หากยังบริโภคกามสุขอยู่ ก็ต้องมีปัญญารู้ทางปลอดภัยจากกามทุกข์

227ถึงจะยังบริโภคกามสุข ก็ต้องมีปัญญารักษาอิสรภาพไว้ รู้หนทางปลอดภัยจากกามทุกข์


    อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักว่า ตามปกติ กามสุขกับความสุขอย่างประณีต ไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เพราะกามสุขพัวพันอยู่กับอารมณ์ที่ให้ตื่นเต้น ประกอบด้วยความเร่าร้อนกระวนกระวาย หาอารมณ์มาสนองระงับให้เกิดความสงบ  ส่วนสุขประณีตเริ่มต้นจากความสงบ ดังจะเห็นว่า ฌานสุขจะเกิดขึ้น ต่อเมื่อจิตสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายก่อน

    ดังนั้น สำหรับปุถุชน การที่จะเสวยทั้งกามสุข และทั้งได้ความสุขประณีต โดยเฉพาะฌานสุขด้วย จึงเป็นไปได้ยาก เพราะปุถุชนพอใจอะไรแล้ว มักติด มักหมกมุ่นหลงใหลง่าย เมื่อฟุ้งซ่านกระวนกระวายเพลิดไปด้วยแรงปรารถนากามสุขแล้ว ก็ยากที่จะให้สงบเข้าสู่แนวแห่งฌานสุข จึงปรากฎเรื่องราวที่ฤษีและนักบวชเสื่อมจากฌานเพราะติดใจกาามกันบ่อยๆ ต่อเมื่อเป็นอริยชน อย่างบุคคลโสดาบัน จึงจะอยู่กับกามสุขได้ด้วยโดยปลอดภัย


   ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนย้ำให้รู้จักวางใจอย่างถูกต้องต่อกามสุข ให้มีปัญญาที่จะสลัดตัวออกได้ ดังท่าทีในการปฏิบัติที่ตรัสไว้ต่อไปนี้

   ในปาสราสิสูตร (ม.มู.12/328/333) ท่านเปรียบกามคุณเหมือนบ่วงดักนายพราน แล้วกล่าวถึงสมณพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไว้ ๓ พวก

   พวกที่หนึ่ง คือ สมณพราหมณ์ที่บริโภคกามคุณทั้ง ๕ * โดยมีความติด หลงใหล หมกมุ่น ไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาพาตัวรอด เป็นเหมือนเนื้อป่าที่ติดบ่วงและนอนทับบ่วงอยู่ ย่อมจะประสบความเสื่อม ความพินาศ ถูกพรานทำเอาได้ตามปรารถนา

  พวกที่สอง คือ สมณพรามหณ์ที่บริโภคกามคุณ ๕ โดยไม่ติด ไม่หลงไหล ไม่หมกมุ่น รู้เท่าทันเห็นโทษ มีปัญญาพาตัวรอดได้ เป็นเหมือนเนื้อป่าที่นอนทับบ่วง แต่ตัวไม่ติดบ่วง ย่อมจะไม่ประสบความเสื่อมความพินาศ ไม่ถูกพรานคือมารร้ายทำอะไรเอาตามปรารถนา

  พวกที่สาม คือ ภิกษุที่สงัดจากกาม ปลอดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้บรรลุรูปฌานและอรูปฌาน ขั้นใดขั้นหนึ่ง ตลอดจนบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และเป็นผู้สิ้นอาสวะแล้ว (ประสบสุขประณีตสูงสุดแล้ว) ได้ชื่อว่าทำให้มารตาบอด มองไม่เห็นร่องรอย ถึงภาวะที่มารมองไม่เห็น เป็นเหมือนเนื้อป่าเที่ยวไปในป่าใหญ่ จะเดินจะนั่งจะนอน ก็ปลอดโปร่งเบาใจ เพราะไม่อยู่ในสายตาของนายพราน



  ข้อที่ต้องการเน้นในที่นี้ ก็คือ ตามความในสูตรนี้ จะเห็นว่า พระพุทธเจ้ามิได้ทรงเพ่งแต่จะสอนให้ละเลิกความเกี่ยวข้องกับกามสุขไปถ่ายเดียว แต่ทรงสอนให้รู้จักปฏิบัติต่อกามสุขอย่างถูกต้อง โดยยังคงความเป็นอิสระอยู่ได้ ไม่ตกไปเป็นทาสของกามสุขและมิให้กามคุณกลายเป็นสิ่งก่อโทษทุกข์ภัย

   การเกี่ยวข้องเสพกามคุณตามแบบของสมณพราหมณ์พวกที่สอง นับว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่พึงเน้นมากที่สุดสำหรับคนทั่วไป ตามวิธีปฏิบัติแบบนี้ คำแสดงหลักที่ควรสังเกตเป็นพิเศษ คือคำว่า ปัญญาพาตัวรอด ซึ่งแปลจาก "นิสสรณปัญญา" จะแปลว่า ปัญญารู้ทางรอดก็ได้ หมายถึง ปัญญาที่รู้จักทำตนให้เป็นอิสระได้ อาจเรียกแบบง่ายๆว่า ปัญญาที่ทำให้ตัณหาล่อเอาไว้ไม่อยู่ หรือปัญญาที่ทำให้ตัณหาดักไม่ติด

  นิสสรณปัญญานี้   ตามปกติอรรถกถาทั้งหลายอธิบายว่า   หมายถึงการรู้จักพิจารณาเมื่อบริโภคใช้สอยปัจจัย ๔ โดยมองถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของการบริโภคสิ่งเหล่านั้น คือ มองที่ตัวประโยชน์ หรือ คุณค่าที่แท้ของสิ่งเหล่านั้นต่อชีวิต เช่น ใช้เครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันหนาวร้อนแดดลมเหลือบยุง และปกปิดที่อาย มิใช่มุ่งเพื่อยั่วยวนอวดโก้หรูหรา เป็นต้น บริโภคอาหารเพื่อยังชีพให้ร่างกายมีกำลังอยู่สบายทำกิจได้ด้วยดี มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมาหรืออวดโก้ฟุ้งเฟ้อ เป็นต้น

  การรู้จักปฏิบัติโดยใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้ นอกจากจะทำให้จิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ ไม่ก่อให้เกิดโทษ และความทุกข์ ที่เกิดจากการวกเวียนวุ่นอยู่ในวงจรอันคับแคบแห่งความหงุดหงิดดีใจเสียใจสมใจผิดหวังแล้ว ยังทำให้เกิดความพอดีในการบริโภคหรือใช้สอย ซึ่งเป็นคุณแก่ชีวิตอีกด้วย ท่านจึงเรียก การปฏิบัติด้วยนิสสรณปัญญา ว่าเป็นความรู้จักประมาณ 

  ผู้ปฏิบัติถูกต้องต่อกามสุข ย่อมก้าวหน้าไปสู่สุขที่ประณีตได้ง่ายขึ้น เมื่อประสบสุขประณีตแล้ว สุขประณีตนั้น ก็กลับเป็นเครื่องช่วยควบคุมการแสวงหาและการเสพกามสุข ให้อยู่ในขอบเขตแห่งความถูกต้องดีงาม เพราะบุคคลผู้นั้นเห็นคุณค่าของสุขประณีตสูงกว่า และความสุขประณีตต้องอาศัยกุศลธรรม

  ครั้นบุคคลนั้นบรรลุภูมิธรรมสูงยิ่งขึ้นไปอีก ประสบสุขประณีตยิ่งขึ้นไปอีก ในที่สุดก็จะไม่วกเวียนมาหากามสุขอีกเลย
 



* ขอย้ำความหมายของกามคุณ ๕ ว่า มิใช่มีขอบเขตแคบๆ อย่างที่มักเข้าใจกัน รูปสวยงามที่บำเรอตา เสียงไพเราที่บำเรอหู รสอาหารอร่อยที่ถูกลิ้น สัมผัสที่นั่งที่นอนอ่อนนุ่ม เป็นต้น ที่ปรนเปรอกาย ล้วนเป็นกามคุณทั้งสิ้น พูดง่ายๆว่า กามมิใช่เฉพาะเรื่องทางเพศเท่านั้น แต่ครอบคลุมสิ่งที่เสพเสวยเพื่ออามิสสุขทั้งหมด ดังนั้น แม้แต่นักบวช ก็ยังเกี่ยวข้องเสพกามคุณได้

10


    มีตัวอย่างผู้ซึ่งเข้าใจ "กาม" พลาด  เข้าใจแคบไป  มีคนรู้จักมีภรรยาแล้ว  แต่เข้าใจกามทำนองนั้นแหละ   ก่อนศึกษาธรรมะก็มีกิจกรรมกับภรรยาตามอัธยาศัย    แต่พอมาศึกษาธรรมก็อยากจะมีธรรมอยากละกามได้   (อยากเป็นอนาคามี)  ก็จึงกดข่มตัวเองไม่ยุ่งกับเมีย  แล้วก็ชอบบอกกับใครต่อใครว่า    เนี่ยนะไม่นอนกับเมียมาหลายเดือนแล้วนะ ละกามได้แล้ว 

93คำถามเกี่ยวกับการปฎิบัติเพื่อละกาม

เนื่องจาก ความรู้สึกทางเพศเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทั่วไป เเต่เพื่อนของผม มองว่า หากไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งนี้ จะดีที่สุด

เเต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ร่างกายเขาจะรู้สึกไม่สบาย ไม่สดชื่น ไม่เเจ่มใส อึดอัด อารมณ์ความรู้สึกเเปลก ๆ อาจเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ต้องการขับอสุจิออกไป

ในฐานะคนโสด เมื่อระบายด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง อาการก็หายไป ร่างกายเเจ่มใส สดชื่น ไม่อึดอัด

จึงอยากทราบว่า มีวิธีการใดที่ควรเเนะนำเขา ในเมื่อไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่สนใจเรื่องเพศเเล้ว เมื่ออสุจิเต็มตามธรรมชาติ ไม่สำเร็จความใคร่ เเล้วควรทำอย่างไร ไม่ให้ร่างกายรู้สึกเเปลก ๆ หรือ อึดอัด ทรมาน

ประเด็นของเขาคือ เขาหักห้ามใจได้ ไม่ยุ่งเกี่ยวได้ เเต่กลไกร่างกายทำให้เขารู้สึกไม่สบาย ถ้าร่างกายไม่อึดอัด เขาก็พร้อมละกามได้ ทั้งกายเเละใจ

https://pantip.com/topic/40826436



Create Date : 29 มิถุนายน 2564
Last Update : 8 กรกฎาคม 2564 11:29:11 น.
Counter : 122 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
81.เร่งขจัด “อารมณ์ที่ไม่ดี” ออกไปจากชีวิตและจิตใจ ตอนที่ 1 chancamp
(12 ก.ย. 2564 06:12:41 น.)
:: เงาซ่อนแสง 21 :: กะว่าก๋า
(10 ก.ย. 2564 06:29:01 น.)
อาการปิติจากการฝึกสติของเอ็นโซ่ gardasee
(5 ก.ย. 2564 04:31:02 น.)
:: เงาซ่อนแสง 17 :: กะว่าก๋า
(5 ก.ย. 2564 07:06:47 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]