ตอนที่ 6 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


6

“เบสพี่บอลไปไหน ? ” คนร้อนใจเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นอย่างคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่ง “พี่หญิงทำไมไม่เคาะประตูครับ ? บอลไม่อยู่” เด็กชายพูดตรงดังใจคิด ความหงุดหงิดฉายให้เห็นในแววตา

“พี่รีบลืมไป พักนี้ไม่เห็นเข้าห้องเรียนพิเศษ เขาไปไหน ? ”

“ก็ไปซ้อมกีฬา ไปหาเพื่อนตามเรื่อง น่าจะไปถามแม่เองนะครับพี่หญิง” ปรมัตถ์รู้สึกรำคาญที่ต้องตอบคำถามในขณะที่เขากำลังทำการบ้านอยู่

“เพื่อนคนไหน รู้ไหมจ๊ะ ? ” สุนันทาจับอารมณ์น้ำเสียงปรมัตถ์ได้ รู้ว่าชักพื้นเสียจึงยอมเป็นฝ่ายอ่อนลง “ไม่รู้ครับ” พูดจบเด็กชายก็ลุกเดินหนีไปเสีย ร้ายจริง ๆ ทั้งพี่ทั้งน้อง สุนันทาชักสีหน้า หงุดหงิดอยู่คนเดียว



“ไง น้องหญิง ยังไม่กลับบ้านเหรอลูก ? ” คุณมาลิดาถาม ออกจะชินเสียแล้วที่เห็นเด็กหญิงเดินอยู่ในบ้านเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง เพราะก็คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ลูก ๆ ยังเล็ก เมื่อก่อนก็เล่นหัวอยู่กับลูกชายทั้งสองคน แต่หลัง ๆ เจ้าสองคนนั่นดูเหมือนจะมีโลกส่วนตัวสูงขึ้นทุกวันทำให้สุนันทาดูเหงาหงอยไป

“หญิงรอบอลค่ะป้า จะถามเรื่องเรียนต่อ ม.1 ที่วิธิต ”

“ยังไม่เห็นเจ้าบอลว่าไงนะลูก พักนี้เขาติดเพื่อนเล่นกีฬาอะไรของเขาเย็น ๆ ”

“งั้นน้องหญิงกลับก่อนก็ได้ค่ะ” ออกจะเบื่อแล้วเหมือนกันที่ต้องรอนาน ๆ ก็พอดีกับที่ปรเมษฐ์เดินกลับเข้ามา เขาเห็นสุนันทาแล้ว หากแต่ทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนในโลก “กลับมาซะเย็นเลย ”

“แล้วไง ? ”

“ขอยืมหนังสือคณิตศาสตร์หน่อย ของหญิงมันเปียกฝน วันนี้ทำการบ้านไม่ได้ บอลไม่มีการบ้านใช่ไหมวันนี้ ? ”

“ไม่มีการบ้าน แต่ทำเสร็จแล้วเอามาคืนวันนี้นะ พรุ่งนี้ก็ต้องใช้เหมือนกัน จริง ๆ ไปซื้อใหม่ก็ทันนะ” เขาพูดพลางเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือออกมาส่งให้โดยเร็ว

“ไว้ไปซื้อพรุ่งนี้นะ จะรีบเอามาคืนนะจ๊ะ” ดูคนเดือดร้อนดีใจเกินกว่าเหตุ แล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที คุณมาลิดานึกอยู่ในใจ เด็กหนอเด็กไหนว่าจะถามเรื่องเรียนต่อ ?

“เล่นกีฬามาเหรอลูก ? ”

“ไม่ใช่ครับ บอลไปซื้อพวกเครื่องเขียน” พูดจบแล้วเขาก็เดินจากไป ก็น่าอยู่หรอกที่สุนันทาจะร้อนรนเมื่อไม่เห็นปรเมษฐ์ นับวันบุตรชายยิ่งดูเหมือนผู้ใหญ่ หนุ่มน้อยกำลังเจริญวัย ท่าทางสง่างามของลูกชายทำให้เขาดูโตกว่าอายุหลายเท่าตัวนัก



คืนนั้นทั้งคืนสุนันทาก็ไม่ได้เอาหนังสือเรียนกลับมาคืนปรเมษฐ์อย่างที่รับปากไว้ เด็กชายร้อนใจอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่อยากจะไปวุ่นวายให้ผู้ใหญ่เดือดร้อนต้องมาส่งกันดึก ๆ ดื่น ๆ จึงคิดว่าพรุ่งนี้จะใช้หนังสือร่วมกับเอกรินทร์ก็ได้

“เป็นอะไร ดูหงุดหงิดเชียว ? ” เอกรินทร์ถามเมื่อมาโรงเรียนกันในวันใหม่

“หญิงไม่ยอมเอาหนังสือมาคืน นี่ขนาดบอกว่าต้องใช้แล้วนะ”

“เป็นแผนเขาหรือเปล่าเถอะ ” เด็กชายหัวเราะคิก

“ไม่ขำ ทำตัวเหมือนสาว ๆ น่าดูที่ไหน  ”

“แกก็ว่าไป เขาก็โตแล้วนะ เหมือนจะสูงกว่าแกละ”

“ขอดูด้วยคนนะเอก”

เอกรินทร์มองหน้าเพื่อน “นั่นแน่ ! ทำเปลี่ยนเรื่อง เจอกันทุกวันแบบนี้ ระวังจะเป็นเนื้อคู่นะแก”

“ประสาท ! อย่ามาพูดเรื่องนี้เอก เลอะเทอะ ! ” เขาไม่เคยคิดอะไรกับเพื่อนที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก สุนันทาก็ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนคนอื่น ๆ ปรเมษฐ์มองเลยไปที่โต๊ะข้างหน้า แล้วจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาภูสิตาที่ก้มหน้าแนบโต๊ะเหมือนคนนอนหลับ

“เป็นอะไรเหรอ ? ”

เด็กหญิงไม่ขยับตัว หากแต่มีเสียงตอบ “เปล่า แค่อยากอยู่นิ่ง ๆ ”

“ยุ่งอะไรด้วยยะ ? ไปไกล ๆ เลยไอ้บอล เดี๋ยวได้หัวแตกรอบสอง ! ” โมรีดุ

“อูย ดุจริงคุณนาย ใครเขาถามตัว ? ” เพื่อนชายโต๊ะข้าง ๆ โมรีนึกหมั่นไส้ขึ้นมาจึงอดเย้าเล่นไม่ได้ ภูสิตาเงยหน้าดูเพื่อนแต่ละคนแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องทันที “อ้าว ! เลยไปเลย เขาเป็นอะไรโม ? ”

“ไม่รู้ ดูเหนื่อย ๆ มาตั้งแต่เช้า”

ปรเมษฐ์ได้รับคำตอบแล้ว หากแต่ทำเป็นไม่สนใจ

ไม่นานนักภูสิตาก็กลับเข้ามาที่โต๊ะ ดูเธอสดใสขึ้น แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นอะไรไป  “ตาลมีคนมาหาแน่ะ ! อาจารย์ให้มาบอก เขารออยู่ที่หลังสหกรณ์ตาเข้ม รีบไปสิ ! ” ปรเมษฐ์เดินมาบอก แล้วก็เดินจากไปเฉย ๆ ภูสิตาไม่ได้ใส่ใจนัก จึงนั่งนิ่ง ๆ เท่านั้น

“ไปสิตาล นั่งอยู่ได้ เป็นอะไรไป ? ” โมรีบอกเมื่อปรเมษฐ์เดินจากไปแล้ว ภูสิตาถอนใจยาวก่อนจะลุกออกไป ขณะนี้เป็นชั่วโมงว่างจึงไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร

ทำไมวันนี้รู้สึกเหนื่อยใจเหนื่อยกายอย่างประหลาด ใครกันมาหาในวันที่ไม่ต้องการพบใคร ภูสิตาเดินเหม่อลอยไปตามที่ได้รับคำสั่งมา ปรเมษฐ์มองเห็นเพื่อนเดินมาแต่ไกล เขานั่งดื่มน้ำอัดลมในแก้วพลาสติกอยู่ที่ม้านั่งไม่ไกลจากสหกรณ์ร้านค้านัก เขาไม่ได้ยิ้มให้เธอแต่มองอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น

“เห็นใครไหมคะ ? ” คนถามดูเลื่อนลอย ไม่ได้อยากรู้จริงจัง

“ใครเหรอ ? พี่เห็นแต่น้องบอลนั่งอยู่ตรงนั้น โมรีไม่มาด้วยเหรอจ๊ะ ?” พี่เข้มตอบพลางยิ้มสดใส ภูสิตายิ้มจางให้แล้วส่ายหน้า เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจอะไร จึงหันไปหาปรเมษฐ์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล “บอลเห็นคนที่มาหาเราไหม ? ”

“เห็นเขาฝากนี่ไว้ให้ แล้วก็ไป” เขาเอามือเลื่อนปากกาสีฟ้าสวยบนโต๊ะให้ภูสิตา พลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“เขาเป็นใคร ? ”

“ไม่รู้ลืมถาม เอา ๆ ไปเถอะ ทำหน้าตาเบื่อโลกอยู่ได้” ปรเมษฐ์พูดพลางเคี้ยวน้ำแข็งที่อยู่ในปากให้แตกละเอียด ทำให้เสียงอู้อี้ฟังไม่ชัดนัก

“ไม่ล่ะ ทำแบบนี้ทำไม ? เราไม่อยากเอาของใคร ฝากคืนด้วย ” แล้วเจ้าตัวก็วางปากกาด้ามนั้นลงบนโต๊ะทันที

“เอาไปเถอะน่า ทำเล่นตัว ” เขาลุกขึ้นยืนจับปากกาด้ามนั้นยัดใส่มือภูสิตา

“โอ๊ย ! ” เด็กหญิงถอยห่างออกมาอย่างตกใจ เธอก็ไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องกลัวอะไรขนาดนั้น “อย่ามาจับเรานะ ! ” ภูสิตาน้ำตาคลอ

“เป็นอะไรอีกแล้ว ? ไม่ได้ทำอะไรเลย” ปรเมษฐ์งงกับอาการของเพื่อน ไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนตัวกัน ทำไมต้องทำเหมือนรังเกียจกันขนาดนี้

“ไม่รู้ อย่ามาถาม ! ” พอพูดจบภูสิตาก็วิ่งหนีไปทันที ปรเมษฐ์ทำได้แค่ยืนมอง ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพี่เข้ม พอภูสิตาเดินไปแล้วพี่เข้มก็เดินเข้าหาเขา “ทำไมวะ ? บอกรักสาวแล้ว เขาไม่เล่นด้วยเหรอน้อง ? ” พี่เข้มหัวเราะ

ปรเมษฐ์ยิ้มให้ แต่ใจเขารู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก “บอกที่ไหนล่ะ ? นี่ถ้ารู้ว่าของนี่เป็นของบอลคงจะโดนหนักกว่านี้อีก เขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ พวกผู้หญิงนี่อะไรก็ไม่รู้ ! ” ปรเมษฐ์หัวเราะแต่แววตาของเขาดูทุกข์ไม่น้อย

“ไม่เป็นไรหรอก มีอยู่สองอย่าง ไม่อายก็จะมีประจำเดือนว่ะ” พี่เข้มหัวเราะบ้าง ปรเมษฐ์ไม่ได้พูดอะไรแต่เขาคิด ทำอะไรอยู่นะเรา ?



พอกลับมาถึงบ้านภูสิตาก็หลับไปนานผิดปกติ จนคุณนิดามาปลุกไปรับประทานอาหารเย็น จึงได้รู้ว่าเด็กหญิงไม่สบาย “เป็นอะไรหรือเปล่า อยู่ดี ๆ นอนตอนเย็น ? ” อาคมถามภรรยา “มีไข้นิดหน่อยค่ะ แล้วก็มีประจำเดือน เป็นสาวแล้ว คงตกใจเลยนอนซมเลย” คุณนิดาหัวเราะเมื่อนึกถึงอาการของลูกเลี้ยงเมื่อเย็น

ภูสิตานอนไม่ขยับตัว ถามอะไรก็ไม่ตอบ พอเธอเห็นที่นอนที่มีเลือดซึมเลอะจึงได้รู้ “ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวน้าจะสอนว่าต้องทำยังไง”

ภูสิตาตั้งใจฟัง ไม่ได้ซักอะไรมากนัก “แล้วตาลไปโรงเรียนได้ใช่ไหมคะ ? ” เธอก็ไม่เคยรู้ว่าคนที่เขามีประจำเดือนกัน เขายังเดินได้ไหม ไม่เคยมีใครบอกสักที

“ได้สิคะ แต่ถ้าตาลยังรู้สึกเพลีย ๆ ก็หยุดสักวันก็ได้จ้ะ น้าจะบอกพ่อให้”

“ค่ะ อยากนอนเฉย ๆ มันปวดที่ไหนสักแห่งก็ไม่รู้ค่ะ” เด็กหญิงเอามือกุมที่ท้อง หน้าตาซีดเซียว นี่เป็นครั้งแรกที่ภูสิตาแสดงความรู้สึกเจ็บปวดให้คุณนิดาเห็น คนดูอยู่รู้สึกเมตตาเด็กหญิงมากขึ้นเมื่อเห็นเธอแสดงออกอย่างเป็นกันเอง



วันต่อมาภูสิตาก็ไม่ได้ไปโรงเรียน “เป็นสาวแล้วเหรอลูก ? ” บิดาทักเมื่อเห็นลูกสาวเดินลงมา ภูสิตายิ้มให้พลางเข้าไปนวดขาให้พ่ออย่างที่เคยทำ “ไม่ต้องมาประจบ อยากได้อะไรไหมลูก ? ”

“ไม่เอาค่ะ มีทุกอย่างแล้ว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นเลย” เธอยิ้มให้บิดาอย่างเขินอาย

“ไปหาซื้อเสื้อผ้ากันใหม่ไหมคะ ? รู้สึกว่าจะตัวโตขึ้นเยอะเลย” คุณนิดาชวน

ภูสิตามองแขนขาตัวเองแล้วรู้สึกเก้งก้าง กางเกงขาสั้นที่ใส่อยู่ก็ดูจะสั้นไปหน่อยแล้ว “ก็ได้ค่ะ ไปก็ได้ค่ะ” เย็นวันนั้นครอบครัวของภูสิตาออกไปรับประทานอาหารเย็นนอกบ้านกัน อาคมขอตัวกลับก่อนเพราะมีงานรออยู่ ปล่อยให้แม่เลี้ยงและลูกสาวซื้อเสื้อผ้ากันตามใจ “ผมก็ยาวขึ้นแล้ว ไม่ตัดได้ไหมคะ ? น้าว่าดูสวยดี”

“เหรอคะ ? ไว้ก็ได้ค่ะ” เธออยากรู้เหมือนกันว่าถ้าผมยาวขึ้นแล้ว เธอยังจะรู้สึกไม่ชอบหน้าสุนันทาอยู่หรือเปล่า ?  พอนึกถึงเสือเสือก็มา

ขณะที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ ภูสิตามองเห็นสุนันทาเดินมากับเพื่อน 2-3 คน คนตรงหน้ามองเธออย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่ก็เดินตรงเข้ามาหา

“ตาลจำเราได้ไหม ? หญิงไง”

“จำได้” ภูสิตายิ้มจางให้

“เจอกันก็ดีหญิงฝากหนังสือไปคืนบอลด้วยนะ เอาของเขามาใช้นานแล้ว ไม่มีเวลาเอาไปคืน” เธอพูดพลางหยิบหนังสือในกระเป๋านักเรียนยื่นให้

“ได้ ! แล้วจะคืนให้ ไปก่อนนะ” ภูสิตารับฝากมา แล้วก็เดินจากไปเสีย สีหน้าเธอเรียบเฉยจนอีกฝ่ายดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ เธอถือหนังสือเล่มนั้นพลางคิด ทำไมไม่เอาไปคืนเอง



วันนี้ภูสิตาไปโรงเรียนด้วยอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง ทำไมถึงได้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่อายุก็ยังเท่าเดิม ยิ่งวันนี้นักเรียนต้องใส่เครื่องแบบลูกเสือและยุวกาชาดกัน กระโปรงที่ภูสิตาใส่ ด้านหลังดูจะร่นขึ้นมานิดหน่อย ทั้ง ๆ ที่พึ่งซื้อตอนเปิดเทอม “ตาล เมื่อวานเป็นอะไรเหรอ ทำไมไม่มา ? ” โมรีถามขณะที่กำลังเดินมาเข้าแถว

“อ๋อ ! ไม่เป็นไร มีไข้นิดหน่อย พ่อเลยให้หยุดจ้ะ”

“แล้วไปนึกว่าไม่สบายมาก” โมรีทำทางโล่งใจเหมือนสาว ๆ

ภูสิตาและโมรีสูงพอสมควร พวกเธอเลยต้องเข้าแถวเกือบปลายแถวทีเดียว มีนักเรียนชายต่อท้ายแถวอยู่อีกหลายคน ปรเมษฐ์กอดหมวกลูกเสือและกระเป๋านักเรียนยืนดูภูสิตาอยู่ไม่ห่าง เขามาสายจึงไม่ทันได้เอากระเป๋าไปเก็บในห้องเรียน ภูสิตาหันไปก็เจอเจ้าตัวดียืนมองอยู่ เขาไม่ยิ้มแต่ก็ไม่หลบสายตา เอกรินทร์และเพื่อนคนอื่น ๆ ชวนเขาคุย ปากเขาพูดแต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากภูสิตา

“สายอีกแล้วนะบอล บ้านก็อยู่แค่นี้” กรกฏทัก

“นอนดึก” เขายังคงมองมาที่เธอ

“ดูหนังผู้ใหญ่อยู่ล่ะสิแก ” เอกรินทร์พูดพลางหัวเราะ

“ดูบอลกับพ่อ” เขาหันมาสบตาเพื่อน ๆ

“สนุกไหม ? ข้าก็ว่าจะดู แต่แม่ดันจะดูละครเลยอด พ่อเถียงไม่ทันเลยต้องเข้านอนกัน เซ็ง ! ” เด็กชายหัวเราะเสียงดัง ทำให้คนอื่น ๆ พลอยหัวเราะไปด้วย ดวงตาของปรเมษฐ์สบตาเธอนิ่ง จ้องอะไรนักหนา ? ภูสิตานึกในใจ



พอเข้าห้องเรียน ภูสิตาก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขา ยื่นหนังสือให้แล้วก็เดินผ่านไป “เดี๋ยวก่อน ! นี่อะไร ? ”

“หนังสือตัวไง หญิงเขาฝากมาให้ ”

“หยุดเรียนไปเจอกันหรือไง เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไร ? คนนั้นเขาไปเรียนทุกอาทิตย์ไม่เห็นเขาคืนให้”

“ไม่รู้สิ บังเอิญไปเจอในห้างแล้วเขาก็ฝากมา”

“ช่างเถอะ ซื้อใหม่แล้ว ไม่อยากยุ่ง ” เขาหยิบแล้วขว้างหนังสือเล่มนั้นลงถังขยะหลังห้องเรียนไปอย่างไม่แยแส ภูสิตาอมยิ้ม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกอะไร

“ตายแล้ว ! ทิ้งทำไมบอล ? งั้นเราขอนะ ” อำภารีบวิ่งไปเก็บหนังสือออกมาจากถังขยะ เหมือนกำลังจะสูญเสียของมีค่าไป ทำให้ปรเมษฐ์ต้องหันไปดู

“เอาสิ ! ของตัวไม่มีเหรอ ? เราพึ่งซื้อใหม่ เอาไปเลย ”

“มีแต่มันไม่ใหม่เท่านี้ ดีจังเลย ขอบใจน้า ! ” อำภาดูมีความสุขมากที่ได้หนังสือเล่มใหม่ ปรเมษฐ์กับภูสิตายิ้มให้อำภา ทั้งสองรู้สึกไม่ต่างกัน คนเรามักไม่เห็นค่าในของที่ทิ้งแล้ว แต่ใครจะรู้ว่ามันยังมีประโยชน์กับคนอื่นได้ ถ้าเพียงแต่จะหยิบยื่นให้เขา

“ต้องขอบใจน้องหญิง” น้ำเสียงนั้นเน้นชื่อคนชัดถ้อยชัดคำ พูดแล้วภูสิตาก็เดินจากไป ปรเมษฐ์รู้สึกว่าเสียงนั้นประชดประชันผิดวิสัยของภูสิตาที่เขารู้จัก แต่เขาไม่อยากจะนึกอะไรต่อ เพราะแค่เธอยิ้มให้ก็ลืมอะไรไปจนหมดแล้ว คนอย่างภูสิตานาน ๆ จะยิ้มสักที จะหาเรื่องต่อทำไมให้ปวดหัว บางทีโลกก็สดใสเพราะ ‘คนบางคน’



ลมหนาวเริ่มพัดพาความแห้งแล้งเข้ามาแล้ว หลายครั้งที่ทำให้ปรเมษฐ์จามออกมา เขาหายใจหอบเช็ดน้ำมูกเป็นระยะ “ไปไกล ๆ เลยนะ เดี๋ยวข้าติดหวัด ! ” เอกรินทร์ทำท่ารังเกียจ พลางกระชับเสื้อกันหนาวของตัวเองให้เข้าที่ ปรเมษฐ์หัวเราะคิก หวัดมันขึ้นจมูกทำให้เขาพูดอู้อี้ “ทำเป็นรังเกียจ แกไม่รอดหรอก ! ” แล้วเขาก็เอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ ที่เช็ดน้ำมูกอยู่โยนใส่หน้าเอกรินทร์

“โห ! คุณหนูบอล ผ้าเช็ดหน้าอะไรของแก ตุ๊กตาเต็มไปหมด ? ” แล้วเอกรินทร์ก็โยนผ้านั้นกลับมาให้ “เออ พึ่งเห็น แม่ซื้อให้” เขาหัวเราะ

“งั้นวันนี้ไปออกกำลังกายกันไหม ? ไปเร็วหน่อยจะได้ไม่มืดมาก”

“ไปสิ เดี๋ยวชวนไอ้กฏกับเบสไปด้วย”

“ดี ๆ ตรงไปวิธิต เลยนะ ไม่กลับบ้าน” เอกรินทร์ยิ้มอย่างพอใจ



“ไม่เล่นหน่อยเหรอ ? จะได้แข็งแรงไงตาล” ปูนาถาม เมื่อกำลังวิ่งไปมาใกล้ ๆ กับที่นั่งของภูสิตา เด็ก ๆ ชวนกันมาออกกำลังกายที่วิธิตเช่นเดียวกัน ที่นี่มีลานกีฬาพร้อมอุปกรณ์ให้เล่นมากมาย อีกทั้งยังมีหลังคากันแดดและฝนได้เป็นอย่างดี

“ไม่เอาจ้ะ มาเป็นเพื่อนปูนาเฉย ๆ เล่นไปเลย” ภูสิตาตอบขณะที่กำลังสนใจมองคนอื่น ๆ ที่วิ่งไปมาและเล่นกีฬาชนิดอื่น ๆ กันอยู่

ปรเมษฐ์เดินมาที่ก๊อกน้ำข้าง ๆ พอดื่มน้ำล้างหน้าเสร็จเขาจึงเห็นภูสิตาอยู่บนอัฒจันทร์ เด็กหญิงใส่กางเกงขายาวกับเสื้อยืดดูเรียบร้อย ไม่เหมือนสาว ๆ มัธยมที่กำลังเล่นกีฬาอยู่อีกสนาม เด็กชายเห็นว่าเด็กพวกนั้นดูออกจะเกินวัยไปสักหน่อย อยากเข้าไปทักเหมือนกัน แต่กลัวเพื่อน ๆ จะรอ เขาจึงแค่หยุดดู แล้วเดินจากไป ปูนามองเห็นเขา แต่ก็ทำได้แค่มองตาม “ตาลเห็นบอลไหม ? ”

ภูสิตาหันซ้ายขวา ”ไม่เห็นนี่จ๊ะ”

“ไม่เห็นเหรอ ก็มันหยุดยิ้มให้ตัว” ปูนาเกาศีรษะแรง ๆ อย่างเคยชิน

“ไม่เห็นจ้ะ”

“ปูนาว่าเจ้านี่ดูแปลก ๆ เวลามองตัว จริง ๆ นะ เมื่อก่อนไม่ทันสังเกต แต่วันนี้นึกออกแล้วล่ะ ก็วันที่ตัวไม่มาเรียน มันซักทุกคน ว่าตัวเป็นอะไร ปกตินะเขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องของใคร พอตอนเช้าตอนเข้าแถว มันเดินวนมาดูตั้งแต่หัวแถว ไม่เอากระเป๋าไปเก็บ พอเห็นตาลมันก็เดินอ้อมหลบไปอีกแถว เดินไปข้างหลังโน่น ปูนาเห็นมันจ้องตัวใหญ่เลย มองตั้งแต่หัวถึงเท้าเลย” ปูนาเล่าสีหน้าจริงจัง ตอนนี้ล่ะที่ภูสิตาก็เห็นเหมือนกับที่ปูนาเห็น แล้วยังไง ? ภูสิตานึกในใจ แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร




Create Date : 22 ตุลาคม 2563
Last Update : 22 ตุลาคม 2563 13:07:42 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comments
ร่วมกิจกรรมจะพาบ#277 แคตอินเทรนด์ (มีกับเขาเหมือนกัน catus@home) katoy
(11 พ.ค. 2564 05:57:47 น.)
:: ถนนสายนี้มีตะพาบ โครงการที่ 277 :: กะว่าก๋า
(11 พ.ค. 2564 06:29:35 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 31 :: กะว่าก๋า
(9 พ.ค. 2564 07:14:58 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 29 :: กะว่าก๋า
(7 พ.ค. 2564 06:01:56 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด