ตอนที่ 24 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


24



ภูสิตาเดินวนไปมาอย่างใช้ความคิด “ฉันจะไปหาที่…ไปหาที่บ้านจะดีเหรอ ? ไม่เอาหรอก ใคร ๆ ก็เห็นว่าหิ้วปีกคนอื่นออกไป แต่คนที่โดนพาเข้าห้องกลับเป็นตัวฉันเอง ร้ายกาจจริง ๆ ” เพื่อน ๆ จะว่ายังไงที่เธอกับเขาหายไปทั้งคืน ! จะแก้ตัวยังไงดี ? หญิงสาวรีบอาบน้ำแต่งตัวเพราะเธอคงหนีไม่พ้นคำถามของพ่อแน่ ๆ แก้ปัญหากับคนใกล้ตัวก่อนดูจะง่ายที่สุด



“มาแล้วเหรอลูก เมื่อคืนออกไปไหน ทำไมพ่อไม่เห็น ? ” อาคมถามลูกรัก

“ก็นั่งอยู่ตรงนั้นตลอดนี่คะ พ่อถามทำไม ? ” ภูสิตาไม่รู้เรื่องจึงได้ถาม หญิงสาวนั่งลงยกกาแฟขึ้นดื่มตามปกติ คำถามของบิดาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

คุณนิดาฟังแล้วก็ไม่พูดอะไร ปล่อยให้พ่อลูกซักกันเอง

“ไม่มีนี่ลูก เราหากันให้ทั่ว ออกไปเดินข้างนอกหรือเปล่า ? ”

ภูสิตาส่ายหน้า “ไม่ค่ะ ไม่ได้ไปไหนเลย”

แววตาลูกเลี้ยงไร้มารยาใด ๆ เจ้าตัวตอบอย่างมั่นใจเหมือนที่เคย คุณนิดาก้มหน้าลง เข้าใจในทันที ที่จริงแล้วเธอได้โทรศัพท์ไปหาโมรีตั้งแต่เช้าแล้ว

“ไม่นี่คะคุณน้า ยายตาลก็นั่งอยู่ตรงนั้นตลอด หนูก็คุยกับเขาตลอด มาหายไปก็ตอนที่เราจะออกไปเที่ยวกันค่ะ คิดว่าคงเมามากเลยหนีกลับบ้านไป” เสียงโมรีตอบกลับมาอย่างไม่มีพิรุธเช่นเดียวกัน จึงไม่ได้ถามอะไรโมรีต่อ คำตอบแค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับภูสิตา ตั้งแต่หญิงสาวเปิดประตูห้องกลางดึก

“ฉันไม่ได้งมงายนะคะ แต่ฉันแน่ใจว่ามีอะไรบางอย่างอยู่กับลูกเรา เราถูกปิดตาหรือที่เขาเรียกว่าผีบังตา” เธอบอกสามีอย่างหนักแน่นเมื่อภูสิตาออกไปข้างนอกแล้ว

อาคมเองก็ได้ย้อนคิดเรื่องที่ภูสิตาเอาเก็บของศักดิ์สิทธิ์ออกจากรถเธอทั้งหมด จึงค่อนข้างคล้อยตามภรรยา “ผีเหรอคุณ แล้วทำไมลูกไม่กลัว ? ”

“เขาคงมาดีค่ะตาลเลยไม่กลัว เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร”

“มาดีแล้วทำไมต้องซ่อนลูกไว้ ? ”

คุณนิดาส่ายหน้าเพราะเธอเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลเช่นกัน เรื่องอย่างนี้แค่คิดก็อดขนลุกไม่ได้เหมือนกัน “ขอฉันจัดการนะคะ บางทีมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด เพราะตาลเองก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ลูกดูมีความสุข แต่ฉันก็จะไม่ปล่อยให้เขาหลงฉันกลัว”

“กลัวอะไร ? ”

“กลัวเขาจะมาเอาลูกเราไปอยู่ด้วย” สีหน้าคุณนิดากังวลจนอาคมรู้สึกเป็นห่วงไปด้วย แต่ดูเหมือนจะมีแต่ลูกรักเท่านั้นที่ดูมีความสุขมากขึ้นอย่างไร้เหตุผล



เสียงฝีเท้าก้าวฉับ ๆ เข้ามา “ป้าคะ บอลล่ะคะ ? “ สุนันทาตั้งคำถามเร็วเหมือนเธอรีบร้อนจนคุณมาลิดาตกใจ “อ้าว มีอะไรกันเหรอลูก ? ทำไมรีบร้อน พี่บอลนอนอยู่จ้ะ ยังไม่ฟื้น” ท่านวางหนังสือลงข้างตัวทันที

“ไม่ฟื้นเหรอคะ ? งั้นเดี๋ยวปลุกเอง” สุนันทาวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนชายหนุ่มทันที

ปรเมษฐ์ไม่ได้ล็อกห้อง สุนันทาจึงถือวิสาสะเข้าไปโดยไม่เคาะห้อง

“ตื่นเดี๋ยวนี้นะบอล ! ” เธอเข้าไปดึงแขนของชายหนุ่มให้ลุกขึ้นมาจากที่นอน ปรเมษฐ์ลุกขึ้นนั่ง ไม่มีอาการงัวเงีย หากแต่ชักมือตัวเองกลับมาทันที “อะไร ! ? ” แล้วชายหนุ่มก็ลุกออกจากเตียงนอน ไปยืนอีกฝั่งของเตียง “มาปลุกคนอื่นทำไมแต่เช้า ? ”

“ทำไมปล่อยหญิงขับรถกลับเอง ทำไมไม่ไปส่งที่ห้องหา ! ? ” เธอแผดเสียง

ปรเมษฐ์มองหน้าหญิงสาวเฉยชา “ก็ปลอดภัยดีไม่ใช่เหรอครับ ? ไม่ได้เมาแล้วขับด้วย ไม่เชื่อไปถามยามที่คอนโดตัวดูสิ”

“ทำไมจะไม่เมา ! ก็หญิงดื่มไปตั้งเยอะ เป็นไปไม่ได้หรอก”

ปรเมษฐ์ยิ้มออกมา เขาอยากจะเสริมว่า ‘ตั้งใจเมาด้วย’ ให้อีก แต่ก็ทำได้แค่คิด “เรา…ทำให้ตัวสร่างเมาเองแหละ แล้วไง ? ตัวเป็นผู้หญิงต้องระวังตัว”

สุนันทาเข้าใจในความหวังดีของเขาดี แต่เธอไม่ต้องการ “ก็...ก็” เธออึกอักพลางจะเดินอ้อมไปหาปรเมษฐ์ที่เตียงฝั่งตรงกันข้าม ชายหนุ่มมองหน้าหล่อนแล้วจึงเดินสวนออกมาทันที ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเตือนสติกันมากกว่านี้ก็ได้ แม้กระนั้นสุนันทาก็เดินตามเป็นเงา เสียงส้นเท้าที่กระแทกลงพื้นทำให้รู้อารมณ์คนเดินตามได้ โดยที่ไม่ต้องมองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ ปรเมษฐ์หยุดเดินกะทันหันแล้วหันไปหาหล่อน

“หญิงยังไงตัวก็ปลอดภัยดีทุกอย่าง อย่ามาทำให้มันวุ่นวาย แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว จะออกไปได้หรือยังเนี่ย จะเอาอะไรอีกครับ ? ” เขาเท้าสะเอวถามจริงจังอย่างจนใจ สุนันทายืนจ้องหน้าเขานิ่ง เห็นสายตาคนตรงหน้าแล้วก็เจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก เราหรือรักแสนรัก แต่สีหน้าเขาดูรำคาญเธอเสียเต็มประดา

“บอล ๆ ๆ ทำไมโง่อย่างนี้หา ! ” เธอวิ่งจะเข้าไปฟาดเขา แต่ปรเมษฐ์หลบได้ทัน แล้วสุนันทาก็วิ่งออกไปอย่างเสียหน้า ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า ทั้งสงสารทั้งเหนื่อยใจกับความพยายามของสุนันทา “เราก็โง่กับตัวเองเท่านั้นแหละหญิง ” คนพูดอมยิ้ม



เย็นวันนี้ภูสิตามีนัดกับคุณแก้วอีกครั้งหลังจากที่เธอเคยขอนัดภูสิตากินข้าวด้วยกัน ที่จริงภูสิตาไม่อยากไปเพราะอยากไปดูหน้าพ่อตัวดี แต่เธอคิดข้ออ้างไม่ทันจึงหลุดปากรับคำไป พอได้พบก็ถามสารทุกข์สุขดิบกัน คุณแก้วมีงานเอกสารหลายอย่างส่งมาให้ภูสิตาเสมอ แม้ภูสิตาจะไม่ได้ทำงานประจำ รายได้จากคุณแก้วก็ทำให้เธออยู่ได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องรบกวนบิดาเพราะมีงานต่อเนื่อง พูดคุยกันบ่อยเข้าก็กลายเป็นคนคุ้นเคยกันไป ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนคนหนึ่ง “ดูเหนื่อย ๆ นะคะ” คุณแก้วทักขณะที่เริ่มรับประทานของหวานกัน

“เหรอคะ ? แต่ตาลสบายดีนะคะพี่”

“แววตาน่ะใช่ แต่หน้าดูโรย ๆ ”

ภูสิตาลูบหน้าลูบตาตัวเอง “เมื่อคืนดื่มมาน่ะค่ะ”

“เอ๊ะ คุณตาลมีแฟนหรือยังนะคะ ? ”

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อ สวยอย่างนี้ บางคนเขาว่ากันว่าทุกคนมีคู่อยู่แล้วแต่มันก็คลาดกันไป บางคนหาอยู่ทั้งชาติก็ไม่เจอแบบพี่นี่ไง บางทีก็ได้ยินมาว่าประเภทแบบเคยสาบานกันไว้ ว่าจะรักกันทุกชาติอะไรเงี้ย พอมาชาตินี้ต่างคนต่างแยกกันไปเกิด สุดท้ายหากันไม่เจอเลยซวยไป มีคนบอกพี่ว่าเราต้องไปถอนคำอธิษฐานค่ะ” คนเล่าเริ่มสนุก แต่คนฟังซึม ก็เธอนี่แหละพึ่งถอนคำอธิษฐานตอนรู้เรื่องว่าเขาเจ็บ แบบไม่ได้รู้เรื่องเลย ปากมันพาไปหรือก็สุดรู้ ? หรือชะตามันบังคับให้ทำก็จนใจจะอธิบาย

“ไม่เชื่อพี่เหรอจ๊ะ ? ”

“เปล่า ๆ ค่ะ เชื่อค่ะ ตาลก็หาคนของตาลอยู่” เธอยิ้มพลางมองไปรอบตัว ๆ ไม่รู้อยู่แถวนี้หรือเปล่า พออยากเจอตัวก็หายไปเลยเชียว

“เฮ้อ ! เห็นหน้าน้องตาลแล้ว พี่ก็คิดถึงน้องสาวที่อยู่เมืองนอก รายนั้นหน้าตาเศร้าสร้อย พอดีเขามีเรื่องกับแฟน ก็กลุ้ม ๆ กันอยู่”

“เหรอคะ ? ” ภูสิตาไม่อยากซักเรื่องส่วนตัวของใคร จึงฟังผ่าน ๆ ถ้าใครเล่าออกมาเอง ก็คงต้องฟังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ตาลครับออกมาเถอะ รออยู่ในรถแล้ว” เสียงปรเมษฐ์ดังอยู่ในหัว ทำให้ภูสิตายิ้มออกมาทันที

“อ้อ ! ค่ะ ๆ พี่แก้วคะ ตาลต้องขอตัวนะคะ ใกล้เวลานัดอีกที่ของตาลแล้วค่ะ” หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด โชคดีที่ขนมหวานของคุณแก้วก็หมดพอดี คุณแก้วไม่ใช่คนเรื่องมาก เธอเข้าใจอะไรได้ง่าย ๆ

“จ้ะ ๆ ตามสบาย โทษทีพี่ลืมว่าคุณตาลมีนัดต่อ ไว้วันหลังมาคุยกันใหม่นะคะ”

ภูสิตาหอบกระเป๋าใบโตวิ่งไปทันที พอคิดได้เธอก็หยุด จะวิ่งทำไม ? ทำไมต้องดีใจขนาดนี้ แล้วเธอก็ค่อย ๆ เดินต่อไปจนถึงรถ

ประตูรถยนต์ของภูสิตาเปิดออกมาเองโดยที่เธอไม่ต้องทำอะไร ปรเมษฐ์ยิ้มกว้างให้ ภูสิตาดีใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นมือสวยจับอยู่ที่พวงมาลัยรถของเธอ แต่ก็พยายามเก็บอาการ “มีอะไร เรียกทำไม ? ” เธอถามพลางก้าวขึ้นรถ ปรเมษฐ์ไม่ตอบ สบตาเธอแล้วเขาก็ออกรถทันที พอขับออกมาได้ไกลแล้ว เขาจึงมองหน้าหญิงสาวแล้วยิ้ม

“เปล่า ก็เห็นเรียกแต่เช้า คุณมีอะไรไหมล่ะ ? ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ถามเหมือนไม่สนใจ แต่พยายามสังเกตอาการคนตอบอยู่เหมือนกัน

“คุณได้ยินเหรอคะ ? ได้ยินแล้วทำไมไม่ออกมา ? ฉันเรียกอยู่ตั้งนาน ” ภูสิตาหันหน้ามาถามซื่อ ๆ จริง ๆ ก็ไม่น่าถามแต่ก็อยากย้ำตัวเองให้แน่ใจ

“ก็ไม่รู้นี่ว่ารีบร้อน นี่ขนาดเมาไม่รู้เรื่องนะเนี่ย” ปรเมษฐ์หัวเราะ ภูสิตาหันหน้ามาจ้องเขาทันที “พูดอะไรบอล ? ”

“คุณเก่งไง ไม่รู้ตัวอีกว่าปราบผีเสียอยู่หมัด”

“เก่งยังไง ? พูดอะไรให้มันชัดเจนหน่อย แล้วเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น น้านิดากับพ่อถามอะไรแปลก ๆ ”

“ไม่รู้ครับ”

“ไม่จริงหรอก ท่านพูดเหมือนไม่เห็นฉันว่าตามหากันใหญ่ คุณทำอะไร ? บอกมาเถอะ” ปรเมษฐ์เห็นภูสิตาดูกังวลจึงยิ้มให้ “เล่นซ่อนหานิดหน่อย”

“ซ่อนแล้วได้อะไร ? ไม่เห็นเข้าท่า” เธอหันหน้าหนีออกนอกรถ

“ที่ไหนล่ะ ! ไม่งั้นจะได้อยู่กับคุณทั้งคืนอย่างนั้นเหรอ” เขาเผลอหลุดปาก ชายหนุ่มหลับตาปี๋ ภูสิตาหันมาทันที “บอลถามจริง ๆ นะ ทำอะไรเรา ? ”

“แล้วตัวจำอะไรได้มั่งล่ะ ? ” เขาแวะจอดรถข้างทาง เพราะรู้สึกขี้เกียจขึ้นมากะทันหัน “จอดรถทำไม ? ” คนถามดูอ่อนลงไปมาก ไม่เอาเรื่องเหมือนเมื่อก่อน ที่เคืองกันอยู่ก็ดูเหมือนจะลืม ๆ ไปด้วยซ้ำ

“ไม่รู้จะไปไหนจ้ะ” ปรเมษฐ์ตอบพลางมองตาหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะลงไปจากรถทันที แสงไฟข้างทางสาดเข้ามาใส่ตาภูสิตาเมื่อเขาเปิดประตู ต้นประดู่ใหญ่ข้างทางสูงชะลูด มองออกไปเป็นริมคลองสายเล็ก ๆ ภูสิตาจึงก้าวตามออกมาบ้าง

พึ่งรู้เหมือนกันว่าออกมานอกเมืองกันแล้ว มองไปยังถนนเบื้องหน้า เห็นมีร้านอาหารริมน้ำอยู่ลิบ ๆ ถนนค่อนข้างเงียบไม่มีรถสัญจรไปมา ลมพัดเอาความเย็นจากริมน้ำเข้ามาปะทะใบหน้าของภูสิตา “เป็นอะไรคะ ทำไมพูดเพราะ ? ”

“แหม อยู่โน่นพูดแต่ภาษาคนอื่น แต่จ๊ะจ๋า ไม่ค่อยได้ใช้” เขาหัวเราะ ในเวลานี้ปรเมษฐ์ไม่เหลือความร้ายกาจอยู่เลย เขายืนเท้าสะเอวมองไปที่ริมน้ำ “เราสบายใจนะจะว่าไปนะเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่มีใครมาบังคับ อยากทำอะไรก็ได้ อย่างเมื่อคืนไง” เขาชำเลืองมามองภูสิตาอย่างมีเลศนัย

“คุณยังไม่ตอบว่าทำอะไรฉันหรือเปล่า” ภูสิตาก้มมองพื้นดิน เธอพูดเบา

“ก็อุ้มออกมาจากงานเลี้ยงไง มีบางคนเมาเละ”

“ทำไมต้องอุ้ม ? ”

“ไม่อุ้มได้ไง เดินยังไม่พ้นประตูเลย ชนโครมใหญ่ ดีหัวไม่แตก ไหนดูอีกทีซิ” เขาเอื้อมมือมาจับดูหน้าเธอ แล้วลูบที่ขมับขวาของภูสิตาเบา ๆ “ไม่เรียกว่าเมาแล้วจะให้เรียกว่าอะไรครับ ? ” แววตาคู่นั้นมองเธออย่างเป็นห่วง

“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า แล้วเพื่อน ๆ ฉันล่ะ ?”

ปรเมษฐ์มองคนข้าง ๆ ด้วยหางตาก่อนจะยิ้มออกมา “พวกเขาก็คิดว่าตัวเมา ส่วนนายบอลเบี้ยวนัด”

“ก็ไม่ไปเอง ช่วยไม่ได้”

“ไปก็โง่สิ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มายืนกันอยู่ตรงนี้หรอกจริงไหม ? ” เขายิ้มอย่างสุขใจ

“ตกลงทำอะไรฉันหรือเปล่า ? ” เธอถามอย่างคนจนแต้ม

“ทำ ครับ” ริมฝีปากบางอมยิ้ม ไม่มองหน้าคนฟังเลย

ภูสิตาหันข้างให้เขาทันที แค่สองคำก็ทำเอาหญิงสาวพูดอะไรไม่ออก อยากจะนั่งลงแล้วร้องไห้มันเสียตรงนี้ แต่ก็จนปัญญาเพราะขาของเธอไม่มีแรงเลย ปรเมษฐ์ยิ้มกว้าง เขากอดหญิงสาวจากด้านหลัง ทำเอาเจ้าตัวหน้าชา เขาโน้มตัวมามองเห็นสีหน้าเธอชัดเจน แม้แสงไฟที่ส่องมาจะมีไม่มากนัก “เฮ้ย ! ทำไมต้องหน้าซีดด้วย ? ” ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะ ก้มลงสวมกอดหญิงสาวให้แน่นขึ้น “ไม่เอาน่าภูสิตาคนดี อย่าคิดมาก” เขาซบหน้าลงที่บ่าข้างขวาของเธออย่างสงบ

ภูสิตาพูดอะไรไม่ออก น้ำเสียงของปรเมษฐ์ในเวลานี้น่าฟังที่สุด

“ก็บอกรักไปแล้วไง” เสียงอู้อี้ดังอยู่ไม่นาน เขาก็จับเธอหมุนมาตรงหน้าแล้วเชยใบหน้านวลขึ้น “พอใจหรือยังจ๊ะ ? แล้วก็จูบด้วยนิดหน่อย ตัวจะได้ไม่ลืมเราอีก” ปรเมษฐ์ยังจ้องที่หน้าคนรัก แต่เธอเอาแต่ยืนนิ่ง ภูสิตาถูกกอดเข้ามาแนบอกเขาอีกจนขยับไม่ได้ “ไม่รู้นะว่าตัวคิดยังไง ไม่อยากใช้วิชามารแต่เราบอกไปหมดแล้ว รักก็บอกไปแล้ว จะเอายังไงอีกครับ ? ” เขาก้มลงดมกลิ่นผมของเธออย่างทะนุถนอม “ลืมอีกแล้วเหรอว่าสัญญาอะไรกับพระท่านไว้ บอกว่าจะบอกให้หมดไงว่าคิดอะไรอยู่ เราอยากฟังที่สุดเลยรู้ไหม พูดอะไรหน่อยสิครับ” ปรเมษฐ์เอ่ยเสียงเบานุ่มจนคนฟังแทบลืมหายใจ

“นี่เหรอไม่ใช้วิชามาร แล้วทำไมรู้ว่าพูดอะไรกับพระ ? ” เสียงภูสิตาแทรกขึ้นมา แม้ริมฝีปากของเจ้าหล่อนจะแนบอยู่ที่อกของเขา

“โอย ! แยกแยะหน่อยสิครับพี่ เสียอารมณ์จริง ๆ ” เขาบ่นพลางหัวเราะ แล้วปล่อยให้คนช่างประชดเงยหน้าขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม

“ทำอะไรเรา ? บอกมา ทำไมถอดเสื้อ ? ” สีหน้าของภูสิตาตึงเอาเรื่อง เธอไม่ได้ลืมว่าถามอะไรไป แม้จะหลงคารมของคนช่างพูดอยู่เป็นระยะ

เขาปล่อยเธอให้ขยับตัวได้ แต่ยังคงสวมกอดไว้หลวม ๆ

“รู้แล้วจะทำอะไรได้ ? ” เขายิ้มกว้าง รอฟังอย่างตั้งใจ ภูสิตาเห็นแววตาของเขาแล้วก็อ่อนใจ เธอแพ้ผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เห็นแววตาของเขาแล้วเช่นกัน

เด็กชายที่เดินลากเท้าไปตามพื้นช้า ๆ มองมาที่เธออย่างคุ้นเคย สายตาคู่นั้นฝังลึกในความรู้สึกของเธอในวัยเด็ก จนไม่รู้ว่าเขาเรียกกันว่าอะไร ภาพรอยยิ้มที่สวยงาม เสียงหัวเราะที่อบอุ่นที่นำมาซึ่งความสุข เด็กชายที่ดูเงียบ ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างเหลือล้นเสมอเมื่อขยับตัวคนนั้น ทำให้ภูสิตามีความอบอุ่นและเป็นสุขเสมอเมื่อมองเห็น

ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้า มาหาด้วยความรักและความเห็นใจในคำร้องขอของเธอ รอยยิ้มของปรเมษฐ์ที่ส่งมางดงามยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น เพราะมันเต็มไปด้วยความรักและความผูกพันที่มีต่อกันมาตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่เมื่อคืน ภูสิตาก็มั่นใจว่าเธอเองคงไม่มีวันเปลี่ยนใจไปมองใครที่ไหนได้อีกแล้ว ภูสิตามองยิ้มกว้างและแววตานั้นอย่างตื้นตัน เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “ว่าไงคะคนดี จะบอกอะไรเรา ? ”



Create Date : 02 มกราคม 2564
Last Update : 2 มกราคม 2564 21:21:47 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 32 :: กะว่าก๋า
(10 พ.ค. 2564 06:32:59 น.)
แคคตัส อาจารย์สุวิมล
(11 พ.ค. 2564 11:18:42 น.)
📢 คลายเครียดช่วงโควิด 📢 โอน่าจอมซ่าส์
(8 พ.ค. 2564 06:12:06 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 29 :: กะว่าก๋า
(7 พ.ค. 2564 06:01:56 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด