ความสุขมีสูงๆขึ้นไปตามลำดับขั้น


170รู้จักกามสุข และเสพบริโภคอย่างมีปัญญา ที่ทำให้เป็นอิสระเสรี

233ความสุขมีหลากหลาย สูงขึ้นไปตามลำดับขั้น

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ได้ทรงบรรลุถึงความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม และความสุขอย่างอื่นที่ประณีตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว จึงทรงยืนยันได้ว่าจะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก แต่ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงประสบความสุขที่ประณีตเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ทรงสามารถยืนยันได้ว่า พระองค์จะไม่เวียนกลับมาหากามอีก

     พร้อมกันนั้นก็ได้ตรัสทำนองเตือนผู้ปฏิบัติธรรม ให้ระลึกไว้ว่า ถึงหากอริยสาวกจะมองเห็นอย่างชัดเจนตามความเป็นจริงด้วยสัมมาปัญญา ว่ากามทั้งหลายมีความหวานชื่นน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มากยิ่งนัก

     ในทำนองเดียวกันนั้น   ได้ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายไว้โดยจำเพาะว่า ถ้าผู้บวชแล้ว ยังมิได้ประสบปีติและความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม หรือความสุขที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น กิเลสทั้งหลาย เช่น อภิชฌา พยาบาท ความฟุ้งซ่าน เกียจคร้าน เบื่อหน่าย ก็จะเข้าครอบงำจิตได้ (ม.ม.13/196/205) หมายความว่า ก็จะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ หรือทนประพฤติพรหมจรรย์อยู่ไม่ได้

     ความที่ยกมาอ้างเหล่านี้    นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาถือความสุขเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ยังให้ข้อสังเกตต่อไปอีกว่า การที่อริยสาวกละกามนั้น มิใช่เป็นเพราะกามไม่มีความสุข หรือเพราะพระพุทธศาสนาสอนให้ละเว้นความสุข    พระพุทธศาสนายอมรับความสุขตามที่เป็นจริง สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุความสุข และยอมรับว่า "กาม" มีความสุข   แต่อริยสาวกละกาม เพราะเห็นว่า กามมีความสุขก็จริง แต่ยังปะปนด้วยทุกข์มาก และข้อสำคัญก็คือ ยังมีความสุขอย่างอื่นที่สุขกว่า ลึกซึ้งประณีตกว่าสุขที่เกิดจากกาม หรือความสุขที่เกิดจากการเสพเสวยรสอร่อยของโลกอย่างสามัญชน อริยสาวกละกาม ก็เพราะได้ประสบความสุขที่ประณีตกว่านั้น

     ความข้อนี้แสดงว่า    ความสุขมีแตกต่างกัน เป็นขั้น เป็นระดับ สิ่งที่ควรศึกษาในตอนนี้ก็คือว่า พระพุทธศาสนาจัดแบ่งความสุขออกเป็นขั้น หรือ ระดับ อย่างไร

     ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทรงจำแนกความสุขออกไปทั้งโดยประเภท และโดยระดับ เป็นคู่ๆ มากมายหลายคู่ เช่น สุขของคฤหัสถ์ กับ สุขของบรรพชิต กามสุข กับ เนกขัมมสุข โลกียสุข กับ โลกุตตรสุข สุขของพระอริยะ กับ สุขของปุถุชน เป็นต้น

     แต่วิธีแบ่งที่เป็นลำดับขั้นชัดเจน ละเอียด และดูง่าย ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่วิธีแบ่งเป็น ๑๐ ขั้น หรือ ความสุข ๑๐ ขั้น ซึ่งมีที่มาหลายแห่ง แบ่งดังนี้ (ม.ม.13/100/96 ฯลฯ)

๑. กามสุข     สุขเนื่องด้วยกาม    ได้แก่   ความสุขโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอาศัยกามคุณ ๕

๒. ปฐมฌานสุข     สุขเนื่องด้วยปฐมฌาน ซึ่งสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา

๓. ทุติยฌานสุข     สุขเนื่องด้วยทุติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย ปีติ สุข และเอกัคคตา

๔. ตติยฌานสุข     สุขเนื่องด้วยตติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย สุข และเอกัคคตา

๕. จตุตถฌานสุข   สุขเนื่องด้วยจตุตถฌาน ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขา และเอกัคคตา

๖. อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข    สุขเนื่องด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ  ซึ่งล่วงพ้นรูป สัญญาได้สิ้นเชิง ปฏิฆสัญญาล่วงไปหมด  ไม่มนสิการนานัตตสัญญา  นึกถึงแต่อากาศอันอนันต์เป็นอารมณ์

๗. วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข    สุขเนื่องด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงวิญญาณอันอนันต์เป็นอารมณ์

๘. อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข     สุขเนื่องด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข    สุขเนื่องด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข     สุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด

ถ้าจะจัดให้ย่อเข้า สุข ๑๐ ข้อนี้ รวมเข้าได้เป็น ๓ ระดับ คือ

๑. กามสุข   สุขเนื่องด้วยกาม

๒. ฌานสุข หรืออัฏฐสมาปัตติสุข    สุขเนื่องด้วยฌานหรือสุขเนื่องด้วยสมาบัติ ๘ แยกเป็น ๒ ระดับย่อย

     ๒.๑ สุขในรูปฌาน หรือ สุขเนื่องด้วยรูปฌาน ๔

     ๒.๒ สุขในอรูปฌาน หรือ สุขเนื่องด้วยอรูปฌาน ๔

๓. นิโรธสมาปัตติสุข    สุขเนื่องด้วยนิโรธสมาบัติ

     สุขทั้ง ๑๐ ขั้นนี้   ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น   หากแต่เป็นความสุขที่ดีกว่า ประณีตลึกซึ้งยิ่งกว่ากันขึ้นไปตามลำดับขั้น เพราะความสุขขั้นต้นๆ มีส่วนเสีย หรือแง่ที่เป็นทุกข์แทรกอยู่ด้วยมาก เมื่อเป็นสุขขั้นสูงขึ้นไป ก็ยิ่งประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น

     ท่านสอนให้มองความสุขเหล่านั้นตามความเป็นจริง ทั้งในด้านที่เป็นสุข และด้านที่มีทุกข์เข้ามาปน คือ มองทั้งส่วนดี และส่วนเสีย หรือทั้งแง่ที่เป็นคุณ และแง่ที่เป็นโทษ (เรียกเป็นคำศัพท์ว่า ทั้งอัสสาทะ และอาทีนวะ) นอกจากนั้น ยังให้รู้จักทางออก ทางรอดพัน หรือภาวะเป็นอิสระที่ดีกว่า ซึ่งไม่ขึ้นต่อส่วนดี ส่วนเสียนั้นด้วย (เรียกเป็นคำศัพท์ว่า นิสสรณะ)

     เมื่อเห็นโทษของสุขที่หยาบ ก็จะหน่ายหายติด และโน้มใจไปหาสุขที่ประณีตยิ่งกว่า เมื่อรู้จัก และได้ประสบความสุขที่ประณีตประจักษ์กับตัวแล้ว ก็จะละความสุขที่หยาบกว่าเสียได้ มุ่งบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไปตามลำดับ อย่างน้อยก็จะไม่มัวเมาหมกมุ่นในสุขที่หยาบนั้นจนเกินไป

     เมื่อใด จิตหลุดพ้นเด็ดขาดแล้ว ตัดเยื่อใยได้สิ้น ก็จะไม่วกเวียนกลับมาหาความสุขที่หยาบอีกต่อไป * คงเสวยแต่สุขที่ประณีตสำหรับจิตที่เป็นอิสระอย่างเดียว

     ข้อที่ว่านี้   ก็เป็นลักษณะด้านหนึ่งของความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

181

* จะเห็นได้ในตอนต้นๆแล้วว่า ผู้ได้สุขในฌานสมาบัติ  ที่วกเวียนกลับมาหากามอีก  มีตัวอย่างมากมาย  และหลายท่านได้สุขในฌานสมาบัติทั้งที่ยังอยู่ครองเรือน  จึงเสพเสวยสุขทั้งสองอย่างไปด้วยกัน  อย่างไรก็ดี   ท่านเหล่านี้ทั้งสองพวก  ย่อมมีพื้นความพร้อมมากกว่าคนทั่วไป   ที่จะสลัดกามสุข   และเดินหน้าในการปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้นไป



Create Date : 09 พฤษภาคม 2564
Last Update : 9 พฤษภาคม 2564 15:33:36 น.
Counter : 155 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ถ้า-สอดคล้อง-ต่อจิตวิญญาณ-ภายใน..อะไร-จะใช่-ได้ง่ายๆ...แต่ถ้าไม่..อะไร-ก็ไม่ใช่-ได้ง่ายๆ Miracle 129 CXO.Asia
(12 ก.ย. 2564 16:07:59 น.)
กำลังทำอะไรอยู่ **mp5**
(6 ก.ย. 2564 15:36:44 น.)
:: เงาซ่อนแสง 17 :: กะว่าก๋า
(5 ก.ย. 2564 07:06:47 น.)
เมสไอนัก กอบกู้พุทธสถานแห่งอัฟกานิสถาน Turtle Came to See Me
(4 ก.ย. 2564 22:51:27 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]