หมอภัคพงศ์ : ก.สุรางคนางค์
เรื่อง : หมอภัคพงศ์
ผู้ขียน : ก.สุรางคนางค์
สำนักพิมพ์ : คลังวิทยา
ปีที่พิมพ์ : 2515
สองเล่มจบ


        จาก ลูกรักลูกชัง ผลงานนวนิยายขนาดสั้นเรื่องแรกที่ ก.สุรางคนางค์ หรือ กัณหา เคียงศิริ (2454-2542) ได้จรดปลายปากกาเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2478 จนมาถึง หมอภัคพงศ์ ที่เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2514-2515 นับเนื่องเป็นเวลากว่า 36 ปี บนเส้นทางชีวิตของนักประพันธ์เอก นวนิยายหมอภัคพงศ์เรื่องนี้ จึงน่าจะนับว่าเป็นผลงานนวนิยายเรื่องสุดท้าย ในชีวิตของท่าน
            ++++++++++++++++++++
    จากข้อมูลในหนังสือ “ลายสลักอักษรา” ของ กฤษณา อโศกสิน ที่ได้บันทึกเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆในแวดวงนักเขียน พบว่ามีการกล่าวถึงนวนิยายเรื่องนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2515 ของนิตยสารสกุลไทย ตอนหนึ่งว่า

       ๑๖ นามปากกา ๑๑ นักเขียนชวนกันมาชุมนุมอยู่ที่นี่
       สุภาว์ เทวกุลฯ ก็เขียน หลงราง
       ชูวงศ์ ฉายะจินดา เขียน “เพชรร้าว”
     สุวรรณี จบเรื่อง “พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ” แล้วต่อ “ด้วยปีกของรัก” ทมยันตี เขียน  “มงกุฎหนาม” ต่อจาก “เมียน้อย” ฝ่าย “กนกเรขา” ก็เขียน “พ่อปลาไหล” ทำให้กัญญาหัวเราะไม่หยุด ลักษณ์ โรจนา ก็ข้ามมาจากสตรีสาร มาสกุลไทยใน ยอดรัก-ยอดขวัญ ก.สุรางคนางค์ มีเรื่อง “หมอภัคพงศ์” มามอบให้...

       และท่านยังได้กล่าวถึงนวนิยายเรื่องนี้ ซ้ำอีกครั้ง ด้วยความชื่นชมว่า
“หมอภัคพงศ์” ของ ก.สุรางคนางค์ เป็นงานอันคงอยู่และมีคุณค่าสาระสำหรับนักอ่านปัจจุบันและอนาคต
            +++++++++++++++++++++++
นิยายเรื่อง หมอภัคพงศ์ เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าชีวิต ของ นายแพทย์ภัคพงศ์ ภักดีภูวนาถ นายแพทย์หนุ่มรูปงาม ซ้ำยังมีน้ำเสียงไพเราะ เป็นนายแพทย์หนุ่มที่อยู่ในความฝันของสาวๆพระนครหลายคน แต่เขาเองก็ยังรักษาความโสดไว้อย่างเหนียวแน่น เนื่องด้วยภาระหน้าที่ และความกตัญญูต่อ คุณจรูญ มารดาเลี้ยงของเขา ที่เป็นผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังเล็ก
                       +++++++++++++++++++++
           ภัคพงศ์ หรือต้น เป็นเด็กกำพร้าแม่มาตั้งแต่เด็ก และต่อมาบิดาเขา คุณหลวงภักดีภูวนาถ ก็ได้แต่งงานใหม่กับคุณจรูญ จนมีลูกกับเธออีกสองคน คือ จรูญพันธ์ หรือต่อ และ วรรณิภา หรือติ๋ว บุตรสาว แต่แทนที่คุณจรูญจะรังเกียจลูกเลี้ยงเหมือนแม่เลี้ยงทั่วไป เธอกลับเลี้ยงดู ภัคพงศ์ด้วยความรักไม่ต่างกับแม่บังเกิดเกล้า จนคุณหลวงเสียชีวิตลง และเมื่อภัคพงศ์ เติบโตเป็นหนุ่ม เรียนจบแพทย์ เขาก็ได้แสดงความกตัญญู โดยการใช้เงินที่หามาได้ทั้งหมดของตน เลี้ยงดูทั้งมารดา และน้องๆทั้งสอง จนส่ง ตาต่อหรือจรูญพันธ์ ให้ไปเรียนต่อเมืองนอก
           ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะได้ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ ตามประสาชายหนุ่มทั่วไป ภัคพงศ์ ต้องทำงานหนัก เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่รถสักคันที่เขาจะซื้อเพื่อขับไปทำงาน เขาก็ยอมสละโดยสารรถเมล์แทน แต่กระนั้น วรรณิภา เอง ก็ยังไม่เคยพอใจ หล่อนอยากจะมีรถส่วนตัวใช้ และมีชีวิตที่สุขสบายมากกว่าเดิม เพราะเกิดอคติต่อพี่ชายต่างมารดา ในขณะที่ จรูญพันธ์เอง ภายหลัง ก็ตัดสินใจไม่เรียนต่อ และกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำให้ภัคพงศ์ รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย
             +++++++++++++++++++++
          หมอภัคพงศ์ มีเพื่อนสนิทคือหมอ นพดล ซึ่งมารดาของเขา เจ็บป่วยด้วยโรคชราและความเสียใจที่สามีเธอเอง ไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้ต้องอาศัยหมออวยชัย คอยดูแลเป็นแพทย์ประจำ แต่วันหนึ่ง หมออวยชัยติดธุระ จึงทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปรักษาเธอ จนได้รู้จักกับคุณน้อย หรือ นพคุณ น้องสาวของ หมอนพดล
            นพคุณ จดจำหมอภัคพงศ์ได้ดี เพราะเขาเคยไปออกรายการโทรทัศน์และร้องเพลงการกุศลด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ และสร้างความประทับใจให้กับเธอ นพคุณ ทำงานช่วยบิดา ทำธุรกิจไปด้วย เธอเองก็พยายามหยิบยื่นไมตรีให้กับเขา แต่ด้วยบุคลิกนิ่งขรึม และปมในใจของเขาเกี่ยวกับ ฐานะนั่นเอง ที่ทำให้เขากับเธอ ไม่ได้สานความสัมพันธ์นั้นต่อ
        ++++++++++++++++++
         นพคุณ มี ญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ คือพรรัชนี หรืออ้อม และ นรีนุช ทิวะศิริยานันทน์ หรือโอ๋ วันหนึ่ง เธอชวนหมอภัคพงศ์ ให้ไปร่วมงานเลี้ยงสังสันทน์ ที่บ้านนั้น พรรัชนีเป็นธิดาคนเดียวที่เป็นเสมือนผู้ปกครองของบ้าน เพราะทั้งพ่อและแม่ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สมบัติทุกชิ้น จึงตกเป็นของเธอ ส่วนนรีนุชนั้น เป็นลูกสาวของ คุณนรี คนใช้ในบ้านของเธอ แต่ด้วยคำสั่งเสียของบิดา ที่เคยบอกไว้ ทำให้พรรัชนี จำต้องส่งเสีย นรีนุชจนจบปริญญาจากเมืองนอก และเพิ่งเดินทางกลับมาถึงไม่นาน

       เขาได้รู้จักทั้งพรรัชนี ซึ่งแสดงความสนอกสนใจเขาอย่างมาก แต่นิสัยของหล่อนเป็นคนเอาแต่ใจ และข่มทุกคนโดยเฉพาะ นพคุณ และ นรีนุช ทำให้ไม่มีใครชอบ ส่วนนรีนุชนั้น เขาเพิ่งได้รู้จักเธอและทราบว่า ตอนที่เรียนที่อังกฤษนั้น เธอมีเพื่อนชายคนสนิทก็คือจรูญพันธ์ น้องชายของเขานั่นเอง
           +++++++++++++++++
         ความน่ารักสดใส และด้วยจิตใจดีงามของนรีนุชเป็นความประทับใจหมอภัคพงศ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งสร้างความเกลียดชังให้กับ พรรัชนี เพราะภัคพงศ์ เป็นผู้ชายคนแรกที่กล้าปฏิเสธไมตรีของหล่อนที่พยายามหยิบยื่นให้ ในขณะเดียวกันท่าทีของ จรูญพันธ์ต่อนรีนุช ก็ทำให้ภัคพงศ์ รู้สึกว่า เขาไม่ต้องการจะมาเป็นคู่แข่งกับน้องชาย เขาจึงเป็นฝ่ายถอยห่างออกจากเธอ ด้วยความเจียมตัวและเจียมใจ

        จรูญพันธ์เอง ก็พยายามตามจีบ นรีนุช แต่หญิงสาวมอบเพียงแค่มิตรภาพความเป็นเพื่อนให้กับเขาเท่านั้น เขาเองก็พยายามจะหาเงินเพื่อแสดงฐานะของตน และด้วยความช่วยเหลือของภัคพงศ์ ทำให้ จรูญพันธ์ ได้เข้าไปทำงานในบริษัทของ นพคุณ และด้วยอัธยาศัยไมตรี ความช่างพูดช่างเจรจาของเขานั้นเอง ทำให้ ทั้งสองคนกลายเป็นคนรักกันไปในที่สุด นั่นยิ่งทำให้ พรรัชนี รู้สึกริษยา เพราะหล่อนคอยเปรียบเทียบตัวเอง กับ นพคุณ ตลอดเวลา ในขณะที่นพคุณ มีคนรักและกำลังจะแต่งงานกัน แต่หล่อนกลับพลาดหวังจากหมอภัคพงศ์อย่างน่าเจ็บใจ

+++++++++++++++++++
       จรูญพันธ์บอกมารดาว่า เขาต้องการหมั้นหมายกับ นพคุณ แต่ไม่เงิน จำต้องนำบ้านไปจำนอง และนำเงินมาซื้อรถและซื้อแหวนหมั้นเพื่อแสดงว่าให้คนอื่นเห็นว่าไม่น้อยหน้าใคร โดยที่การกระทำครั้งนี้ ก็ไม่มีใครทัดทานได้
          ในวันหมั้นของนพคุณกับจรูญพันธ์ พรรัชนี มาร่วมงานและฉีกหน้านพคุณว่า เป็นฝ่ายแย่งคนรักมาจากนรีนุช น้องสาวของหล่อน แต่ หมอนพดล และหมอภัคพงศ์ ช่วยแก้สถานการณ์เอาไว้ได้ และทำให้ พรรัชนี ต้องเดินทางกลับบ้านอย่างผิดหวัง
             ++++++++++++++++
          วรรณิภา เดินทางกลับจากทำงาน และถูกรถชน ทำให้เธอได้มีโอกาสได้รู้จักกับนักร้องหนุ่ม เพชร เทพราช จนเกิดความสนิทสนมกันกลายเป็นความรักในภายหลัง แต่เพชร ก็รู้ตัวดีว่า ชีวิตของเขากับ วรรณิภา มีความแตกต่างกันมากเหลือเกิน ท้ายที่สุด ความรักของ ของเขากับ วรรณิกา ก็มาถึงการจากลา ทั้งที่ต่างก็รักกันสุดหัวใจ มันทำให้วรรณิภา เริ่มเข้าใจ ถึงความหมายของการเสียสละ และความรักที่ภัคพงศ์ มีให้ต่อเธอและจรูญพันธ์พี่ชาย มากขึ้นจากเดิม

          หมอภัคพงศ์ มีโอกาสได้รู้จักกับคุณหญิงบุรินทร์รักษา สุภาพสตรีที่เป็นคนไข้ของเขา และเธอก็ปรารภว่าอยากจะใช้พื้นที่ที่ดินของตัวเอง เพื่อสร้างโรงเรียนอนุบาลขึ้นมาสักแห่งแต่ยังหาครูมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้ ในเวลานั้นเองเขาอดนึกถึง นรีนุช ที่เรียนจบวิชาการสอนเด็กอนุบาลมาจากสหรัฐมาไม่ได้ จึงรับปากที่จะติดต่อเธอให้มาเป็นครูใหญ่ ของโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อคุณหญิงเห็นหน้าและพูดคุยกับนรีนุช เธอก็ถูกชะตา และหญิงสาวเอง ก็อยากจะทำงานในสิ่งตัวเองรักและเรียนจบมาพอดี
          +++++++++++++++++++
        อันที่จริง หล่อนเคยคุยกับ พรรัชนีมาก่อนแล้ว แต่ด้วยความอิจฉา พรรัชนี เสียดายไม่อยากจะต้องเสียเงินให้กับ น้องสาวตัวเอง จึงแสร้างหาเรื่องบ่ายเบี่ยงมาตลอด แต่เมื่อเห็น นรีนุช กำลังจะไปได้ดี กับงานใหม่ของเธอ หล่อนจึงพยายามขัดขวางความก้าวหน้าของน้องสาวต่างแม่ทุกทาง จนท้ายที่สุดนรีนุชและมารดา จึงจำต้องตัดสินใจ ออกจากบ้าน เพื่อมาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้น และได้ทำตามความฝันของตัวเอง โดยยิ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดกับพรรัชนีมากขึ้น

         ในที่สุดโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้นก็สำเร็จเป็นรูปร่าง และทำให้ ทั้งหมอภัคพงศ์ กับ นรีนุช มีโอกาสได้ใกล้ชิดและเรียนรู้กันมากยิ่งขึ้น
            ++++++++++++++++++
       พรรัชนี เครียดเพราะหัวใจที่ร้อนรุ่มด้วยความริษยา หล่อนกินยานอนหลับเข้าไปหลายเม็ด จนเกิดอาการเป็นอัมพาตชั่วคราว และล้มเจ็บลง แม้ว่า หมอภัคพงศ์ และนพคุณ และ นรีนุช จะพยายามเข้ามาเยี่ยมเยียน ช่วยเหลือ แต่ด้วยจิตใจที่มากด้วยทิษฐิ ทำให้หล่อน ปฏิเสธความหวังดีเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น

        งานเปิดตัวโรงเรียนนรีนุช ของคุณหญิงบุรินทร์จัดขึ้นอย่างงดงาม และ ความสวย ความน่ารักของนรีนุช ก็สะดุดตา หม่อมหลวงบุศรินทร์ ณรงค์ ซึ่งเป็นญาติห่างๆของคุณหญิงที่มาร่วมในงาน เขาพยายามเข้ามาสนิทสนมกับเธอ และในที่สุดก็ให้ผู้ใหญ่มาติดต่อสู่ขอเธอ ในขณะที่ภัคพงศ์ เอง แม้จะเจ็บปวด แต่เขาก็เจียมตัวว่า เป็นเพียงหมอที่ยากจน และยังมีหนี้สินที่ต้องช่วยเหลือน้องชาย ที่จำนองบ้านเอาไว้อีก จน นพคุณ อดทนไม่ไหว เธอต้องมาพบกับ หมอภัคพงศ์ เพื่อให้เขาและนรีนุช ได้เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน
++++++++++++++++++++
    “ใครบอกกับคุณว่าผมไม่มีวิญญาณ” เขาจ้องหน้าจ้องตาถามเธอ “ผมมีเหมือนอย่างผู้ชายทุกคนมี แต่ผมไม่ต้องการให้ใครมาลำบากกับผม มาเสียสละเพื่อผม”
       “คนเรารักกันจริงๆแล้ว ย่อมเสียสละได้... น้อยว่า เพราะพี่ต้นไม่รักใครจริงๆมากกว่า ” นพคุณว่า น้ำตาคลอ
“ใครบอกคุณ” เขาลุกขึ้น “ใครบอกคุณว่าผมไม่รักใครจริง” สีหน้าแสดงความปวดร้าว
    “ถ้ารักจริง ก็ต้องพยายามให้ได้มาเป็นของตัวเองสิคะ นี่กลับให้โอกาสคนอื่นมาเอาของรักของเราไป”
        “ถูกแล้ว ผมต้องการเห็นคนที่ผมรักมีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า ถ้าแต่งงานกับผม เธออาจจะมีชีวิตลุ่มๆดอนๆเธอจะลำบาก”

         +++++++++++++++++++
           ชีวิตของหมอที่มากอุดมการณ์ และทุ่มเทให้กับคนไข้ มันทำให้เขาต้องเสียสละหัวใจของตัวเองอีกครั้งแล้วหรือ?
          จรูญพันธ์ และ วรรณิภา ต่างเริ่มเข้าใจความรักความหวังดี และความเสียสละของพี่ชายตัวเอง เมื่อมารดาเป็นฝ่ายเตือนสติเขา
         +++++++++++++++++++++++
    “คนเรานั้น ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร หาควรทิ้งความกตัญญูไม่ คนที่ไม่รู้จักคุณคน ขาดความกตัญญู จะเป็นบุคคลถอยหลัง ทำอะไรก็ไม่มีความเจริญ ต่อให้มีเงินถุงเงินถังก็ต้องวอดวายพินาศหมด เชื่อแม่เถอะ ลูกรักยังไม่สายเกินไปที่จะทำความดี
         ลูกควรรู้จักมีความละอายที่มีวิชาความรู้ ไปเรียนนอกมาก็เพราะพี่ต้นเขาอุปการะ แล้วลูกกลับมาทำโก้ผึ่ง นั่งรถยนต์ชูคอ ส่วนผู้พี่อุปการะลูกต้องเดินต๊อกๆมันน่าดูนักหรือ”

          ++++++++++++++++++++
          จรูญพันธ์ตัดสินใจขายรถ และนำเงินมาไถ่ถอนบ้าน ที่จำนองเอาไว้ แต่ตอนนี้ ภัคพงศ์ ก็ได้ตัดสินใจแล้ว ที่จะไปสมัครเป็นแพทย์อาสา ในชนบท เขาฝากฝังมารดาเลี้ยงของตน ไว้กับน้องชายและน้องสาว ก่อนจะเดินทางไปหาคุณหญิงบุรินทร์ที่โรงเรียนนรีนุช
          ในเวลาเดียวกับ ที่หม่อมหลวงบุศรินทร์ พาผู้ใหญ่มาสู่ขอนรีนุช ในวันนั้นพอดี!

         คุณหญิงเอง ออกมาพบกับเขา โดยที่ นรีนุชไม่รู้ เธอเองก็พอใจ ภัคพงศ์ และต้องการให้เขากับนรีนุช ได้แต่งงานกัน มากกว่า ความเหมาะสม ในเรื่องฐานะชาติตระกูล เพราะเห็นว่า ความรัก เป็นเรื่องสำคัญกว่า
+++++++++++++++++++
       “อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ
    มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ หรือแย้งยื้อถือได้โดยไม่ยอม
        ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม”
           (ท้าวแสนปม)

       แต่แล้ว เมื่อคุณหญิงเดินออกไป นรีนุชก็ เข้ามาพบกับเขา เธอตอบปฏิเสธ หม่อมหลวงบุศรินทร์ไปแล้ว เพราะรู้หัวใจตัวเองว่า คนที่หล่อนรัก มีเพียงหมอภัคพงศ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น!

          และแล้ว เมื่อต่างเข้าใจในกันและกัน ภัคพงศ์ ก็รู้ว่า มันถึงเวลาเสียที ที่เขาจะได้ปล่อยให้หัวใจตัวเองหลุดพ้นจาก บ่วงภาระที่ผูกรัดตัวเองเอาไว้ ในเมื่อทุกอย่างได้คลี่คลายลงหมดแล้ว นรีนุชสัญญาว่าจะรอคอยเขา และทั้งคู่ได้หมั้นหมายกันเอาไว้ ด้วยความรักและความเข้าใจอย่างแท้จริง
++++++++++++++++++++
         ข่าวดีของสองหนุ่มสาวปรากฏทางหน้าโทรทัศน์ และพรรัชนี ซึ่งกำลังเจ็บป่วย ได้รับชม โดยบังเอิญ ความริษยายิ่งกำเริบ จนหล่อนไม่อาจทนได้ หล่อนเอะอะโวยวายด้วยอาการทางประสาทที่เกิดขึ้นอีกครั้ง อาการที่ไม่มีวันทุเลาหาย หากความริษยานั้นยัง คงอยู่ในหัวใจตัวเอง
          ก.สุรางคนางค์ ได้จบบรรทัดสุดท้ายของ หมอภัคพงศ์ ด้วยโคลงพระราชนิพนธ์ ร.6 ที่คงความหมายนั้นอย่างชัดเจนว่า...

ผู้มีจิตมากด้วย ริษยา
เหมือนม่านอันผืนหนา ผูกไว้
ธรรมะจักษุหา ทางรอด
แลบ่เห็นลอดได้ ริษยา



Create Date : 21 มีนาคม 2564
Last Update : 21 มีนาคม 2564 13:20:09 น.
Counter : 545 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
ถูกปฏิเสธ อาจารย์สุวิมล
(21 ก.ย. 2564 09:52:20 น.)
"เกษตร"ระดมช่วยประชาชนน้ำท่วม สมาชิกหมายเลข 3402302
(16 ก.ย. 2564 18:54:52 น.)
วันนี้สอบเลขพื้นนะจ๊ะ zungzaa
(10 ก.ย. 2564 13:46:45 น.)
สวรรค์กลางดง * ชูวงศ์ ฉายะจินดา เมฆชรา
(4 ก.ย. 2564 23:02:24 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณ**mp5**

  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 24 มีนาคม 2564 เวลา:10:30:33 น.
  
คุณ **mp5**: ขอบคุณมากๆเช่นกันนะครับ
โดย: สามปอยหลวง วันที่: 24 มีนาคม 2564 เวลา:12:26:39 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sampoiluang.BlogGang.com

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 78 คน [?]

บทความทั้งหมด