พ่อผมเป็นมหา : วศิน อินทสระ
เรื่อง : พ่อผมเป็นมหา
ผู้ขียน : วศิน อินทสระ
สำนักพิมพ์ : บรรณาคาร
ปีที่พิมพ์ : 2513
เล่มเดียวจบ



         พ่อผมเป็นมหา จัดเป็น “คตินิยาย” ตามคำนิยามของ อาจารย์วศิน อินทสระ ซึ่งท่านเขียนขึ้นเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดของบุคคลสองวัย ที่มีภูมิหลังแห่งการศึกษาไม่เหมือนกัน คนหนึ่ง คือกตัญญู ลูกชาย ที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของเยาวชนรุ่นใหม่ กับ นายยิ้ม ก็คือพ่อของกตัญญู ซึ่งเคยบวชเรียน เป็น “มหา” มาก่อน

         ผมเคยเข้าใจมาตลอดว่า มหา หมายถึงคำใช้เรียกฆราวาส ที่ผ่านการบวชเรียนและสอบได้เปรียญธรรม เหมือนกับ “ทิด” ที่ใช้เรียก ผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว แต่ในคำนำของหนังสือเล่มนี้ ทำให้ทราบว่า

       “มหา”นั้น เป็นได้เฉพาะพระ ฆราวาสเป็นไม่ได้ เพราะ “มหา” เป็นสมณศักดิ์ หรือ ศักดิ์สำหรับพระ แม้พระเองที่ถูกถอดยศ ลดตำแหน่งแล้ว แม้จะเป็นพระราชาคณะชั้นสูง แต่คงเหลือแต่ “พระ ก. เปรียญ” หรือ “พระ ข เปรียญ” เท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงที่สึกออกมาเป็นฆราวาสแล้ว ความเป็นมหาย่อมสิ้นสุดลงพร้อมกับการเปลื้องผ้าเหลืองออกจากกาย แต่คนทั้งหลาย ก็ยงเรียก “มหา” ด้วยความเคยชิน

         นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้มีพลอตเรื่องที่ดำเนินผ่านตัวละครพระเอกนางเอก ที่มีรสชาติของความรัก ความตื่นเต้น ระทึกใจ แต่ดำเนินเรื่องผ่านการบอกเล่า และบทสนทนา ของ “กตัญญู” นักศึกษาหนุ่ม ที่มีพ่อ เป็น “มหา” อย่างที่ใครๆ เขาเรียกกัน และทำให้เขาเริ่มตั้งคำถาม กับตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวตัวเอง ที่มีพ่อเป็นมหา กับ ครอบครัวเพื่อนๆ

          “ผมรู้สึกว่า พ่อของคนอื่นเขาเป็นคนมีเกียรติ มีหน้ามีตา บางคนได้ปริญญามาจากอังกฤษ อเมริกา มาทำงานในเมืองไทย เชิดหน้าชูตามาก เป็นหัวหน้ากอง หัวหน้าแผนก เป็นนายร้อยนายพัน ฯลฯ เพื่อนๆที่สนิท ถามผมเสมอว่าพ่อผมเป็นอะไร ทำงานอยู่ที่ไหน...”
          และเมื่อกตัญญู บอกว่า “พ่อผมเป็นมหา” ด้วยความรู้สึกว่า แตกต่าง และดูต่ำต้อยกว่า บิดาของเพื่อนๆ ท่านจึงยิ้มแล้วถามกลับว่า เป็นมหา มันเสียเกียรตินักหรือลูก

            “เกียรติของคนอยู่ที่ความดีนะลูก จำไว้ คุณค่าของคนอยู่ที่ผลงาน มนุษย์เราจะมีความสุขหรือทุกข์ อยู่ที่ใจของเราเอง ไม่ใช่อยู่ที่คนทั้งหลายเรียก”

        ในครอบครัวที่อยู่ร่วมกัน สี่คน พ่อแม่ และ วีรดีน้องสาวอีกคนหนึ่ง กตัญญูกลับรู้สึกถึงความอบอุ่น เรียบง่ายในการใช้ชีวิตของพ่อและแม่ โดยแทบไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ให้เห็นเลย ตรงกันข้าม พ่อเป็นตัวอย่าง ของพ่อที่รับฟังความคิดเห็นของลูก และคอยเอาใจใส่ ดูแล เช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ แม้ว่าจะไม่มีเงินทองมากมาย หรือเกียรติยศมากมาย เช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ
             +++++++++++++++++++++
          ตลอดเรื่องราวทั้งยี่สิบแปด บท ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และทำให้กตัญญู ฉุกใจคิดนำมาสนทนา หรือแม้แต่ถกเถียง กับพ่อ เพื่อให้เข้าใจในความคิดเห็นและยอมรับความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “มหา” ในบทแรก มาจนถึงของการช่วยเหลือคน และการเลือกคบคน การให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะโดยตำแหน่งสูงหรือต่ำสักเพียงใด การตอบข้อสงสัยต่างๆที่ พ่อ ตอบลูกชายช่างสงสัยนั้น เป็นลักษณะที่เรียกว่า การถามย้อนเพื่อให้คิด (ปฏิปุจฉา) เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

           กตัญญูเป็นเด็กหนุ่มที่ผ่านการเรียนรู้ในระบบมหาวิทยาลัย ความนึกคิดจึงมุ่งไปยังทฤษฎีทางตะวันตก และมองเห็นความคิดแบบไทยๆ เป็นตัวอย่างที่ล้าสมัย ซึ่ง “มหายิ้ม” ก็ได้อธิบายผ่าน นิทาน อย่าง “กากับนกยูง” พร้อมอธิบายประกอบอย่างคมคาย
           ++++++++++++++++++++++++
         “พ่อไม่ได้หมายความว่า คนไทยเหมือนกา ฝรั่งเหมือนนกยูง แต่พ่อต้องการให้ลูกรับรู้เอาไว้ว่า คนที่ดูหมิ่นพวกของตัว หรือชาติของตัว ก็จะต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับในนิทาน”
       “ทำไมพ่อจึงไม่ยอมรับว่าฝรั่งเป็นชาติที่ประเสริฐ ในเมื่อสรรพวิชาการต่างๆ เวลานี้ทั่วโลกต้องไปเล่าเรียนจากฝรั่งทั้งสิ้น ไม่ว่าวิชาการในด้านใด?”
“พ่อไม่ได้ว่าฝรั่งเป็นชาติที่ต่ำต้อย แต่พ่อก็ไม่เห็นฝรั่งเป็นมนุษย์ที่เลิศลอยกว่ามนุษย์ทั้งหลาย พ่อมองฝรั่งเป็นมนุษย์เหมือมนุษย์ทั้งหลายทั่วโลก...”
            ++++++++++++++++++++
         สำหรับการอ่าน “พ่อผมเป็นมหา” นั้น สิ่งที่ได้รับ อาจจะไม่ใช่ความรื่นรมย์หรรษาจากเนื้อหาในเชิงนวนิยายเป็นด้านหลัก แต่สิ่งที่ได้คือข้อคิด คำคม จากสำนวนการประพันธ์ของผู้เขียนเอง และการอ้างอิงถึงหนังสือบางเล่ม อย่าง ของ อาจารย์ ปิ่น มุทุกันต์ หรือ หนังสือ ปมด้อย ของ ท่านสวามี สัตยานันทบุรี เป็นต้น

    “ผู้มีความรู้จริง ไม่น่ากลัว เพราะมีความเข้าใจถูกต้อง ผู้ไม่มีความรู้ก็ไม่น่ากลัวเหมือนกัน เพราะไม่รู้อะไรเลย ส่วนผู้ที่รู้ครึ่งๆกลางๆ คือฉลาดแกมโง่นั่นแหละ เป็นผู้ที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ เข้าใจถูกก็ไม่เชิง มีแต่เข้าใจถูกๆผิดๆ...”
++++++++++++++++++++++++++
         นอกจากนี้ยังมีความสนุกของเรื่องราวที่ผู้เขียนแทรกผ่าน บทสนทนาของตัวละคร ในแต่ละบทที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นนิทานคติธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง อันเป็นความรู้ที่น่าสนใจ ที่ผมจะขอยกมาบางประโยค เช่น ข้อคิดในเรื่องความทะเยอทะยาน

   “ถ้าพอใจเสียแล้ว ความเจริญก้าวหน้าของชีวิตจะไม่หยุดชะงักไปหรือพ่อ?” ผมถาม
       “ถ้าไม่รู้จักพอเสียเลย ชีวิตจะเป็นอย่างไร พ่อว่าคนที่มีความทุกข์ทรมานที่สุด คือคนที่หาจุดแห่งความพอไม่พบ เหมือนเรือที่วิ่งหาฝั่งไม่เจอ เหมือนคนเดินป่าที่ไม่มีที่พักผ่อนและหลงป่าหาทางออกไม่ได้ ทางพระพุทธศาสนาท่านสอนให้ “รู้จักเพียร และรู้จักพอ” ความดีมันอยู่ที่ “พอดี” ควรจะมีลิมิท (limit) คือจำกัดขอบเขตแห่งความต้องการของตนไว้ให้อยู่ในฐานะ “พอประมาณ”อยู่เสมอ
             +++++++++++++++++++++
          เรื่องการดูคน โดยเปรียบเทียบกับสุภาษิตเยอรมันว่า “สัญชาตลิง ยิ่งปีนสูงขึ้นไปเพียงไร ก็ยิ่งแสดงว่าเป็นลิงมากขึ้นทุกที”
         มนุษย์เราที่เป็นคล้ายลิงก็มีอยู่ เมื่อยังต่ำต้อย ก็เสงี่ยมเจียมตน พอมากทรัพย์ มากยศ มากวาสนา มีตำแหน่งฐานะสูงขึ้น ก็ได้เห็นกันตอนนั้นว่าสัญชาติ หรือสันดานเป็นอย่างไร
           พ่อบอกว่า เรารู้จักต้นไม้โดยผลและใบของมันฉันใด เราก็รู้จักคนโดยการกระทำและคำพูดของเขาฉันนั้น


            ในชีวิตมนุษย์ มีสิ่งน่าประหลาดอยู่มากมาย หนึ่งในหลายอย่างคือ ยิ่งตาเนื้อของคนเรามืดมัวลงเพราะชรามากเท่าใด ดวงตาคือปัญญา ก็ยิ่งแจ่มใสขึ้น มองเห็นอะไรบางอย่างที่เมื่อสมัยเด็กเรามองเห็นไม่ได้
            พ่อให้ข้อคิดแก่ผมว่า เมื่ออายุ 11-20 ปี รู้สึกว่าเป็นง่ายเหลือเกินที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และตัดสินได้ง่ายกว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว แต่พออายุ 60 ปี แล้ว ปัญหาเรื่องนี้ กลับเป็นของยากแก่การตัดสิน
         “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับพ่อ?” ผมถาม
          “เพราะชั่วล้วนๆ หรือ ดีล้วนๆ หายาก” พ่อตอบ “มักจะมีชั่วปนดี ดีปนชั่วอยู่เสมอ ทำให้แยกลำบาก”

               +++++++++++++++++++++++
           หรือจะเป็นเรื่องราวของ คนที่เชื่อถือในเรื่องโชคเคราะห์ ก็มีข้อคิดที่น่าสนใจในการ “แก้ไขเคราะห์” ด้วยเช่นกัน

       “มนุษย์เรามีเคราะห์กรรมด้วยกันทุกคน” พ่อพูด
       “แต่คนฉลาด เมื่อประสบเคราะห์กรรมก็จะหาบทเรียนว่า ได้อะไรบ้างจากเคราะห์กรรมอันนี้ เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างมันสอนให้มนุษย์ฉลาดขึ้น ความผิดพลาดย่อมเป็นบทเรียนอันสำคัญของชีวิต ในการปรับปรุงแก้ไข การกระทำคราวต่อไปเพื่อมิให้ผิดพลาดอีก”

            ++++++++++++++++++++++
          เรื่องราวของธรรมนิยาย “พ่อผมเป็นมหา” เรื่องนี้ ผู้อ่านสามารถอ่านเป็นตอนสั้นๆ แต่ละตอนได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ่านต่อเนื่องกันไปจนจบเล่ม และในแต่ละบทแต่ละตอน ก็ทำให้เราได้ซึมซับและประทับใจไปกับเรื่องราว ความรัก ความผูกพัน ของ พ่อและลูกชายช่างคิด ช่างสงสัย คนนี้ ไปจนถึงบทสุดท้าย
ซึ่ง “นายกตัญญู” ก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาส เขาคงจะมาเล่าเรื่องราวของ พ่อ ให้ผู้อ่านอีกในชุดที่สองต่อไป ครับ

ปล. สำหรับภาพประกอบ ของ อาจารย์ วศิน อินทสระ นำมาจาก เวบไซต์ “ลานธรรมจักร” ครับ





Create Date : 03 มกราคม 2564
Last Update : 3 มกราคม 2564 15:49:36 น.
Counter : 466 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
ชวนอ่านชวน "ชมสวน" : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาช้ายังดีกว่าไม่มา
(15 ก.ย. 2564 21:10:59 น.)
เรื่องราวของ คำว่า "อัศวิน" อาจารย์สุวิมล
(11 ก.ย. 2564 13:25:46 น.)
เหตุเกิดเพราะเจาะหู : เรื่องสั้นอิ่มสุขจากYOSHIDA Mayumi มาช้ายังดีกว่าไม่มา
(9 ก.ย. 2564 20:05:39 น.)
เรียนไปเล่นไป zungzaa
(8 ก.ย. 2564 18:00:48 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา

  
สวัสดีครับ

ผมเคยได้อ่านงานเขียนอีกเล่มนึงของผู้เขียนครับ เรื่อง คติชีวิต ก็เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดในการใช้ชีวิต ที่ดีทีเดียวครับ
โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 6 มกราคม 2564 เวลา:21:35:41 น.
  
สวัสดีครับคุณ มาช้ายังดีกว่าไม่มา : คติิชีวิต ผมยังไม่เคยอ่านเลยครับ น่าอ่านมากๆเลยครับ

งานของอาจารย์วศิน ที่ผมเคยอ่านแล้วชอบมากๆ คือธรรมนิยายในสมัยพุทธกาล อย่าง จอมจักรพรรดิอโศก พระอานนท์พุทธอนุชา ครับ
โดย: สามปอยหลวง วันที่: 7 มกราคม 2564 เวลา:11:51:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sampoiluang.BlogGang.com

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 78 คน [?]

บทความทั้งหมด