สุขเหนือเวทนา

 
233สุขเหนือเวทนา
 
    เป็นอันว่า  เหลือแต่สุขขั้นสุดท้าย  คือข้อที่ ๑๐  อย่างเดียว  ที่ต่างออกไป  โดยเป็นสุข  แต่ไม่เป็นเวทนา หรือเป็นสุขได้โดยไม่ต้องมีการเสวยอารมณ์  จะเรียกว่า  สุขเหนือเวทนา  ก็ได้  ตามที่ท่านแสดงไว้  มุ่งเอาสุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ     สัญญาเวทยิตนิโรธนี้   เป็นสมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา  จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีเวทนา
 
   อาจมีผู้สงสัยว่า ถ้าไม่มีเวทนา  จะเป็นสุขได้อย่างไร  เพราะความสุขเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง   แต่ตามความเป็นจริง  ความสุขที่ไม่เป็นเวทนา  ก็มี  ดังพุทธพจน์ที่ตรัสในเรื่องนี้ว่า
 
   “อานนท์    ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว  เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่  นี้แล  คือ  ความสุขอื่น  ที่ดีเยี่ยมกว่า   และประณีตกว่าความสุขในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น”
 
   “อาจเป็นไปได้ ที่อัญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวว่า  พระสมโคดมตรัสสัญญาเวทยิตนิโรธไว้   และทรงบัญญัติสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นเข้าในความสุขด้วย  ข้อนั้น  คือ  อะไรกัน  ข้อนั้นเป็นได้อย่างไรกัน
 
     “เธอพึงกล่าวชี้แจงกะอัญเดียรถีย์ปริพาชกที่พูดอย่างนั้นว่า  นี่แน่ะท่าน  พระผู้มีพระภาคจะทรงบัญญัติไว้ในความสุข  หมายเอาเฉพาะสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ก็หาไม่  ในที่ใดๆ พบความสุขได้  ในภาวะใดๆ  มีความสุข  พระตถาคตย่อมทรงบัญญัติฐานะภาวะนั้นๆ ไว้ในความสุข  (คือจัดเอาฐานะหรือภาวะนั้นๆ เข้าเป็นความสุข)   (ม.ม.13/102/98 ฯลฯ)
 
     สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นภาวะเทียบคล้ายภาวะนิพพาน  และสุขโดยไม่มีการเสวยอารมณ์  หรือสุขไม่เป็นเวทนาแห่งสัญญาเวทยิตนิโรธนี้  ก็เป็นประดุจนิพพาน   (วิสุทฺธิ 3/365 ฯลฯ)
 
    เรื่องนี้  พระสารีบุตรก็เคยอธิบายไว้ในนิพพานสูตร (องฺ.นวก.23/238/429)  ความย่อว่า  ครั้งหนึ่ง  ท่านได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า
 
    “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   นิพพานนี้เป็นสุข      นิพพานนี้เป็นสุข”  
 
    พระอุทายีถามท่านว่า   จะมีความสุขได้อย่างไร  ในภาวะที่ไม่มีการเสวยอารมณ์  พระสารีบุตรตอบว่า  นิพพานที่ไม่มีการเสวยอารมณ์ (ไม่มีเวทนา)  นี่แหละเป็นสุข  จากนั้น  ท่านได้อธิบายด้วยวิธียกตัวอย่างภาวะในสมาบัติ  เป็นเครื่องเทียบเคียงให้เข้าใจโดยนัยอ้อม
 
    ตามคำอธิบายของพระสารีบุตรนั้น   ท่านมิได้ใช้เฉพาะแต่สัญญาเวทยิตนิโรธเท่านั้นเป็นเครื่องเทียบ  ท่านใช้ภาวะในฌานทุกชั้น   ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปทีเดียว   เป็นเครื่องแสดงให้เห็นแง่ที่จะเทียบเคียงเข้าใจความสุขแห่งภาวะนิพพานได้
 
    ทั้งนี้  มีอธิบายว่า  ในฌานแต่ละขั้น   ตามปกติจะมีสัญญามนสิการ  (ความคำนึงนึกด้วยสัญญา)  ที่เกี่ยวข้องกับฌานขั้นต่ำกว่าที่ถัดลงไป  ฟุ้งขึ้นมาในใจได้   เช่น  ผู้ที่บรรลุฌานที่ ๓  ซึ่งปราศจากปีติ  มีเฉพาะสุขและเอกัคคตา  ก็ยังมีสัญญามนสิการที่ประกอบด้วยปีติ คอยฟุ้งเข้ามาในใจได้
 
    การที่สัญญามนสิการเช่นนี้ฟุ้งขึ้นมา  นับว่าเป็นอาการรบกวน เป็นสิ่งบีบคั้น  ทำให้ไม่สบายสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในฌานนั้นๆ  (คำว่า อาการรบกวนบีบคั้นทำให้ไม่สบายนี้  ท่านใช้ศัพท์ว่า อาพาธ  ที่ปกติแปลกันว่า  ความเจ็บไข้หรือป่วย)  อาการรบกวน  บีบคั้น ทำให้ไม่สบายนี้เอง   คือสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์   เหมือนกับคนที่มีความสุข  ถ้าจะเกิดมีทุกข์  ก็คือเกิดสิ่งที่รบกวนบีบคั้นทำให้ไม่สบาย
 
   โดยนัยนี้  เมื่อไม่มีสัญญามนสิการฟุ้งขึ้นรบกวน  ผู้อยู่ในฌานใด  ก็ดื่มด่ำในฌานนั้นเต็มที่  ดังนั้น  ภาวะในฌานตามปกติของมันเอง  แม้ไม่มองในแง่ของเวทนา  ก็นับว่าเป็นความสุขอยู่แล้วในตัว  พูดอีกนัยหนึ่งว่า  จะเห็นว่า  ภาวะของฌานเป็นความสุข   ก็เมื่อเอาอาการรบกวนบีบคั้นเข้ามาเทียบ
 
   ภาวะโปร่งโล่งเต็มอิ่มสมบูรณ์ตามปกติ  เช่นที่เป็นไปในฌานต่างๆ  ในเมื่อไม่มีสัญญามนสิการฟุ้งเข้ามารบกวนบีบเบียนนี้แหละ  พอจะเป็นเครื่องเทียบให้เข้าใจได้โดยอ้อม   ถึงความสุขแห่งนิพพาน  หรือว่า สุขแห่งนิพพาน   ก็คือภาวะที่โปร่งโล่งเป็นอิสระเต็มเปี่ยมสมบูรณ์  ไม่มีอะไรๆ รบกวนบีบคั้นกดดันแต่อย่างใดเลย
 
    วิธีอธิบายของพระสารีบุตรอย่างนี้  นับว่าเป็นวิธีให้เข้าใจความสุขโดยเอาความทุกข์เข้าเทียบ  คือ  เมื่อสมบูรณ์ดีเป็นปกติ  ไม่มีทุกข์  ก็เป็นสุข
 
   ที่ว่า   ไม่มีทุกข์นั้น  เป็นไปได้ทั้งในแง่บวก  และแง่ลบ  ในทางลบคือ   ถูกบีบคั้นบั่นรอนกดดัน   เหมือนถูกกดให้ยุบลงไป  หรือทำให้ขาดให้พร่อง  ต้องแก้ด้วยให้พ้นจากสิ่งกดบีบหรือเติมให้เต็มถึงสภาพสมบูรณ์ปกติอย่างเดิม   ในทางบวก   คือถูกเร้าถูกลนให้ยืดพองเป่งบวม  ก็เป็นภาวะเสมือนบกพร่องขาดแคลนเช่นเดียวกัน    ต้องแก้ไขให้กลับคืนสภาพสมบูรณ์เป็นปกติอย่างเดิมอีก
 
  การสนองความต้องการโดยแก้ไขสภาพที่ผิดปกติไปอย่างนี้   ภาษาปุถุชนอาจเรียกว่าเป็นการแสวงหาความสุข   หรือการได้เสวยความสุข    แต่โดยสภาวะที่แท้แล้ว  ก็คือ  การเกิดทุกข์ขึ้น  แล้วแก้ไขทุกข์  ทำให้ทุกข์ระงับไป หรือทำให้คืนสภาพสมบูรณ์เป็นปกติเดิมนั่นเอง
 
   วิธีอธิบายแนวนี้   ก็ตรงกับความหมายของนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะไร้โรค   มีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรงอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น  ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้   ความมีสุขภาพดี มีความแข็งแรงสบาย  เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว  ตามปกติอาจไม่รู้สึกว่าเป็นความสุข  เพราะไม่ได้เสพเสวยอารมณ์อะไร  แต่จะรู้สึกได้ว่าเป็นความสุขยิ่งใหญ่สำคัญที่สุด  เมื่อเอาอาพาธ  คือโรค  หรือความเจ็บไข้  เข้ามาเทียบ
 
   พูดอีกนัยหนึ่งว่า    เมื่อเจ็บไข้   จึงจะรู้ได้ชัดว่า  ความมีสุขภาพดี หรือภาวะไร้โรค  เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่
 
   ร่างกายที่ไร้โรค  มีสุขภาพดีแข็งแรงสมบูรณ์  โล่งไร้สิ่งระคายรบกวน   เป็นความสุขแน่แท้  ฉันใด   จิตใจที่ปราศจากสิ่งมัวหมองรบกวน ไม่มีอะไรคั่งค้างกังวล   ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันอยู่กับอารมณ์ที่เสพเสวยอย่างใดๆ  ก็ฉันนั้น   ย่อมปลอดโปร่งเปิดกว้าง   แผ่โล่งไปไร้ขีดจำกัด  อย่างที่ท่านเรียกว่า “มีจิตใจไร้เขตแดน”   (วิมริยาทิกเตน  เจตสา  มีที่มาหลายแห่ง เช่น  ม.อุ.14/156/117 ฯลฯ)
 
   ภาวะจิตเช่นนี้   จะให้เกิดความรู้สึกอย่างไร  จะเป็นสุข  ผ่องใส  เบิกบาน  โปร่งโล่งอย่าง เป็นประสบการณ์เฉพาะที่ผู้หลุดพ้นแล้วมีเป็นพิเศษ  ต่างหากจากปุถุชนทั้งหลาย  ซึ่งปุถุชนไม่เคยประสบ จึงยากที่จะนึกคิดคาดคะเนให้แจ้งแก่ใจ   แต่ก็คงพอนึกถึงได้ว่าจะต้องเป็นภาวะที่เลิศล้ำแน่ทีเดียว
 
5

  เรื่องทางนามธรรมเลยตาเห็นอยู่ภายใน  ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติ คิดเอาไม่ถึง
 
 



Create Date : 07 กรกฎาคม 2564
Last Update : 7 กรกฎาคม 2564 8:52:16 น.
Counter : 170 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
เรียนรู้ชีวิต **mp5**
(14 ก.ย. 2564 08:40:26 น.)
:: One pen : เตือนตน :: กะว่าก๋า
(12 ก.ย. 2564 06:41:21 น.)
งมงาย ผิดตรงไหน พรหมสิทธิ์
(12 ก.ย. 2564 22:44:05 น.)
:: เงาซ่อนแสง 21 :: กะว่าก๋า
(10 ก.ย. 2564 06:29:01 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]