ประเทศนะครับ ไม่ใช่บริษัท
A Country is not A Company


Paul Krugman เขียน
ศล แปล


นักศึกษาที่วางแผนจะเข้าสู่วงการธุรกิจบ่อยครั้งเลือกเอกเศรษฐศาสตร์ แต่มีน้อยคนนักที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ใช้สิ่งที่ได้ยินมาจากชั้นเรียน นักศึกษาเหล่านั้นตระหนักความจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ช่วยพวกเขาในการทำธุรกิจ

     คำพูดย้อนกลับก็ยังคงเป็นจริงครับ สิ่งที่คนเรียนรู้จากการทำธุรกิจไม่ได้ช่วยพวกเขาในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ ประเทศไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่นะครับ แนวความคิดที่สร้างผู้นำทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งโดยทั่วไปไม่ใช่แนวความคิดที่สร้างนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ผู้บริหารที่ทำเงิน 1 พันล้านเหรียญมักจะไม่ใช่คนที่เหมาะสมสำหรับภารกิจให้คำปรึกษาเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านเหรียญ

     เราพูดเรื่องนี้กันทำไม? สุดท้ายแล้วทั้งนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ใช่กวีฝีมือฉกาจ แล้วไงล่ะครับ? ตราบจนทุกวันนี้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้บริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเองนั่นแหละ) เชื่อว่าคนที่ทำเงินส่วนตัวได้มหาศาลย่อมรู้วิธีสร้างความมั่งคั่งยิ่งขึ้นแก่ประเทศชาติ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วคำแนะนำของเขาหรือเธอบ่อยครั้งผิดพลาดมหันต์

     ผมไม่ได้บอกว่านักธุรกิจโง่หรือนักเศรษฐศาสตร์ฉลาดเป็นพิเศษนะครับ ตรงกันข้าม ถ้าเอาผู้บริหารธุรกิจของสหรัฐแนวหน้า 100 คนมาเทียบกับนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 100 คน คนที่โดดเด่นน้อยที่สุดของกลุ่มแรกยังฉายแสงเจิดจรัสกว่าคนที่โดดเด่นมากที่สุดของกลุ่มหลังเสียอีก ประเด็นของผมคือ รูปแบบการคิดที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างอย่างมากกับวิธีการคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจ ด้วยความเข้าใจความแตกต่างดังกล่าว เราสามารถเริ่มที่จะเข้าใจความหมายของการทำการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง และบางทีอาจช่วยให้นักธุรกิจบางคนกลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีระดับสติปัญญาเพียงพออยู่แล้ว

     ผมขอเริ่มด้วยตัวอย่างทางเศรษฐศาสตร์สองเรื่องที่ผมพบว่าผู้บริหารธุรกิจโดยทั่วไปไม่เข้าใจ เรื่องแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกและการสร้างงาน เรื่องที่สองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนต่างชาติกับดุลการค้า ทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกับการค้าระหว่างประเทศ เหตุผลหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างนี้เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมรู้ดีที่สุด และมันก็ยังเป็นเรื่องที่ดูเหมือนนักธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบผิด ๆ ระหว่างประเทศกับบริษัท

การส่งออกกับงาน

ผู้บริหารธุรกิจเข้าใจผิดอยู่เสมอสองประการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการค้าระหว่างประเทศกับการสร้างงานภายในประเทศ ประการแรก เนื่องจากนักธุรกิจสหรัฐส่วนใหญ่สนับสนุนการค้าเสรี ฉะนั้นพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าการค้าโลกที่ขยายตัวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการจ้างงานของโลก พูดให้ชัดขึ้นคือพวกเขาเชื่อว่าข้อตกลงการค้าเสรี เช่น ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ที่เพิ่งสรุปไปเมื่อไม่นานนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างมากมาย เพราะพวกเขาหมายถึงงานที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ประการที่สอง นักธุรกิจโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าประเทศหลายประเทศแข่งขันกันเพื่องานเหล่านั้น ยิ่งสหรัฐส่งออกมากขึ้น ก็คิดไปว่าคนจะถูกจ้างงานเพิ่มขึ้น และการนำเข้ามากขึ้นเท่ากับงานเหลือน้อยลง ตามมุมมองดังกล่าว สหรัฐมิใช่เพียงแค่มีการค้าเสรีแต่ต้องมีการแข่งขันอย่างเพียงพอที่จะได้รับสัดส่วนปริมาณมากของงานที่การค้าเสรีสร้างขึ้นอีกด้วย

     ความคิดแบบนี้ฟังดูมีเหตุผลมั้ยครับ? แน่นอน มันดูดีมีเหตุผล โวหารทำนองนี้เคยฟุ้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่แล้ว และเป็นไปได้ว่าจะยังได้ยินอีกในการแข่งขันครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์ไม่เชื่อว่าการค้าเสรีสร้างงานทั่วทั้งโลก (หรือไม่เชื่อว่าประโยชน์ของการค้าเสรีควรจะวัดในรูปของการสร้างงาน) หรือประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกสูงจะมีการว่างงานต่ำกว่าประเทศที่ขาดดุลการค้า

     ทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงไม่เห็นพ้องกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นสัญชาตญาณสำหรับนักธุรกิจ? ความคิดที่ว่าการค้าเสรีเท่ากับการเพิ่มงานในภาพรวมดูเหมือนจะชัดเจน ค้าขายมากขึ้นหมายถึงส่งออกมากขึ้น ฉะนั้นงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเพิ่มมากขึ้น แต่มีอยู่ปัญหาหนึ่งในข้อคิดเห็นดังกล่าว ด้วยเหตุที่การส่งออกของประเทศหนึ่งคือการนำเข้าของประเทศอื่น ๆ จากความจำเป็นทางคณิตศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ทุกดอลลาร์ที่ได้จากการขายส่งออกถูกจับคู่กับดอลลาร์ของการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายจากสินค้าภายในประเทศของบางประเทศไปเป็นการนำเข้า เว้นแต่มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คิดว่าการค้าเสรีจะเพิ่มการใช้จ่ายโดยรวมทั้งโลก–ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่จำเป็น–อุปสงค์ของโลกโดยรวมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

     ยิ่งไปกว่านั้น เลยจากจุดที่มิอาจโต้แย้งได้ของคณิตศาสตร์ยังมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่จำกัดปริมาณงานทั้งหมด ใช่แค่เพียงเรื่องขาดแคลนอุปสงค์ของสินค้าหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ยกเว้นในระยะที่สั้นมาก ๆ เพราะสุดท้ายแล้วการเพิ่มอุปสงค์ไม่ใช่เรื่องยาก ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สามารถพิมพ์เงินได้มากเท่าที่ต้องการ และมันก็ได้แสดงให้เห็นความสามารถบ่อยครั้งในการสร้างความฟูเฟื่องทางเศรษฐกิจยามที่มันปรารถนา งั้นทำไม Fed ไม่พยายามที่จะรักษาความบูมของเศรษฐกิจไว้ตลอดเวลาล่ะ? เพราะ Fed เชื่อด้วยเหตุผลที่ดีว่าถ้ามันทำแบบนั้น–ถ้ามันสร้างงานมากเกินไป–ผลที่ได้จะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวและไม่อาจยอมรับได้ พูดอีกมุมหนึ่งก็คือข้อจำกัดของปริมาณงานในสหรัฐไม่ใช่ความสามารถในการสร้างอุปสงค์ (จากการส่งออกหรือแหล่งอื่น ๆ) ของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่เป็นระดับของการว่างงานที่ Fed คิดว่าเศรษฐกิจต้องการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

     นั่นไม่ใช่ประเด็นนามธรรมนะครับ Fed เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเจ็ดครั้งระหว่างปี 1994 และก็ไม่ได้ปกปิดจุดประสงค์ของการทำเช่นนั้นเป็นความลับ Fed ต้องการลดการบูมของเศรษฐกิจซึ่งกลัวว่าอาจจะสร้างงานมากเกินไป ทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป และนำไปสู่เงินเฟ้อ พิจารณาสิ่งที่เรื่องนี้บอกใบ้สำหรับผลกระทบของการค้าต่อการจ้างงาน สมมติว่าเศรษฐกิจของสหรัฐประสบกับการเพิ่มขึ้นของการส่งออกอย่างฉับพลัน (export surge) เช่นสมมติว่าสหรัฐตกลงที่จะยกเลิกการคัดค้านการใช้แรงงานทาสถ้าจีนยินยอมซื้อสินค้าของสหรัฐมูลค่า 200 พันล้านเหรียญ Fed จะทำยังไง? Fed จะชดเชยผลกระทบจากการขยายตัวของการส่งออกด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้การเพิ่มขึ้นใด ๆ ของงานที่สัมพันธ์กับการส่งออกจะถูกจับคู่อย่างเหมาะสมกับการสูญเสียของงานในภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น งานก่อสร้าง ทำนองกลับกัน Fed จะตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าอย่างฉับพลัน (import surge) ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน ดังนั้นการสูญเสียโดยตรงของงานจากการแข่งขันจากการนำเข้าจะถูกจับคู่โดยประมาณกับการเพิ่มจำนวนงานที่อื่น

     ถึงแม้เราจะมองข้ามประเด็นที่การค้าเสรีเพิ่มการส่งออกโดยรวมของโลกเท่ากันเป๊ะกับเพิ่มการนำเข้าโดยรวมของโลกอย่างไม่มีทางเป็นอื่น มันก็ยังไร้เหตุผลที่จะคาดหวังว่าการค้าเสรีเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ อีกทั้งไม่ควรคาดหวังนโยบายการค้าใด ๆ เช่นการส่งเสริมการส่งออก ที่จะเพิ่มจำนวนงานรวมในเศรษฐกิจของเรา ตอนที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์กลับจากต่างประเทศพร้อมรายการสั่งซื้อใหม่นับพันล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทสหรัฐ เขาอาจจะหรืออาจจะไม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกนับพัน ถ้าเขามีบทบาท เขาก็จะมีบทบาทในการทำลายงานที่อื่น ๆ ในเศรษฐกิจเป็นจำนวนที่เท่ากันด้วย ความสามารถของเศรษฐกิจสหรัฐที่จะเพิ่มการส่งออกหรือลดการนำเข้าโดยเนื้อแท้แล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความสำเร็จของมันในการสร้างงาน

     คงไม่จำเป็นต้องบอกนะครับ ว่าความคิดนี้ไม่เข้าหูบรรดาคุณผู้ฟังที่เป็นนักธุรกิจสักเท่าไร (ตอนที่ผมพูดในรายการธุรกิจรายการหนึ่งว่าข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ไม่มีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบต่อจำนวนงานรวมในสหรัฐ ผู้รวมรายการคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้สนับสนุน NAFTA ตอบกลับมาด้วยความเดือดดาลว่า “ก็ไอ้ความเห็นแบบนั้นแหละที่อธิบายว่าทำไมคนถึงเกลียดนักเศรษฐศาสตร์!”) งานที่ได้รับจากการเพิ่มการส่งออกหรือลดจากการแข่งขันการนำเข้าเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คุณสามารถเห็นคนผลิตสินค้าให้ชาวต่างชาติซื้อ หรือคนงานที่โรงงานถูกปิดจากการเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากการนำเข้า ผลกระทบอันอื่นที่นักเศรษฐศาสตร์พูดถึงนั้นดูเป็นนามธรรม และถึงตอนนี้ถ้าคุณยอมรับความคิดที่ว่า Fed มีทั้งเป้าหมายเรื่องงานและวิธีการที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ คุณต้องสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงในการส่งออกและนำเข้ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการจ้างงานโดยรวม

การลงทุนกับดุลการค้า

ตัวอย่างที่สองของเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนในต่างประเทศกับดุลการค้าก็มีปัญหากับนักธุรกิจเหมือนกัน สมมติว่าบริษัทข้ามชาติหลายร้อยบริษัทตัดสินใจว่าประเทศหนึ่งเป็นไซต์โรงงานอุตสาหกรรมในฝันและเริ่มเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีสู่ประเทศนั้นเพื่อสร้างโรงงานใหม่ จะเกิดอะไรขึ้นกับดุลการค้าของประเทศนั้นครับ? นักบริหารธุรกิจเกือบทุกคนไม่มีเว้นเชื่อว่าประเทศจะเริ่มเกินดุลการค้า คำตอบของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าประเทศดังกล่าวไม่อาจหนีพ้นการขาดดุลการค้าครั้งใหญ่โดยทั่วไปไม่สามารถโน้มน้าวใจของบรรดานักบริหารธุรกิจให้เชื่อถือได้

     ง่ายมากครับที่จะดูว่าคำตอบของนักธุรกิจมาจากไหน พวกเขาคิดถึงบริษัทของตัวเองแล้วตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากจู่ ๆ สมรรถภาพในอุตสาหกรรมของพวกเขาขยายตัว เห็นได้ชัดว่าบริษัทของพวกเขาจะนำเข้าน้อยลงและส่งออกเพิ่มมากขึ้น ถ้าเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่ามันย่อมหมายถึงการเลื่อนไปสู่การเกินดุลการค้าสำหรับเศรษฐกิจโดยรวม

     นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่าทางกลับกันเท่านั้นที่เป็นจริง ทำไม? ก็เพราะดุลการค้าเป็นส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน และดุลการชำระเงินรวมของประเทศใด ๆ -ผลต่างระหว่างยอดขายให้กับต่างประเทศรวมกับยอดซื้อมาจากต่างประเทศรวม–จะต้องเท่ากับศูนย์เสมอ1 แน่นอนว่าประเทศสามารถมีดุลการค้าขาดดุลหรือเกินดุล กล่าวคือประเทศสามารถซื้อสินค้าจากต่างชาติมากกว่าขายหรือกลับกันก็ได้ แต่ความไม่สมดุลนั้นจะต้องถูกจับคู่กับความไม่สมดุลในบัญชีทุนเคลื่อนย้าย (capital account) ที่สอดคล้องกัน ประเทศที่ขาดดุลการค้าจะต้องกำลังขายสินทรัพย์ให้แก่ต่างชาติมากกว่าที่มันซื้อ ประเทศที่เกินดุลการค้าจะต้องเป็นผู้ลงทุนสุทธิในต่างประเทศ ถ้าสหรัฐซื้อรถยนต์จากญี่ปุ่น มันจะต้องกำลังขายอะไรบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน อาจเป็นเครื่องบินโบอิ้ง แต่มันก็อาจจะเป็นร็อกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center) หรือพันธบัตรรัฐบาลก็ได้ นี่ไม่ใช่แค่ข้อคิดเห็นที่นักเศรษฐศาสตร์ยึดถือนะครับ แต่มันเป็นความจริงทางบัญชีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

     แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมากจากต่างชาติ? การไหลเข้าของเงินทุนทำให้ต่างชาติเข้ามาถือสิทธิ์ในสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นในประเทศนั้น มากกว่าที่ผู้อยู่อาศัยของประเทศนั้นจะเข้าไปถือสิทธิ์ในต่างประเทศ ว่ากันในทางหลักการบัญชี นั่นหมายถึงการนำเข้าของประเทศดังกล่าวจะต้องมากกว่าการส่งออก ณ เวลาเดียวกัน ประเทศที่ดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้าจึงจำเป็นต้องขาดดุลการค้า

     แต่ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงแค่หลักการบัญชีครับ ในทางปฏิบัติมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เมื่อบริษัทตั้งโรงงาน บริษัทจะสั่งซื้ออุปกรณ์นำเข้าบางอย่าง การไหลเข้าของการลงทุนอาจจุดประกายการบูมภายในประเทศ ซึ่งนำไปสู่อุปสงค์นำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ถ้าประเทศมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัว การไหลเข้าของการลงทุนอาจผลักดันให้ค่าเงินสูงขึ้น แต่ถ้าอัตราการแลกเปลี่ยนของประเทศเป็นแบบคงตัว ผลลัพธ์อาจเกิดเงินเฟ้อ ไม่ว่าแบบไหนก็มีแนวโน้มทำให้ราคาของสินค้าของประเทศนั้นออกจากตลาดส่งออกและเพิ่มการนำเข้า ไม่ว่าเป็นช่องทางใดก็ไม่มีข้อสงสัยถึงผลสุดท้ายของดุลการค้า การไหลเข้าของทุนจะต้องนำไปสู่การขาดดุล

     ลองดูตัวอย่างในเม็กซิโกเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงทศวรรษ 1980 ไม่มีใครลงทุนในเม็กซิโก และประเทศก็เกินดุล ต่อมาหลังปี 1989 การลงทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาท่ามกลางการมองแง่ดีแบบใหม่เกี่ยวกับโอกาสของเม็กซิโก เงินส่วนหนึ่งใช้จ่ายเพื่อนำเขาเครื่องมือสำหรับโรงงานใหม่ในเม็กซิโก ส่วนที่เหลือเติมเชื้อให้กับการฟูเฟื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งฉวยประโยชน์จากการนำเข้า และทำให้เงินเปโซเพิ่มค่าสูงกว่าค่าที่แท้จริง ต่อมาการส่งออกถดถอยและกระตุ้นผู้บริโภคเม็กซิกันซื้อสินค้านำเข้า ผลสุดท้าย การไหลเข้าของทุนมหาศาลถูกจับคู่กับการขาดดุลการค้ามหาศาลพอกัน

     จากนั้นเกิดวิกฤตการณ์เงินเปโซเดือนธันวาคม 1994 อีกครั้งที่ผู้ลงทุนพยายามออกจากเม็กซิโก ไม่ใช่เข้าแล้วนะครับ และฉากต่าง ๆ ก็วิ่งย้อนกลับ เศรษฐกิจที่ทรุดฮวบลงมาลดอุปสงค์การนำเข้า ค่าเงินเปโซใหม่ลดลง ขณะเดียวกันการส่งออกของชาวเม็กซิกันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันซึ่งมาจากค่าเงินที่อ่อนตัว ดังที่นักเศรษฐศาสตร์คนใดก็สามารถทำนายได้ การล่มสลายของการลงทุนจากต่างประเทศในเม็กซิโกถูกจับคู่กับดุลการค้าของเม็กซิโกที่เท่ากันและเคลื่อนไปในทิศทางกันตรงข้ามสู่การเกินดุล

     แต่ก็เช่นเดียวกับความคิดที่ว่าการส่งออกขยายตัวไม่ได้หมายถึงการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ข้อสรุปที่สำคัญว่าประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติปกติแล้วขาดดุลการค้าก็มักจะไม่เข้าหูผู้ฟังที่เป็นนักธุรกิจ วิธีอันจำเพาะในการที่เงินลงทุนจากต่างชาติอาจทำให้ดุลการค้าแย่ลงดูน่าคลางแคลงใจในสายตาพวกเขา ผู้ลงทุนจะใช้จ่ายมากขนาดนั้นในการนำเข้าเครื่องมือจริงหรือ? เรารู้ได้อย่างไรว่าเงินจะแข็งค่าขึ้น หรือถ้ามันเป็นเช่นนั้น เรารู้ได้อย่างไรว่าการส่งออกทรุดลงในขณะที่การนำเข้าเพิ่มมากขึ้น? ที่จุดต้นตอความสงสัยของนักธุรกิจคือความล้มเหลวความเข้าใจอำนาจของหลักการบัญชีที่บอกว่าการไหลเข้าของเงินทุนจะต้อง-ไม่ใช่อาจจะนะครับ-เกิดขึ้นร่วมกับการขาดดุลการค้า

     ในตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีข้อสังสัยเลยว่านักเศรษฐศาสตร์ถูก นักธุรกิจผิด แต่เหตุใดเหตุผลดังกล่าวที่นักเศรษฐศาสตร์พบว่ามันหนักแน่นจึงดูเหมือนเชื่อได้ยากมาก และถึงขั้นขัดแย้งกับนักธุรกิจ?

     มีสองคำตอบสำหรับคำถามนี้ คำตอบเบื้องต้นคือประสบการณ์ของชีวิตธุรกิจโดยรวมไม่ได้สอนผู้ปฏิบัติให้มองหาหลักการพื้นฐานของเหตุผลของนักเศรษฐศาสตร์ คำตอบที่ลึกกว่านั้นคือลักษณะของผลสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นในธุรกิจเอกชนทั้งอ่อนกำลังกว่าและแตกต่างจากลักษณะของผลสะท้อนที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในเศรษฐกิจทั้งระบบ เดี๋ยวผมจะวิเคราะห์แต่ละคำตอบตามลำดับ

นิทานเรื่องตะขาบอัมพาต

บางครั้งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขั้นสุดยอดก็เขียนหนังสือถึงสิ่งที่เขาหรือเธอได้เรียนรู้มา หนังสือพวกหนึ่งเป็นเหมือนไดอารี่ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพผ่านเกร็ดชีวประวัติ อีกพวกหนึ่งก็พยายามอย่างแรงกล้าที่จะอธิบายหลักการซึ่งเป็นรากฐานความสำเร็จของบุคคลที่ยิ่งใหญ่

     เกือบทั้งหมดปราศจากข้อยกเว้น หนังสือพวกแรกประสบความสำเร็จสูงกว่าหนังสือพวกหลัง ไม่เฉพาะยอดขายนะครับ แต่ยังหมายถึงเสียงตอบรับจากบรรดานักคิดอีกด้วย ทำไม? เพราะผู้นำบริษัทประสบความสำเร็จไม่ใช่จากการพัฒนาทฤษฎีทั่วไปของบริษัท แต่จากการค้นพบกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์บางอย่างหรือนวัตกรรมองค์กรใหม่ที่ใช้ได้ผล เคยมียักษ์ใหญ่ทางธุรกิจบางคนพยายามจัดระบบสิ่งที่พวกเขารู้ แต่เกือบทั้งหมด ความพยายามดังกล่าวกลับน่าผิดหวัง หนังสือของจอร์จ โซรอส บอกผู้อ่านเพียงน้อยนิดถึงวิธีที่จะเป็นจอร์จ โซรอส อีกคนหนึ่ง และมีหลายคนชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติแล้ววอร์เร็น บัฟเฟตต์ ไม่ได้ลงทุนตามวิถีวอร์เร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett Way) สุดท้ายพ่อมดการเงินก็มิได้ทำเงินจากการประกาศหลักทั่วไปของตลาดการเงิน แต่ทำเงินจากการเห็นโอกาสพิเศษที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงก่อนคนอื่นเล็กน้อย

     ในความเป็นจริง บ่อยครั้งที่นักบริหารธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ดูเหมือนจะทำร้ายตัวเองตอนที่พวกเขาพยายามจัดระเบียบแบบแผนสิ่งที่เขาทำ พยายามเขียนเซตของหลักการ พวกเขาเริ่มทำตัวในแบบที่พวกเขาคิดว่าควรจะทำ แต่ทว่าความสำเร็จก่อนหน้าของพวกเขานั้นอยู่บนการหยั่งรู้ภายในและความเต็มใจในการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมนึกถึงโจ๊กเก่าแก่เรื่องหนึ่งของตะขาบที่ถูกถามว่ามันจัดการกับการวางตำแหน่งขาทั้ง 100 ขาได้ยังไง เมื่อมันเริ่มคิด มันก็ไม่สามารถเดินได้ปกติอีกเลย

     ถึงแม้ว่าผู้นำธุรกิจอาจจะไม่เก่งเท่าไรนักในการสร้างทฤษฎีทั่วไปหรืออธิบายสิ่งที่เขาหรือเธอทำ แต่ก็ยังมีคนที่เชื่อว่าความสามารถของนักธุรกิจในการเห็นจังหวะและการแก้ปัญหาในธุรกิจของเขาหรือเธอเองนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจระดับชาติได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการจากบรรดาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของท่านไม่ใช่ข้อเขียนวิชาการ แต่เป็นคำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำขั้นต่อไป ทำไมคนที่แสดงศักยภาพให้เห็นว่ามีการตัดสินใจดีคงเส้นคงวาในการทำธุรกิจจึงไม่เหมาะสำหรับให้คำปรึกษาประธานาธิบดีในการจัดการประเทศ? ตอบง่าย ๆ ก็เพราะประเทศไม่ใช่บริษัทที่มีขนาดใหญ่

     หลายคนไม่เข้าใจความแตกต่างในความซับซ้อนระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐจ้างงาน 120 ล้านคน ประมาณ 200 เท่าของเจเนอรัล มอเตอร์ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ถึงแม้ว่าตัวเลขอัตราส่วน 200 ต่อ 1 ไม่อาจพูดได้เต็มปากถึงความแตกต่างในความซับซ้อนระหว่างองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดกับเศรษฐกิจของประเทศ แต่นักคณิตศาสตร์จะบอกเราว่าจำนวนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชากรกลุ่มใหญ่แปรผันตามกำลังสองของจำนวนประชากรกลุ่มนั้น พูดง่าย ๆ ว่าในบางแง่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ใช่ซับซ้อนกว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดแค่หลักร้อยเท่า แต่เป็นหลักหมื่นเท่า

     นอกจากนี้ ยังมีแง่ที่ว่าแม้แต่บริษัทที่ใหญ่มาก ๆ ก็ไม่ได้มีความหลากหลายเท่าไร บริษัทส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นรอบ ๆ แกนความสามารถบางอย่าง เช่น เทคโนโลยีเฉพาะด้าน หรือวิธีการเข้าสู่ตลาดพิเศษบางประเภท ผลก็คือแม้แต่บริษัทใหญ่ที่ดูเหมือนมีธุรกิจแตกต่างกันมากมายก็ยังมีแนวโน้มที่จะหลอมรวมกันด้วยแก่นกลางเดียวกัน

     ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจสหรัฐคือฝันร้ายระดับสุดยอดของการรวมกลุ่ม สายธุรกิจนับหมื่นที่แตกต่างกันสุดขั้วอยู่รวมกันได้เพียงเพราะบังเอิญอยู่ในขอบรั้วของประเทศเดียวกัน ประสบการณ์ของเจ้าของฟาร์มข้าวสาลีที่ประสบความสำเร็จมอบความเข้าใจเกี่ยวกับงานในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เพียงเล็กน้อย ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรต่อการวางกลยุทธ์เพื่อบรรลุผลสำเร็จสำหรับร้านอาหารสาขา

     เช่นนั้นแล้วอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าวจะถูกจัดการได้อย่างไร? เศรษฐกิจของประเทศจะต้องดำเนินบนฐานของหลักการทั่วไป ไม่ใช่กลยุทธ์เฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่นพิจารณาคำถามเกี่ยวกับนโยบายภาษี รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบจะไม่กำหนดภาษีเฉพาะเอกชนรายใดหรือบริษัทใดเป็นการเฉพาะ หรือหยุดพักการเก็บภาษีกรณีพิเศษ ในความเป็นจริง มันแทบไม่เป็นความคิดที่ดีเลยสำหรับรัฐบาลที่จะวางแผนนโยบายภาษีเพื่อส่งเสริมหรือยับยั้งอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ ที่จริงระบบภาษีที่ดีจะต้องล้อตามหลักการสากลที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินตลอดระยะเวลาหลายปี เช่น มีความเป็นกลางระหว่างการลงทุนทางเลือก, อัตราส่วนเพิ่มต่ำ, การแบ่งแยกระหว่างการบริโภคปัจจุบันและอนาคตต่ำที่สุด

     ทำไมนั่นจึงเป็นปัญหาสำหรับนักธุรกิจ? สุดท้ายแล้วมีหลักการทั่วไปหลายอย่างที่เป็นรากฐานการจัดการที่ดีของบริษัท เช่น หลักบัญชีที่สอดคล้องกัน การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจน และอื่น ๆ แต่มีนักธุรกิจหลายคนมีปัญหาในการยอมรับบทบาทที่ค่อนข้างไม่ก้าวก่ายกันของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจ นักบริหารธุรกิจจะต้องออกแนวรุก มันยากสำหรับบางคนที่เคยชินกับบทบาทแบบนั้นจะตระหนักว่ามันยากขึ้นขนาดไหนและจำเป็นน้อยกว่าเพียงไรสำหรับบุคลิกเชิงรุกดังกล่าวต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับประเทศ

     เช่นพิจารณาหัวข้อการประชาสัมพันธ์กลุ่มธุรกิจสำคัญ มีเพียง CEO ที่ไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นที่จะไม่พยายามหาว่ากลุ่มธุรกิจใหม่กลุ่มไหนที่จะเป็นหัวใจต่ออนาคตของบริษัท CEO ที่ปล่อยการตัดสินใจการลงทุนทั้งหมดไว้กับผู้จัดฝ่ายบุคคลที่ทำงานโดยไม่ยึดกำไรเป็นศูนย์กลางถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่รัฐบาลควรตัดสินใจตามลิสต์กลุ่มธุรกิจสำคัญและประชาสัมพันธ์บรรดาธุรกิจเหล่านั้นอย่างแข็งขันหรือ? ค่อนข้างแตกต่างจากหลักต่อต้านการตั้งเป้าอุตสาหกรรมตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์นะครับ ข้อเท็จจริงง่าย ๆ คือรัฐบาลมีบันทึกการติดตามที่แย่มากที่จะตัดสินได้ว่าอุตสาหกรรมไหนน่าจะสำคัญ ที่ช่วงเวลาต่างกัน รัฐบาลเคยถูกโน้มน้าวด้วยเหล็ก กำลังงานนิวเคลียร์ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ หน่วยความจำชนิดสารกึ่งตัวนำ และคอมพิวเตอร์ยุคที่ห้าว่าเป็นคลื่นแห่งอนาคต จริงอยู่ ธุรกิจทำสิ่งที่ผิดพลาดเช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้มีผลงานต่ำเป็นพิเศษแบบรัฐบาล เพราะผู้นำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มีความรู้ในรายละเอียดและความรู้สึกมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม ในแบบที่ไม่ว่าใครจะฉลาดเพียงใดก็ตาม ไม่อาจมีได้สำหรับระบบที่ซับซ้อนเช่นเศรษฐกิจประเทศชาติ

     กระนั้นความคิดที่ว่าการจัดการทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแทบทั้งหมดประกอบด้วยการวางเค้าโครงที่ดีและปล่อยให้มันเป็นไปก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้สำหรับนักธุรกิจผู้ซึ่งสัญชาติญาณของเขาคือการ “เปิดฝากระโปรงแล้วลุยกับเครื่องยนต์” ตามคำของรอสส์ เปโรต์

กลับไปเรียนหนังสือ

ในโลกวิทยาศาสตร์ อาการที่เรียกว่า “โรคของผู้ยิ่งใหญ่” เกิดขึ้นเมื่อนักวิจัยที่โด่งดังในสาขาหนึ่งพัฒนาความคิดที่จริงจังของอีกสาขาหนึ่งซึ่งเป็นสาขาที่เขาหรือเธอไม่เข้าใจ เหมือนนักเคมีที่ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นผู้เชียวชาญด้านการแพทย์ หรือนักฟิสิกส์ที่ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญปริชานศาสตร์ (cognitive science) อาการแบบเดียวกันนี้แหละครับมีให้เห็นในหมู่ผู้นำธุรกิจบางคนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พวกเขาไม่ค่อยยอมรับว่าต้องย้อนกลับไปเรียนกันก่อนจึงจะสามารถให้คำวินิจฉัยในสาขาใหม่ได้

     หลักการทั่วไปที่ใช้กับเศรษฐกิจนั้นแตกต่างจากที่ใช้กับธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจยากกว่านะครับ มันแค่แตกต่าง ผู้บริหารที่คุ้นเคยกับบัญชีทางธุรกิจทุกกระเบียดนิ้วไม่ได้รู้วิธีการอ่านบัญชีรายรับประชาชาติซึ่งวัดคนละอย่างและใช้หลักการคนละอย่างกันได้อัตนโนมัติ การบริหารบุคคลกับกฎหมายแรงงานเป็นคนละเรื่องกัน การจัดการเงินของบริษัทและนโยบายเงินตราก็เป็นคนละเรื่องกัน ผู้นำธุรกิจที่ต้องการเป็นผู้จัดการทางเศรษฐกิจหรือผู้เชี่ยวชาญจะต้องเรียนรู้คำศัพท์ใหม่และกลุ่มของความคิดใหม่ ๆ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่อาจเลี่ยงคณิตศาสตร์ได้

     สิ่งนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้นำธุรกิจในการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม ลองจินตนาการถึงคนที่เชี่ยวชาญความซับซ้อนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่บริหารองค์กรระดับพัน ๆ ล้านดอลลาร์ เป็นไปได้มั้ยครับที่คนเหล่านั้น คนที่อาจจะให้คำปรึกษาด้านโยบายเศรษฐกิจ จะตัดสินใจกลับไปทบทวนเอกสารตำราเรียนที่ครอบคลุมเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ปีหนึ่ง? หรือเป็นไปได้มากกว่าว่าเขาหรือเธอจะถือว่าประสบการทางธุรกิจเกินก็พอแล้ว คำหรือหลักการที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ก็ไม่ใช่อะไรใหม่นอกจากศัพท์แสงที่ข่มชาวบ้าน?

     แน่นอนครับ นอกเหนือจากตัวอย่างที่ผมแสดงมา ผู้อ่านอาจยังคงเชื่อว่าการตอบสนองแบบหลังสมเหตุสมผลกว่า ทำไมการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ต้องใช้หลักการที่แตกต่าง วิธีคิดที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจ? เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจะกลับไปที่ความแตกต่างที่ลึกขึ้นระหว่างความคิดในการทำธุรกิจที่ดีกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดี

     ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกลยุทธ์เชิงธุรกิจกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์คือ แม้แต่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดก็เป็นระบบที่เปิดมาก ๆ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐที่เป็นระบบปิดแม้ในขณะการค้าโลกกำลังขยายตัว นักธุรกิจไม่เคยชินในการคิดเกี่ยวกับระบบปิด แต่นักเศรษฐศาสตร์คุ้นเคย

     ขออนุญาตยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เพื่อแสดงให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างระบบปิดกับระบบเปิด ลองนึกถึงขยะแข็ง แต่ละปีคนอเมริกันโดยเฉลี่ยผลิตขยะแข็งประมาณครึ่งตันที่ไม่สามารถรีไซเคิลหรือเผาได้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับขยะเหล่านี้? ในหลายชุมชนก็ใช้วิธีส่งไปยังที่อื่นครับ เมืองของผมกำหนดว่าทุกคนต้องเป็นสมาชิกบริการกำจัดขยะเอกชน แต่ไม่มีที่ทิ้งขยะ บริการกำจัดขยะจึงต้องจ่ายเงินให้กับชุมชนอื่นเพื่อแลกกับสิทธิในการทิ้งขยะ นี่หมายความว่าถ้าเมืองไหนตั้งห่างจากที่ทิ้งขยะ ค่าเก็บขยะก็จะสูงขึ้น แต่เทศบาลเลือกทางนั้น ยอมที่จะจ่ายตังค์เพื่อไม่ให้มีที่ทิ้งขยะเน่า ๆ ในเขตของตัวเอง

     สำหรับเมืองใด ๆ ตัวเลือกนี้เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้หรือครับที่ทุกเมืองและทุกเขตการปกครองในสหรัฐจะเลือกตัวเลือกเดียวกัน? เราทุกคนสามารถตัดสินใจส่งขยะของเราไปยังที่อื่นได้หรือครับ? เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (เว้นแต่จะส่งออกขยะไปยังประเทศโลกที่สาม) หลัก “ขยะเข้า ขยะออก” นำมาใช้จริง ๆ สำหรับสหรัฐในภาพรวม ประเทศสามารถเลือกได้ว่าจะฝังขยะแข็งที่ไหน แต่เลือกไม่ได้ว่าจะฝังมันหรือไม่ นั่นคือในแง่ของการกำจัดขยะ สหรัฐอเมริกาเป็นระบบปิดดี ๆ นี่เอง ถึงแม้ว่าแต่ละเมืองจะเป็นระบบเปิดก็ตาม

     ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนพอสมควร ทีนี้ลองดูอีกตัวอย่างนะครับ อาจจะเห็นชัดน้อยกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมเคยเป็นพวกไปทำงานแบบ “จอด-แล้ว-ต่อรถ” ทุกเช้าผมขับรถไปจอดที่จอดขนาดใหญ่ จากนั้นก็ใช้บริการขนส่งมวลชนเข้าตัวเมือง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ที่จอดรถไม่ใหญ่พอ มันเต็มอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่มาสายต้องขับรถต่อไปจนถึงที่ทำงาน อย่างไรก็ดี ผมเรียนรู้ในไม่ช้าว่าสามารถหาที่จอดได้เสมอถ้าผมไปถึงประมาณก่อน 8:15 น.

     ในกรณีนี้ คนที่เดินทางไปทำงานแต่ละคนถือว่าเป็นระบบเปิด เขาหรือเธอสามารถหาที่ว่างได้ด้วยการไปถึงแต่เนิ่น ๆ แต่คนที่เดินทางไปทำงานทั้งหมดทุกคนไม่สามารถทำอย่างเดียวกันได้ ถ้าทุกคนพยายามที่จะทำให้ได้ที่จอดรถด้วยการไปถึงเร็วยิ่งขึ้น ที่จอดรถก็แค่จะยิ่งเต็มเร็วขึ้น! คนที่เดินทางไปทำงานทั้งกลุ่มรวมกันจึงถือว่าเป็นระบบปิด อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่การจอดรถเป็นประเด็นสนใจ

     เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับประเด็นเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจกับเศรษฐกิจ? ธุรกิจที่แม้แต่บริษัทที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ โดยทั่วไปแล้วเป็นระบบเปิด เช่น บริษัทสามารถเพิ่มการจ้างงานทุกแผนกได้พร้อม ๆ กัน สามารถเพิ่มการลงทุนในทุกด้าน สามารถมองหาส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดของมันที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าขอบเขตขององค์กรไม่ได้เปิดกว้างมาก บริษัทอาจพบว่ามันขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ยาก เพราะมันไม่สามารถดึงคนงานที่เหมาะสมเข้ามาได้เร็วพอ หรือเพราะมันไม่สามารถเพิ่มทุนได้สูงพอ องค์กรอาจพบว่ายิ่งยากกว่าในเรื่องของสัญญา เพราะมันไม่ยอมให้ไล่ลูกจ้างที่ดีออก แต่เราก็เห็นว่าไม่แปลกอะไรสำหรับบริษัทที่ส่วนแบ่งตลาดของมันจะเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่ปี

     ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของประเทศชาติ โดยเฉพาะประเทศที่ใหญ่มาก ๆ อย่างสหรัฐเป็นระบบปิด บริษัทของสหรัฐทั้งหมดจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของมันเป็นสองเท่าภายในสิบปีข้างหน้าได้หรือไม่?2 แน่นอนว่าไม่ครับ ไม่ว่าการจัดการของบริษัทจะพัฒนาขึ้นเพียงใดก็ตาม อีกสิ่งหนึ่ง แม้ว่าการค้าโลกกำลังเติบโต แต่มากกว่า 70% ของการจ้างงานสหรัฐและการเพิ่มค่า (value-added) อยู่ในอุตสาหกรรมเช่นการค้าปลีกที่ไม่ทั้งส่งออกและเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากการนำเข้า ในอุตสาหกรรมเหล่านั้น บริษัทของสหรัฐหนึ่งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของมันได้ด้วยการแย่งมาจากอีกบริษัทหนึ่งเท่านั้น

     ในอุตสาหกรรมที่เข้าสู่การค้าโลก บริษัทของสหรัฐที่มองทั้งกลุ่มสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ครับ แต่มันทำอย่างนั้นได้จากการเพิ่มการส่งออกหรือลดการนำเข้า การเพิ่มขึ้นใด ๆ ก็ตามในส่วนแบ่งตลาดหมายถึงการเคลื่อนไปสู่ภาวะเกินดุลการค้า และดังที่เราได้แสดงมาแล้วว่าประเทศที่เกินดุลการค้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศนั้นจะต้องส่งออกทุน ใช้คณิตศาสตร์นิดหน่อยเราจะพบว่า ถ้าบริษัทสหรัฐโดยเฉลี่ยขยายส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงแค่ห้าเปอร์เซนต์ สหรัฐ (ซึ่งขณะนี้เป็นผู้นำเข้าทุนรวมจากประเทศที่เหลือของโลก) จะกลายเป็นผู้ส่งออกทุนรวมในปริมาณที่ไม่เคยพบมาก่อน ถ้าคุณคิดว่านี่คือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ยาก คุณก็จำเป็นต้องเชื่อว่าบริษัททั้งหลายในสหรัฐไม่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมกันได้เกินหนึ่งหรือสองเปอร์เซนต์ ไม่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะดำเนินกิจการได้ดีขนาดไหนก็ตาม

     นักธุรกิจมีปัญหากับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์เพราะพวกเขาชินการคิดเกี่ยวกับระบบเปิด ย้อนกลับไปที่สองตัวอย่างแรกของเรา นักธุรกิจมองที่งานซึ่งถูกสร้างโดยตรงจากการส่งออก และเห็นว่านั่นเป็นฉากที่สำคัญที่สุดของเรื่องราว เขาหรือเธออาจยอมรับว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่นี่ดูเหมือนไม่แน่นอน ไม่ค่อยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นคือการจ้างงานเป็นระบบปิด คนงานที่ได้งานจากการเพิ่มการส่งออกก็ไม่ต่างไปจากคนที่ไปทำงานแบบจอด-แล้ว-ต่อรถที่ได้ที่จอดเพราะไปถึงแต่เนิน ๆ พวกเขาจึงต้องได้งานจากการเสียงานของใครบางคน

     แล้วเรื่องผลกระทบจากการลงทุนต่างชาติต่อดุลการค้าล่ะ? ผู้บริหารธุรกิจมองที่ผลโดยตรงของการลงทุนต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างเช่นเคย ผลจากการไหลของเงินทุนต่ออัตราแลกเปลี่ยน ราคา และอื่น ๆ ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือหรือสำคัญเป็นพิเศษ แต่นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่าดุลการชำระเงินเป็นระบบปิด เงินทุนที่ไหลเข้าจะต้องถูกจับคู่กับการขาดดุลการค้าเสมอ ฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของเงินไหลเข้าใด ๆ ย่อมนำไปสู่การเพิ่มการขาดดุล

ผลสะท้อนกลับในธุรกิจกับเศรษฐศาสตร์

อีกวิธีในการมองความแตกต่างระหว่างบริษัทกับเศรษฐกิจอาจช่วยอธิบายว่าเหตุใดผู้บริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มักจะผิดพลาดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อยู่เสมอ และเหตุใดความคิดทางเศรษฐศาสตร์บางอย่างจึงฮิตในหมู่นักธุรกิจมากกว่าบางอย่าง ระบบเปิดอย่างบริษัทโดยทั่วไปแล้วจะได้รับผลสะท้อนกลับ (feedback) ที่แตกต่างจากระบบปิดอย่างเศรษฐกิจ

     เราสามารถอธิบายแนวคิดนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวอย่างสมมติ ลองนึกถึงบริษัทที่มีสายธุรกิจหลักสองสาย คือเครื่องจักรขนาดเล็ก (widget) กับเครื่องกลไก (gizmo) ถ้ายอดขาย widget ของบริษัทนี้เกิดโตขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด การเติบโตดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อยอดขายรวมของบริษัท? การขาย widget ได้เพิ่มจะช่วยเหลือหรือทำร้าย gizmo หรือไม่? คำตอบในหลายกรณีคือไม่มีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางใดมากนักครับ ส่วนของ widget ก็จะแค่จ้างคนงานเพิ่ม บริษัทลงทุนเพิ่ม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

     แน่นอนว่าเรื่องราวไม่จำเป็นต้องจบตรงนี้ การขยายยอดขายของ widgetสามารถทั้งช่วยเหลือหรือทำร้ายธุรกิจ gizmo ได้หลายทาง ในทางหนึ่ง ธุรกิจที่สร้างผลกำไรของ widget สามารถช่วยจัดเตรียมกระแสเงินสดที่เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการขยายตัวของ gizmo หรือประสบการณ์ที่ได้จากความสำเร็จของ widget อาจถ่ายทอดไปยัง gizmo หรือการเติบโตของบริษัทอาจทำให้แรงที่ลงไปใน R&D เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองธุรกิจ ส่วนอีกทางหนึ่ง การขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจกระทบต่อทรัพยากรที่จำกัดของบริษัท ดังนั้นการเติบโตของ widget อาจต้องแลกด้วยการสูญเสียของ gizmo แต่ผลกระทบทางอ้อมดังกล่าวของการเติบโตส่วนหนึ่งของบริษัทต่อความสำเร็จของส่วนอื่นนั้นนอกจากจะไม่ชัดเจนในหลักการแล้วยังยากที่จะตัดสินในทางปฏิบัติ ผลสะท้อนกลับระหว่างสายธุรกิจที่แตกต่างกันมักเข้าใจได้ยาก ไม่ว่ามันจะส่งเสริมหรือแข่งขันกันสำหรับทรัพยากร

     ในทางตรงกันข้าม พิจารณาเศรษฐกิจของประเทศที่พบว่าการส่งออกหลักสินค้าหนึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเพิ่มการจ้างงาน โดยทั่วไปมันจะทำได้จากความเสียหายของอุตสาหกรรมอื่น ถ้าในขณะเดียวกันประเทศไม่ได้ลดเงินทุนไหลเข้า การเพิ่มขึ้นของการส่งออกอย่างหนึ่งจะต้องถูกจับคู่กับการลดลงของการส่งออกอย่างอื่นหรือด้วยการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเพราะหลักบัญชีดุลการชำระเงินดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นคือมันเป็นไปได้มากที่จะเกิดผลสะท้อนกลับเชิงลบอย่างรุนแรงจากการเติบโตของการส่งออกอันนั้นต่อการจ้างงานและการส่งออกในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในความเป็นจริง โดยทั่วไปแล้วผลสะท้อนกลับเชิงลบเหล่านี้จะรุนแรงพอที่จะยับยั้งอย่างสมบูรณ์ไม่มากก็น้อยต่อพัฒนาการใด ๆ ในการจ้างงานโดยรวมหรือต่อดุลการค้า ทำไมหรือครับ? ก็เพราะว่าการจ้างงานและดุลชำระเงินเป็นระบบปิด

     ในโลกระบบเปิดของธุรกิจ ผลสะท้อนกลับมักจะอ่อนและแทบไม่แน่นอน ในโลกระบบปิดของเศรษฐศาสตร์ ผลสะท้อนกลับมักจะรุนแรงและแน่นอนมาก ข้อแตกต่างทั้งหมดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ผลสะท้อนกลับในโลกธุรกิจมักจะเป็นผลสะท้อนกลับเชิงบวก ในขณะที่ผลสะท้อนกลับในโลกของนโยบายเศรษฐกิจมักจะเป็นเชิงลบ แม้ว่าจะไม่เสมอไปก็ตาม

     ลองเปรียบเทียบผลกระทบของสายธุรกิจที่กำลังขยายในบริษัทกับในเศรษฐกิจระดับประเทศกันอีกครั้ง ความสำเร็จในสายธุรกิจหนึ่งขยายการเงินของบริษัท เทคโนโลยี และฐานตลาด ซึ่งมันจะช่วยเหลือบริษัทต่อการขยายสายอื่น ๆ นั่นคือบริษัทที่รุ่งในสายหนึ่งมักจะนำไปสู่การจ้างคนมากขึ้นในสายอื่นด้วย แต่เศรษฐกิจที่ผลิตและขายสินค้าหลายอย่างมักจะพบผลสะท้อนกลับเชิงลบระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ การขยายของอุตสาหกรรมหนึ่งดึงทรัพยากรทุนและแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่น

     จริง ๆ แล้วก็มีตัวอย่างของผลสะท้อนกลับที่เป็นบวกนะครับ ซึ่งมักจะเกิดกับอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างหรือกลุ่มของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอุตสาหกรรมเหล่านั้นจับกลุ่มเข้าด้วยกันเชิงภูมิศาสตร์ เช่น วิวัฒนาการของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางการเงิน หรือวิวัฒนาการของฮอลลิวูดในฐานะศูนย์กลางความบันเทิง เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่ามีผลสะท้อนกลับเชิงบวก แต่ตัวอย่างดังกล่าวมักจำกัดอยู่กับภูมิภาคเฉพาะแห่งหรืออุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง ฉะนั้นในระดับของเศรษฐกิจประเทศชาติ ผลสะท้อนกลับเชิงลบจึงพบเห็นได้ทั่วไป เหตุผลชัดครับ ขอบเขตหรืออุตสาหกรรมเฉพาะเป็นระบบเปิดมากกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐโดยรวมมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมเอกชนหรือกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถดึงดูดคนงานจากภาคอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าอุตสาหกรรมเอกชนไปได้สวย การจ้างงานอาจเพิ่มขึ้นไม่เฉพาะอุตสาหกรรมนั้นแต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกันด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจจะเสริมความสำเร็จของอุตสาหกรรมแรกยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก หนุนกันแบบนี้ ฉะนั้นหากใครมองที่ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เขาก็อาจจะมองเห็นผลสะท้อนกลับเชิงบวก แต่เมื่อมองเศรษฐกิจภาพรวม ผลสะท้อนกลับเชิงบวกแต่ละแห่งจะต้องถูกจับคู่กับผลสะท้อนกลับเชิงลบที่อื่นที่มากกว่า ทรัพยากรส่วนเพิ่มที่ถูกดึงเข้าไปในอุตสาหกรรมใดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดจะต้องมาจากที่อื่น ซึ่งหมายถึงมาจากอุตสาหกรรมอื่น

     นักธุรกิจไม่คุ้นเคยหรือไม่สบายใจกับความคิดที่ว่าระบบมีผลสะท้อนกลับเชิงลบ โดยเฉพาะพวกเขาไม่คุ้นแม้แต่น้อยกับวิธีที่ผลกระทบที่ดูเหมือนอ่อนและไม่แน่นอนจากมุมมองของบริษัทเอกชนหรืออุตสาหกรรมแต่ละราย เช่น ผลกระทบจากการลดการจ้างงานต่อค่าจ้างเฉลี่ย หรือการเพิ่มเงินลงทุนต่างชาติต่ออัตราแลกเปลี่ยน จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเมื่อมารวมกับผลกระทบของนโยบายต่อเศรษฐกิจประเทศชาติทั้งหมด

ประธานาธิบดีจะต้องทำอะไร?

ในสังคมที่ยอมรับนับถือความสำเร็จทางธุรกิจ ผู้นำทางการเมืองจะขอคำแนะนำจากผู้นำธุรกิจในหลายประเด็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และนั่นก็ถูกต้องนะครับ โดยเฉพาะคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเงิน ทั้งหมดที่เราสามารถขอได้คือทั้งผู้ให้คำแนะนำและผู้ขอคำแนะนำมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่ความสำเร็จทางธุรกิจให้ได้และให้ไม่ได้ต่อนโยบายเศรษฐกิจ

     ปี 1930 โลกตกอยู่ในภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ (Depression) จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เรียกร้องการกระจายทางการเงินปริมาณมากเพื่อบรรเทาวิกฤตการณ์และร้องขอนโยบายที่เกิดจากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าคำแนะนำของนายธนาคารที่ยึดติดกับมาตรฐานทองคำ หรือผู้ผลิตที่ต้องการจะขึ้นราคาด้วยการจำกัดผลลัพธ์ “สำหรับ-แม้จะไม่มีใครเชื่อ-เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะทางและยากวิชาหนึ่ง”3 ถ้าทำตามคำแนะนำของเขา เราอาจเลี่ยงความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดของความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้

     เคนส์พูดถูกครับ เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะทางและยาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีนั้นยากกว่าเป็นผู้บริหารทางธุรกิจที่ดี (จริง ๆ แล้วง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งน้อยกว่า) อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์กับธุรกิจไม่ใช่วิชาเดียวกัน และผู้ที่เชี่ยวชาญวิชาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจอีกวิชาหนึ่ง ยังไม่ต้องพูดถึงขั้นเชี่ยวชาญหรอกครับ ผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งไม่ได้ใกล้เคียงการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์มากไปกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ทางทหาร

     ครั้งหน้าถ้าคุณได้ยินบรรดานักธุรกิจเสนอมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ถามตัวคุณเองครับว่าเขาเหล่านั้นได้สละเวลาศึกษาวิชานี้หรือยัง? เขาเหล่านั้นได้อ่านข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญหรือไม่? ถ้าไม่ ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะประสบความสำเร็จในธุรกิจแค่ไหน อย่าไปฟัง เพราะเขาอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร

1 อันที่จริงแล้วมีข้อจำกัดทางเทคนิคสองประการต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประการแรกเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “การถ่ายโอนแบบไม่มีผลตอบแทน” เช่น ของขวัญ, ความช่วยเหลือจากต่างชาติ และอื่น ๆ อีกประการเกี่ยวข้องกับการจ่ายผลกำไรและดอกเบี้ยจากการลงทุนในอดีต ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดประสงค์หลัก

2 ถ้าพูดให้ชัด ควรพูดถึงบริษัทที่ผลิตในสหรัฐ เพราะมันเป็นไปได้อยู่แล้วที่บริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกด้วยสิทธิการถือครองบริษัทสาขาต่างชาติ

3 “The Great Slump of 1930”, พิมพ์ซ้ำใน Essays in Persuasion (New York: Norton, 1963)



Create Date : 23 มีนาคม 2553
Last Update : 1 เมษายน 2553 15:50:14 น.
Counter : 1325 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด