มองพุทธธรรมให้ครบด้านของเขา
ต่อ

227บุคคลเอื้ออารี สังคมสามัคคี ทุกคนได้ ทุกคนดี มีสุขด้วยกันและทั่วกัน
 
    เรื่องของพระนั้น   นอกจากเน้นเรื่องแบ่งปันลาภแล้ว ในหลักใหญ่ กว้างออกไป ก็เน้นเรื่องความสามัคคี  ถือเรื่องสามัคคีนี้สำคัญมาก ตรงข้ามกับสังฆเภท คือการทำให้สงฆ์แตกกัน ซึ่งถือเป็นอนันตริยกรรม อันจัดเป็นบาปหนักที่สุด เพราะท่านถือความสามัคคีของหมู่ชนเป็นเรื่องสำคัญอันดับ ๑
 
 227ถึงแม้ในสังคมคฤหัสถ์  พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงเน้นให้เห็นความสำคัญของการทำชุมชนและสังคมให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงมีเอกภาพ ด้วยหลักสังคหวัตถุ ๔ นี้

   ดังที่ว่า ในบรรดาพระสาวกฝ่ายคฤหัสถ์ที่ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ก็มี ๒ ท่านที่เป็นอัครสาวก แต่ไม่เรียกว่าอัครสาวก เรียกได้ว่าเป็นอัครอุบาสก คือเป็นอุบาสกเยี่ยมยอดคู่กัน ได้แก่ จิตตคฤบดี ผู้เป็นเลิศทางธรรมกถึก และอีกท่านหนึ่ง คือ หัตถกาฬวก (เรียกรวมคำให้สะดวกลิ้นไทย ที่จริง คือ หัตถกะฬวกะ)
 
    หัตถกาฬวกนี้    เป็นเอตทัคคะในทางรวมใจหมู่ชน   หมายความว่าเก่งในการสร้างความสามัคคี สร้างความเป็นปึกแผ่นของสังคม ด้วยหลักสังคหวัตถุ ๔ คือ เป็นผู้นำที่สามารถใช้สังคหวัตถุ ๔ ประการ ทำให้หมู่ชนของท่านอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี แน่นแฟ้นมั่นคง พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นตราชูของอุบาสกบริษัท

   (ตราชูของอุบาสิกาบริษัท หรืออัครอุบาสิกา ก็มีคู่หนึ่งเหมือนกัน ได้แก่ ขุชชุตรา ซึ่งเป็นเอตทัคคะทางพหูสูต และนันทมารดา ซึ่งเก่งทางฌาน)
 
  232ที่นำเรื่องนี้มาเน้นไว้ก็เพราะว่า  ดูเหมือนชาวพุทธไทยเรานี้จะมองพุทธศาสนาในเชิงที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลไปเสียแทบหมด  ไม่ได้สังเกตว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ถือเรื่องส่วนรวม เรื่องของชุมชน เรื่องของสังคม เป็นสำคัญเพียงใด จะต้องเข้าใจดุลยภาพในเรื่องนี้กันไว้ให้มากสักหน่อย

   พูดผ่านๆว่า ในหมู่สงฆ์ท่านเน้นความสามัคคี แล้วในสังคมคฤหัสถ์ท่านเน้นสังคหวัตถุ ก็มีจุดรวมที่สามัคคีเหมือนกัน แต่ของพระพูดเป็นกลางๆ แค่นามธรรมได้ ส่วนของชาวบ้านต้องโยงไปรูปธรรมให้ถึงวัตถุด้วย
 
  227เรื่องหมู่ชน ชุมชน สังคมนี้ พระพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องสำคัญมากอย่านึกอยู่แค่เรื่อง เฉพาะตัว
 
   ที่ว่าเฉพาะตัว ก็หมายความว่า มันเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างนั้น ชีวิตของเราจะพัฒนาได้ ก็ต้องเป็นไปโดยกระบวนการภายในตามธรรมชาติของมัน
  
  227แม้แต่ทางร่างกาย กินอาหารเข้าไปแล้ว ต้องย่อยสลายดูดซึมแผ่ไป ใครอื่นก็ช่วยย่อยให้ไม่ได้ ว่ายน้ำไม่เป็น คนอื่นตะโกนบอกให้ ก็ว่ายไม่ได้ เทวดาก็บันดาลไม่ไหว ใจมีทุกข์ คนอื่นรักเราแค่ไหน  ก็เอาสุขใส่ให้ไม่ได้ เราไม่เข้าใจ เขาจะเอาปัญญายัดใส่ให้ก็ไม่ได้ เราคูณเลขไม่เป็น เพื่อนจะคิดคูณในหัวเขาส่งมาใส่สมองเรา ก็ไม่ได้
 
   ด้วยเหตุผลที่เป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างที่ว่านั้น จึงว่าต้องพึ่งตนเอง ต้องฝึกต้องหัดต้องพัฒนาให้เกิดให้มีให้ทำได้ด้วยตนเอง
 
  แต่ถึงอย่างนั้น  ท่านก็ยังให้คนอื่นมีใจหวังดีมานำมาหนุนมากระตุ้นมาเร้ามาสื่อ เรียกว่ามาช่วยกันอย่างเต็มที่ ด้วยวิธีเอาปัจจัยภายนอกมาหนุนนำทำการ
 
  ท่านผู้ฉลาด และมีใจปรารถนาดี  ก็คิดวิธีเอากระบวนการทางสังคมของมนุษย์ มาเชื่อมต่อกับกระบวนการเหตุปัจจัยของธรรมชาติ พอกระบวนเหตุปัจจัยในตัวเราเริ่มดำเนินไป ก็สมใจปรารถนา
 
   นี่แหละที่ว่าคนอื่นช่วยเราได้ไหม ก็ช่วยได้ ช่วยโดยเป็นปัจจัยภายนอก เริ่มตั้งแต่มีใจเมตตาปรารถนาดี มีความรัก มีความหวังดี แล้วมาทำหน้าที่ของปัจจัยภายนอกนั้น
 
   ดังเช่น จะให้เรามีปัญญา ก็มาเป็นครูสอนให้ แต่ถ้าเราไม่เรียน ถึงครูจะมาสอน ก็รู้ไม่ได้ ครูเอาปัญญามายัดใส่สมองเราได้ไหม ก็บอกว่าไม่ได้ เราก็ต้องเอาปัจจัยภายในของเรามาต่อ
 
   พอเรารู้จักฟัง ตั้งใจฟัง รู้จักพิจารณา มีโยนิโสมนสิการแล้ว สิ่งที่สดับมาเป็นข้อมูล เรียกว่าสุตะ ก็เกิดเป็นปัญญาของเราขึ้นมา ไม่ใช่ว่าครูอาจารย์เอาปัญญามายัดใส่ให้

  231เคยย้ำบ่อยๆว่า โยมขอศีลพระ   พระบอกว่า   ฉันให้ไม่ได้หรอกศีล โยมต้องปฏิบัติเอง อ้าวแล้วจะทำอย่างไร
 
   โยมมาขอศีล   “มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ”    ท่านคะ ท่านขอรับ พวกเราขอศีล ๕...
 
   พระพูดในใจบอกว่า   ฉันให้ไม่ได้หรอกโยม ศีลน่ะ ใครจะไปให้กันได้ล่ะ ศีลนั้นให้กันไม่ได้หรอก ศีลเกิดในตัวเองจากการปฏิบัติ  แล้วจะให้อย่างไรได้  โยมอยากได้ศีลใช่ไหม โยมเอาอันนี้ไปรักษา ไปปฏิบัติ แล้วโยมจะมีศีลเอง ก็บอกสิกขาบทไป

   โยมขอศีล   พระบอกสิกขาบทให้  ไม่ใช่ให้  แค่บอกให้  คือบอกให้ไปปฏิบัติ โยมก็บอกว่า เอา ตกลง  “ปาณาติปาตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ”      ข้าพเจ้าสมาทานรับเอาข้อปฏิบัติ ที่จะงดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง นี่เรียกว่า สิกขาบท คือข้อฝึก ข้อศึกษา
 
   โยมขอศีลแล้ว  พระบอกข้อฝึกให้ แล้วโยมไปฝึกปฏิบัติตามนั้น โยมก็มีศีลเอง
 
   โยมของสมาธิ   พระบอกว่า ฉันให้ไม่ได้หรอก สมาธิให้ได้อย่างไร โยมต้องปฏิบัติให้มีขึ้นในตัวของโยมเอง   พระให้สมาธิไม่ได้ เอ้า ฉันบอกกรรมฐานให้ คือบอกสิ่งที่จะไปใช้ปฏิบัติ พอโยมรับกรรมฐานไปแล้ว ก็เอาไปใช้ปฏิบัติฝึกตนเอง เพื่อให้เกิดสมาธิขึ้น
 
   โยมของปัญญา   พระก็เหมือนกันอีก บอกว่า ปัญญานั้น ฉันให้ไม่ได้หรอก แต่ฉันจะบอกสุตะให้ คือบอกข้อมูล บอกคำสอน แล้วคุณก็ไปพินิจพิจารณาวิจัยไตร่ตรองเอา ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาขึ้นมา อย่างนี้ เป็นต้น
 
โยมขอศีล    พระบอกสิกขาบทให้ไปรักษา

โยมขอสมาธิ   พระบอกกรรมฐานให้ไปปฏิบัติ

โยมขอปัญญา    พระบอกสุตะให้ไปวิจัย

  เป็นอันว่า การที่เราปฏิบัติธรรมในเชิงสังคมนั้น การทำให้แก่สังคม มีผลใหญ่แก่ตนเอง ๒ ประการ
 
  หนึ่ง  ขณะที่เราปฏิบัติธรรมทางสังคม เช่น ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ก็คือตัวเอาเองกำลังปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการฝึกตนอย่างดีมาก
 
  สอง  เราสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ซึ่งกลับมาหนุนให้เราเองปฏิบัติธรรม พัฒนาชีวิตได้สะดวกขึ้น
 
  แง่ที่สอง   ก็สำคัญมาก   ถ้าสังคมมีแต่ความวุ่นวายเบียดเบียนกัน  เราจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร  จะศึกษาเล่าเรียน ค้นหนังสือ ฝึกสมาธิ  ก็ติดขัดไปหมด  โดยเฉพาะในหมู่สงฆ์ พระที่อยู่ร่วมกัน ก็ต้องทำสังฆะให้สงบเรียบร้อย มีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกันดี ให้เป็นบรรยากาศที่เอื้อ เป็นสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน แล้วแต่ละคนจะปฏิบัติธรรม จะทำงานการอะไรในชีวิตประจำวัน ก็ทำง่ายทำได้สะดวก และปลอดโปร่งสบายใจ แถมยังมาให้แรงช่วยกันอีกด้วย ผลมา ๒ ทาง ทั้งตัวเองก็ได้โดยตรง ทั้งสภาพเอื้อก็ส่งผลย้อนกลับมาหนุนด้วย
  
 231เพราะฉะนั้น     เรื่องด้านสังคมนี้     พุทธศาสนาจึงเน้นมาก     เวลามองพุทธศาสนา จะมองเฉพาะธรรมไม่ได้     ต้องมองทางวินัยด้วย     แล้วก็มีธรรมะประเภทหนึ่งที่โยงระหว่างธรรม กับ วินัย ซึ่งเน้นมากในเชิงวัตถุ กับ สังคม
 
    อย่างน้อย   เวลาเราไปปฏิบัติธรรมทางสังคม ด้วยเมตตา กรุณา เราเกิดปีติปราโมทย์ ปลาบปลื้มเอิบอิ่มใจร่าเริงเบิกบานผ่องใส  เราก็ได้คุณธรรมสำคัญประจำใจในการพัฒนาชีวิต
 
    เมื่อเราเห็นคนหายทุกข์  มีความสุข  เราก็สุขยิ่งขึ้นไป ได้ทั้งสุขทางสังคม และสุขข้างใน ที่ช่วยให้ตัวเราเองยิ่งพัฒนา

    จึงขอให้จำไว้ ขอให้ได้ ๒ ชุดนี้มาคู่กัน คือ
 
    ในทางสังคม    เราออกสู่การปฏิบัติด้วยสังคหวัตถุ ๔ โดยมีพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่ในใจ ซึ่งจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความสุขร่วมกัน และพร้อมกันนั้น
 
   ในใจของเราเอง ก็มีชุดธรรมสมาธิ ๕ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ที่จะพัฒนาชีวิตของตนพร้อมอยู่ด้วย โดยมีความสุขเป็นทุนประจำอยู่ข้างใน
 
   อย่างน้อยข้อที่ ๑ คือ ปราโมทย์ ขอให้มีประจำใจ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเน้นไว้
 
   อริยอย่างพระโสดาบัน   นับว่าเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสให้เห็นจิตใจที่มีธรรม และมีความสุข ๒ ด้านคู่กันไป พระองค์ทรงอุปมาว่า พระโสดาบันปฏิบัติธรรมนั้น ทั้งตั้งใจเอาจริงเอาจังในการศึกษา และใส่ใจกิจส่วนรวมช่วยเหลือผู้อื่น มิใช่ว่าเอาแต่ตัว เหมือนอย่างแม่โค   ขณะที่เล็มหญ้า ก็เหลียวหน้าแลดูลูกน้อยไปด้วย คำนึงว่าเขาได้กินไหม เขาอิ่มไหม ดูเขาไป ให้สุขสบายด้วยกัน พึงดูพุทธพจน์ดังนี้
 
   “ภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนโคแม่ลูกอ่อน ย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองแลดูลูกน้อยไปด้วย ฉันใด ข้อนี้ ก็เป็นธรรมดาของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน) คือ จริงแท้อยู่ว่า อริยสาวก  ย่อมถึงความขวนขวายในกิจธุระใหญ่น้อยที่ควรทำอย่างไรๆ ของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย แต่กระนั้น อริยสาวกนั้น ก็มีความใส่ใจอย่างแรงกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขาพร้อมไปด้วย ฉันนั้น” (ม.มู.12/547/587)
 
ท่านมุ่งหวังให้คนทั้งหลายประพฤติตนดังเช่นบุคคลโสดาบันอย่างนี้

10

สาธุ สามครั้งเลย   ท่านว่า มองพระพุทธศาสนาต้องมองครบด้านของเขา 



Create Date : 28 มิถุนายน 2564
Last Update : 29 มิถุนายน 2564 2:36:06 น.
Counter : 253 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
พระคาถาหนุนดวง คุณยายกลิ่นโสม
(25 พ.ย. 2564 19:11:41 น.)
: ชะตากรรม : กะว่าก๋า
(20 พ.ย. 2564 05:49:29 น.)
การสละ ปัญญา Dh
(18 พ.ย. 2564 08:41:18 น.)
: Way of Life 2 : กะว่าก๋า
(12 พ.ย. 2564 05:51:43 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#17



สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]

บทความทั้งหมด