รูปกลาปไม่ใช่เซลล์
หนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" โดย ทพ.สม สุจีรา (หน้า 44) "ในพระอภิธรรมปิฎกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกพระพุทธพจน์คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานานกว่าสองพันห้าร้อยปี ได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบของรูปหรือสังขารว่า เป็นที่ชุมนุมของรูปกลาป อ่านว่า "รูปกะลาปะ" ซึ่งตรงกับคำว่า "เซลล์" ที่ใช้ในศัพท์วิชาการแพทย์ปัจจุบัน รูปกลาปนี้จะมีความเจริญเติบโตเสื่อมสลายลงในอัตราปกติขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ

1. อุตุชรูป หมายถึง อากาศ ภาวะสิ่งแวดล้อม
2. อาหารชรูป หมายถึง อาหารที่เสพบริโภคในชีวิตประจำวัน
3. กัมมชรูป หมายถึง การกระทำทางกาย
4. จิตตชรูป หมายถึง การทำงานของจิตใจ

สาเหตุทั้งสี่ประการนี้ตรงกับการค้นพบทางการแพทย์ในเรื่องที่ว่าด้วยสาเหตุการเสื่อมสลายของเซลล์อย่างน่าอัศจรรย์
"

ข้อความทั้งหมดนี้ปะปนกันมั่วและไม่ตรงกับพุทธปรัชญาที่ระบุไว้ในพระอภิธรรม มีผิดเพี้ยนหลายประเด็นมากครับ ทั้งประเด็นที่ผิดไปชนิดไม่ไว้หน้าพระพุทธเจ้า จนถึงประเด็นที่ชวนให้เข้าใจไขว้เขว ผมขอเริ่มตามลำดับดังนี้

1. รูป จัดเป็น สังขารธรรมตัวหนึ่ง แต่ยังมีสังขารธรรมอีก 2 ตัวที่ไม่ใช่รูป คือ จิต กับ เจตสิก ตรงนี้ในรูปประโยคที่พูดว่า "รูปหรือสังขาร" เป็นการจัดให้ 2 คำนี้มีความหมายเทียบเท่ากัน ชวนให้ไขว้เขว ต้องระวังเป็นพิเศษ

2. คัมภีร์ปรมัตถทีปนีฎีกา นิยามคำว่า "กลาป" ไว้แบบนี้ "กลาปิยนฺติ เอตฺถาติ กลาปาฯ" แปลว่า ธรรมชาติที่นับเป็นหมวด ๆ เป็นคณะนั้นเรียกว่า "กลาป" ฉะนั้นกลาปคือเป็นกลุ่ม รูปกลาป คือ รูปที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตรงนี้แหละสำคัญ ยังไงถึงเรียกว่าเป็นรูปกลาป ให้ดูอาการมัน 3 อย่างครับ

1. ต้องเป็นรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
2. ต้องเป็นรูปที่ดับพร้อมกัน
3. ต้องเป็นรูปที่อยู่ด้วยกัน

คุณคงพอมองเห็นภาพว่าข้อความ "ได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบของรูปว่าเป็นที่ชุมนุมของรูปกลาป" มันเป็นข้อความที่แปลแล้วไม่ได้ความใด ๆ หรือสอดคล้องใด ๆ กับพุทธปรัชญา เพราะคำว่า "รูปกลาป" หมายถึง กลุ่มของ "รูป" ที่เกิดดับตั้งอยู่ด้วยกัน

3. ตั้งแต่ที่อธิบาย อุตุชรูป จนถึง จิตตชรูป 4 อย่างนี้ไม่ใช่องค์ประกอบของรูปกลาป! ถ้าถามว่าองค์ประกอบของรูปกลาปคืออะไร คำตอบคือ "รูป" ครับ ตรงนี้อาการหนักหน่อย ถ้าคุณเจอคำว่า "...ชรูป" จำไว้เลยครับ ให้แปลว่า "รูปที่เกิดจาก..." เช่น กัมมชรูป หมายถึง รูปที่เกิดจากกรรม ดังนั้น กัมมชรูปกลาป (บางทีเรียก กัมมชกลาป) จึงหมายถึง กลุ่มของรูปที่เกิดจากกรรม และตรงนี้ก็ต้องแยกให้ชัด เพราะ "...ชรูป" กับ "...ชกลาป" มีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น กัมมชรูป มี 18 ส่วน กัมมชกลาปมี 9

แต่ละ "รูปกลาป" จึงหมายถึง แต่ล่ะ "กลุ่ม" ของรูป และแต่ละกลุ่มของรูปนั้นสามารถจำแนกตามประเภทคือลักษณะการเกิดขึ้นของรูปกลาปได้ 4 ประเภท (กัมมชกลาป 9, จิตตชกลาป 6, อุตุชกลาป 4 และ อาหารกลาป 2) และแต่ละ "รูป" ที่มารวมกลุ่มกันเป็น "กลาป" นั้นมีสมุฏฐาน 4 อย่าง (กรรม, จิต, อุตุ และอาหาร) ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า แต่ละรูปทั้ง 28 รูปต้องเกิดจากทั้ง 4 ปัจจัยนี้นะครับ บางรูปเท่านั้นที่มีปัจจัยครบทั้ง 4 อย่าง (มีเพียง 8 รูป - มหาภูตรูป 4, โคจรรูป 3 (เว้นสัททะ), ชีวิตรูป 1) รูปที่เกิดจากปัจจัยอย่างเดียวก็มี สองอย่างก็มี สามอย่างก็มี หรือไม่เกิดจากปัจจัยทั้ง 4 อย่างนี้เลยก็มีครับ (นั่นคือ ลักขณรูป 4)

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ "ตา" หรือ "จักขุทสกกลาป" ตัวนี้เป็น "กรรมชกลาป" ประกอบด้วยรูป 10 รูปที่มี จักขุปสาทรูปเป็นประธาน อีก 9 รูปนั้นได้แก่ อวินิพโภครูป 8 (รูปที่แยกจากกันไม่ได้ รูปหนึ่ง ๆ ต้องมีรูปเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 รูปเสมอได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช วัณณะ คันธะ รสะ โอชา) กับ ชีวิตรูป 1

ต่อมาเมื่อดูการให้ความหมายของสมุฏฐานให้เกิดรูปทั้ง 4 สมุฏฐาน (อุตุชรูป - จิตตชรูป) ผมว่านิยามที่ให้มาก็ผิดเพี้ยนนะครับ เช่น อุตุชรูป (แปลว่า รูปที่เกิดจากอุตุ) ไม่ได้หมายถึง อากาศ แม้แต่คำว่า อุตุ ในที่นี้หมายถึง เตโชธาตุ (เป็นรูปชนิดหนึ่ง) อาจจำแนกได้ 2 ชนิดคือ สีตเตโช (ความเย็น) กับ อุณหเตโช (ความร้อน) ไม่ได้แปลว่าอากาศอยู่ดี หรือ กัมมชรูป รูปที่เกิดจากกรรม (เจตนาเจตสิก) ไม่ได้หมายถึงการกระทำทางกาย แม้แต่จะยึดเฉพาะคำว่ากรรมก็พูดผิด เพราะกรรมเป็นไปทั้ง กาย วาจา ใจ ไม่ใช่เฉพาะกายอย่างเดียว

คราวนี้คุณลองเปรียบเทียบกับคำว่า "เซลล์" ซึ่งทางชีววิทยาหมายถึง "โครงสร้างและหน่วยทำงานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต" - building block of life แล้วคิดว่าเหมือนหรือต่างจากรูปกลาปตรงไหนครับ ตามความเห็นผม มันไม่มีตรงไหนเทียบกันได้เลย

ผมยกตัวอย่างรูปกลาปที่ชัดเจนให้ดู 2 อัน คือ "อิตถีภาวทสกกลาป" กับ "ปุริสภาวทสกกลาป" ทั้ง 2 กลาปนี้เป็นกัมมชกลาป แต่ละกลาปประกอบด้วยรูป 10 รูป คือ อวินิพโภครูป 8 + ชีวิตรูป 1 + อิตถีภาวรูป 1 หรือ ปุริสภาวรูป 1 ทั้งสองกลาปนี้คือ "สภาพความเป็นหญิง" กับ "สภาพความเป็นชาย" ครับ มี อิตถีภาวรูป กับ ปุริสภาวรูป เป็นประธานตามลำดับ ถ้าจะมีใครตีความให้วิตถารไปอีกว่าเชลล์ไข่ เซลล์สเปิร์ม หรือโครโมโซมเพศ ขอให้ดูอรรถกถาอธิบายต่อว่าอาการใดบ้างที่แสดงภาวรูปนี้ (ภาวรูป 2 เป็นรูปที่รู้ได้ด้วยใจ ไม่เห็นได้ด้วยตา) มีอาการ 4 อย่าง ลิงคะ (เช่นเครื่องเพศ) นิมิตตะ (เช่น หน้าอก หนวดเครา) กุตตะ (นิสัยใจคอ การเล่น) อากัปปะ (กิริยาอาการ) เน้นอีกทีว่า ภาวรูปไม่เห็นได้ด้วยตา แต่อาการของมันบางอย่าง เช่น ลิงคะ นิมิตตะ พวกนี้เห็นได้ด้วยตา

คิดว่ายกมาแค่ 2 รูปกลาปนี้กับที่บอกว่า "กลาป คือ เซลล์" ก็น่าจะเห็นชัดกันแล้วว่ามั่วได้น่ากลัวขนาดไหน




Create Date : 11 สิงหาคม 2551
Last Update : 15 สิงหาคม 2551 15:07:40 น.
Counter : 1418 Pageviews.

1 comments
:: ดาบซ่อนคม 22 :: กะว่าก๋า
(20 ก.พ. 2563 06:53:16 น.)
42. โสดาบัน...ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ chancamp
(15 ก.พ. 2563 07:37:30 น.)
女大三抱金砖 แก่กว่าหุ้มทอง 3 ก้อน Kavanich96
(13 ก.พ. 2563 17:09:36 น.)
ดี สองแผ่นดิน
(3 ก.พ. 2563 16:22:42 น.)
  
ได้ความรู้เยอะเลยครับ
โดย: boyblackcat วันที่: 11 สิงหาคม 2551 เวลา:11:20:57 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Zol.BlogGang.com

ศล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]

บทความทั้งหมด