ทวาร 6
ในข้อเขียนตอนนี้ ผมขอแสดงมุมมองของนักศึกษา 2 ด้าน คือ ด้านพุทธปรัชญา และด้านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแสดงคู่กันมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบ แต่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจมุมมองหรือโลกทัศน์ของสำนักวิชาทั้งสอง ไม่ใช่การเปรียบเทียบเพื่อหาความเหมือนหรือความต่าง

• ช่องทางสำหรับให้จิตและเจตสิกรับอารมณ์เรียกว่า "ทวาร"
• อารมณ์ = อายตนะภายนอก 6
• ทวาร = อายตนะภายใน 6
• อายตนะภายใน 6 นั้นได้แก่ ปสาทรูป 5 + ภวังคจิต 1

ปสาทรูป เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีความสามารถในการรับอารมณ์ ดังจะได้แจกแจงต่อไป; ภวังคจิต คือ จิตที่ทำหน้าที่ภวังคกิจ ทำหน้าที่รักษาองค์ของภพ ทำให้ตั้งอยู่ในภพนั้น ๆ (รายละเอียดทางอภิธรรมเจาะจงลงไปว่าจิตที่ทำหน้าที่ภวังคกิจได้มีเท่ากับจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิได้ โดยชาติหนึ่ง ๆ ของสัตว์แล้วจิตทั้ง 2 นี้เหมือนกัน)


1 จักขุ (ปสาทรูป)
ดวงตามนุษย์ที่เรียกว่า มังสจักขุ นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ (1) สสัมภารจักขุ ได้แก่ อวัยวะต่าง ๆ ที่ประชุมรวมกันเป็นดวงตา และ (2) จักขุปสาท เป็นรูปอันเกิดจากกรรมตั้งอยู่บนกลางตาดำ มีลักษณะใส จักขุปสาทมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ

1. เป็นที่ให้จักขุวิญญาณมาเกิด
2. เป็นช่องรับรู้อารมณ์ของจักขุทวารในปัญจทวารวิถีจิต

ลักขณาทิจตุกะของจักขุปสาทมีดังนี้

1. รูปาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบรูปารมณ์เป็นลักษณะ
2. รูเปสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการชักดึงมาซึ่งรูปารมณ์เป็นหน้าที่
3. จกฺขุวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการรองรับซึ่งจักขุวิญญาณเป็นผล
4. ทฏฺฐกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (รูปตัณหา) มีความใคร่ที่จะเห็นรูปารมณ์เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ในทางพระพุทธศาสนา หากเราต้องการจำแนกธรรมหนึ่ง ออกจากธรรมอื่น เราใช้ลักษณะที่แตกต่างของแต่ละธรรม 4 ประการเป็นข้อจำแนก และเรียกลักษณะเฉพาะทั้ง 4 ประการของธรรมเหล่านั้นว่า "วิเสสลักษณะ" ส่วนลักษณะที่มีร่วมกันนั้นเรียกว่า "สามัญลักษณะ" คงคุ้นเคยกันดี เนื่องจากสามัญลักษณะของสังขารธรรมทั้งปวงนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ บางทีจึงเรียว่า "ไตรลักษณ์" ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา





ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กายวิภาคได้จำแนกองค์ประกอบของดวงตา จากผลพวงความเพียรของมนุษย์ที่ศึกษาค้นคว้าอย่างมุมานะ เราเรียกส่วนที่อยู่หน้าสุดทำหน้าที่ปกป้องดวงตา มีรูปทรงดุจโดมโค้งว่า cornea ถัดจาก cornea ที่อยู่ภายในของดวงตาคือช่อง anterior มีของเหลว ใส (aqueous humor) ซึ่งผลิตโดย ciliary body ไหลหล่อเลี้ยงบำรุงดวงตาและเนื้อเยื้อข้างเคียง ถัดจากช่อง anterior มีส่วนที่เป็นสีของดวงตา เรียกว่า iris ส่วนนี้ประหนึ่งเป็นด่านกรองแสงด่านแรก ใน iris มี pupil เป็นประตูที่ปล่อยให้แสงผ่านไปถึงด้านหลังของดวงตา ส่วนที่สำคัญถัดมาคือ lens ช่วยปรับโฟกัส หรือรวมแสงให้ตกกระทบพอดีที่ฉากรับแสง หรือ retina อันเป็นส่วนสำคัญต่อการรับรูปารมณ์ เป็นประสาทที่รับรู้แสง เมื่อรับแสงจะสร้างสัญญาณไฟฟ้า (impulse) ผ่านประสาทตา (optic nerve) ส่งไปยังสมอง ประสาทตานี้เป็นมัดของเส้นใยประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างเรตินากับสมอง สัญญาณที่มันขนไปยังสมองรับรู้ภาพส่วนนอก (the visual cortex) นั้นได้แก่สี (แสงที่มีองค์ประกอบทางความถี่ผิดแผกแตกต่างกัน) จากนั้นเป็นหน้าที่ของสมองที่จะประมวลผลสัญญาณเพื่อสร้างภาพ (images) ทำให้เรารับรู้ภาพ ส่วนที่ยึด lens ไว้กับ ciliary body เป็นกลุ่มเส้นใยเรียกว่าเอ็นพยุงเลนส์ (suspensory ligament of lens)

ประมาณบริเวณกลางเรตินา มีส่วนที่อ่อนไหวต่อแสงมากที่สุดนั่นคือ macula ถือว่าเป็นตัวรับสัญญาณ ณ จุดกึ่งกลางของภาพ เพื่อให้เราเห็นรายละเอียดของจุดสนใจของภาพที่เรากำลังมอง

ส่วนเยื้อหุ้มลูกตาสีขาวนั้นเราตั้งชื่อเรียกมันว่า sclera กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยับลูกตาจะติดกับส่วนนี้ ระหว่าง sclera กับ retina มีเนื้อเยื้อบาง ๆ แต่อุดมไปด้วยเลือดหล่อเลี้ยงคือ choroid บทบาทเป็นผู้สนับสนุน หน้าที่คือส่งเลือดเลี้ยงเรตินา

ปริมาตรส่วนใหญ่ของลูกตาด้านหลังถูกถมเต็มด้วยสารใสลักษณะคล้ายเมือกเรียกว่า vitreous body


2 โสตะ (ปสาทรูป)
หูของมนุษย์ก็แบ่งออกเป็น 2 อย่างได้เช่นเดียวกับตา คือ (1) สสัมภารโสตะ ได้แก่ อวัยวะทั้งหมดที่มาประชุมกันเป็นหู เป็นที่ตั้งอาศัยเกิดของโสตปสาท (2) โสตปสาท เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีความสามารถในการรับเสียง มีหน้าที่ 2 อย่าง

1. เป็นที่ให้โสตวิญญาณจิตมาเกิด
2. เป็นช่องทางให้โสตวิญญาณรับรู้อารมณ์ในโสตทวารวิถี

ลักขณาทิจตุกะของโสตปสาทรูปมีดังนี้

1. สทฺทาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบสัททารมณ์ (เสียง) เป็นลักษณะ
2. สทฺเทสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาสัททารมณ์เป็นกิจ
3. โสตวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการเป็นที่อยู่ของโสตวิญญาณเป็นผล
4. โสตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (สัททตัณหา) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด



นักวิทยาศาสตร์ใช้ความอุตสาหะศึกษาองค์ประกอบของหู และหน้าที่ของมัน ใบหูที่เรามองเห็น pinna หรือ auricle เป็นด่านแรกสำหรับลำเลียงเสียง มันถูกออกแบบโดยวิศวกรที่เก่งกาจให้จำแนกทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียงได้ (เพราะมี 2 หู) รวมทั้งให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดเสียงด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง เสียงเป็นคลื่นความดันอากาศ เดินทางจากใบหูตามท่อ (external auditory canal/ tube) เพื่อส่งกระแสแรงดันสู่หูชั้นกลาง มีเยื้อบุเป็นผนังกั้นระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลางเรียกว่าเยื้อบุ tympanic หรือ eardrum

หูชั้นกลางประกอบด้วยกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้นต่อกัน (malleus, incus, stapes) เพื่อส่งสัญญาณต่อไปยังหูชั้นใน นอกจากนี้ที่หูชั้นกลางยังมีท่อ (eutachian tube) ที่เชื่อมต่อไปยังคอหอย (pharynx) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่องคอ คอยทำหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลางให้สมดุลกัน

หูชั้นในมี cochlea เป็นตัวหลักที่ช่วยให้เรารับรู้เสียง มันเปลี่ยนสัญญาณเสียง (แรงดันอากาศ) ให้เป็นสัญญาณประสาท (ไฟฟ้า) ผ่านทางเส้นประสาทเสียง (auditory nerve) cochlea มี organ of corti ซึ่งมี hair cells อันเปรียบเสมือนตัวตรวจจับเสียง (auditory sensory cells) อยู่ในนั้น ขนของเซลล์ (hair/ stereocilia) จะต่อกับ tectorial membrane ในขณะที่ส่วนฐานของเซลล์ยึดติดอยู่กับ basilar membrane เสียงที่ความถี่ต่างกันกระตุ้นตำแหน่งที่ต่างกันบน basilar membrane ทำให้ basilar membrane สั่น และเกิดแรงเฉือน (shearing force) ระหว่าง tectorial กับ basilar การเปลี่ยนแปลงภายใน hair cells นี้เองที่เป็นตัวสร้างสัญญาณไฟฟ้า ส่งต่อไปยังสมอง (primary auditory cortex)


3 ฆานะ (ปสาทรูป)
ฆานปสาทรูป ก็เช่นเดียวกับ 2 รูปแรกคือเกิดจากกรรมและ เป็นที่ตั้งให้กับวิญญาณที่จะมารับอารมณ์ทางทวาร มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. คนฺธาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» ความใสของมหาภูตรูปที่กระทบคันธารมณ์ (กลิ่น) เป็นลักษณะ
2. คนฺเธสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาคันธารมณ์เป็นกิจ
3. ฆานวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของฆานวิญญาณเป็นผล
4. ฆายิตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (คันธตัณหา) เป็นเหตุใกล้



จมูก หรือ peripheral olfactory organ อวัยวะแห่งการรับกลิ่น แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ จมูกภายนอก (external nose) อันได้แก่จมูกรูปทรงปิระมิดฐานสามเหลี่ยมที่เราเห็นซึ่งมีตำแหน่งอยู่บริเวณกลางใบหน้า และส่วนที่อยู่ภายใน (nasal cavity) มีผนังกั้นแบ่งเป็นช่องรูจมูกข้างซ้ายและข้างขวา รูจมูกทั้งสองข้างจะมีขนไว้คอยดักจับฝุ่นละอองก่อนหายใจนำอากาศเข้าไปสู่ปอด ก่อนเดินทางถึงปอดอากาศมีที่พัก ณ โพรงจมูก (nasal cavity) หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของโพรงจมูกคือควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ ในโพรงจมูกมีแผ่นเนื้อเยื้อเมือกซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่มาก เยื้อเมือกเหล่านี้ช่วยทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศที่ผ่านขนจมูกมาได้ แล้วขับออกมาเป็นน้ำมูก ด้านบนของโพรงจมูกเป็นที่อยู่ของปลายประสาทรับกลิ่น (olfactory receptor cell) เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก กลิ่นจะมากระทบที่ปลายประสาท ประสาทรับกลิ่นจะส่งสัญญาณไฟฟ้าต่อไปยังสมอง (บริเวณ uncus ของ temporal lobe) เพื่อตีความกลิ่น

olfactory receptor cell เป็นเซลล์รับกลิ่น เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเล็กๆ (ขนาดประมาณเท่ากับแผ่นเล็บของหัวแม่มือ) เรียกว่า olfactory epithelium นอกจาก receptor cell แล้ว epithelium ยังมี Bowman's gland ทำหน้าที่สร้างและหลั่งสารละลายออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ epithelium และเป็นตัวทำละลายสารเคมีที่มากระตุ้น receptor cell รวมถึงชะล้างสารเคมีเก่าที่มากระตุ้นออกไปเพื่อให้รับกลิ่นใหม่ที่จะมากระตุ้นได้อีก

รอบ ๆ จมูกจะมีโพรงกระดูกอยู่ 4 คู่ เรียกว่าไซนัส (sinus) โพรงอากาศนี้มีช่องเชื่อมต่อกับโพรงจมูก อาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปยังโพรงไซนัสได้ นอกจากนี้ภายในโพรงจมูกยังมีช่องต่อท่อกับท่อน้ำตา เวลาเราร้องไห้น้ำตาส่วนหนึ่งจะไหลลงมาท่างท่อนี้และออกมาเป็นน้ำมูกใส ๆ


4 ชิวหา (ปสาทรูป)
ชิวหาปสาทรูป เป็นรูปที่มีความสามารถในการรับรสารมณ์ (รส) และเป็นวัตถุที่ตั้งให้กับวิญญาณที่จะมาเกิดเพื่อรับรสทางทวาร ตำแหน่งที่ตั้งของชิวหาปสาทมีอรรถาธิบายว่าอยู่รอบบริเวณปลายลิ้น ฐานคล้ายกลีบดอกบัว เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. รสาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบรสารมณ์ (รส) เป็นลักษณะ
2. รเสสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหารสารมณ์เป็นกิจ
3. ชิวหาวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของชิวหาวิญญาณเป็นผล
4. สายิตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (รสตัณหา) เป็นเหตุใกล้



ลิ้นเป็นกล้ามเนื้อลาย ที่ผิวด้านบนมีเยื้อบุชนิด stratified squamous epithelium ปกคลุมอยู่ ตัวรับรสคือ taste bud เป็น receptor ที่ฝังตัวอยู่ในตุ่ม (papillae) เราสามารถมองเห็น taste papillae บนลิ้นได้ ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นจุดเล็ก ๆ สีแดง ๆ โดยเฉพาะที่ส่วนหน้าของลิ้น ส่วนนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า fungiform papillae เนื่องมาจากรูปร่างมันคล้ายเห็ดขนาดจิ๋วดีๆนี่เอง นอกจากเจ้าตุ่มเห็ดแล้วยังมีตุ่มชนิดอื่นอีก 3 ตุ่ม เรียกขาน foliate, circumvallate และ non-gustatory filiform (ไม่รับรส) ใน papillae มีกลุ่มของเซลล์รวมตัวกันเป็นกระเปาะรับรส เรียกว่า taste bud ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตำแหน่งของกระเปาะรับรสที่อยู่ในแต่ละตุ่มจะแตกต่างกัน บ้างก็อยู่ด้านข้าง (circumvallate, foliate) บ้างก็อยู่ด้านบน (fungiform) เซลล์ที่ทำหน้าที่รับรสซึ่งพบใน taste bud เรียกว่า chemoreceptor cell เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพของเซลล์นี้จะลดต่ำลง อายุโดยเฉลี่ยของ chemoreceptor cell คือ 10-12 วัน taste bud เมื่อรับรสแล้วจะส่งสัญญาณประสาทไปตามเส้นประสาทที่มารับรส คือ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7, 9 และ 10 ไปที่ศูนย์รับรสบริเวณขอบล่างของ parietal lobe

รสพื้นฐานที่ลิ้นมนุษย์สามารถรับรู้ได้มี 4 รส (หรือ 5 รส นับรวมรสของกรดอะมิโน: umami taste) ซึ่ง taste bud แต่ละบริเวณจะไวต่อการรับรสต่างชนิดกัน เช่นบริเวณปลายลิ้นไวต่อรสหวาน (มีตัวรับที่ apical membrane จับกลูโคส ซูโคลส=กูโคลส+ฟรูกโตส และคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ) และเค็ม (โซเดียมคลอไรด์) ที่โคนลิ้นไวต่อรสขม (สารรสขมทำให้ IP3 ปล่อยไออนของแคลเซี่ยม) และด้านข้างของลิ้นไวต่อรสเปรี้ยว (เป็นกรด คือโปรตอน)


5 กายา (ปสาทรูป)
กายปสาทรูป เป็นรูปธรรมเกิดแต่กรรมมีความสามารถรับโผฏฐัพพารมณ์ มี ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง เป็นที่ตั้งของวิญญาณที่จะมาเกิดทางกายทวาร มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. โผฏฺฐพฺพาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบโผฏฐัพพารมณ์เป็นลักษณะ
2. โผฏฺฐพฺเพสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาโผฏฐัพพารมณ์เป็นกิจ
3. กายวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของกายวิญญาณเป็นผล
4. ผุสิตกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (โผฏฐัพพตัณหา) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด



ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุด ปกคลุมทั่วร่างกายคนเรา ช่วยปกป้องความร้อน แสง การบาดเจ็บ และการติดเชื้อโรค ช่วยรักษาอุณหภูมิ เก็บน้ำและไขมัน ป้องกันไม่ให้สูญเสียน้ำ ป้องกันบักเตรี และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรารับรู้โลกภายนอกมีร้อน-หนาว เป็นต้น ทั่วทั้งร่างกายคุณสมบัติของผิวก็มีผิดแผกแตกต่างกันไป เช่นศีรษะมีเส้นขนเยอะกว่าบริเวณอื่น ส้นเท้าหรือฝ่ามือผิวหนังจะมีความหนาเป็นพิเศษ เป็นต้น

ผิวหนังประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะของมัน 3 ชั้นเริ่มจากชั้นนอกที่สุดได้แก่ epidermis, dermis และ subcutaneous fat layer

epidermis เป็นผิวนอกสุด บางที่สุด ประกอบด้วย 3 ส่วน (1) stratum corneum (horny layer) ชั้นนี้เต็มไปด้วย keratinocytes ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว รอวันตาย คอยปกป้องมิให้มีสิ่งจากภายนอกเข้าภายในร่างกายโดยง่ายและป้องกันมิให้น้ำในร่างกายออกไปยังภายนอก (2) keratinocytes (squamous cells) เป็นชั้นอยู่ถัดจาก stratum corneum มี keratinocytes วัยหนุ่มสาว เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และ (3) basal layer ชั้นลึกสุดของ epidermis มี basal cells ทำหน้าที่แบ่งสร้าง keratinocytes ใหม่เพื่อทดแทนตัวเก่า นอกจากนี้ชั้น epidermis ยังมี melanocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตเม็ดสีหรือ melanin

dermis เป็นผิวหนังชั้นกลาง มีท่อเลือด ท่อน้ำเหลือง รูขุมขน ต่อมเหงื่อ คอลลาเจน และเส้นประสาท ความรู้สึกเจ็บปวด กายสัมผัสจะรับรู้โดยตัวรับซึ่งอยู่ ณ ชั้นนี้ ถัดไป subcutis เป็นชั้นลึกสุดมีโครงข่าวคอลลาเจนและไขมัน ช่วยปกป้องร่างกายจากอุณหภูมิความร้อนความเย็น


6 มนะ (เป็นจิต)
สำหรับมนายตนะ อันเป็นช่องทางให้วิญญาณมารับอารมณ์ทางใจนั้นได้แก่ภวังคจิต รายละเอียดและบทบาทของภวังคจิต ขอเก็บไว้พูดถึงโอกาสต่อไป เนื่องจากเป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนพอสมควร

พุทธศาสนาจิตนั้นเป็นนามธรรม จึงไม่ใช่ทั้งหัวใจและสมอง แต่มีรูปหนึ่งซึ่งน่าสนใจเรียกว่า หทัยรูป หรือ หทัยวัตถุ คือ รูปอันเป็นที่ตั้งให้จิตและเจตสิกอาศัยเกิด แม้ว่าโดยช่องทางหรือทวารสำหรับรับอารมณ์ทางใจคือนามธรรม (จิต) แต่ก็มีสัตว์บางจำพวก (ส่วนใหญ่) ที่ต้องอาศัยรูปให้จิตอาศัย และหทัยวัตถุที่ว่านี้ก็อยู่บริเวณหัวใจ น่าสนใจทีเดียว









Create Date : 16 ธันวาคม 2550
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 22:52:36 น.
Counter : 3511 Pageviews.

0 comments
42. โสดาบัน...ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ chancamp
(15 ก.พ. 2563 07:37:30 น.)
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - one หนึ่งเดียวกัน [ 2 ] :: กะว่าก๋า
(12 ก.พ. 2563 07:06:53 น.)
มีสติ รู้กาย รู้ใจ **mp5**
(3 ก.พ. 2563 15:03:19 น.)
:: ดาบซ่อนคม 12 :: กะว่าก๋า
(2 ก.พ. 2563 06:11:33 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด