คอนเสิร์ตของ Katherine Jenkins (23 มี.ค. 2554)
เมื่อคืน (23-3-2554) ไปชมคอนเสิร์ตของ Katherine Jenkins กับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ มี Anthony Inglis เป็นวาทยากร ในรายการ Great Artists of the World 2011 ผมรู้จักเธอครั้งแรกราว 6-7 ปีที่แล้วที่สยาม ในร้าน CD Warehouse จากเครื่องทดลองฟัง อัลบัม La Diva (หรือ Second Nature) ด้วยความที่คุ้นหูกับ Time to Say Goodbye ฉบับ Sarah Brightman เสียงอันต่ำกังวาลลงมาของเธอจึงสร้างมนต์เสน่ห์ไปอีกแบบ ทำให้ต้องกดฟังเพลงอื่น ๆ ที่เหลือและตัดสินใจซื้อแผ่น (แสนแพง) ในท้ายที่สุด หลังจากนั้นก็ติดตามผลงานของคุณ Jenkins เรื่อยมา การไปชมเธอที่ศูนย์วัฒนธรรมเมื่อคืนวานเท่ากับการเติมเต็มหนึ่งในความปรารถนาที่จะได้ยินเสียงสด ๆ สักครั้ง



รายการแสดงช่วงแรก Inglis นำวง BSO โหมโรงด้วย William Tell Overture ของ Gioachino Rossini จบด้วยท่อนที่สี่ Finale คึกคัก เร้าใจ โยกไหวไปกับเสียงทรัมเปตและวงดุริยางค์ จากนั้น Katherine ปรากฏตัวในชุดสีชมพูพร้อมกับเพลง Bring Me To Life ของ Evanescence หวานเสียจนอาจทำให้ลืมภาพ Amy Lee ต่อด้วย Nella Fantasia (ภาษาอิตาเลียนแปลว่า In (my) Fantasy) เพลงจากสกอร์หนัง The Mission ผลงานประพันธ์ของ Morricone ต้นฉบับใส่เสียงร้องนั้นคือ Sarah Brightman ผมดูในแผ่นบันทึกการแสดง One Night in Eden ซาร่าบอกว่าเธอเขียนจดหมายไปหาโมร์ริโคเน่เพื่อขออนุญาตใช้ท่อนทำนองดังกล่าวมาทำเป็นเพลง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เธอจึงตื้อเขียนจดหมายอ้อนวอนทุก ๆ สองเดือนจนโมร์ริโคเน่ยอม Nella Fantasia เป็นเพลงที่สวยงาม อ่อนหวานมากครับ เพลงที่สามที่ Katherine ร้องมาจากอุปรากรของ Rossini เรื่อง The Barber of Seville เพลง Una voce poco fa (A voice a liitle while ago) เธอบอกว่าหลังจากที่ได้ชม Maria Callas ร้องเพลงนี้ ทำให้เธออยากเรียนร้องเพลงคลาสสิกทันที จบเพลง วงดุริยางค์บรรเลง Prelude สู่องก์แรกใน La Traviata ของ Verdi กับ Prelude อุปรากร Cavalleria Rusticana ของ Mascagni (ระหว่างนี้ Katherine อยู่หลังเวที กำลังเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่สอง) จากนั้น Inglis และ BSO ปลุกคุณผู้ชมที่กำลังเคลิ้มด้วย Les Toreadors เพื่อนำไปสู่ Habanera ที่ Katherine ออกมาขับขานในชุดสีแดงสด และร้องอีก 2 เพลง I Believe เวอร์ชั่นร้องเดี่ยว (ในอัลบัม Believe ปี 2009 เธอร้องคู่กับ Andrea Bocelli) กับ I Will Always Love You (L'Amore Sei Tu จากอัลบัม Living A Dream) พักครึ่งการแสดง



ครึ่งหลัง วงดุริยางค์โหมโรงด้วย Der Freischütz Overture ของ Carl Maria von Weber เพลงแรกประเดิมในครึ่งนี้ Katherine เลือก La Vie en Rose (เพลงของ Édith Piaf) ต่อด้วยเพลง Hallelujah ของ Leonard Cohen เพลงนี้พอขาดเสียงร้องประสาน ผมว่าอารมณ์บางอย่างมันหายไปครับ คำว่า Hallelujah เวลาเปล่งเสียงออกมาหลาย ๆ คน ขนลุกกว่า อย่างฉบับที่ Blake (2007) เอามาคัฟเวอร์ Hallelujah ที่ผสม tennor, baritone, bass-baritone ก็ฟังเข้าที เพลงต่อมา Love Never Dies เพลงนำที่ Andrew Lloyd Webber เลือกให้เธอร้องจากละครเวทีภาคต่อของ The Phantom of the Opera (มีคลิปจาก youtube มาให้ชมครับ ผมเอาคลิปนี้มาจาก link ที่เบียร์สิงห์โพสต์ลง facebook อีกที) วงดุริยางค์บรรเลง Night on a Bare Mountain ของ Mussorgsky คั่นรายการก่อนถึงช่วงสุดท้าย Katherine ร้องอีกสามเพลง Till There Was You, Angel (ของ Sarah McLachlan) กับ The Godfather (เพลง Parla Più Piano ของ Nino Rota) ชุดสุดท้ายนี้สีขาวยาวระยิบรับกับไมค์ มี Time To Say Goodbye เป็นอังกอร์ ผมรอดูเธอออกมาแจกลายเซ็นต์แป๊ปนึงก่อนกลับ ถามเบียร์สิงห์ด้วยความเคยชินหลังดูหนังหรือดูการแสดงว่าให้กี่ดาว เบียร์สิงห์ว่า "เอาไปเลย 5 ดาว"

Love Never Dies



ป.ล. ชุดแดงในมิวสิกวีดีโอนี้ผมว่าเป็นชุดเดียวกับที่เธอใส่ร้อง Habanera เมื่อคืนวานนะ



Create Date : 24 มีนาคม 2554
Last Update : 24 มีนาคม 2554 20:23:30 น.
Counter : 940 Pageviews.

1 comments
หักเหลี่ยมร้ายซ่อนลายรัก (เปิดจองรูปเล่ม) lovereason
(20 ก.พ. 2562 09:02:30 น.)
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
สวนลุงวุฒิ อ.ภูเรือ จ.เลย : อาณาจักรของกุหลาบหินแห่งภูเรือ JinnyTent
(24 ก.พ. 2562 18:45:14 น.)
  
แวะมาอ่านบล็อคจร้าว่างๆแวะไปเยี่ยมblogเราบ้างนะ bigeye
โดย: NSA (tewtor ) วันที่: 13 เมษายน 2554 เวลา:9:00:43 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด