แทบฝั่งอิระวดี : อ.ชัยวรศิลป์
เรื่อง : แทบฝั่งอิระวดี และเรื่องสั้นที่สรรแล้ว
ผู้ขียน : อ.ชัยวรศิลป์
สำนักพิมพ์ : ดอกหญ้า
ปีที่พิมพ์ : 2532
เล่มเดียวจบ


         แทบฝั่งอิระวดี เป็นเรื่องราวของความรัก ที่ผู้เขียนประมวลขึ้นจากความจริงและความฝันอันเป็นเวลานานแล้ว เรื่องนี้เคยนำลงในหนังสือ “ปิยะมิตร” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อผู้เขียนกลับมาจากต่างประเทศ และมีแรงบันดาลใจให้เขียนขึ้น ชีวิตในพม่าเพียงไม่กี่วัน ทำให้เกิดความคิดที่จะเขียนอะไรไว้เป็นที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง แต่ก็เขียนไม่จบสมความตั้งใจหวัง เพราะเกี่ยวกับที่จะต้องศึกษาค้นคว้า สิ่งที่จะมาประกอบเป็นฉากหลัง ในเรื่องและพอดี มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น จึงเขียนค้างไว้ จนหลายปีผ่านไป

        สำหรับนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรักมาก เคยมีจดหมายชมมาในขณะนั้นอย่างน่าชื่นใจ จากการแยกแยะเรื่องความรัก ไว้เป็นหลายสถาน และความรักที่มีคุณค่านั้นเป็นไฉน ความรักชนิดใดที่มีความยั่งยืนไม่มีวันดับสูญ ตัวละครหลายคนในเรื่องนั้น มีตัวตนมีความจริง เป็นจริงสักเพียงใด ความรักใดที่ไร้ค่าควรแก่การลืม มากกว่าอื่น...

      อ.ชัยวรศิลป์ เปิดเรื่อง แทบฝั่งอิระวดี ประโยคคำพูดของ มะขิ่นมิ้น หรือ “นาง” ตัวเอกฝ่ายหญิงที่กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“หัวใจของนาง ผูกพันอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนอุดมคติของนาง มอบไว้สำหรับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ในขณะที่ความจำเป็นบังคับให้ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาย คุณจะเรียกผู้หญิงอย่างนางว่าหญิงแพศยาไหมคะ?”

         อิสเรศ รังสรรค์ นักเขียนหนุ่มชาวไทย กำลังเดินทางจากมัณฑะเลย์ มาลงที่นครย่างกุ้ง และบนเครื่องบินลำนั้นเอง เขามีโอกาสได้รู้จักกับสุภาพสตรีชาวพม่า ผู้แสนโสภา นามว่า มะขิ่นมิ้น หรือนาง หล่อนเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทายเขาก่อน เพราะเขามีลักษณะรูปร่างหน้าตา เหมือนกับชายไทยคนหนึ่งที่หล่อนเคยรู้จัก และ รัก!

         ชายคนนั้น มีนามว่าพจนาท เป็นรักแรกของหญิงสาวชาวพม่ากับหนุ่มไทย ที่แม้จะแตกต่างกันด้วยฐานะ ชาติพันธุ์ แต่แล้วในที่สุด เขาก็เป็นฝ่ายจากหล่อนไป โดยไม่ได้เอ่ยบอกถึงเหตุผลของการอำลาจาก เป็นสิ่งที่ติดค้างในใจ หญิงสาวมาโดยตลอด

      เมื่อเดินทางมาถึงย่างกุ้ง เขาจึงพบว่า มะขิ่นมิ้น ได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี ชาวพม่า นาม เต็งหม่อง ซึ่งมารอรับเธอที่สนามบิน หากแต่ท่าทางของหญิงสาว หาได้เต็มไปด้วยความสุข สมหวังของชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นไม่ และในเวลาต่อมา เธอก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้เขาได้รู้จักกับสหายหนุ่ม นักเขียนชาวพม่า อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า เขามีชื่อว่า อูทุนเผ่

        ตรงหน้าข้าพเจ้าขณะนั้นคือบุรุษชาวพม่าในวัยไม่เกินสามสิบห้า แต่งกายตามวัฒนธรรมของชาติเขาคือนุ่งโสร่งลองยี สวมเสื้อผ่าอกคล้ายกุยเฮง แต่ตัวสั้นกว่า ผมดำสนิทหวีแสกกลาง ดวงตาสีเหล็กภายใต้สันคิ้วอันดกหนาดูเข้มเกินวัย นี่คืออูทุนเผ่ สุภาพบุรุษนักกวีแห่งนครย่างกุ้ง

       อูทุนเผ่ เป็นคนหนุ่มที่มีอุดมการณ์ ในสถานการณ์บ้านเมืองของพม่าขณะนั้น ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าควรจะต้องลงมืออะไรบางอย่าง เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในห้วงเวลาไม่กี่วันที่ย่างกุ้งนั่นเอง เมื่อมิตรภาพระหว่าง อิศเรศ มะขิ่นมิ้น และ อูทุนเผ่ ได้งองงามขึ้น ทำให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้าน

         “เราต้องสูญเสียคนดีไปหลายคน” อูทุนเผ่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า แต่ดวงตามีแววกร้าวแกร่งอย่างประหลาด แม้พม่าจะเป็นเมืองพุทธเมืองหนึ่ง แต่คำว่า “ชาติ” และ “เอกราช” ก็ได้ทำให้แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ก็ต้องมามีบทบาทในการต่อสู้ด้วยอย่างสำคัญ เพราะการปกครองที่ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองใครก็ต้องรัก ไม่มีมนุษย์ที่มีสติสมบูรณ์คนไหนที่จะปล่อยให้ประเทศของตน ตกเป็นทาสของชาติอื่นโดยไม่รู้สึกเจ็บแค้น...

        แต่เวลา ที่อิสเรศจะต้องอยู่ที่พม่ามีจำกัดเหลือเกิน ทำให้เขาต้องตัดสินใจอำลา มิตรทั้งสองเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย และหวังว่าเมื่อมีโอกาสจะกลับมาพบกันอีก มะขิ่นมิ้น มาพบเขาที่สนามบินในวันเดินทางกลับ และขอร้อง ให้เขาช่วยติดตามหา พจนาท เพื่อหาคำตอบที่เคยค้างคาใจให้กับเธอ และเมื่อนั้นเอง ที่หล่อนได้เล่าความรู้สึก ที่มีต่อ บุรุษทั้งสามคน ให้เขาได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็น พจนาท อูเทนเผ่ และ อูเต็งหม่อง สามีของตน

    “หัวใจของนาง ผูกพันอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนอุดมคติของนาง มอบไว้สำหรับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ในขณะที่ความจำเป็นบังคับให้ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาย คุณจะเรียกผู้หญิงอย่างนางว่าหญิงแพศยาไหมคะ?”

    อิสเรศรับปาก และเมื่อเดินทางกลับมาถึงแผ่นดินไทย เขาก็มีโอกาสได้พบกับ ชายหนุ่ม “พจนาท” ผู้นั้นโดยบังเอิญที่สุด พจนาท ที่มะขิ่นมิ้น เฝ้าคะนึงหา และเมื่อเขาเข้าไปแนะนำตัว บอกเล่าเรื่องราวของสาวพม่าผู้น่าสงสารคนนั้น พจนาทก็จดจำได้ทันที

          “ผมไม่นึกหรอกว่ามะขิ่นมิ้นจะยังอุตส่าห์ระลึกถึงผมอยู่อีกในเมื่อผมเป็นคนเลวเสียเหลือเกิน เราเคยรักกันมาก แต่ความรักของเรามันไขว้เขวอย่างไรบอกไม่ถูก มะขิ่นมิ้นดีเกินไป และจริงจังเกินไป เราเหมือนเส้นขนานสองเส้นที่ไม่มีวันหักเข้ามาบรรจบกันเด็ดขาด ไม่มีวิธีใดดีไปกว่า... แยกทางกัน”

         และนั่นเอง ที่ทำให้อิสเรศรู้ว่าความรักของมะขิ่นมิ้น ที่มีต่อหนุ่มไทยผู้นี้ คือความรักที่มีจุดจบอย่างไร เขาได้แต่เวทนาเธอ อิศเรศตัดสินใจเขียนจดหมายบอกสิ่งที่เขาพบให้เธอได้รับรู้ ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ที่ย่างกุ้ง เมื่อ อูเทนเผ่ ถูกทางการจับตัวเป็นนักโทษการเมืองไปเสียแล้ว ในข้อหากบฏ ภายหลังจากที่เขาไปกล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับ กวีและสังคม

          เหตุการณ์นี้เองและเรื่องราวที่หล่อนได้รับรู้เกี่ยวกับ พจนาท ได้เปิดดวงตาของเธอให้สว่างขึ้น จนทำให้มะขิ่นมิ้นไม่อาจอยู่ร่วมกับ เต็งหม่อง ได้อีกต่อไป เมื่อหล่อนรู้ว่าเขาร่ำรวยขึ้นมา ก็เพราะการเป็นพ่อค้าอาวุธสงคราม

     หญิงสาวยินดีที่จะไปใช้ชีวิต คอยช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้กับอูทุนเผ่ ยิ่งเมื่อเขาถูกจับคุมขัง มันทำให้เธอแน่ใจว่าจะต้องเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อเขา เพราะทุกอย่างที่เขาทำ มันไม่ได้เพื่อตัวเอง แต่หมายถึงประชาชนชาวพม่าทั้งหมด หล่อนตระหนักในความรักที่ควรค่า มากกว่า เพื่อตัวเอง อย่างที่เคยเป็นมาโดยตลอด

         “เมื่อก่อนนี้ หัวใจของนางแยกออกเป็นสามดังที่เคยบอก แต่บัดนี้ มันได้รวมกันเข้าเป็นจุดเดียว เพราะความสำนึกได้ เพราะอูทุนเผ่ ถึงแม้ว่าเราจะต้องอยู่ห่างกัน นั่นไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ในเมื่อเราต่างเชื่อว่า ความรักของเราย่อมอยู่เหนือทุกสิ่ง อูทุนเผ่ได้จูงนางออกมาจากความมืดมิด ประคองนางให้ยืนขึ้นจากการหกล้ม เขาเป็นผู้รักษารอยแผลเหล่านั้น ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของเขาเต็มไปด้วยหน้าที่และภารกิจ เขารักนาง รักด้วยดวงใจอันสูงด้วยมโนธรรม...”

        อิสเรศ อ่านจดหมายฉบับล่าสุดที่ มะขิ่นมิ้นส่งมาบอกกับเขา ด้วยความโล่งใจ ที่หล่อนสามารถปลดเปลื้อง หัวใจ ออกจากผู้ชายที่ชื่อพจนาท คนนั้นได้สำเร็จ

         เรื่องของคนคู่นี้ยังไม่จบ มันจะต้องดำเนินต่อไปอีก ภายใต้เงาของชเวดากองที่ศักดิ์สิทธิ์ ย่างกุ้งแปลเป็นภาษาไทยคือ “เสร็จสิ้นสงคราม” แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในย่างกุ้งเพียงแต่เริ่มต้นเท่านั้น รวมถึงความรักของคนทั้งสอง อูทุนเผ่กับมะขิ่นมิ้นที่เพิ่งจะเริ่มต้น ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เขียนเรื่องของเขาอีกเมื่อถึงเวลาอันควร...

          สำหรับในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้นั้น นอกจากเรื่องสั้นขนาดยาวสิบตอนจบ “แทบฝั่งอิระวดี” แล้ว ยังมีเรื่องสั้นๆ ที่น่าสนใจ อีกหลายเรื่องเลยทีเดียวครับ
ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มไทยกับเจ้าหญิงลาว อย่าง ความรักยังไม่สิ้น เรื่อง ฝ้าย ที่สะท้อนชีวิตของสาวใหญ่ ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตอันลำเค็ญและการเลือกทางเดินชีวิตของตนจนนำไปสู่ปลายทางในอีกรูปแบบหนึ่ง เรื่องสายเปลที่ขาดแล้ว สะท้อนความรัก ความหลงของ บิดา มารดา ที่ครอบครัวแตกแยกจนทอดทิ้งลูกและทำให้ความสัมพันธ์แห่งรักนั้น ขาดสะบั้น หรือเรื่อง ผ่านไปเถิดความหลัง ที่สะท้อนภาพชีวิตสามีทอดทิ้งภรรยาไปมีหญิงอื่น และต้องการหวนกลับมาคืนดี เมื่ออีกฝ่าย เอาชนะความทุกข์และฝ่าฟันไปสู่ความสำเร็จนั้นแล้ว เป็นบทเรียนของผู้ที่ต้องการก้าวข้ามความทุกข์ ได้เป็นอย่างดี

 



Create Date : 26 มกราคม 2564
Last Update : 26 มกราคม 2564 9:56:51 น.
Counter : 476 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
上 ในความหมายอื่น toor36
(16 ก.ย. 2564 00:12:52 น.)
ภพผูกรัก บทที่ 4/2 lovereason
(16 ก.ย. 2564 09:15:52 น.)
HBD to DORAEMON with Doraemon Zero มาช้ายังดีกว่าไม่มา
(3 ก.ย. 2564 22:10:29 น.)
เส้นทางชีวิต **mp5**
(31 ส.ค. 2564 08:29:00 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sampoiluang.BlogGang.com

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 78 คน [?]

บทความทั้งหมด