เทียบสุขระหว่างพระพุทธเจ้า กับ พระราชามหากษัตริย์

231พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ทรงมีความสุขยิ่งกว่าบุคคลที่โลกถือกันว่ามีความสุขที่สุด


     พระพุทธเจ้าเอง  ก็ทรงยืนยันว่า  พระองค์มีความสุขอย่างยิ่ง   สุขยิ่งกว่าบุคคลที่โลกถือกันว่ามีความสุขที่สุด คือ พระราชามหากษัตริย์

   ครั้งหนึ่ง   พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบพวกนักบวชนิครนถ์  ซึ่งกำลังบำเพ็ญตบะ   ประพฤติพรตทรมานตนต่างๆ  และทรงสนทนากับนิครนถ์เหล่านั้น  เกี่ยวกับข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายแห่งศาสนาของเขา
 
   พวกนิครนถ์บำเพ็ญตบะทรมานตน  เพราะเขาถือหลักการอย่างหนึ่งว่า  ความสุขจะบรรลุด้วยความสุขหาได้ไม่   ความสุขจะบรรลุถึงได้ด้วยความทุกข์   และเพื่อให้หลักฐานเสริมคำอ้างของตน  พวกนิครนถ์ก็ยกเอาพระเจ้าพิมพิสารมาเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าว่า  ถ้าคนลุถึงความสุขได้ด้วยความสุขละก็   พระเจ้าพิมพิสารก็จะต้องทรงบรรลุความสุข   (หมายถึงความสุขสูงสุดที่เป็นจุดหมายของศาสนา)  เพราะพระเจ้าพิมพิสารเป็นอยู่สุขสบายกว่าพระองค์
 
  การที่พวกนิครนถ์กล่าวอย่างนี้   ก็เพราะพูดไปตามความรู้สึกสามัญที่ว่า   พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  มีทรัพย์สมบัติและพระราชอำนาจพรั่งพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่างทุกประการ  ก็คงเป็นอยู่สุขสบายกว่าพระพุทธเจ้า   ซึ่งทรงสละโลกิยสมบัติแล้ว  เที่ยวจาริกเร่ร่อนไปประทับตามภูผาป่าไม้   และปฏิบัติศีลวัตรทางศาสนา   ซึ่งก็คงทุกข์ยากลำบากลำบนเหมือนพวกตน
 
   แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธโดยทรงแสดงให้เห็นว่า  แม้แต่หลักฐานที่พวกนิครนถ์ยกขึ้นอ้างเพื่อสนับสนุนหลักการของพวกตนนั้น  ก็เป็นหลักฐานที่ผิดพลาด  ใช้ไม่ได้เสียแล้ว   เพราะพระเจ้าพิมพิสารมิได้มีความสุขกว่าพระองค์เลย  แต่ตรงข้าม  พระองค์มีความสุขยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสาร
 
   อย่างไรก็ตาม  การที่จะพิสูจน์ว่าพระองค์มีความสุขกว่าพระเจ้าพิมพิสาร  ถ้ามองด้วยสายตาของคนสามัญ  ย่อมเห็นได้ยาก    เพราะคนทั่วไปย่อมมองที่ความเป็นอยู่อันพรั่งพร้อมสมบูรณ์ภายนอก   เหมือนอย่างที่พวกนิครนถ์มองนั่นเอง  เช่นดูที่ทรัพย์สมบัติ  อำนาจ  ยศศักดิ์  บริวาร  เป็นต้น  ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสละหมดแล้ว   และเชื่อว่าโดยความจริงแล้ว  ก็ไม่อาจใช้วัดความสุขที่แท้จริงของคนได้  ดังนั้น  พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงเสนอข้อพิสูจน์ด้วยสิ่งเหล่านั้น
 
   แต่การที่จะวัดความสุขแท้จริงภายในใจ  ซึ่งมองไม่เห็น  ก็ทำได้ยาก  พระพุทธเจ้าจึงทรงเสนอข้อพิสูจน์ซึ่งวัดความสุขภายใน   ชนิดที่แสดงออกมาให้เห็นได้ภายนอกได้ชัดเจน  เป็นข้อตัดสินให้เห็นชัดได้เด็ดขาด  โดยตรัสถามว่าพระเจ้าพิมพิสารจะประทับนิ่ง ไม่ไหวติงพระวรกาย  ไม่ตรัสอะไรเลย   อยู่เสวยแต่ความสุขอย่างเดียวล้วนๆ  ตลอดเวลา ๗ วัน  หรือแม้แต่เพียงชั่วคืนเดียววันเดียว  ได้หรือไม่  ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้  แล้วตรัสถึงพระองค์เองบ้างว่า   ทรงสามารถประทับนิ่ง  ไม่ไหวติงพระวรกาย  ไม่ตรัสอะไรเลย  เสวยแต่ความสุขอย่างเดียวล้วนๆ  ตลอด  ๒ วันก็ได้  ๓  วันก็ได้   ชตลอดจนถึง  ๗ วันก็ได้  พวกนิครนถ์จึงยอมรับว่า  พระพุทธเจ้าทรงมีความสุขยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสาร (ม.มู.12/220/187)
 
    ท่านเปรียบปีติความเอิบอิ่มใจที่ได้จากกามคุณทั้ง ๕  ว่า เป็นเหมือนไฟโดยใช้หญ้าและไม้ เป็นต้น เป็นเชื้อ  ถึงจะมีแสงสว่าง  แต่ก็ไม่เจิดจ้าแจ่มนวลมากนัก   เพราะมีสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง  เช่น ควัน  เป็นต้น  ส่วนปีติที่ไม่ต้องอาศัยกาม   ไม่อาศัยอกุศลธรรมทั้งหลาย  เป็นเหมือนไฟที่ไม่ต้องใช้หญ้าและไม้เป็นเชื้อ  แสงสว่างจบริสุทธิ์ใสนวลแจ่มจ้า  ไม่มีควันหรือมลทินใดรบกวน

5

232 เทียบกามสุขต่ำไว้  เพื่อให้เร่งพัฒนาความสุข   จะได้สุขที่เลือกได้ และก้าวขึ้นไปให้ถึงสุขที่สูงสุด

   
     เมื่อมีความสุขที่ประณีตกว่าเข้ามาเทียบ  ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่กามสุขจะตกต่ำ  มีค่าน้อย  ดังคำที่ท่านใช้เรียกกามสุขโดยเปรียบเทียบกับฌานสุขว่า  กามสุข  เป็นปุถุชนสุข  (สุขของปุถุชน)  เป็นมิฬหสุข  (สุขเลอะเทอะ หรือสุขหมักหมม)   เป็นอนริยสุข  (สุขของผู้ยังไม่เป็นอริยะ)   พร้อมทั้งบรรยายโทษว่า  เป็นสิ่งที่มีทุกข์  มีความอึดอัด   ข้องขัด   และเร่าร้อน  เป็นมิจฉาปฏิปทา  คือ ทางดำเนินที่ผิด
 
   ทั้งนี้   ตรงข้ามกับ  ฌานสุข   หรือสุขด้านใน  (อัชฌัตตสุข)  ซึ่งเป็นเนกขัมมสุข  (สุขปลอดจากกาม)  เป็นปวิเวกสุข  (สุขอิงความสงัด)  เป็นอุปสมสุข  (สุขที่ช่วยให้เกิดความสงบ  หรือช่วยให้บรรลุนิพพาน)   เป็นสัมโพธิสุข  (สุขที่ช่วยให้ตรัสรู้)   และมีลักษณะที่เป็นคุณ  คือ  เป็นสิ่งสิ่งที่ไม่มีทุกข์  ไม่มีความอึดอัดขัดข้องคับแค้น  ไม่มีความเร่าร้อน  และเป็นสัมมาปฏิปทา คือ ทางดำเนินหรือข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง  ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้น หรือนิพพาน (ม.อุ.14/659/427) 
 
    อย่างไรก็ตาม  การที่ท่านมักพูดกด  และแสดงโทษของกามสุข   อย่างมากมาย  และบ่อยครั้งนี้  ไม่พึงมองเป็นว่าท่านตั้งหน้าตั้งตาจะประณาม  หรือมุ่งเหยียดหยามกามสุข
 
    ในแง่หนึ่ง   อาจจะมองว่า  ท่านพยายามชี้ให้เห็นความจริงตามสภาวะที่มันเป็นอยู่นั่นเอง  แต่ใจปุถุชนมีกิเลสลุ่มหลงมันอยู่  จึงเห็นเป็นว่าท่านว่ารุนแรง
 
    อีกแง่หนึ่ง   มองได้ว่า  ในการเปรียบเทียบกันนั้น   เมื่อกามสุขที่คนนิยมกันอยู่ ท่านยังว่าต่ำต้อยค่าถึงเพียงนี้   ก็ย่อมเป็นการเชิดชูสุขอย่างประณีตที่ท่านนำมาวางเทียบ  ให้เห็นสูงเด่นชัดเจนยิ่งขึ้น
 
   แต่แง่แท้ที่ควรมอง   ก็คือ  เพราะเหตุที่กามสุขเป็นบ่วงรัด   หรือเป็นกับดักที่เหนียวแน่น   คนทั้งหลายลุ่มหลงกันนัก  ยากที่จะปลีกตัวออกได้  ท่านจึงระดมตีกามสุขให้หนัก    พร้อมกับยกย่องแสดงคุณของความสุขที่ประณีตขึ้นไป   เพื่อเป็นการเร่งเร้าชักชวนให้คนพากันขมีขมันปฏิบัติ   เพื่อเข้าถึงความสุขที่ประณีตนั้น   โดยไม่นิ่งนอนใจ
 
   อนึ่ง   ในทางปฏิบัติ   ก็มิใช่ว่า   ท่านที่บรรลุสุขประณีตแล้ว  จะละทิ้งเลิกราจากกามสุขทันทีเสมอไป  หลายท่านก็ยังดำเนินชีวิตโดยเสพเสวยสุขควบกันไปทั้งสองอย่าง หรือทั้งสองระดับ
 
  ในกรณีนี้ ก็เท่ากับว่า  ท่านที่บรรลุความสุขประณีตอย่างสูงแล้ว   มีทางเลือกในการเสวยสุขมากขึ้น  เป็นผู้ได้กำไร  หรือได้เปรียบในเรื่องความสุข เหนือกว่าคนทั่วไป
 
  รวมความแล้ว   จุดมุ่งหมายท่านอยู่ที่ต้องการให้ไม่ประมาท และให้ตระหนักว่า  ถึงอย่างไรๆ  ไม่ว่าจะละเลิกกามสุขหรือไม่ก็ตาม   แต่สิ่งสำคัญที่จะทำก็คือ   จะต้องพยายามทำความสุขที่ประณีตให้เกิดขึ้นแก่ตนให้ได้ หรือจะต้องหาทางรู้จักมัน  ได้ประสบมันประจักษ์กับตัวบ้างให้ได้   และพัฒนาสุขที่สูงขึ้นไป   จนถึงความสุขที่สูงสุด
 
https://www.facebook.com/voravit.laoloes/videos/590954361867061



Create Date : 29 มิถุนายน 2564
Last Update : 3 กรกฎาคม 2564 11:33:24 น.
Counter : 85 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ธรรมะสุขใจ สวัสดี, Turtle Came to See Me
(12 ก.ย. 2564 15:42:06 น.)
:: เงาซ่อนแสง 20 :: กะว่าก๋า
(9 ก.ย. 2564 06:02:32 น.)
ตกหลุมความคิด สมาชิกหมายเลข 6393385
(2 ก.ย. 2564 09:18:56 น.)
:: เงาซ่อนแสง 14 :: กะว่าก๋า
(2 ก.ย. 2564 06:37:57 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]