ตอนที่ 1 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


1



พ.ศ. 2530

เมื่อเสียงเพลงประจำโรงเรียนดังขึ้นไม่นานนัก ทุกชีวิตก็เริ่มเคลื่อนไหวคล้ายกับมดแตกรัง เสียงพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่ฟังไม่ได้ศัพท์ เด็ก ๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ไปรวมตัวกันที่สนามของโรงเรียน เพื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ

“ไป ๆ โรงเรียนเข้าแล้ว เดินเล่นกันอยู่นั่นแหละ ! ” เสียงอาจารย์ร่างเล็กร้องเตือนนักเรียนบางกลุ่มที่ยังอ้อยอิ่งเดินออกมาจากห้องเรียน เปิดเทอมวันแรกเด็ก ๆ พึ่งพบหน้ากันไม่นานทำให้ประหม่าและตื่นเต้นกันไม่น้อย “บอล ! เดินเล่นอยู่ทำไม ! ? ” เด็กชายคนที่ถูกเรียกยังคงเดินเชื่องช้า เขาหันมามองที่อาจารย์สุวิทย์ สายตานั้นไม่มีความหมาย หากแต่เจ้าตัวดูคุ้นเคยกับอาจารย์เป็นอย่างดี ริมฝีปากบางของเด็กชายเปื้อนรอยยิ้มแฝงความขี้เล่น เขาเดินลากเท้าไปกับพื้นไม้ชั้นบนของอาคารที่ขัดไว้มันย่อง “ดูอะไรอยู่อีกเจ้านี่ ไปเร็วเข้า ! ” ท่านเตือนซ้ำเพราะเห็นเด็กชายชะงักกะทันหัน สายตาของเจ้าตัวสงบนิ่งมองตรงไปที่ห้องพักอาจารย์

‘ปรเมษฐ์’ ยืนนิ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงพื้น ไร้วาจา

“มองอะไรเจ้าบอล ? ” อาจารย์เรียกชื่อเล่นของปรเมษฐ์เพราะคุ้นเคยกับเด็กชายมาตั้งแต่ยังเล็ก พ่อแม่ของเขาเป็นเพื่อนของอาจารย์สุวิทย์ เขาจึงนับว่าปรเมษฐ์เป็นลูกชายคนหนึ่งของตน อาจารย์พูดพลางหันเข้าไปมองในห้องที่กำลังเดินผ่าน นักเรียนใหม่พึ่งย้ายมานี่เอง “ว่าไงเรา อยู่ห้องไหน ? ” ท่านเดินเข้าไปหาเด็กหญิงที่นั่งอยู่ในห้องนั้น “ป.5 /1 ค่ะ” เสียงนั้นชัดถ้อยชัดคำยิ่งนัก กิริยาของเจ้าตัวดูคล้ายผู้ใหญ่ ใบหน้างามนั้นหมดจดสดใส ดวงตายามสงบดูเศร้าสร้อย หากแต่ส่องประกายเมื่อแสดงความรู้สึกออกมา “อ้าว งั้นเธอก็อยู่ห้องครู ตามมานะ เดี๋ยวไปนั่งรอที่ห้องดีกว่า”



ทั้งสองเดินไปจนถึงห้องเรียนที่อยู่ชั้นล่างของอาคารซึ่งเป็นพื้นปูน “นั่งแถวหลังนะ ตรงนั้นว่าง รอเพื่อน ๆ กลับเข้าห้องมาก็แล้วกัน ยังไม่ต้องไปเข้าแถวกับเขา”

‘ภูสิตา’ พยักหน้าแล้วยกมือไหว้ขอบคุณ ห้องเรียนใหม่บรรยากาศไม่เลวร้ายนัก ดีเหมือนกันที่ได้นั่งข้างหลังจะได้มองเห็นทุกคน เด็กหญิงนึกในใจ

รออยู่ไม่นาน เพื่อนใหม่ของภูสิตาก็ทยอยเดินเข้าห้องเรียนกันมา เวลานี้ภูสิตาไม่ต่างอะไรกับตัวประหลาด บางคนหยุดยืนมอง บางคนยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่อีกหลายคนก็ไม่สนใจเธอ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับห้องเรียนใหม่ เด็กหญิงหน้าตาสดใสคนหนึ่ง เดินเข้ามายิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร ดวงตาของเธอเรียวเล็กอย่างคนมีเชื้อสายจีน

“ชื่ออะไร มาใหม่เหรอ ? ” โมรีเอ่ยปากถามก่อน พลางเลื่อนเก้าอี้ของเธอออกมานั่งลงข้าง ๆ “ใช่จ้ะ ชื่อภูสิตา เรียกว่า ตาลก็ได้” โมรีพยักหน้ารับ ท่าทางเจ้าตัวมั่นใจไม่น้อย เด็กหญิงกวาดสายตาไปมองเพื่อน ๆ ที่หันมามองเธอทั้งสอง “มองอะไรกันพวกนี้นี่ ! เราชื่อโมรี แล้วบ้านตาลอยู่ไหนเหรอ ? ”

“ไม่ไกลจากโรงเรียนหรอกจ้ะ”

“บ้านเราอยู่ในตลาด บ้านเราขายเสื้อผ้า พวกชุดนักเรียนจ้ะ”

ภูสิตายิ้มกว้าง เด็กหญิงพึ่งย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมกับบิดาที่พึ่งแต่งงานใหม่กับอาจารย์สาวซึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมฝั่งตรงกันข้ามกับโรงเรียนประถมแห่งนี้ เด็กหญิงไม่ได้กลัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ รู้แต่ว่ามีอะไรมากมายที่ต้องเรียนรู้ และรู้สึกว่า ‘โมรี’ นี่เองที่จะเป็นผู้พาเธอไปสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย



พอเริ่มเรียนวิชาแรกเด็กหญิงก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ปากกาที่แม่เลี้ยงหามาให้ใช้มีสีสวย แถมยังมีกลิ่นหอมอวลออกมาแตะจมูก นี่เป็นครั้งแรกที่ภูสิตาและเพื่อน ๆ ทุกคนมีโอกาสได้เขียนหนังสือด้วยปากกา “หอมจังปากกาของตาลมีกลิ่นด้วยเหรอ ? ” โมรีทักพลางทำจมูกสูดกลิ่นไปมาใกล้ ๆ กับมือของภูสิตาที่ยกขึ้น ให้เพื่อนดมกลิ่นของมัน “จ้ะ ก็พึ่งรู้ เปลี่ยนกันไหม ? เราไม่ชอบ เวียนหัว”

โมรียิ้มกว้าง “เอาสิจ๊ะ ไม่เห็นเหม็นเลย หอมออก”

เด็กคนอื่น ๆ หยอกล้อเล่นหัวกัน เนื่องจากไม่ได้พบกันมานาน ในห้องเรียนของภูสิตามีนักเรียนใหม่อีกหลายคนเหมือนกัน ทำให้นักเรียนที่เรียนร่วมห้องเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ตื่นเต้นที่ได้พบเพื่อนใหม่ “โม คนนั้นมาจากห้องไหน ? ” เสียงเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นมา เมื่ออาจารย์สั่งงานแล้วเดินจากไป

“เขามาจากในเมือง พึ่งย้ายมา” โมรีอธิบาย ภูสิตาได้แต่ยิ้มให้เพื่อนที่เข้ามาทักเธอเท่านั้นเอง เพราะโมรีตอบทุกคำถามแทนเธอหมด เด็กหญิงมีโอกาสได้มองไปทั่วห้องเมื่อเพื่อน ๆ มารุมล้อมที่โต๊ะของเธอกับโมรี ทุกคนต่างแลกเปลี่ยนกันดูเครื่องเขียนใหม่อย่างเพลิดเพลิน ภูสิตาไม่ได้สนใจของใช้ที่ตัวเองมี ใครหยิบอะไรไปดูหรือทดลองใช้ เธอก็ไม่ว่า พอมองไปทางซ้ายมือของตัวเอง ก็เห็นสายตาที่รู้สึกคุ้นเคย

เด็กชายมองมาที่เธออยู่แล้ว เจ้าตัวนั่งหลังพิงฝาผนังอย่างสบายอารมณ์ พอเห็นแววตาของภูสิตา เขาก็หลบสายตามองไปทางอื่นเสีย โต๊ะของเขาห่างกับที่นั่งของเธอแค่หนึ่งช่องทางเดินและอีกคนนั่งคั่นอยู่เท่านั้น ภูสิตาเห็นป้ายชื่อที่ปักอยู่ที่หน้าอกเสื้อได้อย่างชัดเจนเมื่อเขาก้มหน้าก้มตาหยิบหนังสือในกระเป๋านักเรียนออกมาอย่างเงียบๆ

‘ปรเมษฐ์’ คนที่ยืนมองเธอเมื่อเช้า ภูสิตาบอกตัวเองในใจ

“บอล  ยืมปากกาหน่อย ลืมหยิบมา แย่จริง ๆ แม่พึ่งซื้อให้เมื่อเช้า หงุดหงิด  ” เสียงเพื่อนนักเรียนชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปรเมษฐ์พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เพื่อนคนนี้ค่อนข้างท้วม เสียงดังฟังชัดจนน่าตกใจ เขาชื่อ ‘เอกรินทร์’ ปรเมษฐ์ไม่ได้ตอบ เด็กชายใช้มือดึงปลอกปากกาไว้ก่อน แล้วจึงยื่นปากกาให้เอกรินทร์ มืออีกข้างหนึ่ง ล้วงไปหยิบปากกาอีกด้ามจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างสบายใจ เด็กชายกัดปลอกปากกาที่ยึดไว้ในมือราวกับเป็นของกิน เวลานี้สายตาที่มองมาที่ภูสิตา เย็นชาราวกับน้ำแข็ง เขาคงรู้สึกตัวว่าเธอจ้องเขาอยู่ ภูสิตารีบก้มหน้าดูหนังสือตรงหน้าต่อไป

พอเปลี่ยนวิชาเรียนใหม่เป็นวิชาภาษาอังกฤษ ภูสิตาก็รู้สึกอึดอัดตัวเองนัก นักเรียนที่นี่เข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่อาจารย์สอนได้เร็วมาก แต่ภูสิตาแทบไม่มีพื้นฐานเลย พออาจารย์สั่งเป็นภาษาอังกฤษ เด็กหญิงก็เปิดหนังสือไปมา สีหน้าเจ้าตัวซีดเผือด เมื่อเพื่อน ๆ เริ่มอ่านออกเสียงบทเรียนที่อาจารย์สั่งให้อ่าน

“อยู่ข้างล่าง หน้า 5” เสียงทุ้มนุ่มหูพูดขึ้นเบา ๆ

ภูสิตาหันไปมองเจ้าของเสียงทันที ปรเมษฐ์กำลังใช้ปากกาเคาะไปมาที่หน้านั้น แล้วจึงใช้ปากกาจิ้มไปที่ข้อความที่เขาเองก็กำลังท่องเหมือนกันให้ภูสิตาดู สายตาที่มองมานั้นอ่อนโยนเป็นมิตรมากขึ้น ภูสิตารีบเปิดหนังสือหน้านั้นแล้วจึงพยายามอ่านข้อความนั้นตามเพื่อน ๆ อ่านผิดบ้างถูกบ้างเพราะตื่นเต้น  พอจบหน้านั้นเด็กหญิงถอนใจยาว เสียงหัวเราะของปรเมษฐ์ลอยมา “พับไว้สิ ต้องท่องทุกวัน” เขายิ้มกว้างให้เธอ

ภูสิตารู้สึกอับอายที่เธอด้อยกว่าคนอื่น ๆ แต่สายตาของปรเมษฐ์ ไม่ได้มีท่าทีดูถูกเธอ รอยยิ้มนั้นฉายแววปลอบประโลม เด็กหญิงรู้สึกขอบคุณเขาอยู่ในใจ หากแต่ทำได้แค่สบตาเขาแล้วนั่งนิ่ง



วันแรกของภูสิตาที่โรงเรียนใหม่ไม่มีอุปสรรคอะไรมากมายนัก แต่ความรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นที่เด็กหญิงรู้สึก มันมีมากพอที่จะทำให้เจ้าตัวไม่มีความสุข

“พ่อคะ เพื่อน ๆ เขาเก่งกันจังเลย ตาลอยากเรียนพิเศษ” เด็กหญิงบอกบิดาขณะที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่

“เก่งกว่าตรงไหนลูก ? ตาลก็เรียนเก่งนี่นา” อาคมแปลกใจไม่น้อย เพราะปกติไม่ค่อยได้ยินลูกสาวบ่นหรือเล่าอะไรให้ฟังบ่อยนัก

“เขาเรียนพิเศษกันหรือเปล่าตาลก็ไม่รู้ แต่เขาท่องภาษาอังกฤษกันได้สบาย ๆ ” เด็กหญิงหน้าเศร้า สายตากังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่หรอกค่ะ มันอยู่ที่การสอนของแต่ละโรงเรียนมากกว่า ที่โรงเรียนใหม่ของตาลเขาฝึกให้เด็กเตรียมตัวเรียนภาษามาตั้งแต่ ป. 1 แล้วค่ะ แผนการสอนมันต่างกันแค่นิดเดียว” คุณนิดาแม่เลี้ยงของภูสิตาอธิบาย

“ที่โรงเรียนเก่าเขาไม่สอนเหรอลูก ? ”

เด็กหญิงพยักหน้า “สอนค่ะ แต่ไม่ใช่แบบนี้”

“ไม่เป็นไรนะจ๊ะ เดี๋ยวน้าหาที่เรียนพิเศษให้” ท่านพูดพลางยิ้มให้อย่างเมตตา เด็กหญิงมองไปที่คุณนิดาแม่เลี้ยงแต่ไม่พูดอะไรออกมา หากแต่ในใจก็ยินดีไม่น้อย ความจริงภูสิตาไม่ค่อยเห็นด้วยที่ต้องย้ายมาอยู่กับแม่เลี้ยง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรักพ่อ การสร้างปัญหาให้พ่อไม่ใช่ทางเลือกที่เด็กหญิงจะทำ

เธอพูดกับแม่เลี้ยงเมื่อจำเป็นเท่านั้น อาคมมองหน้าภรรยาอย่างพอใจ “รีบหน่อยก็ดีนะคุณ ตาลจะได้เรียนทันคนอื่น ขอบคุณครับ”

อีกไม่กี่วันต่อมาภูสิตาก็ได้รับข่าวดี เธอจะได้เริ่มเรียนพิเศษที่บ้านของอาจารย์ที่สอนอยู่โรงเรียนมัธยมเดียวกับน้านิดานั่นเอง บ่ายวันนี้รถยนต์ของพ่อมาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ห่างจากบ้านพักอาจารย์ที่เธออยู่กับพ่อไม่มากนัก

“เข้าไปสิลูก บ่าย 3 โมงเย็นพ่อจะมารับ มีอะไรโทรบอกพ่อนะ” อาคมบอกขณะที่ยื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กเหมาะมือให้ “นี่ของตาล รักษาดี ๆ นะลูก”

ภูสิตายื่นมือไปรับไว้ แล้วยัดเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบโตอย่างไม่ใส่ใจ เด็กหญิงไม่ได้ดีใจเลยที่ได้โทรศัพท์มา มันเป็นภาระของเธอต่างหากที่ต้องรักษาของที่มีค่ามากแบบนี้ “ใช้เป็นนะ แล้วเจอกันลูก” พ่อพูดแล้วก็กลับขึ้นรถไป

พ่อก็พูดน้อย ไม่ใช่พ่อไม่รักแต่พ่ออยากให้ทำอะไรด้วยตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ภูสิตารู้สึกมาตลอด เด็กหญิงจับกระเป๋าแน่น ความห่วงใยของพ่ออยู่ในโทรศัพท์เครื่องนี้นั่นเอง เธอรู้ดีว่าพ่อรักตัวเองแค่ไหน ภาพในความทรงจำแล่นเข้ามา ร่างเล็กรู้สึกราวกับมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ปีนั้นแม่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในคืนที่ภูสิตานอนอยู่ด้วยในขณะที่พ่อไปทำงานต่างจังหวัด หลังงานศพเกิดเรื่องราวมากมาย แต่ภูสิตาจำภาพเหตุการณ์ช่วงหนึ่งได้ติดตา พ่อพยายามป้อนข้าวเธอตอนอายุ 8 ขวบที่นอนซมเพราะมีไข้ ภูสิตาเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมกินอาหาร “ตาลต้องดูแลตัวเองดี ๆ แม่จะได้ไม่ต้องห่วงเรา”

ไร้เสียงจากภูสิตา เธอนอนขดตัวนิ่ง แต่มองเห็นน้ำตาของพ่อครั้งแรกในวันนั้น วันต่อมาพ่อไม่พูดกับเธอ แต่ทำทุกอย่างให้เหมือนกับที่แม่เคยทำให้ เด็กหญิงเข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ เธอรู้ดีว่าพ่อเจ็บปวดยิ่งกว่าเธอมากมายหลายเท่านัก

ในวันหนึ่งขณะที่พ่อกำลังจัดอาหารเพื่อเตรียมป้อนข้าวให้เธออย่างที่เคยทำ น้ำตาของเด็กหญิงก็ไหลออกมาอาบหมอน ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น เด็กหญิงมองหน้าบิดาแล้วจึงพูด “พ่อพูดกับตาลหน่อยนะคะ แล้วตาลจะกินข้าว ตาลจะไปโรงเรียน” เสียงสะอื้นสะท้อนออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ “พ่ออย่าทำเหมือนมองไม่เห็นหนู หนูกลัว” มือของเด็กหญิงเอื้อมไปจับใบหน้าของผู้เป็นบิดา น้ำตาของพ่อไหลออกมามากมายอย่างที่ภูสิตาไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่นั้นภูสิตาก็บอกตัวเองว่าจะไม่ทำให้พ่อร้องไห้อีก



“หนูภูสิตาหรือเปล่าลูก ? ” เสียงหญิงวัยกลางคนถามภูสิตา เมื่อรถยนต์ของพ่อวิ่งออกไปไกลแล้ว  “ค่ะ หนูมาเรียนพิเศษ” เด็กหญิงยกมือไหว้นอบน้อม อาจารย์มาลิดารับไหว้พลางพยักหน้ารับ “เข้าไปข้างในลูก เพื่อน ๆ รออยู่หลายคนแล้วจ้ะ”

ภูสิตาเดินผ่านสวนดอกไม้หน้าบ้านอย่างช้า ๆ ดอกไม้สีสวยชวนมอง ส่วนใหญ่เป็นไม้กระถาง ไม่ก็ไม้พุ่มอย่างสนแผงหรือชบาสีสด ภูสิตาชอบดูต้นไม้พวกนี้นัก มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านเพื่อนสนิทที่คุ้นเคย

พอเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก็มีห้องแบ่งไว้เป็นสัดส่วน ด้านหนึ่งเป็นห้องรับแขกที่จัดไว้เป็นห้องเรียนของเด็ก ๆ มีกระจกค่อนข้างทึบ ส่วนอีกด้านเป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัว เธอมองเข้าไปในห้องนั้นเพราะกระจกใส มองเห็นคนข้างในจากด้านข้าง เด็กหญิงเห็นปรเมษฐ์กำลังนั่งเล่นวีดีโอเกมอยู่ในห้องนั้นกับเด็กชายอีกคนหนึ่ง เธอหยุดดูเขาไม่นาน เจ้าตัวก็หันมามอง “นึกแล้วว่าต้องมา” เสียงดังของเขาออกมาทางประตูที่เปิดแง้มไว้ให้อากาศถ่ายเทเล็กน้อย เด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาหันมามองที่เธอเช่นกัน

“เพื่อนบอลเหรอลูก ? แม่ไม่รู้ งั้นหนูเข้าไปรอในห้องนี้ก่อนนะจ๊ะ อีกสักครู่ค่อยเข้าห้องเรียน” เขาชำเลืองมาที่ภูสิตาเล็กน้อย “อยู่ห้องเดียวกันครับ อ่อนภาษา แม่ช่วยหน่อยครับ” เขาพูดเหมือนสั่งแล้วก็ยิ้มให้ภูสิตา เด็กหญิงตกใจไม่น้อยที่ได้พบเขาที่นี่ เลยได้แต่ยืนนิ่ง อ่อน ! ? ตัวเองก็ดูไม่ค่อยฉลาดมาว่าคนอื่น เด็กหญิงคิด

เด็กชายอีกคนที่นั่งข้าง ๆ ปรเมษฐ์ขยับตัว แล้วเว้นที่ให้เธอนั่งข้าง ๆ เขาบนโซฟา เขาพยักหน้าชวน ยิ้มกว้างไม่มีปิดบัง

“ไม่รู้ว่าเป็นแม่ของเธอ” ภูสิตาพูดเบา ๆ พลางนั่งลง แม้จะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ภูสิตาก็ไม่ได้กลัวใคร เขาพยักหน้ารับแล้วเล่นเกมต่อ “ใคร ๆ ก็มาเรียนที่นี่ เห็นแม่บอกว่าจะมีนักเรียนใหม่มา ก็รู้แล้วว่าเป็นตัว” เขาหันหน้ามาดูเธอเป็นครั้งคราว ยอมละสายตาจากจอโทรทัศน์ได้ไม่นานนัก เด็กชายที่นั่งข้าง ๆ เขาหันมายิ้มให้เธอบ้าง

“นี่เบสเป็นน้องชายอยู่ป. 4 ” ปรเมษฐ์แนะนำเมื่อหันมาเห็นน้องชายกำลังยิ้มภูสิตายิ้มตอบให้เด็กชาย มองสองพี่น้องสลับกันไปมา พวกเขาไม่เหมือนกันเลยสักนิด ยกเว้นทรงผมลองทรงที่ดูสะดุดตานั่น จริง ๆ คนอื่นก็ตัดทรงนี้ แต่ทำไมภูสิตาจึงได้รู้สึกว่าสองคนนี้แตกต่าง



Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 15:00:24 น.
Counter : 142 Pageviews.

0 comments
Tokyo 2020 Olympics Flag of Nation Run ไร่ปลายรุ้ง
(10 พ.ค. 2564 00:41:12 น.)
ยัย เจ้ สุด ฮา กับ หมอ เกย์ จอม เฟี้ยว บทที่ 12 หน้า 3 unitan
(10 พ.ค. 2564 07:50:01 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 31 :: กะว่าก๋า
(9 พ.ค. 2564 07:14:58 น.)
Ruhe Sanft Mein holdes leben from Zaide by Woftgang Amadeus Mozart ปรศุราม
(8 พ.ค. 2564 12:50:37 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด