ชีวิตจะวัฒนา ต้องมีปราโมทย์เป็นพื้นจิตใจ


232 ชีวิตจะวัฒนา ถ้าได้ปราโมทย์มาเป็นพื้นใจ


   ได้บอกไว้ว่า   อยากจะเน้นความสุขที่จะใช้ในทางปฏิบัติกันเลย ๓ อย่าง นั้น อย่างที่ ๓ เรื่อง ความสุขในการพัฒนาชีวิต

   ความสุขในการพัฒนาชีวิตนี้ อยู่ในประเภทของความสุขภายในที่ว่าสร้างขึ้นเองได้ โดยเฉพาะที่ต้องถือว่า สำคัญมาก คือเป็นความสุขที่เกิดพร้อมกันไปกับการพัฒนาของชีวิต หรือความสุขที่ดำเนินไปด้วยกันกับความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

  227 เมื่อเราพัฒนาชีวิตของเรา คือ พัฒนากาย พัฒนาศีล พัฒนาจิต พัฒนาปัญญา จะเรียกว่า เจริญภาวนา หรือ เรียกว่า ปฏิบัติธรรม หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม เมื่อการพัฒนาชีวิต เจริญภาวนา หรือปฏิบัติธรรมนั้นเดินหน้าไป  ก็จะมีความสุขชุดนี้ขึ้นมา ดังที่บอกแล้วว่าเป็นความสุขข้างใน

  ที่จริง ไม่ใช่ว่าความสุขเป็นชื่อของธรรมนี้ทั้งชุด แต่ความสุขเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชุดนี้ และธรรมทั้งหลายในชุดนี้ เป็นอาการของความสุข เป็นเหตุเป็นผลเนื่องกันอยู่กับความสุข และเราก็กำลังพูดเรื่องความสุข ก็เอาความสุขเป็นจุดเน้น เลยเรียกเป็นชุดความสุข

  ธรรมชุดนี้ เป็นภาวะของจิต จะเรียกว่าสุขภาวะหรืออะไรก็แล้วแต่ มีอยู่ด้วยกัน ๕ ข้อ พระพุทธเจ้าเน้นอยู่เสมอ   ถ้าใครปฏิบัติธรรมได้ผล ก็จะก้าวไปในธรรม ๕ ข้อนี้ ถ้าใครไปปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มี ๕ ข้อนี้เกิดขึ้น ก็ไม่พึงหวังที่จะประสบความสำเร็จ

  พระพุทธเจ้าตรัสให้เห็นตัวอย่าง เช่น ไปฟังธรรมมา ก็ยกเอาธรรมนั้นมาวิจัย พอปัญญาเดินหน้าแล้ว เดี๋ยวก็เกิดธรรมที่เป็นภาวะจิตชุดนี้ นี่คือถ้าปฏิบัติถูก

  ทีนี้ ความสุขที่เนื่องด้วยการพัฒนาชีวิต หรือจะเรียกว่าสุขในการปฏิบัติธรรมก็แล้วแต่ ๕ ข้อนี้ ก็เหมือนกับในชุดความสุขทางสังคม  มีฉันทะเป็นฐาน และดำเนินไปตามลำดับ แต่ไม่แสดงออกไปข้างนอก เป็นคุณสมบัติที่เป็นไปภายในโดยตรงกับตนเอง ท่านเรียกว่า “ธรรมสมาธิ” นับว่าเป็นชื่อที่แปลก

ธรรมสมาธิ มี ๕ ข้อ ซึ่งมาต่อกันตามลำดับ คือ

   ๑. ปราโมทย์   ความร่าเริงเบิกบานใจ หรือร่าเริงบันเทิงใจ เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจิตใจ ซึ่งทุกคนควรจะมีตลอดเวลา   มีพุทธพจน์ในธรรมบทว่า

     ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ   ปสนฺโน พุทฺธสาสเน

     อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ    สงฺขารูปมํ สุขํ.

     แปลว่า    ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์   เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า จะบรรลุถึงสันตบทที่สงบสังขารอันเป็นสุข.

อีกแห่งหนึ่ง  ตรัสถึงภิกษุปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาแล้ว ก็ลงท้ายว่า

    ตโต ปาโมชฺชพหุโล   ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ

    แปลว่า    แต่นั้น   ผู้มากด้วยปราโมทย์   จักทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป

   นี่ก็หมายถึงว่า   คุณสมบัติประจำใจอย่างแรกที่สำคัญ  ซึ่งแสดงว่ากำลังพัฒนาก้าวหน้าไป และมีทางที่จะพัฒนาต่อไปได้ดี ก็คือ ปราโมทย์ ซึ่งเมื่อมีมาก ก็หวังได้ว่าจะลุถึงนิพพาน หรืออยู่ใกล้นิพพานแล้ว

   ๒. ปีติ    ความอิ่มใจ   ปลาบปลื้มใจ พอมีปราโมทย์ ใจร่าเริงแล้ว ก็จะเกิดมีปีติ

  ๓. ปัสสัทธิ   ความสงบเย็น เรียบรื่นใจ ผ่อนคลายกายใจ ไม่เครียด พึงสังเกต ปัสสัทธิ คือ ความผ่อนคลายนี้ เป็นจุดเชื่อมถึงกันระหว่างกาย กับ ใจ ถ้ากายเครียด ใจก็เครียด ถ้าใจเครียด กายก็เครียด พอมีปีติ อิ่มใจแล้ว ปัสสัทธิก็มา ก็จะสงบเย็นผ่อนคลาย

  ๔. สุข    ความช่ำชื่นรื่นใจ คล่องใจ ไม่มีอะไรกดดันบีบคั้น พอปัสสัทธิมาแล้ว สุขก็ตามมา

  ๕. สมาธิ    ภาวะที่จิตมั่นแน่ว    อยู่ตัว ไม่มีอะไรกวน และจิตนั้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ สุขมาแล้ว สมาธิก็เกิดได้

  เมื่อสมาธิมาแล้ว ก็ได้จุดเชื่อมต่อจิตสู่ปัญญา โดยสมาธิทำให้จิตใจพร้อมที่จะเป็นฐานให้แก่การทำงานของปัญญา เมื่อปัญญาพัฒนาเดินหน้าไป การที่จะพัฒนาอะไรทางด้านชีวิตจิตใจ ก็เป็นไปได้ ดำเนินไปได้ด้วยดี

   เป็นอันว่า ในการพัฒนามนุษย์ ต้องให้จิตใจมีคุณสมบัติสำคัญ ๕ อย่างนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนศึกษา หรือการทำงาน ต้องให้ใจมีภาวะจิต ๕ อย่างนี้ จึงจะเดินหน้าไปด้วยดี การพัฒนาชีวิต หรือการปฏิบัติธรรมจึงจะได้ทางที่ปลอดโปร่ง

   ถ้าเดินไม่ถูกทาง ก็ยุ่ง ก็จะเกิดภาวะตรงข้าม ความเครียด เป็นต้น ก็จะมา ปราโมทย์ก็ไม่มี ปีติก็ไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี สุขก็ไม่มา สมาธิก็ไม่เกิด กลายเป็นว่ามีแต่ตัวก่อกวน ตัวกีดขวาง จิตใจไม่ดี ไม่ปลอดโปร่ง เลยพัฒนาคนไม่ไป หรือเอาดีไม่ได้

    ถ้ามีคุณสมบัติด้านในชุดนี้แล้ว ก็จะเชื่อมถึงกันหมด คือ คุณธรรมทางสังคม กับ คุณธรรมในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องรับกันอยู่แล้ว ก็มาโยงกันหรือประสานกัน กลมกลืนเข้าด้วยกัน

   เมื่อเรามีเมตตาต่อผู้อื่น ก็คือตัวเราปฏิบัติเมตตาธรรมนั้น จึงเป็นการฝึกตัวเอง เป็นการพัฒนาตน การทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็เป็นการพัฒนาชีวิตของตนเอง เป็นการปฏิบัติเมตตาธรรมของตัวเราเอง ดังนั้น เมื่อมีเมตตาแก่เขา เมื่อเราทำประโยชน์แก่คนอื่น การปฏิบัติธรรมของตัวเราเอง ก็เจริญงอกงาม

  พร้อมกันนั้นเอง พอเรามีเมตตาแผ่ออกไป ในใจก็มีปราโมทย์เกิดขึ้นได้ด้วย พอมีปราโมทย์แล้ว ธรรมอื่นก็เข้ากระบวนมา ปีติ เป็นต้น ก็เกิดด้วย

  ในข้ออื่นก็เหมือนกัน เราไปช่วยคนที่เขามีความทุกข์ด้วยกรุณา พอเห็นเขาร่างกายดีขึ้น หายเจ็บ หายไข้ หายป่วย สบายขึ้น เราก็เกิดมีปีติอิ่มใจ แล้วข้ออื่นๆรวมทั้งความสุขก็มา

  ทีนี้ เมื่อเราเป็นคนมีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ มีปัสสัทธิ ไม่เครียด ใจเรียบรื่น ผ่อนคลายตลอดเวลา อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ก็ทำให้บรรยากาศดี ใครพบใครเห็นใครพูดจาด้วย เขาก็สบายใจ พลอยเป็นสุขตามไป เราก็กลายเป็นสื่อนำคุณธรรมและความสุขให้มีให้มาแก่คนรอบข้างได้ง่าย ก็เลยเป็นการเกื้อกูลแก่ความดีงามความเจริญและความสุขของคนอื่นไปด้วย

  อย่างที่ว่า พอเข้าทางถูกแล้ว สิ่งที่ต้องการก็ตามกันมาเองเป็นกระบวน เป็นของโยงต่อเนื่องกันไปหมด เป็นเรื่องเดียวกัน

  เพราะฉะนั้น วิธีการปฏิบัติธรรมอย่างง่ายๆ ก็แค่ทำใจให้ปราโมทย์ทั้งวัน ถ้าจะให้ยิ่งดี ก็เจริญเมตตาไปด้วย ถึงแม้ไม่ปรารถนา หน้าตาก็จะเอิบอิ่มงดงาม แถมมากด้วยมิตรสหาย ที่ร่วมมือร่วมใจ อยู่กันอย่างสุขสันต์ อีกทั้งชุมชนและงานการก็จะเจริญงอกงามไปด้วยพร้อมกัน

  ถึงตรงนี้ ได้พูดถึงความสุขผ่านมาแล้วหลายอย่าง ทั้ง กามสุข ความสุขทางสังคม และความสุขในการพัฒนาชีวิต ก็ลองนำมาโยง เอามาเทียบกันดู

  ความสุขประเภทที่ ๑ คือ กามสุข   พวกความสุขอิงอามิส   เป็นความสุขที่เอาจากข้างนอก เอาเข้ามาให้แก่ตัว ต่างคนก็ต่างจะเอา หรือจ้องจะเอา ก็เลยเป็นความสุขที่แย่งกัน เป็นไปในทางที่จะก่อทุกข์แก่คนอื่น และแก่กันและกัน จึงต้องระวัง ต้องควบคุม  การที่ตรัสศีล ๕ ก็เพื่อมาคุมเรื่องกามสุขนี้ คุมการแสวงหา คุมการเสพวัตถุของมนุษย์ทั้งหลาย ให้อยู่ในขอบเขตที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ให้เบียดเบียนกันเกินไป

  จะหาจะเสพกันแค่ไหน จะแข่งจะแย่งชิงกันไป ก็อย่าให้ถึงกับเดือดร้อนเหลือเกินจนโลกลุกเป็นไฟ นี่แหละที่เอาศีล ๕ มาคุม ก็บอกให้ว่าความสุขประเภทนี้ต้องอยู่ในความควบคุม ให้คอยดูแลกันไว้

   ส่วน ความสุขทางสังคม เป็นการให้หรือเอื้อความสุขแก่ผู้อื่น แก่สังคม จากใจของคนที่มีเมตตา กรุณา เป็นต้น ที่อยากให้ อยากเห็นคนอื่นเป็นสุข จึงเป็นความสุขด้วยกัน

   สุดท้าย ความสุขในการพัฒนาชีวิต ชุด ๕ มีปราโมทย์เป็นต้น   เกิดขึ้นภายในใจ ไม่กระทบกระทั่งใคร เป็นความดีงาม บางทีก็เกิดจากการทำดีต่อผู้อื่น และเป็นต้นทางของการทำดียิ่งขึ้นไป กว้างออกไป แผ่ออกไป จึงเรียกว่า เป็นความสุขข้างในไปถึงกัน นอกจากไปเสียหายแก่ใครแล้ว ก็มีแต่ส่งเสริมความดีงาม ความเกื้อกูล

   ดังนั้น ความสุข ๒ อย่างหลังนี้ ตรงข้ามกับการบั่นรอนเบียดเบียน กลับเป็นความสุขที่เกื้อหนุนชีวิตและเกื้อกูลสังคม มาช่วยหมู่มนุษย์ที่อยู่ กับ กามสุข ทั้งในทางผ่อนเบาบรรเทาโทษภัยจากการเบียดเบียนกัน ให้หันไปใช้กามโภคะในทางที่เกื้อกูลกัน อยู่ร่วมกันให้ดีได้ พร้อมทั้งชีวิตของตนๆ ทีประณีตขึ้นและมีทางออกไปสู่การพัฒนาชีวิตให้ดีงามสูงขึ้นไป จึงต้องเน้นให้มนุษย์ที่อยู่กับกามสุข ต้องพัฒนาความสุข ๒ ชุดหลังนี้ด้วย

  ตรงข้ามกับกามสุขที่ว่าถ้าบริหารจัดการไม่ดี ก็มีหวังว่าจะทำให้เบียดเบียนกันในสังคมและบั่นรอนชีวิตของตน จึงต้องควบคุม แต่สุขสองอย่างหลังนี้ มาหนุนการพัฒนาชีวิตและการพัฒนาสังคม เป็นไปในทางที่ดี จึงต้องส่งเสริมกันให้เต็มที่

5

ที่ว่ามานั้น  เป็นเรื่องนามธรรมซึ่งต้องฝึก ที่เรียกกันทั่วๆไปว่าปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา ทำกรรมฐานทั้งหมด  เอ้ายากส์อีก 9



Create Date : 27 มิถุนายน 2564
Last Update : 27 มิถุนายน 2564 17:59:16 น.
Counter : 73 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
84.พิจารณาชีวิต เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต ตอนที่ 1 chancamp
(20 พ.ย. 2564 06:24:54 น.)
: ความสำเร็จและโอกาส : กะว่าก๋า
(18 พ.ย. 2564 05:52:04 น.)
: Way of Life 3 : กะว่าก๋า
(13 พ.ย. 2564 06:37:39 น.)
: Way of Life 2 : กะว่าก๋า
(12 พ.ย. 2564 05:51:43 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#17



สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]

บทความทั้งหมด