัวละคร ถ้าดูแบบเอาสนุกสนานทั่วไปผมก็แนะนำ เพราะเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี แต่ถ้าจะดูในฐานะหนังตลกร้ายแบบซอฟท์ๆ ผมก็แนะนำและยืนยันได้เลยครับว่าไม่ผิดหวังแน่นอน


อันดับ 1



เรื่องตลก 69


เป็นหนังไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่ผมประทับใจมากๆ ผลงานกำกับของเป็นเอก รัตนเรือง นำแสดงโดยหมิว ลลิตา และคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากหลายๆสถาบันมาครองอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมทั้งถูกซื้อไปรีเมกโดยนายทุนจากฮอลิวูดแล้วเรียบร้อย และเป็นหนังแนวตลกร้ายที่ผมคิดว่าดีที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ผมดูหนังไทยมาเลยด้วยซ้ำ

หนังเล่าเรื่องของตุ้ม สาวพนักงานบริษัทไฟแนนซ์ที่เพิ่งจับฉลากให้ตัวเองต้องออกจากงาน และไม่มีเงินเหลือใช้อีกต่อไปจนอยากฆ่าตัวตาย แต่แล้ววันหนึ่งตุ้มก็เจอกล่องที่บรรจุเงิน 1 ล้านบาทถ้วนมาวางไว้ที่หน้าห้องหมายเลข 6 ของตัวเอง หลังจากตัดสินใจอยู่นาน ตุ้มก็คิดว่าตัวเองจะเก็บเงินนั้นเอาไว้เป็นของตัวเอง จนได้ยินเสียงเคาะประตูห้องจากเด็กค่ายมวย 2 คนที่มาตามเงินคืน ตุ้มไม่ยอมให้เงินคืน และพลาดพลั้งไปฆ่าทั้งคู่ตาย และหมกศพไว้ในห้อง

ต่อจากนั้นตุ้มก็หาวิธีกำจัดศพ รวมทั้งต้องการเชิดเงินหนีไปประเทศอังกฤษ โดยทั้งหมดต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด ตุ้มจึงไปทำพาสปอร์ตปลอม โดยหารู้ไม่ว่าผู้รับทำพาสปอร์ปลอมคือเจ้าของค่ายมวย และเป็นคนส่งเด็กค่ายมวยไปส่งเงินด้วยตัวเอง และทั้งหมดนี้นำมาซึ่งเหตุการณ์ยุ่งๆตามมา มีอีกหลายๆคนต้องตายในห้องของตุ้ม และเรื่องทั้งหมดเกิดจากน้ำผึ้งหยดเดียวจนลุกลามใหญ่โต กลายเป็นหนังตลกร้ายชั้นดีที่มีสเน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนหนังไทยทั่วๆไป

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ผ่านทางเคเบิ้ลทีวี เพราะหาหนังแผ่นลิขสิทธิ์ไม่ได้ซักที เลยต้องเจอกับพวกตัวอักษรศีลธรรมและเซนเซอร์เหล้าบุหรี่ ที่ทำให้อรรถรสของหนังเสียไปพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นหนังดีมากๆอยู่ดี ทั้งบทภาพยนตร์เฉียบขาด ฉลาดหลักแหลม นักแสดงนำระดับคุณภาพ ผู้กำกับระดับอินเตอร์ ผนวกรวมกันเป็นหนังตลกร้ายที่ยอดเยี่ยมและยากจะหาหนังไทยเรื่องใดที่ทำได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ ขอแนะนำเป็นอย่างเยิ่ง สำหรับหนังเรื่องตลก 69 สำหรับคอหนังตลกร้ายและคนที่อยากดูหนังไทยดีๆทุกคนครับ




 

Create Date : 19 มีนาคม 2552   
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 18:21:56 น.  

5 อันดับหนังดรามาที่จบแบบสุขนาฏกรรมที่ผมชอบที่สุด

อันดับ 5



In America


หนังเล็กๆแต่สุดอบอุ่นของจิม เชอริแดน ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้ทอปฟอร์มสุดๆ ถ่ายทอดเรื่องราวการดิ้นรนต่อสู้ของครอบครัวเล็กๆในเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างนิวยอร์ค ซึ่งผมว่าเป็นพล็อตที่เหมาะเหลือเกินในการทำหนังให้ออกมาอบอุ่นและจบสุข หนังยังได้ดาราระดับเดียวกับตัวหนัง อย่างแพทดี้ คอซิดีนและซาแมนทา มอร์ตันมานำแสดง แต่ถึงชื่อชั้นจะไม่ดึงดูด แต่ฝีมือการแสดงและเคมีที่เข้ากันดีเหลือเกิน ทำให้หนังเรื่องนี้อบอุ่นแบบลงตัวจริงๆ

หนังว่าด้วยครอบครัวชาวไอร์แลนด์ พ่อ แม่ และลูกสาวสองคน ที่ตัดสินใจอพยพเข้ามาในนิวยอร์คโดยหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น แน่นอนว่าพวกเค้าต้องปากกัดตีนถีบในระยะแรก ต้องเจอกับสภาพสังคมใหม่ๆ ผู้คนมากหน้าหลายตา เพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ และความกดดันที่จะหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านและค่ากินอยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้คนดูได้มีอารมณ์ร่วมและเอาใจช่วยให้ครอบครัวนี้ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหมดไปให้ได้และได้ลืมตาอ้าปาก ได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าอย่างมีความสุขเสียที

ฟังพล็อตแล้วอาจฟังดูธรรมดาๆนะครับ แต่บรรยากาศของหนังและเรื่องราวมากมายยิบย่อยที่สอดแทรกอยู่ตลอดเรื่องทำได้ดีจริงๆ ดาราสมทบอย่างจิมอน ฮอนชูก็เล่นน้อยแต่ได้เยอะ ดาราเด็กที่รับบทเป็นลูกสาวสองคนก็น่ารัก และสร้างสีสันให้กับเนื้อเรื่องได้อย่างดี เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ดูจบแล้วมีความสุขมากๆครับ


อันดับ 4



Pursuit of Happyness


หนังสู้ชีวิตโดยผู้กำกับชื่อไม่ค้นหูชาวอิตาลี กาเบรียลลี มูซซิโน ที่ได้ดาราแม่เหล็กอย่างวิล สมิธมารับบทนำ ถ่ายทอดชีวประวัติของเซลส์แมนสู้ชีวิต คริส การ์ดเนอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ แถมยังได้ลูกชายตัวจริงของวิล สมิธมาเล่นเป็นลูกชายของตัวละครคริส การ์ดเนอร์อีกต่างหาก เป็นสุดยอดหนังที่ดูจบแล้วมีกำลังใจในการสู้ชีวิตขึ้นอีกเพียบ

หนังว่าด้วยคริส การ์ดเนอร์ เซลส์แมนขายเครื่องมือแพทย์สุดอาภัพที่โดนภรรยาทิ้ง เหลือไว้เพียงลูกชายวัย 8 ขวบอยู่กับเค้า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่แย่เอามากๆ ทำให้คริสไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากทนขายเครื่องมือแพทย์ของตนต่อไป โดยได้ลูกชายตัวน้อยมาช่วยอ้อนผู้ซื้ออยู่ด้วย ทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ โดนขับไล่ออกจากบ้านเช่า ต้องอาศัยโครงการที่ซุกหัวนอนฟรีสำหรับผู้ยากไร้ซุกหัวนอนไปวันๆ วันไหนโชคดีก็มีที่นอน วันไหนโชคไม่ดีก็ต้องไปนอนตามที่สาธารณะ แถมอาหารก็กินแบบอดมื้อกินมื้อ แต่พี่คริส พระเอกของเราแม้จะท้อและหมดกำลังใจเพียงใด แต่เมื่อไรที่มองหน้าลูกชายของตัวเอง เค้าก็กัดฟันสู้ต่อไป และด้วยความเป็นนักสู้และกำลังใจที่เต็มเปี่ยมนี้เอง ทำให้เค้าได้ยิ้มทั้งน้ำตากับตัวเองในท้ายที่สุด

นี่เป็นหนังที่ให้กำลังใจทุกๆคนอย่างแท้จริงครับ ไม่ว่าคนไหน ชนชั้นใด อาชีพอะไรก็ตามได้ลองดูหนังเรื่องนี้ ผมเชื่อแน่ว่าต้องประทับใจไปกับการแสดงของวิล สมิธแน่นอน อยากให้กำลังใจใครซักคน นอกจากคำพูดแล้ว ลองให้เค้าได้ดูหนังเรื่องนี้ รับรองครับว่ากำลังใจมาอีกโขเลยหล่ะ


อันดับ 3



Happy Go Lucky


หนังอังกฤษของผู้กำกับไมค์ ลี ที่เปลี่ยนแนวมาทำหนังดรามาอารมณ์ดี ได้ดาราโนเนมอย่างแซลลี่ ฮอว์กินส์มารับบทนางเอกเต็มตัวเป็นครั้งแรก แต่กลับตีบทแตกกระจุยจนได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครอง นี่เป็นหนังดรามาอารมณ์ดี ที่ดูจบแล้วโลกสดใสและมีความสุขเหมือนชื่อเรื่อง ที่สำคัญคือหนังเรื่องนี้อาจเปลี่ยนทัศนคติของหลายๆคนเมื่อดูจบก็เป็นได้นะครับ

หนังเล่าเรื่องของคุณครูอนุบาลวัย 30 กะรัตอย่างป๊อปปี้ ที่มองโลกในแง่ดี คิดบวก ชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้คนรอบข้างเธออารมณ์ดีและมีความสุขไปกับเธอด้วย หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตประจำวันของป๊อบปี้ออกมาได้อย่างน่ารัก ทั้งการไปดื่ม กิน สังสรรค์กับเพื่อนๆ , การเรียนขับรถ , เรียนเต้นฟลามิงโก้ , ออกเดท , การสอนเด็กอนุบาลในชั้นเรียน ตลอดเรื่องป๊อบปี้จะต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่คิดอะไรในแง่ลบ และเธอก็ได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้นให้คิดในแง่บวกและมีความสุขกับชีวิต คนดูจะได้เรียนรู้วิธีคิดและทัศนคติในดำเนินชีวิตแบบไม่เหมือนใครของป๊อบปี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

นี่อาจเป็นหนังที่ดูไม่มีอะไรมากนะครับ แค่นั่งดูชีวิตประจำวันของคนเพี้ยนๆที่มองโลกเป็นสีลูกกวาดคนนึง แต่ผมเชื่อแน่ว่าตลอดเรื่องต้องมีอย่างน้อยครั้งนึงที่คุณยิ้มไปกับความน่ารักและมองโลกในแง่ดีของนักแสดงนำ ดูจบแล้วคุณอาจจะมองโลกสดใสมากขึ้น ยิ้มให้กับตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะคิดบวก และปล่อยเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้หลุดลอยออกจากความทรงจำไป และที่สำคัญคือคุณน่าจะยิ้มเก่งขึ้นแน่ๆหลังจากเห็นพลังแห่งรอยยิ้มที่จริงใจของแซลลี่ ฮอว์กินส์ตลอดทั้งเรื่อง


อันดับ 2



Dead Poets Society


ผมชอบหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ชื่อไทยที่ตั้งได้ให้อารมณ์ฟีลกู๊ดอย่างน่าประหลาด นี่เป็นงานกำกับของปีเตอร์ แวร์ ที่ระยะหลังชักหายหน้าหายตาไปจากวงการ ได้ดาราระดับเกรดเออย่างโรบิน วิลเลียมมาเป็นตัวหลักในบทบาทของคุณครูจอห์น คีทติ้ง ที่ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนคุณครูป๊อบปี้ แต่เด่นตรงที่สอนให้นักเรียนของเขาทำตามความฝัน และเริ่มทำให้ฝันเป็นจริงตั้งแต่บัดนี้ กับประโยคที่กลายเป็นคำฮิตของหนังเรื่องนี้ ,, Seize the day !!

หนังเล่าเรื่องราวของครูจอห์น คีทติ้งแห่งโรงเรียนมัธยมปลายที่วางกรอบ วางระเบียบไว้อย่างเคร่งครัด จนนักเรียในโรงเรียนนี้พากันเบื่อหน่ายกับการเรียน ครูจอห์นเริ่มใช้แผนการสอนของตัวเองโดยไม่สนใจขนบของครูคนอื่นๆ เค้าพานักเรียนออกนอกห้องเรียนเพื่อเติมเต็มจินตนาการของวัยรุ่น จนกระทั่งได้ตั้งสมาคมลับ Dead Poet Societys ขึ้น และต่อจากนั้นนักเรียนหลายๆคนเริ่มชอบที่จะเรียนในชั่วโมงของครูคีทติ้ง แต่ขณะเดียวกันครูคีทติ้งก็เริ่มถูกเพิ่งเล็งจากผู้ปกครองและเพื่อนครูด้วยกัน ถึงแผนการสอนที่นอกกรอบของเค้า และนำไปสู่เรื่องราวอันแสนเศร้าในตอนใกล้จบเรื่อง ก่อนจะขมวดมาเรียกน้ำตาคนดูได้อย่างอบอุ่นในตอนจบของเรื่องจริงๆ

หลายคนที่เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจไม่จัดหมวดให้เรื่องนี้อยู่ในหนังประเภทจบสุขนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว ฉากจบที่นักเรียนทุกคนยืนบนโต๊ะและร้องเรียก Oh Captain , My Captian ที่สื่อถึงคุณครูคีทติ้ง เป็นอะไรที่มีความสุขมาก ถ้าผมเป็นคุณครูคีทติ้งผมคงภูมิใจ และมีความสุขมากที่สุด แต่กระนั้นถึงผมเป็นแค่คนดูหนังตามปกติ ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความรักของลูกศิษย์ - คุณครูที่มากล้นจนระเบิดออกมาในตอนจบของเรื่องแบบนี้ นี่เป็นหนังที่จบอย่างอบอุ่น ซาบซึ้ง และเรียกน้ำตาได้พอสมควรเลยนะครับ


อันดับ 1



Always : Sunset on the Third Street


หนังญี่ปุ่นแท้ๆที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึง กำกับโดยทากาชิ ยามาซากิ และได้ทีมนักแสดงคุณภาพร่วมเล่นเป็นชาวเมืองโตเกียวในยุค 50 มากมาย แถมฮิตถล่มทลายจนกลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดในญี่ปุ่นในปี 2005 และต้องสร้างภาคสองตามออกมา นี่เป็นหนังดรามาที่มีครบรสทั้งความรักในครอบครัว ตลก เศร้า สดใส อบอุ่น ถวิลหาอดีต และจบอย่างมีความสุข จนผมเชื่อว่าน่าจะเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งจากหลายๆคนได้

หนังเล่าย้อนไปเล่าเรื่องในยุค 50 ที่เพิ่งจะเริ่มสร้างโตเกียวทาวเวอร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโตเกียวในปัจจุบัน หนังเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลากหลายชีวิต ทั้งนักเขียนการ์ตูนที่งานก็ไม่รุ่ง เงินก็ไม่มี แต่ดันไปรับเด็กมาเลี้ยง , ครอบครัวช่างซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ที่มีความฝันจะขยายร้านเล็กๆของตนให้กลายเป็นบริษัทชั้นนำ , สาวร้านน้ำชาอดีตนักแสดงระบำเปลื้องผ้าที่นักเขียนการ์ตูนแอบหลงรัก , คุณหมอหน้าดุแต่ใจดี ที่เด็กๆในเมืองต่างก็เกรงกลัว , เด็กสาวต่างจังหวัดที่เดินมาจะเข้ามาฝึกงานกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำ แต่กลับพบว่าได้มาทำงานในร้านเล็กๆของครอบครัวช่างซ่อมมอเตอร์ไซต์

หนังเล่าเรื่องของตัวละครแต่ละตัวตัดสลับไปมา มากบ้างน้อยบ้าง แต่ทุกๆตัวละครในหนังล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัว จนกลมกลืนเข้ากับอารมณ์ของหนังได้เป็นอย่างดี บทหนังที่บรรจงเขียนขึ้นอย่างไม่มีที่ติ ดึงอารมณ์ร่วมได้จากคนดูทุกเพศทุกวัยเหมือนต้องมนตร์ อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังโดดเด่นด้วยดนตรีประกอบที่ติดหู และร่วมสมัยเอามากๆ บวกกับความอบอุ่นของโทนสีในหนัง ที่เน้นสีส้มและสีสว่างๆ ให้ความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด ทั้งหมดนี้คือความสุดยอดของ Always : Sunset on the Third Street ที่ผมเชื่อว่าทุกๆคนต้องหลงรัก

ถ้าคุณยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ อย่าเพิ่งว่าผมเป็นหน้าม้าหรืออวยกันจนเวอร์นะครับ ลองหามาดู ( แนะนำแบบเสียงในฟิล์มดีกว่า ) ให้ได้ แล้วคุณจะรู้ว่าความสุข ความอิ่มเอม ความซาบซึ้ง บางทีก็หาได้ใกล้ๆตัวนี่แหละ




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552   
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 18:20:08 น.  

1  2  
Branelay
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




'เฟสบุ๊ค จขบ.'

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยการงานที่รัดตัว และภารกิจในชีวิตที่มากมายมหาศาล ทำให้ไม่เหลือเวลาในการวิจารณ์หนังได้มากเหมือนที่เคยๆ

ผมคงเปลี่ยนสถานะไปเป็นคนรักหนัง ไม่ใช่นักวิจารณ์หนังอีกต่อไป ,, อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสหรือเวลาว่างมากพอ หวังว่าผมคงได้มีโอกาสเขียนและแชร์ในสิ่งที่ผมรักลงบล็อกนี้ต่อไป

ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ คำแนะนำดีๆ และเพื่อนใหม่ในโลกออนไลน์ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในบล็อก ยังไงก็แวะมาคุยกันได้เรื่อยๆ นะครับ
: Users Online
[Add Branelay's blog to your web]