ใต้ฟ้าสีคราม : สีฟ้า
เรื่อง : ใต้ฟ้าสีคราม
ผู้ขียน : สีฟ้า
สำนักพิมพ์ : ดอกหญ้า
ปีที่พิมพ์ : 2536 พิมพ์ครั้งที่ 2
เล่มเดียวจบ

           ใต้ฟ้าสีคราม นิยายชื่อพาฝันแสนโรแมนติคเรื่องนี้ เคยตีพิมพ์ในนิตยสารสตรีสาร เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2518 โดยได้เค้าโครงเรื่องจริงจากชีวิตของชายหนุ่มม้งกับหญิงสาวในเมือง ซึ่งต่างก็เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูด้วยกัน และได้รับการสัมภาษณ์ลงในหนังสือ Asian เมื่อรวมเล่มแล้ว ก็ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2520 ก่อนจะได้รับเลือกจากมูลนิธิโตโยต้า แปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2523 เป็นลำดับต่อมา และยังนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในปี พ.ศ. 2521 นำแสดงโดยคุณนพพล โกมารชุน และ คุณเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ในบทของ ลีเจ็ง หนุ่มชาวม้งที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และมัทรี สาวน้อยชาวกรุงที่ใช้หัวใจรักนำทางในการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต
           ++++++++++++++++++++
         สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ นับเป็นการแสดงบทบาทเป็นครั้งแรก ของคุณนพพล โกมารชุน บนจอเงิน และโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมได้นำมาจาก แฟนเพจ ThaiMoviePosters ครับ

           มัทรี และลีเจ็ง พบกันตอนเรียนวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันในทุกด้าน มัทรีเป็นลูกสาวนายกมลและคุณรัชนี ข้าราชการ และอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ขณะที่ ลีเจ็ง คือหนุ่มชาวเขาเผ่าม้ง ที่อาศัยอยู่บนดอยสูง แต่โชคชะตาทำให้คนทั้งสองได้มาพบกันและรักกัน มัทรีมีความฝันที่จะใช้ชีวิตเป็นครูดอย ร่วมชีวิตกับลีเจ็ง เพราะเขาเองก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน บนดอยสูงแห่งนั้น ขณะที่ลีเจ็งเองก็มองเห็นปัญหาดังกล่าว ความรักเพียงอย่างเดียว จะก้าวข้ามทุกอุปสรรคนั้นได้จริงหรือ?
               ++++++++++++++++++++++
          คืนนี้ผมอยู่กับทะเล อีกสองสามวันผมก็จะอยู่บนภูเขาสูง ต่อไปนี้ ผมคงไม่ได้กลับมาเห็นทะเลอีก อาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้ แต่ถึงจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนก็คือท้องฟ้า อยู่ที่ไหนพอแหงนดูฟ้า มันก็เหมือนๆกันไปหมดทุกแห่ง สีครามแล้วก็มีปุยเมฆลอยประดับประดา...

        แต่ในที่สุด มัทรี ก็สามารถเอาชนะ ความคิดขัดแย้งของพ่อแม่ และตัดสินใจมาใช้ชีวิตร่วมกับเขาบนดอยแห่งนั้น หล่อนได้เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่แตกต่างจากคนเมืองอย่างหล่อน มากมาย บางสิ่งคือสิ่งที่มัทรีเองก็คาดไม่ถึง
           ++++++++++++++++++++++++
       ธรรมเนียมของพวกเขาเป็นอย่างนี้เอง เรื่องของธรรมชาติระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เห็นกันว่าเป็นเรื่องบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความน่าละอายอย่างใด ตราบใดที่ผู้หญิงยังมีอิสระแก่ตัว ไม่ได้เป็นภรรยาของใครตามประเพณี

           ผู้หญิงมีอิสระในการเลือกคู่ครอง ถ้าหากหล่อนไม่รักใครจริงๆ ก็ยากที่จะบังคับให้แต่งงานกับเขาได้ แม้จะสู่ขอต่อพ่อแม่หล่อนก็ตาม แต่ผู้ชายม้งก็หวังได้ผู้หญิงที่เขารัก โดยการฉุดคร่า แต่ทว่าเป็นธรรมเนียมอีกเหมือนกัน ผู้ชายที่จะฉุดผู้หญิงคนใด จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้พ่อแม่ตลอดจนตัวของหล่อนรู้ก่อนสามวัน

          ลีเจ็งเอง อาจจะไม่เหมือนผู้ชายม้งทั่วไป เพราะเขารักและซื่อสัตย์กับเธอเพียงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกัน ในสังคมของเขา ก็ยังมีแม่ มีพี่น้อง ที่ต่างยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติที่คุ้นชินกันมาตั้งแต่อดีต รวมถึง ลู้ลี สาวน้อยเผ่าเดียวกัน ที่หลงรักลีเจ็ง และรอคอยเขามาโดยตลอด
            ++++++++++++++++++++++++
          การใช้ชีวิตบนดินแดนกันดารที่แตกต่างกับที่เคยอยู่อย่างสุขสบายมาโดยตลอด เป็นเหมือนบทพิสูจน์ความรักของคนทั้งสอง มัทรี พยายามปรับตัวอย่างหนัก เช่นเดียวกับลีเจ็ง แม้ว่าเพื่อนๆพี่น้องและครอบครัวของเขา จะมองมัทรี เป็นอีกแบบหนึ่งก็ตาม
            +++++++++++++++++++++
      “ผมอธิษฐานขอให้ได้คุณมาอยู่กับผม เพื่อให้สบายใจเท่านั้น เพราะผมรู้ว่าอะไรๆมันจะเกิดขึ้นด้วยปาฎิหาริย์ไม่ได้ นอกจากด้วยการดิ้นรน ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับคุณ ตลอดจนญาติพี่น้องของคุณ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าผมจะขอให้คุณทำอะไรเพื่อผมหรอกนะ มัทรี”

        “สำหรับฉัน ความรักคือการแต่งงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่ใช่รักเอาไว้เพียงแค่จรรโลงใจหรืออะไรๆเทือกนั้น ฉันไม่ใช่นางเอกในวรรณคดี ไม่เห็นความรักงดงามเพราะการเสียสละ เห็นเพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ”
           ++++++++++++++++++++++++
       บนดอยที่สวยงามด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ ภายใต้ผืนฟ้าสีคราม อุปสรรคของคนทั้งคู่ เดินทางมาถึงจุดสำคัญเมื่อมัทรีตั้งครรภ์ และตัดสินใจลงไปคลอดลูกในตัวเมือง และภายหลัง จากนั้น หล่อนก็ต้องกลับไปพักฟื้นที่กรุงเทพฯ ตามความต้องการมารดา และเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง ในขณะที่ลีเจ็งกลับขึ้นดอยเพียงลำพัง
            +++++++++++++++++++
          ความรักของคนทั้งคู่ เผชิญกับ การทดสอบอีกครั้ง เมื่อ ลีเจ็งได้พบกับหยังเก่อ หญิงสาวชาวม้งที่เดินทางมาจากประเทศลาว พร้อมสหายหนุ่ม หยังเก่อ ผ่านระบบการศึกษาจากในเมือง มีความคิดและอุดมการณ์ที่คล้ายกับลีเจ็ง หล่อนมาพักอาศัยอยู่ในบ้านของเขา ระหว่างการอพยพหาที่อยู่ใหม่ของชาวเขาเผ่าม้ง เนื่องจากปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่น และนั่นเองที่ทำให้ ลีเจ็งและหยังเก่อ มีความสัมพันธ์กัน หยังเก่อไม่ได้คิดจะผูกมัดลีเจ็ง หล่อนรู้ดีว่าเขามีภรรยา คนเมืองอยู่แล้ว และหล่อนก็กำลังจะออกเดินทาง พร้อมคนในหมู่บ้าน เพื่อไปหาหลักแหล่งทำกินใหม่ เมื่อทางการคอยปราบปราม ชาวเขาที่ปลูกฝิ่นกันอยู่ในเวลานี้
+++++++++++++++++++++++++
นั่นทำให้ลีตู่พ่อของลีเจ็ง และครอบครัวรวมถึงชาวบ้านส่วนหนึ่ง เตรียมตัวอพยพไปพร้อมกับกลุ่มของหยังเก่อด้วย ยกเว้น ลีเจ็ง เขายังหวังว่าจะรอคอย มัทรีกลับมาพร้อมกับลูก โดยเฉพาะเมื่อหล่อนส่งรูปทารกน้อยมาให้เขา ลีเจ็งเก็บมันไว้ตลอดเวลา
      +++++++++++++++++++++++
     "ผมขอภาวนาให้คุณตัดสินใจเด็ดเดี่ยวด้วยตัวของคุณเองอีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนคุณตัดสินใจแต่งงานมาอยู่กับผม ตอนนั้นผมยังต้องการคุณน้อยกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำไป ถ้าคุณไม่มาที่นี่เสียตั้งแต่ตอนนั้น เราคงไม่มีอะไรผูกพันกันมากเกินไปกว่าชอบกัน รักกัน เป็นเพื่อนกันเฉยๆ ถึงผมจะเสียดาย จะคิดถึงคุณ ไม่นานก็คงหาย แต่นี่เราเป็นครอบครัวกันแล้ว แล้วคุณก็เอาลูกผมไปด้วย...”
             ++++++++++++++++++++++++
      ในขณะที่ มัทรี แม้จะมีความสุขสบาย เมื่อได้กลับมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนเดิม ได้อยู่ร่วมพร้อมหน้าทั้งพ่อและแม่ และด้วยความรู้สึกแห่งทิษฐิมานะว่า หล่อนเป็นฝ่ายยอมเสียสละให้กับลีเจ็งมามากพอแล้ว สำหรับการยอมไปลำบากอยู่บนดอยร่วมกับเขา แต่จันทร์จร เพื่อนสนิทของมัทรี ก็เป็นฝ่ายคอยพูดเตือนสติเธอ

        “ความรัก ถ้าต่างฝ่ายต่างทวงบุญคุณว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียสละ ความรักก็จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว แล้วก็จะกลายเป็นความเกลียด”
              ++++++++++++++++++++
          และนั่นกระมังที่ทำให้มัทรี ตัดสินใจอีกครั้ง ที่จะกลับขึ้นไปพบกับลีเจ็งบนดอยแห่งนั้น พร้อมกับลูกของเขาและเธอ โดยไม่รู้ว่าลีเจ็งจะยังรอคอยเธออยู่หรือไม่

      คนเรานั้น บางทีก็ไม่รู้ดอกว่า สิ่งนั้นหรือบุคคลนั้น มีความสำคัญหรือมีค่าแก่ตนเพียงใด ตราบจนกระทั่งสูญเสียหรือคิดว่ากำลังจะสูญเสีย จึงได้รู้ค่าและเสียดาย
         +++++++++++++++++++++++
         นวนิยายเรื่องนี้ ทั้งด้วยชื่อเรื่องและเรื่องราวในช่วงแรก แทบจะจัดเป็นนวนิยายในแนวโรแมนติคพาฝันของคู่รักต่างสัญชาติ และต่างฐานะได้เลยทีเดียว ผู้อ่านจะเพลิดเพลินกับเรื่องราวและการแทรกข้อมูลให้เห็นบรรยากาศ โรแมนติคทั้งจากชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพระเอกนางเอก จนถึงการไปใช้ชีวิตบนดอยสูงที่สวยงามดังชื่อ ใต้ฟ้าสีคราม

     แต่เมื่อผ่านครึ่งแรกของเรื่องไปแล้ว เนื้อหาจะเริ่มเข้าสู่แนวชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้น ตัวละครที่ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว ความแตกต่างของชีวิตความเป็นอยู่ การปรับตัวและการแก้ไขปัญหาของตัวเอง ให้ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ด้วยบททดสอบที่มีชื่อว่า ความรัก!
            ++++++++++++++++
            ลีเจ็งพระเอกของเรื่องนี้มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน ซื่อสัตย์ เชื่อมั่นในตัวเอง พูดตรงกับความรู้สึก แม้จะไม่มีความโรแมนติคต่อผู้หญิงที่เขารัก แต่การแสดงออกของเขาต่อมัทรี แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกนั้นได้โดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูดเลยสักคำเดียว

        สำหรับบทบรรยายในเรื่อง จะผสมผสานด้วยภาษาชาวเขาเผ่าม้ง แต่อ่านได้ราบรื่น ไม่เป็นอุปสรรคใดๆเลย เพราะผู้เขียน มีคำอธิบายสั้นๆบอกไว้ แต่ยิ่งทำให้ นิยายเรื่องนี้ มีความสมจริง ทั้งข้อมูลและรายละเอียดต่างๆมากยิ่งขึ้น สมกับที่ได้รับรางวัลจากการประกวดของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง
            ++++++++++++++++
      ขอปิดท้ายด้วยบทกวีของลีเจ็ง ที่เขียนขึ้น ในบทแรกของนวนิยายงดงามเรื่องนี้ ครับ

  ณ ที่นั้นฉันยืนอยู่     นัยนาคู่จับฟ้าใส
สีครามงามอำไพ     ปุยเมฆฟ่องละล่องปลิว
    มองเห็นมวลปักษา     เหินนภาเล่นลมพลิ้ว
ฟ้ากว้างแลลิบลิ่ว    หัวโจโลดโดดตามฟ้า…






Create Date : 02 เมษายน 2564
Last Update : 2 เมษายน 2564 12:37:18 น.
Counter : 589 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
上 ในความหมายอื่น toor36
(16 ก.ย. 2564 00:12:52 น.)
真不明白 Zhēn bù míngbái ไม่เข้าใจจริงจริง Kavanich96
(10 ก.ย. 2564 07:48:43 น.)
วันนี้สอบเลขพื้นนะจ๊ะ zungzaa
(10 ก.ย. 2564 13:46:45 น.)
สวรรค์กลางดง * ชูวงศ์ ฉายะจินดา เมฆชรา
(4 ก.ย. 2564 23:02:24 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณruennara

ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sampoiluang.BlogGang.com

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 78 คน [?]

บทความทั้งหมด