วรรณะความเรียงว่าด้วยสี (Remarks on Color)


หนังสือเล่มนี้ เป็น remarks (ข้อคิดเห็น) ที่วิทเก้นชไตน์วิเคราะห์ทฤษฎีสีของเกอเธ่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกอเธ่แสดงออกมาในความไม่เห็นด้วยกับธรรมชาติของแสงและสีจากการทดลองให้ลำแสงผ่านปริซึมแล้วกระจายออกมาเป็นสเปกตรัมของนิวตัน เกอเธ่บอกว่านั่นไม่ใช่ธรรมชาติแท้จริงของสีและแสงสักหน่อย ปรัชญาของเกอเธ่ที่อยู่เบื้องหลังการทดลองของเขาเป็นแนว phenomenology หรือปรากฎการณ์การรับรู้แสงของมนุษย์ วิทเก้นชไตน์บอกว่าแบบที่เกอเธ่พูดนั้นไม่ใช่ทฤษฎีด้วยซ้ำไป (ข้อ 70.) ในเมื่อเกอเธ่พูดถึงการรับรู้แสง-สี วิทเก้นชไตน์ก็เข้ามาตั้งคำถามทันทีถึงตรรกะของมัน และข้อสังเกตของวิทเก้นชไตน์ก็อิงอยู่กับแนวปรัชญาของเขานั่นแหละครับ คุณตอบคำถามว่าสีแดงคืออะไรได้ยังไง คุณก็ชี้วัตถุที่มีสีแดง ถ้ามีบางคนที่มีความสามารถในการรับรู้สีต่างจากคุณ เช่น ดีกว่าคุณ ลองจินตนาการนะครับ ตอนนี้คุณมีสารเคมี 2 กองอยู่ตรงหน้า สมบัติของสารในโลกที่คุณรู้จักมีแค่เพียงสี แต่โลกของผมนั้น สารที่ผมรู้จักมีสมบัติมากกว่าความมีสี สาร 2 กองที่ผมจัดเตรียมไว้ นำมาจากโลกของผม คือสาร A และสาร B พอกองไว้หน้าคุณ คุณบอกว่าเป็นสีแดงทั้ง 2 กอง ไม่ว่าผมจะสลับกองยังไง คุณก็บอกว่าเป็นสีแดงเหมือนกันทั้งสองกอง ทีนี้ จะเป็นยังไงถ้ามีบางคนบนโลกของคุณบอกว่า สารกองหนึ่งเป็นสีแดง 1 กับสารอีกกองหนึ่งเป็นสีแดง 2 (สมมติเขาบอกว่า สาร A สีแดง 1 และสาร B สีแดง 2) ผมทึ่งแฮะ แต่ผมอยากรู้ว่าเขาแยกออกจริงรึเปล่า จึงลองสลับกอง ลองเอามาผสมกัน พบว่า เขาก็สามารถแยกระหว่างสาร A และสาร B ออกจากกันได้เสมอ (คุณไม่สามารถทำเช่นนั้นได้) นั่นคือ เขามีความคิดเกี่ยวกับแดง 1 และแดง 2 จริง คำถามคือ เขาจะสอนคุณถึงการมีอยู่ของแดง 1 กับแดง 2 ได้ยังไงครับ ในเมื่อโลกของทั้งคุณและเขา (หรือที่เราเรียกว่าระบบ) สารใด ๆ นั้นมีสมบัติเพียงอย่างเดียวคือสี วิทเก้นชไตน์กำลังบอกว่า ถ้าเขาแสดงไม่ได้ ก็จบ เพราะเขาไม่มีทางพูดออกเพื่อให้คุณเข้าใจได้ คุ้น ๆ มั้ยฮะ "Whereof one cannot speak, thereof one must be silent." ภาษาไม่สามารถ capture ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกได้ ในที่นี้โลกคือสี ภาษาคือชื่อของสี อิทธิพลความคิดอันนี้ของวิทเก้นชไตน์ เป็นรากฐานปรัชญาให้เกอเดลพิสูจน์ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ ทัวริงใช้แก้ปัญหา decision และ เพนโรสประกาศว่า AI ไม่มีทางฉลาดได้เหมือนมนุษย์ เพราะมี arithmetical truth ที่จักรกลไม่สามารถพิสูจน์ได้

สำหรับฉบับแปลไทย ผมรู้สึกว่าสำนวนแปลออกไปทางบทกวี และตีความเชิงกวี ทำให้ไม่เห็นความชัดเจนในตรรกะของวิทเก้นชไตน์ ตัวอย่างข้อสังเกตของผมบางประเด็นเกี่ยวกับต้นฉบับแปล ดู 2, 7, 8, 11, 20, 31, 32, 36, 36-38, 50, 57, 58, 60, 61, 62, 65, 67, 71, 87, 88, ด้วยความอ่านแล้วงุนงงในตัวบท การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงบีบบังคับให้ผมต้องไปหาต้นฉบับแปลภาษาอังกฤษมาอ่านซ้ำ และมีโอกาสเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาเยอรมัน (เท่าที่หาได้จากหนังสือตัวอย่างในเน็ต), นอกจากนี้ หนังสือยังมีจุดบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์อักษรอยู่พอสมควร, สำหรับคำตาม อ่านแล้วสงสัยว่าตามอะไร และตัวของมันเองก็เป็นสิ่งที่ตัวบทของคำตามพูดถึงนั่นแหละครับ generic terms

ผมให้

ฉบับแปลอังกฤษโดย Linda L. McAlister, Margarete Schättle



ผมให้



Create Date : 14 เมษายน 2555
Last Update : 14 เมษายน 2555 16:33:11 น.
Counter : 1776 Pageviews.

1 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - มังกรเซน :: กะว่าก๋า
(17 ม.ค. 2564 06:09:09 น.)
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ประตูที่ไร้ประตู :: กะว่าก๋า
(16 ม.ค. 2564 07:08:50 น.)
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ปรัชญาในนิทานเต๋า :: กะว่าก๋า
(14 ม.ค. 2564 05:54:49 น.)
:: ถนนสายนี้มีตะพาบ โครงการที่ 269 :: กะว่าก๋า
(13 ม.ค. 2564 06:58:46 น.)
  
บทที่ 85 เขียนดีมาก ถ้าจำไม่ผิด จะเขียนประมาณว่า เราจะเชื่อได้อย่างไร ว่าเรามองเห็นได้จริง แต่จริงๆแล้วเรากลับเป็นคนตาบอด หรือเราเชื่อได้อย่างไรว่าเรานั้นเป็นคนตาบอด แต่ที่จริงแล้ว เรานั้นมองเห็น
โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 3 กันยายน 2555 เวลา:0:11:25 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด