ล้มหมอน แต่ไม่นอนเสื่อ
ทักทายกันอีกครั้งค่ะ

พักเรื่องนินทาลูกค้าไว้ชั่วคราวค่ะ ด้วยว่ามีเรื่องให้บ่นเยอะแยะไปหมด ก็เจ้าของบ้านนี้เป็นคนนิสัยไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นี่ค่ะ แม่กับน้องก็บ่นให้เราปรับปรุงตัว แต่ทำได้แป๊บ ๆ ดีแตกอีกแล้ว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว น้องเขยมีงานต้องไปทำที่กรุงเทพฯ พวกเราก็เลยคิดว่าจะพาหลาน ๆ ไปเที่ยวด้วยเพราะพ่อของหลานไปทำงานที่ดรีมเวอร์ วางแผนเสร็จสรรพก็ออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวกัน บ้านของน้องเขยก็อยู่คลองห้าปทุมธานี ไปถึงเอาเมื่อตอนค่ำมากเพราะแวะไปซื้อของในเมืองก่อน กลับถึงบ้านพักผ่อนก็ราวสามทุ่ม รุ่งเช้าก็ตื่นนอนตามปกติแล้วพากันออกไปที่ดรีมเวอร์เอาเมื่อช่วงสาย วันนั้นคนเยอะมากมายนัก ไม่ได้เล่นอะไรเพราะหลาน ๆ ยังเด็กได้แต่เดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย หลานก็เหนื่อยมากเราก็อุ้มหลานให้นอน พอใกล้ค่ำหลานคนโตก็อาเจียนออกมา เป็นที่แตกตื่นกับพวกป้า ๆ ที่ติดตามเป็นพรวน
หลานคนเล็กก็ท้องเสียตั้งแต่ยังไม่ได้ไปกรุงเทพฯ แล้วหลานก็อาเจียนออกมาเป็นรอบที่สองก็เลยตัดสินใจให้น้องสาวไปส่งที่บ้านก่อน กลับมาถึงบ้านก็กินอะไรไม่ลง ทั้งหลานทั้งป้าระบบรวนกันไปหมด

ไปกรุงเทพฯแต่ละทีเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ นี่ขนาดไม่ได้ไปโหนรถเมล์ยังขนาดนี้ แบบว่าเราเมารถเมาเรือ ถึงจะเป็นรถของที่บ้านนั่งมานานก็เมาอยู่นั่นแหละ แล้วเวลาเมาก็จะปวดหัวมาก ปวดอยู่ข้างเดียวจนต้องกินยา งานของน้องเขยเสร็จเอาเมื่อดึกแล้วทั้งสองก็นัดกันไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ต่อ เพราะนานแล้วไม่ได้มากรุงเทพฯกัน ทั้งสองกลับบ้านเอาราวตีสองเห็นจะได้ เราก็นอนไม่หลับทั้งคืน รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก หลานก็มาป่วยทั้งสองคน คอยดูหลาน กลัวหลานเป็นอะไรหนัก เจ้าคนโตเป็นจีซิกพีดีอยู่ด้วย

แล้วเราก็มารู้สึกตัวตอนใกล้เช้าคงจะหกโมงเช้าเห็นจะได้ เราลุกออกมาจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ไม่รู้สึกตัวเลย นานเท่าไหร่ไม่รู้ เรารู้สึกตัวว่าเรานอนอยู่ตรงประตู พอเราเปิดประตู แสงไฟมันก็เข้ามาในห้อง น้องสาวก็รู้สึกตัว ถามเราว่าเป็นอะไร เราก็ตอบว่าไม่มีอะไรหรอกก็แค่อยากนอน (เป็นคำตอบที่งง ๆ มาก)

แล้วเราก็บอกน้องนอนต่อเถอะ เราจะไปเข้าห้องน้ำ พอเข้าไปห้องน้ำกำลังจะทำธุระส่วนตัวเสียหน่อย ก็ไม่รู้สึกตัวอีกแล้ว น้องมันเล่าว่าได้ยินเสียงตึง มันรีบวิ่งไปดู มันบอกว่าเห็นเราตกจากชักโครกลงมานั่งกับพื้นแล้วตัวค่อย ๆ ไถลลงกับพื้นช้า ๆ บุญธรรมที่เคยทำมาแต่หนหลังละมั้ง ที่หัวเราไม่ฟาดพื้น สาธุ สาธุ น้องมันร้องกรี๊ด บ้านแทบแตกรีบเข้าไปอุ้มเราออกมา (อันนี้ฟังมันเล่าอีกที อย่างที่รู้เหมือนประสาทมันไม่รับรู้อะไรแล้ว ) แต่ก็ได้ยินน้องมันบอกว่าเป็นอะไร เป็นอะไร เราก็ตอบแบบน่าทุบหัวว่า ไม่เป็นอะไรนี่แค่อยากนอน แล้วเราก็คอพับไปอีก จำทุกคำที่โต้ตอบกับน้องได้ แล้วน้องเขยกับน้องสาวก็หิ้วปีกเราลงมาจากชั้นสอง เราก็ตื่นเป็นพัก ๆ ยังมีหน้าบอกน้องอีกว่า อยากนอน ๆ น้องมันร้องเสียงหลงว่า อย่าหลับ ๆ มันเรียกชื่อเราตลอด มองหน้าน้องก็รู้ว่าน้องห่วงแต่เราก็ยิ้มแบบเบลอ ๆ หน้าซีด ๆ น้องมันบอกใจมันตอนนั้นหล่นหายไปไหนไม่รู้ แล้วก็มาถึงช่วงพักของบันได เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราฉี่ราด (เป็นเรื่องน่าอายมากที่สุดในชีวิต ฮือ ฮือ) แล้วเราก็ไม่รู้สึกตัวอีก แต่ได้ยินเสียงพ่อของน้องเขยท่านบอกว่าอย่าเป็นอะไรนะลูก ๆ (น่าสงสารคนแก่ ท่านป่วยมีหลายโรค ยังมาทำให้ท่านตื่นเต้นอีก และก็ขอบคุณแม่ของน้องเขยที่ตามเช็ดฉี่ของเรา)

ทีนี้พอตอนขึ้นรถเราก็รู้สึกตัวอีกครั้ง แต่ดันไปถามให้น้องมันตกใจอีกว่าแม่ล่ะ แม่อยู่ไหน แล้วหลานล่ะ หลานอยู่กับใคร (หลานนอนอยู่บนห้อง คุณย่าของพวกเขาเข้าไปเฝ้าให้แล้ว) แบบออกอาการเพ้อ น้องบอกหลอนมาก แบบพี่ตรูจะตายไหมนี่
น้องมันก็ร้องตลอดว่าอย่านอน อย่านอน (น้องมันมาเล่าให้ฟังว่าน้องเขยถึงกับสติแตกทำอะไรไม่ถูก ไปโรงพยาบาลทั้งที่สวมบล็อกเซ่อ โชคดีในรถมีกางเกงให้ใส่ พอออกรถไปเราก็รู้สึกตัวตลอดเวลา คงเพราะได้เจออากาศยามเช้า น้องมันเปิดกระจกให้ลมโกรกหน้าเราตลอด เห็นสภาพน้องแล้วอยากหัวเราะ จำได้อายไลเนอร์น้องยังทิ้งรอยดำเป็นปื้นเพราะเมื่อคืนคงทั้งสนุกทั้งกลับดึก ตื่นเช้ามายังเจอเรื่องระทึกใจอีก น้องพาเราไปส่งโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน รู้ว่าแพงแต่มันบอกว่ามันใกล้ที่สุด (ซึ้งมาก) มันคงกลัวเราตายแล้วไม่มีใครเลี้ยงลูกให้มันเป็นแน่

พอถึงโรงพยาบาลหมอก็เข้ามาถามอาการก็บอกไป หมอรึก็พูดให้ตกอกตกใจว่าต้องตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจนั่นตรวจนี่สารพัด น้องมันบอกจะโทรหาแม่ เราก็ไม่อยากให้โทรหรอกเพราะกลัวแม่ตกใจ แต่มันก็โทรไป วันนั้นแม่แกก็แปลกเอาโทรศัพท์ไว้ที่ข้างหมอนเพราะลูกทั้งสองกับหลานรักไม่อยู่บ้านก็คงนึกห่วง พอแม่ได้รับโทรศัพท์น้องมันเล่าว่าเราเข้าโรงพยาบาล แม่ร้องไห้เลย แม่มาเล่าให้ฟังว่าแม่นึกถึงแม่ ๆ คนอื่น ๆ ที่เสียลูก ที่ลูกตายว่าเขาจะรู้สึกยังไง (แต่แม่ขาตอนนั้นหนูยังไม่ตายเน้อ)
แล้วแม่ก็จับเครื่องเที่ยวแรกของวันตรงมาหาเรา ตลอดที่นั่งเครื่องมาเรารู้ว่าหัวใจแม่คงทุกข์ทรมานมาก น้องเขยวานให้เพื่อนเขาไปรับแม่เราที่สนามบิน (ขอบคุณเพื่อนคนนี้ด้วยใจจริง เพราะมากรุงเทพฯทีไรมีเรื่องต้องรบกวนเขาทุกที) เราก็ถูกย้ายไปห้องไอซียู (ทำไมต้องให้เราอยู่ห้องน่ากลัว ๆ ด้วยทำยังกับเราอาการง่อนแง่นเต็มที) น้องเรียกให้ป้าอีกคนมาคอยดูแลหลานทั้งสองช่วยแม่ของน้องเขย แล้วเราก็หลับเพราะฤทธิ์ยา จนบ่ายแม่ก็ได้เข้ามาหาเรา แม่ตาบวมแดงมาก แม่บอกนั่งเครื่องมาก็สะอึกสะอื้นมาตลอดทาง บาปกรรมจริง ๆ ทำให้แม่เสียน้ำตานี่ เราก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก หลานคนโตที่มากับแม่หน้าเศร้าสลดเลย บอกว่ากลัวเราตาย(หลานอายุห้าขวบ) แล้วผลการตรวจก็ออกมาว่าเราพักผ่อนไม่พอ ร่างกายแค่เหนื่อยเฉย ๆ โอ้ขนาดแค่เหนื่อยนะเนี่ย

เป็นครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาล และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ใส่สายอ๊อกซิเจ่น กลัวง่ะ เราถามพยาบาลว่าต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ เขาก็บอกทำแล้วดี หันไปมองสองเตียงข้าง ๆ อาการหนักมากเพราะเกิดจากอุบัติเหตุ แล้วคืนนั้นเรา
ก็นอนกั้นม่านอยู่คนเดียว พ่อฝากพระมากับแม่ให้เราด้วย คงรู้ว่าเรากลัวผีมากถึงมากที่สุด แต่อยู่บ้านก็นอนคนเดียวได้นะ แถมนอนอยู่หน้าบ้านคนเดียวเสียด้วย แม่บอกว่านึกไม่ถึงว่าเราจะนอนโรงพยาบาลในห้องไอซียูได้ เราก็แค่อยากทำตัวให้เข้มแข็งไม่อยากให้แม่ห่วงมากกว่านี้ แล้วอีกอย่างโดนยานอนหลับจากหมอขนาดนั้นหลับเป็นตาย ต่อให้ผีหน้าไหนมาหลอกเราก็คงไม่รู้เรื่อง คงเสียเวลาเปล่านะคุณผี

รุ่งเช้าออกจากโรงพยาบาลเสียไปหมื่นกว่าบาท (มีเรื่องขำปนน้ำตา เพราะเราเพิ่งไปเปลี่ยนเรื่องเงินชดเชยประกันชีวิต ว่าไม่ต้องคลุมทุกอาการหรอก เราอึด เลยเสียสิทธิ์ไม่ได้เงินค่านอนโรงพยาบาลและค่ารักษาอีก 40 % ซวยซ้ำจริง ๆ) น้องมันบอกรู้งี้พาส่งโรงบาลรัฐที่คลองสิบห้าดีกว่า ตอนนั้นนึกอยากจะกระโดดถีบน้องเหลือกำลัง แต่ก็รู้มันแค่พูดไปอย่างนั้นแหละ มันร๊ากกกกเราจะตาย แล้วน้องก็พาเราไปห้างเล็ก ๆ แถวนั้นซื้อของกินเพียบ ตอนนั้นเราบวมน้ำเกลือแต่กินอะไรไม่ได้มาก อย่างที่รู้อาหารโรงพยาบาลมันอร่อยแค่ไหน

อุตสาห์หยุดร้านดันมาป่วย เลยเป็นเรื่องขำขันประจำบ้าน ที่ยังไม่ทันได้ฉลองวันเกิด (เราเกิด 2 ธันวา) ก็จะมาตายเอาเช้าวันที่ 3 แล้ว

กลับมาที่บ้านวันไหนที่เริ่มจะมองอะไรเป็นสีเหลือง ๆ แล้วจะรีบหาที่ล้มตัวลงนอนทันที เลย ตั้งแต่ต้นปีีมามีอาการแบบนี้ได้สามครั้งแล้ว ก็แค่ขึ้นไปนอนพักก็หาย กลายเป็นว่ามีโรคกระแดะติดตัว ทำงานต่อเนื่องนาน ๆ ไม่ได้ร่างกายพาลจะหยุดการทำงานเอาดื้อ ๆ

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ อย่าโหมงานหนักมาก เดี๋ยวจะเป็นอย่างอิฉัน










Create Date : 16 กรกฎาคม 2551
Last Update : 10 สิงหาคม 2553 11:30:11 น.
Counter : 513 Pageviews.

6 comments
: เมื่อก่อน...ตอนนี้ : กะว่าก๋า
(20 ก.ค. 2564 05:33:12 น.)
ทิ้งตัว blog pu
(19 ก.ค. 2564 18:30:10 น.)
อาหารเป็นยา กระชาย ช้าย ชาย ป้าทุยบ้านทุ่ง
(17 ก.ค. 2564 11:01:51 น.)
❤สุขอยู่บ้าน พักรักษาดวงตา : ภาวะม่านตาอักเสบ และความดันตาสูง กับมุมสวนแคคตัส Tui Laksi
(17 ก.ค. 2564 18:48:46 น.)
  
เคยเป็นเหมือนกัน ตอนนั้นงานเร่ง ทั้งตรวจข้อสอบ ทั้งเตรียมสอบ ทั้งต้องทำรายงาน เกือบตายเป็นอย่างนี้เอง ร่างกายคงประท้วงว่าฉันต้องการพักย่ะ เธอใช้งานฉันหนักเกินไปแล้ว

พักผ่อนมากๆ นะคะ
โดย: redclick ไม่ได้ล็อคอิน IP: 125.26.78.155 วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:03:11 น.
  
ไม่แปลกหรอกค่ะ..

ที่การจะรักใครสักคนมันยาก

เพราะเป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าใจใครสักคนไปทุกเรื่อง

เพราะบางครั้งเรายังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย
โดย: By_satan วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:37:10 น.
  
Free Image Hosting
โดย: พลังชีวิต วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:32:01 น.
  
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมคร๊า
โดย: CheMeiJung วันที่: 21 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:07:58 น.
  
ชอบกินเหมือนเหรอคะ อืม... อร่อย
โดย: redclick วันที่: 22 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:02:09 น.
  
สวัสดีครับ บล็อกคุณสวยมากครับ น่ารักจัง
โดย: Neo015 วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:54:10 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Viromrada.BlogGang.com

นางสาวอ้วนจัง ตังค์มากมี
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด