Live Love Laugh Learn Bake Shop^^

Group Blog
 
All blogs
 

Last Day in Tokyo

วันนี้เที่ยวรอบ ๆ โตเกียวกันค่ะ
พรุ่งนี้จะไปโอซาก้าแต่เช้าาาา

เริ่มต้นด้วยวัดเซนโซจิ ก่อนเลย
ตั้งใจมาดูและก็มากินเท่านั้นค่ะ
หน้าวัดก็ต้องถ่าย ... วันนี้คนเยอะอยู่ แต่ไม่แน่นมาก เดินได้สบาย ๆ


กินนี่ก่อนเลยยย แถวยาวดี 
เรียกว่าโมจิหรือเปล่าไม่รู้นะ แต่ก็อร่อยดี หวานๆ หนุบหนับ กินกะชาเขียวเย็นๆ 



เดินดูไปเรื่อยๆ ไม่ได้ชิมทุกร้านนะ เราว่าส่วนใหญ่มันเหมือนๆ กัน 
ขนมอื่นๆ นี่ก็ดูน่ากินเหมือนกับที่อื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเยอะ
อย่างเซมเบ้ นี่เราเคยกินแล้วแต่ไม่ค่อยชอบ ก็เลยได้แต่เดินดูเรื่อยๆ 
เอาที่จริงที่นี่เราคาดหวังไว้เยอะว่ามันต้องมีแต่ของที่น่ากิน เราจะต้องกินทุกอย่าง ทุกร้าน
แต่พอมาจริงๆ แล้วเราเฉยๆ มาก ประทับใจที่อื่นมากกว่า



ขนมทอด ๆ นี่ขายกันหลายร้านเลยค่ะ เจอหลายร้านจนเราต้อง เอาว่ะ! ซื้อชิมหน่อยก็ได้
ก็โอเคค่ะ กินได้ แต่ไม่ตู้วววหู้ววว เท่าไหร่

แตงกวานี่ก็เห็นมาในทีวี กะว่ามาแล้วต้องกิน คาดหวังรสชาติว่าจะคล้ายแตงกวาดองที่เราชอบ
ซึ่งเราชอบกินแตงกวาดองมาก มาก มากกกกก
ปรากฏ ว่ารสชาติไม่ใช่อ่ะ  ไม่ได้อ่ะ 



ข้างในวัดค่ะ... เราไม่ได้ไปไหว้พระ นะ เรารู้สึกว่าเราไม่อินกับวัดแบบนี้
แต่มีไปเสี่ยงเซียมซี คนละใบกะน้องสาว 



หิวววววว ออกมาหาข้าวกิน และก็หา ATM ค่ะ
ATM ที่ญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่มันไม่รับ international อ่ะ นี่ก็เพิ่งรู้ตอนที่มา 
เราเจอธนาคารอยู่ตรงข้ามกะวัด เลยเข้าไปแลกเงิน และก็ถามเค้าว่า จะกดเงินที่ไหนได้มั่ง
เค้าก็แนะนำ ว่าตรงเซเว่นแถวนี้มันกดได้นะ ซ้าย ขวา ซ้ายออกไป จะเจอ
เราเดินวนหากันนานมากกกก 555 เพราะระยะทางที่เค้าบอกเหมือนจะไกล 
เราเลยมั่นใจว่ามันน่าจะอยู่อีกแยกนึง เลยเดินตรงดิ่งไปเลย 
แต่จริงๆ แล้วเซเว่นมันอยู่ฝั่งตรงข้ามธนาคารนี่เอง ตรงหน้าวัดเลย แค่เลี้ยวซ้ายไปนิดนึง
เข้าเซเว่นแล้วก็เลย ซื้อข้าวเซเว่นกินซะเลย
ตอนแรกกะว่าจะหาร้านเทมปุระกิน แต่เห็นราคาแล้วสู้ไม่ไหวจริง ๆ

เซเว่นสาขานี้มีที่นั่งให้ทานอาหารได้ด้วยค่ะ เจ๋งอ่าาาา



กินอิ่ม ก็เดินไปถ่ายรูปต่อแถวสะพานอะไรซักอย่างงงง จำชื่อไม่ได้แระ








 

Create Date : 07 สิงหาคม 2558    
Last Update : 7 สิงหาคม 2558 13:01:16 น.
Counter : 424 Pageviews.  

3rd Day in Tokyo

วันนี้ ตอนแรกตั้งใจจะตื่นเช้ามากกกก

เพราะว่าเราจะไปคาวากูชิโกะ ซึ่งต้องนั่งรถไฟไปประมาณ 2 ชั่วโมง
ไม่อยากเสียเวลา กะว่าจะไปหลับเอาบนรถไฟแระกัน

........ แต่เมื่อคืนเราเช็คก่อนนอนใน Hyperdia พบว่า 
มันมีรถไฟเที่ยวพิเศษของ JR ในวันหยุด 
  • HOLIDAY RAPID MT.FUJI 1
ซึ่งเราไม่ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเลย 
และก็แปลว่าไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟ 
และก็แปลว่าเราจะได้นั่งยาวๆ ไปถึง คาวากูชิโกะเล้ยยยยย...
ซึ่งรถไฟจะมีแค่ 2 เที่ยว น่าจะ 8.14 กับ 10.30 มั๊ง !! 
ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าใช่ป่ะ

แต่ชีวิตไม่ดีงามขนาดน้านนนนนน.......

เราไปขึ้นรถไฟที่สถานี Shinjuku ไปถึงก็ต้องไปจองที่นั่งก่อน 
วนหากันอยู่พักนึง กว่าจะเจอ ปรากฎว่าต้องข้ามถนนไปอีกฝั่ง
ไปถึงประมาณ 8 โมง เหลืออีก 14 นาที ....วิ่งค่ะ   วิ่งงง
ปรากฏว่า..."ที่นั่งเต็ม" ....เสียใจ แพร๊บ  เที่ยว 10 โมงกว่า ก็เต็ม...เสียใจคูณสอง
เลยบอกนางว่า งั้นจองแบบปกติ ก็ได้ค่ะ
แบบปกติคือ นั่ง JR ไป 1 ชั่วโมง ลงที่สถานี Otsuki 
แล้วก็ต่อ รถไฟ Fujikyu Railway ไปอีก 1 ชั่วโมง 
ซึ่งใช้ JR Pass ไม่ได้ ต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 1,140 yen      เสียใจตรงเน้....

จองที่นั่งเรียบร้อย ก็ไปหาซื้อข้าวปั้นไว้กินบนรถไฟค่ะ
ก้อนละ ร้อยกว่าเย็น สองคนซื้อมา 3 ก้อน
ก้อนสีเหลือง รสข้าวผัดมะเขือเทศห่อไข่บาง ๆ อร่อยสุด

.. แต่ จริงๆ แล้วนั่ง รถไฟ local ก็ดีนะ ดูบ้านเรือนข้างทางไปเรื่อยๆ เพลินดี



ถึงคาวากูชิโกะแล้วก็ต้อง ซื้อตั๋วรสบัส เพิ่ม อีก ใช้ได้ 2 วัน รอบ ๆ ทะเลสาบ
ซึ่งจริง ๆ ถ้าทำการบ้านมาเยอะกว่านี้ เราคงจะไม่ซื้อ
มาแค่วันเที่ยว อยากเที่ยวแค่สองสามจุด ค่อยซื้อตั๋วบนรถก็ได้
แต่ที่เสียดายกว่าคือ น่าจะเช่าจักรยานปั่นเที่ยวเอง ดีกว่า 
เพราะเมืองนี้ สวยยยยมากกกกกก  ชอบมากกกก

....เราขึ้นบัสไปตรง lavender เลยย กลัวฝนตก
จริงๆ วันนี้คือ อากาศดีสุด ในช่วงที่เราอยู่โตเกียว เลยเลือกมาวันนี้
แต่ก็ไม่เห็นฟูจิซังอยู่ดี 
เห็นขาฟูจิ ลาง ลาง  ...



ลาเวนเดอร์ ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยบาน น่าจะบานเต็มที่ ปลาย ๆ เดือน มิถุนา
แต่ที่บานอยู่ก็ส่งกลิ่นหอมมากมาก  เราชอบลาเวนเดอร์มากกกกกก

ดอกไม้อย่างอื่นก็มีนะ 



ไม่ถึงกับเยอะมาก  แต่สวยมากก
ดอกสีชมพูนี่ดูเหมือนดอกไม้ปลอมเลยย



ตรงนี้เป็นจุดที่มีร้านบลูเบอรี่ อยู่   อะไรหลาย ๆ อย่างในร้านจะเกี่ยวกับบลูเบอรี่
ซอฟครีมนี่ก็ด้วยย ตอนแรกนึกว่า รสลาเวนเดอร์
แต่ก็ซื้ออ่ะ อยากกิน 


จากนั้น เราก็ไปขึ้น Ropeway กันค่ะ "-- ขึ้น -- อย่างเดียวจีจี "
เพราะขาลง เราเดินลงค่าาาาาา ประหยัดไปครึ่งราคา ได้กล้ามขาเพิ่มก้อนนึง


ไหน ไหน ฟูจิซังอีกทีซิ!
...

ขาลง เดินลงเขาค่ะ  ชิล  ชิล  40 นาที
บางทีกระต่ายก็คิดนะ ว่า เทอ เทอ แข็งแรงไปป่าวว  ได้ข่าวว่ายังต้องเดินอีกหลายวันนะ



ลงเขามาได้ล่ะค่าาาาาา



ยังต้องเดินไปสถานีต่อนะแจ๊ะ 



บ้านหลังนี้ดูแพง  เริ่ดตรงซุ้มประตูเข้าบ้าน สไตล์ญี่ปุ่นค่อดๆ



เดินลงเขามา พลังหมด หาข้าวกินใน Lawson ค่ะ
เนื้อโครอกเกะ นี่ อร่อยยยมากกกกกก
สลัดนี่คือดี  แต่ ลืมซื้อน้ำสลัด ผักล้วนนนน
ข้าวกล่องนี่ก็โอเคนะ  อร่อยกว่าที่ซื้อจากเซเว่นวันแรก



ซอฟครีมลาเวนเดอร์ ค่า ค่า ค่า  ในที่สุด ก็หาเจอ  หอมอ้าาาาา

ขากลับ กลับด้วยรถไฟโทมัสข่าาาาาาา น่ารักจริงจัง
ข้างในนี่ฟรุ๊งฟริ๊ง มุ้งมิ๊งมากก



กลับมาถึงโรงแรมหิวโซมากกก ตั้งใจแล้วว่าจะกลับมากินร้านราเมงที่อยู่ข้างโรงแรม
ซึ่งถ้าพักโรงแรมที่เราพักอยู่ก็จะได้ลดราคาด้วยค่ะ 
จำไม่ได้ว่าลดเท่าไหร่ แต่เราจ่ายไปชามล่ะ 450 yen เท่านั้น!
ที่สำคัญคือ..คือ..คือ...มันดีงามมากมาก 
อร่อยมากกกกกกกกก...... ที่ผ่านมาสองวันนี่เราไปกินอะไรกันอยู่ T^T



จบวันที่ 3 




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 4 สิงหาคม 2558 13:25:46 น.
Counter : 585 Pageviews.  

2nd Day in Tokyo

วันนี้ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า
Plan ตอนแรกคือ Tsukiji fish market แล้วก็ไป Ghibli Museum 
น้องเราอยากไปพิพิธภัณฑ์จิบลิ นี่มาก ต้องจองตั๋วผ่าน lawson
แต่ปรากฏว่า เมื่อวานเราไปจองตั๋วแล้วเต็มทุกวัน ทุกรอบ เลย 
พนักงาน lawson น่ารักมากกก นางพยายามจองให้สุดฤทธิ์ 
ที่สำคัญ คือ นางพูดภาษาญี่ปุ่นเราพูดภาษาอังกฤษ 
5555+++ นึกแล้วขำ ว่าคุยกันเข้าใจได้ยังไง...
ตอนแรกบอก จิบลิ แล้วนางดูงง ๆ น้องเราเลยบอก โตโตโร่ นางเก็ทเลย

นางน่ารัก เราบอกว่าไม่เป็นไร แต่นางก็ยังพยายามอยู่หน้าตู้ 
จนเราจ่ายตังค์ซื้อของเสร็จ จนออกจากร้าน นางก็ซอรี่อีก 5555
........................................

จากที่ตั้งใจจะตื่นเช้า เลยกลายเป็น 8 โมง ถึงตลาด 9 โมง แระ
เดินดูของสด เพลินดี 



แต่ราคาค่อนข้างสูง (วันหลังเราไปอีกตลาดนึงที่เกียวโต ถูกกว่า)
เจอเมนไทโกะอีกแล้ววว ... ยังจำรสชาติเมื่อวานได้ 
อยากกินนะ มันดูน่ากันมว๊ากกกกก...แต่ขอทำใจอีกวันล่ะกัน



หิว....ซื้อไข่ม้วนมากินก่อนเลย 120 yen
เจ็บใจตรงที่ เดินไปอีกนิด 100 yen เอง
แต่อร่อยดีนะ



ยังไม่อิ่ม เจอร้านหอยย่าง ตัวใหญ่มากกกกก
โดนหอยเซลล์มา 1 ตัว 700 yen แพงมากกก แต่ยอม...
วันหลังเจอที่อื่นถูกกว่านี้  น้ำตาจะไหล



หอยอร่อยมากกกกก  หวานนนนนนที่สุด  อยากจิกินอีกสัก 10 ตัวว
...........
ยังไม่อิ่ม  ถ้าเดินกินแบบนี้หมดตัวแน่  เลยลองเดินหาร้านซูชิ
แต่น้องสาวเราไม่กินของดิบ เลยต้องหาร้านที่มันมีของสุกด้วย

ร้านนี้มีขายเพรียงด้วยยยย  เรียนมา 4 ปี ไม่เคยรู้เลยว่ามันกินได้เนี่ยยย
เมื่อเช้าฝนตกด้วย ตอนออกจากโรงแรม เลยได้ร่มมาคันนึงจากเซเว่น ห้าร้อยกว่าเยน



เดินไปเดินมา หน้าตามันเหมือนกันหมดทุกร้านเลยยยย
ราคาก็พอ ๆ กัน เลยเลือกไปร้านนึง จำชื่อร้านไม่ได้
ราคาแพงเอาเรื่องอยู่ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ...นี่คือ Tsukiji นะเห้ยยย ไม่กินข้าวหน้าปลาดิบได้ไง
นั่งหน้าเคาเตอร์ กะว่าเชฟต้องทำโชว์ 
แต่ข้าวมาจากในครัวจ้าาาาาา....อันนี้เหมือนที่เตรียมของสดเฉยๆ 

ของน้อง เป็นแบบข้าวหน้าซูชิที่กริลมานิดหน่อย 1,720 yen (ไม่ได้ถ่ายรูป)
ของเรา ตามรูป 1,920 yen 



นี่คือ...ข้าวหน้าปลาดิบ ที่เราพะอืดพะอมกิน มากก บอกไม่ถูก
คนอื่นอาจจะอร่อยก็ได้นะ แต่เราแบบ ... สยึมกึ๋ย มากก
อาจจะเพราะ เราไม่ได้ปลาดิบเลิฟเว่อร์ คือกินได้ ที่เมืองไทยเรากินได้ แต่ไม่ได้เยอะมาก
แต่อันนี้คือดิบมาทั้งจาน เราอาจจะประมาณตัวเองผิดไปด้วยแหละ 
กินไปสักพัก เราเริ่มรู้สึกว่ามันคาว คาวมาก กินขิงช่วย วาซาบิช่วย ก็พอไปได้
จริง ๆ แล้วเรากินเกือบหมดชามเลยนะ ซดน้ำซุปปูช่วย ซุปมิโสะนี่อร่อยมากก มาก มาก
จนมาถึงกุ้ง..นี่ไม่ไหวแระ คาวสุดเลย รองลงมานี่อีปูฝอย ๆ นั่น คาวมาก นึกว่าจะหวานๆ ซะอีก
พยายามกลั้นใจกิน..กลัวเชฟเสียใจ  เสือกมานั่งหน้าเคาเตอร์อีก

น้องเราเหลือเยอะกว่าาา 5555+++ 
คือ แค่กริลล์มาด้านนอกเฉย ๆ ข้างในยังดิบอยู่
แต่ ณ จุดนั้น เราก็ยังช่วยตัวเองไม่หมดเลยยย 5555

สรุปว่าเป็นมื้อที่แพงที่สุด และไม่มีความสุขที่สุดเลยย ในทริปนี้
...................................

จากนั้นเราก็ไป ต่อที่ Nature and Science National Museum ค่ะ
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เราอยากไป จะไปหา ฮาจิโกะ

เด็กๆ เยอะมาก มีตั้งแต่อนุบาล ถึงมัธยม ส่วนใหญ่โรงเรียนพามา



ตัวพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็น 3 ชั้น แล้วมีห้องแยกซ้าย-ขวา
เดินดูได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่เมื่อยซะก่อน

รูปนี้เป็นความหลากหลายของปูชนิดนี้ (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ)



รูปซ้ายนี่ประมาณว่าโชว์ให้ดู ว่า ในกอปะการัง 1 ก้อน นี่เจอสัตว์อะไรบ้าง
รูปขวานี่เป็นอีกห้องนึง เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์



สองรูปนี้ อธิบายเป็นแผนภาพให้ดูว่าปลาทองกับดอกไม้อันนี้ มันมิวเตชั่นไปยังไงบ้าง
โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสองนี้เริ่มจาก wildlife แล้วมันเกิด mutation ไปเรื่อย ๆ
จนหน้าตามันต่างจากบรรพบุรุษไปมากก



เจอแล้ววว!!!! ฮาจิโกะ อยู่ใกล้ ๆ กับปลาทอง
ฮาจิโกะ นี่เป็นหมารูปปั้นที่อยู่ตรงแยกชิบุย่า 
ตัวตัวจริง ๆ นางอยู่ที่นี่ โดน สต๊าฟ ไว้ตรงนี้ จร้าาา 
เป็นหมาสายเลือดญี่ปุ่น หน้าตาน่ารักเชียว

ส่วนรูปขวานี่คือโครงกระดูกของตัวอะไรซักอย่าง จำไม่ได้
ที่ลอยอยู่คือของปลอมทำขึ้นมาเต็มตัว
กระดูกจริงคือที่อยู่ข้างล่าง น่าจะเป็นตัวที่ค้นพบที่ญี่ปุ่นมั๊ง (ไม่ได้อ่านรายละเอียด)



ต้นไม้ต้นนี้ใหญ่มาก ๆ มีการสอนนับอายุจากวงปี
ส่วนรูปขวา เป็นเห็ดปลวกกก....ดีอ่ะ นี่เราก็ไม่เคยเห็นแบบนี้



อันนี้แสดงสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรตามความลึก ดีอ่ะ
เราว่างานพิพิธภัณฑ์เมืองไทยควรมาดูงานนะ เค้าจัดโชว์ดีอ่ะ ความรู้ล้วนๆ 
เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมี พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ กะเค้ามั่ง

ตรงทางออกก็จะเจอ สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาดเท่าตัวจริง รออยู่
(จริงๆ นี่เห็นตั้งแต่ตอนเดินเข้าแระ)



ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ ก็เดินเล่นรอบ ๆ และก็คิดว่าจะไปไหนต่อดี
แต่ ณ จุดนั้น คือเมื่อยมาก
ช่วงนี้ดอกไฮเดรนเยียกำลังบานนน สวยยมากกก
น้ำนี่อร่อยมาก รสชาติยาคูลท์ แต่ซ่า ๆ  กินไปกินมา รสชาติเหมือคาลพิส ขวดเก๋มากๆ 



น้องสาวอยากไปพิพิธภัณฑ์ ART อะไรซักอย่าง แต่ค่าเข้าแพงมากกก
เลยยอมแพ้  สองคนนี้สามพันกว่าเยน แพงกว่าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติสองเท่า
รูปซ้ายเป็นด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ แต่ทางเข้าต้องลงไปชั้นข้างล่างอีกหนึ่งชั้น
ส่วนรูปขวาเป็นที่ฝากร่ม...คือดีอ่ะ  ไม่ต้องถือ ไม่หายด้วย ไม่ต้องหยิบผิดคันด้วย
ส่วนใหญ่เค้าจะใช้อยู่ 3 สี ใส ดำ ขาว แล้วก็หน้าตาจะเหมือนกันหมด
เหมือนบริษัทร่มมีแห่งเดียวในญี่ปุ่น เพราะงั้นถ้าเราเสียบไว้เหมือนตามประตูห้างงี้
เราว่าหยิบสลับกันแน่นอน


สรุปก็ไม่ได้ไปพิพิธภัณฑ์ อื่น เลย เพราะ หมดพลัง  เมื่อย มากกกกกก นี่แค่สองวันแรก!
กะว่าตอนเย็นจะไปฮากิบาระ  เลยกลับโรงแรม ไปชาร์ตพลังขาก่อนสักชั่วโมง

ร้านเค้กนี่อยู่ใกล้โรงแรมเลย  เล็งมาตั้งแต่เมื่อวาน  น่ากินมากกกกก
จัดมาชิ้นนึง อร่อยมากกกกกกกก



ตอนเย็นไป Akihabara ตั้งใจว่าจะไปซื้อนาฬิกา
เดินหาห้างอยู่นานมากก วนไปมา ที่แท้ก็อยู่อีกฝั่งนึงของสถานีรถไฟ

มีแต่ตึกสูงๆ เป็นร้านค้าที่มีหลายๆ ชั้น อยู่ในตึก 



โมเดลตุ๊กตานี้ก็อยากได้นะ แต่ถ้าเริ่มซื้อแล้วก็ต้องซื้ออย่างอื่นตามมาอีกเยอะ 
เราก็ไม่ได้โอตาคุขนาดนั้น  ดูเฉยๆ ก็อิ่มแระ



พอได้นาฬิกา ก็กลับเลยยย เมื่อยยยยยขา
แวะกิน ร้านหยอดเหรียญ กดผิดด้วย อยากได้โซบะราเมงแบบร้อนๆ อ่ะ
ได้แบบเย็นมาซะงั้น  ไม่หร่อยเลยยย



เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมไปนอน...พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าา

จะไป Kawaguchiko




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2558 11:01:59 น.
Counter : 403 Pageviews.  

1st Day in Tokyo

เราบินกับแอร์เอเชียค่ะ 5 ชั่วโมง เหนื่อยและเพลียมากกกกก

เครื่องลงที่สนามบินนาริตะ ประมาณ 8 โมงกว่า 
ลงมาถึงก็ตั้งสติแปปนึง ผ่านอิมมิเกรชั่น รับกระเป๋า แล้วก็หาทางไปขึ้นรถไฟค่ะ
เอาจริง ๆ ก็เดินไปมั่ว ๆ แล้วก็เฮ้ย!!! เจอที่แลกตั๋วเฉยเลยย
เราก็เปิดใช้ตั๋ว JR ตั้งแต่วันแรกเลย แล้วก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าอยากไปสถานี Higashi-jujo 
คือเค้าเข้าใจภาษาอังกฤษนะ และก็พอจะพูดได้บ้าง 
แต่ปัญหาคือ เราฟัง accent ของเค้ายากมาก มาก มาก แต่ก็เข้าใจมาได้ยังไงก็ไม่รู้
เจ้าหน้าที่ดีมากกก reserved ตั๋วของ Narita express มาให้ ลงที่สถานีโตเกียว
แล้วก็พูดอะไรซักอย่างซึ่งเราฟังไม่ออก แต่ก็รับตั๋วมา 
ซึ่งเราก็เข้าใจว่านางคงให้เราไปสถานีโตเกียวก่อน ซึ่งมันเป็นสถานีใหญ่ 
แล้วยูค่อยหาทางไปต่อเอานะ
(จริงๆ แล้วนางอาจจะบอกก็ได้ ว่าไปต่อยังไง...แต่เราฟังไม่เข้าใจนิ!)



ได้ตั๋ว มาก็ งง งง เพราะมันเป็น reserved seat 
CAR 5 Seat 8C และ 9C --- ที่นั่งที่โอเค แต่ Car 5 นี่คือ อันไหน? แล้วรถไฟเที่ยวไหน? 
มีเวลายืนงงแค่ประมาณ 10 วินาที รถไฟมา ??????? เอาไง??
ขึ้นรถสิ ค่อยไปลุ้นเอาข้างในรถล่ะกัน
แต่ปรากฏว่าเราเข้าไป Car 5 พอดี จ้าาา โชคดี จีจี แล้วก็หาที่นั่ง
จริงๆ แล้วถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้นะว่าถูกขบวนป่าว 
ตอนนั่งก็แบบ..ถ้ามีคนอื่นมาถามหาที่นั่งก็ค่อยลุกล่ะกัน

นั่งไป ก็ชมวิวไป ตื่นเต้นกับวิวเบาๆ เพราะเพลียมากกก 
แล้วก็ต้องค่อยนั่งจ้องหน้าจอว่ามันจะถึงสถานีโตเกียวตอนไหน
ใช้เวลานั่งเกือบชั่วโมง (เพิ่งรู้ว่าสนามบินนาริตะมันอยู่ห่างจากโตเกียวไกลเลย)

สถานีโตเกียว ใหญ่มาก คนเยอะมากก คนญี่ปุ่นเดินกันเร็วมากกกกก แต่ไม่มีชนกันเลยนะ
เรายืนตะลึงอยู่แปปนึง ก็เริ่มหาทางไปต่อ ซึ่งตอนนี้สติในการหาทางด้วยตัวเองแทบจะไม่เหลือแระ
วิธีการที่จะได้ไปเร็วที่สุด คือ ถามค่ะ  เจอบูท information ของ JR พอดี 
ก็โชว์ Hyperdia (ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่) ให้นางดู 
ว่าเราจะไป Higashi-jujo นะ ใช้ JR pass เลยได้ป่าว 
นางก็พยักหน้า แล้วก็ชี้ ๆ ..... เราก็เข้าใจได้ฟัง ใช้ได้ 
จากนั้นเราก็มาดู Hyperdia อีกที แล้วก็เก็ทว่า มันมีบอกชื่อขบวนรถนี่หว่า แล้วก็คอยดูว่าไปขึ้นขบวนนี้ที่ Gate ไหน
แต่ที่ไม่รู้คือ สถานีที่เราจะไปนี่ มันอยู่ตรงไหนว่ะ ซ้าย หรือ ขวา 
ครั้งแรก ก็ เสี่ยงทายเลยค่าาาาา 
ปรากฏว่า ขึ้นผิดทาง!!
ใช้เวลาตั้งสติอยู่ประมาณ 3 สถานีผ่านไป เลยคิดได้ว่าต้องลง แล้วกลับไปขึ้นอีกฝั่งนึง
ตอนที่เปลี่ยนรถไฟ เราหลงกับน้อง  ... ด้วยความที่พอเดินมาถึงแล้วรถไฟมันเปิดประตูอยู่ 
เราก็เดินเข้าไปก่อน แต่น้องของเราช้าค่ะ นางขึ้นไม่ทัน ติ้ง ติ้ง ประตูปิด 
เอาแล้วไง.......

โทรศัพท์นางก็ไม่ได้เปิดโรมมิ่ง..โทรไม่ได้ 
แต่ยังโชคดีที่น้องเราเป็นคนถือ pocket wifi  
เราก็เลยเปิดใช้เน็ตกับโรมมิ่ง แล้วก็ส่งข้อความไปว่าเราจะลงไปรอที่สถานีถัดไป
ลุ้น อยู่ประมาณ 15 วินาที นางก็ตอบกลับมา ..ดีใจแทบกระโดด
ตอนนั้นสมง สมอง นี่คิดไปเยอะแระ ว่าจะทำยังไงดี ถ้าติดต่อนางไม่ได้
พอนางตอบกลับมา เราก็เลยบอกว่า ไม่ต้องลง เดี่ยวเราขึ้นต่อไปเลย (สติเริ่มมาแระ)

ในที่สุด ก็ถึงสถานี Higashi-jujo ก็ลากกระเป๋ากันออกมาหน้าสถานี 
โรงแรมคือดี ใกล้สถานีมากกก แต่ไปถึงแล้ว ยังเช็คอินไม่ได้จ้าาา 
แต่คือ ณ จุดนั้น ไปไหนไม่รอดแล้ว เลยตั้งใจว่า หาอะไรกินแล้วก็รอแถว ๆ นั้นแหละ
ตรงข้ามโรงแรมเป็น 7-11 

.................................
เราซื้อข้าวจากเซเว่น มี ข้าวปั้นไข่ปลาเมนไทโกะ 
นี่คืออย่างแรกที่หยิบเลย ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาจากเมืองไทยว่าต้องกินไอ้ไข่ปลานี้ให้ได้
คำแรกที่คือกิน ไป คือ เอิ่ม ..กินได้ แต่ แต่ มันก็ไม่ได้อร่อยเว่อร์เหมือนในทีวีนี่หว่า
ยิ่งพอกินไปหลาย ๆ คำ นี่เริ่มคาว 
แต่อาจเป็นเพราะเราเพลียมากด้วยมั๊งเลยไม่ค่อยอร่อย



อีกอย่างนึงคือเป็น ข้าวกล่อง มีหลาย ๆ อย่าง
อันนี้กินได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อยนะ คือกินได้ อะ แต่เราชอบอีบ๊วยเค็มมาก ๆ 
มันเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ แก้เมาเครื่องบินได้ดี 



อันที่อร่อยสุดคือ บิบิมบับ 5555+++
มาญี่ปุ่นแต่หยิบบิบิมบับมา และก็ปรากฏว่ามันอร่อยสุด 
หรือว่าอาจจะถูกปากเราที่สุดในสามอย่างนี้ก็ได้



นี่ก็พยายามเดินเล่นแถว ๆ นั้น รอเช็คอิน 
บ้านหลังนี้น่ารัก 



เดินได้ไม่เยอะ แทบจิคลาน ก็มานั่งตากแอร์รอ ประมาณบ่ายโมงก็ได้เช็คอิน
ห้องเล็กมากกกกกแค่เตียงก็เต็มห้องแระ 
แต่ของใช้นี่ครบมากกก นะ เราก็ยังอึ้ง ว่าเค้ามีครบทุกอย่างเลย 

มีกาต้มน้ำด้วยนะ ตู้เย็นอยู่ข้างล่าง มีอ่างล้างจาน
ทางแมวเดิน


นอนพัก 2 ชั่วโมง ค่ะ แล้วก็เริ่มเที่ยวเลย 
Tokyo Tower 



ไปถึงประมาณ 4-5 โมง คนไม่เยอะเท่าไหร่ ซื้อตั๋วแล้วก็ขึ้นไปเล้ยยยย
มีพนักงานค่อยกดลิฟท์ให้ด้วย 
ตอนที่อยู่ในลิฟท์ก็มีบรีฟเล็กน้อยเป็นซาว์แทรกภาษาญี่ปุ่น แบบไม่มีซับไตเติ้ล
ฟังไม่ออก..


เรากะว่าจะรอให้มืดเลย อยากดูวิวเมืองโตเกียวทั้งแบบกลางวันและกลางคืน
เลยนั่งรอด้วยซอฟครีมช็อคโกแลตและกาแฟ 
นั่งซักพักมีวงดนตรีมาเล่นให้ฟังด้วย...คนนั่งรอฟังเยอะเลย



พอมืดก็ลงมา ... มีพนักงานกดลิฟท์ไปส่งที่ชั้นของฝาก 
อยากซื้อทุกอย่างเลย แต่กลัวจะอยู่ไม่รอดจนถึงวันสุดท้าย



น่ารักอ่าาาา อยากได้ แต่ขี้เกียจหิ้ว ขี้เกียจแบกก กลัวตังค์หมดด้วย 



ณ จุดนั้น หิวมากมาก ทั้งวันกินแต่ข้าวเซเว่น ที่ อร่อยไม่มากก 
อยากกินนนนนอาหารญี่ปุ่นนนน
จำได้ว่าเดินผ่านร้านแกงกะหรี่ Coco ตอนขามา เลยกลับไปกิน
เป็นร้านนึงที่ตั้งใจมากิน เพราะเราชอบมาก 
หลายคนบอกว่าอร่อยกว่าที่เมืองไทยนะยูววววว...ต้องกิน ๆ 



อร่อยจ้าา ไม่มาก ไม่น้อย 
ของเราเป็น แกงกะหรี่เนื้อ ครอกเก้ปูกับสครัมเบิลเอ้ก
ของน้องเป็น แกงกะหรี่หมู หมูทอดและผัก
กินไม่หมดจ้าาาาา จานใหญ่โตมากก ขนาดลดข้าวลงแล้วนะ
เทียบกับที่ไทย ราคา พอๆ กัน ส่วนรสชาติ เราว่าเราแยกไม่ออกอ่ะ 555++

.............................. จบแระวันแรก 
กลับไปชาร์ตพลัง นอนนนนน พรุ่งนี้จะตื่นเช้าาาาา




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2558 16:20:17 น.
Counter : 271 Pageviews.  

Get Ready

ก่อนจะเขียนถึงเจแปน 

ก็ฉลองการกลับมาของ บล็อคนี้ก่อน เย้!!!! 
ตั้งแต่ เฟสบุ๊ค ไอจี พินเทอเรส เข้ามาในชีวิต ก็ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป 
ขี้เกียจมากขึ้น ยุ่งเรื่องของคนอื่นมากขึ้น บลา บลา บลา 
...............................................................................................................

นี่เป็นการไปเจแปนครั้งแรกของเรา ไปกับน้องสาว
จองตั๋วตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ตั๋ว ถือว่า ค่อนข้างถูก 13,xxx บาท (ไป-กลับ 2 คน)
จากนั้นก็ลืมมมมมมมมมมม...จนเพิ่งจะมาจองโรงแรมสองเดือนก่อนจะออกเดินทาง
ตั้งใจจะไปพักสองเมือง คือ โตเกียว และ โอซาก้า ที่ละ 4 คืน

เราบินไปลงที่นาริตะ และ บินกลับ จากสนามบินคันไซ

เราไปทั้งหมด 9 วัน 8 คืน 
วางแผนจะใช้ JR Rail Pass 7 วันแรก (29,xxx yen) ส่วนสองวันที่เหลือค่อยไปว่ากันอีกที
เมืองที่จะไปหลัก ๆ ก็ โตเกียว โอซาก้า และก็เกียวโต 
แต่หลังจากที่เราซื้อ JR pass แล้ว (จากภูเก็ต) ก็ เพิ่ม ฮิโรชิมา เข้าไป กลัวไม่คุ้ม 555++

การสื่อสาร : เราเช่า pocket wifi ไป วันละ 200 บาท ทั้งหมด 9 วัน

เราแลกเงินไป 2 หมื่นบาทไทย เรท 0.273 



Plan การเดินทาง คร่าว ๆ ตามนี้ค่ะ





 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2558 14:24:08 น.
Counter : 337 Pageviews.  


หมึกหน้ามึน
Location :
ภูเก็ต Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ราศีเมษ

บุคลิก : ผู้ที่เกิดในราศีนี้เป็นคนที่มีความอดทน จริงจัง อารมณ์ร้อน ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ วางฟอร์มนิดๆ แต่ก็มีสติปัญญาดีมาก คิดไวทำไว เน้นการแก้ไขปัญหา พูดในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล รักเสียงดนตรี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับใคร ไม่ชอบพูดมากไม่เพ้อฝัน พูดจาขวานผ่าซาก ไม่กลัวใคร ถ้าดื้อก็เป็นประเภทดื้อเงียบ

งานที่เหมาะสม : งานที่ต้องใช้ความสามารถล้วนๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักแสดง นักร้อง นายทหาร นายตำรวจ ช่างไฟฟ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างตัดผม ค้าขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เป็นต้น

Friends' blogs
[Add หมึกหน้ามึน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.