ตอนที่ 18 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



18



ร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่เหมือนคนหลับสนิท “หมอครับ ตอนนี้ดูสีหน้าเขาไม่ค่อยดีเลย ไม่เหมือนทุกวัน”

“ไม่มีอะไรหรอก เราก็เห็นแบบนี้ทุกวัน บางทีการจ้องเขานาน ๆ ทำให้คุณเองรู้สึกล้า กลับไปพักดีกว่าไหม ? ” สายตาผู้เป็นบิดาแสดงออกชัดว่าไม่ได้เชื่อที่แพทย์ชาวต่างชาติพูดเลยสักนิด เขาแน่ใจว่าลูกมีปัญหาทางโน้นแน่นอน แต่จะติดต่อกับพระลูกชายอีกคนได้อย่างไร เมื่อเช้าก็พึ่งได้ฟังคุณมาลิดาเล่าเรื่องงานบวชให้ฟังอย่างมีความสุข คงไม่ดีแน่ถ้าเขาจะโทรศัพท์ไปอีก คุณมาลิดาจะต้องสงสัยแน่นอน

“บอลเป็นอะไรลูก ? เป็นอะไรไป บอกพ่อหน่อย ได้ยินไหม ? ” มือสัมผัสมือ หัวอกพ่อที่ต้องเป็นหลักให้ลูกรักร้อนรนเกินกว่าจะเก็บไว้ ท่านพยายามมองรอบ ๆ ตัวหวังจะได้เห็นเงาของลูกชายคนโตอยู่แถวนั้น

เงาของปรเมษฐ์เกาะอยู่ที่ข้างเตียง แต่ผู้เป็นบิดามองไม่เห็น

“พ่อ บอลไม่มีแรงเลย”

“บอล ! พ่อได้ยินแต่ไม่เห็น ไม่เป็นไรลูก นั่งสมาธิทำใจให้ว่าง ไปหาน้องอย่าห่วงทางนี้ พ่อดูอยู่ อย่ากังวลอะไร วางทุกอย่าง ” เขาสั่งอย่างที่เคยทำกันมาเป็นประจำ รู้ดีว่าลูกชายทำได้ ปรเมษฐ์ไม่ตอบหากแต่ทำตามที่บิดาบอก แม้จะทำได้ยากเย็น แต่เขารู้ดีว่ามันต้องสำเร็จ ปรเมษฐ์คุ้นเคยกับวิธีการเข้าสู่สมาธิดี แม้จะทำได้ไม่ดีเท่าที่บิดาเคยฝึกให้ก็ตาม “ตัวเราเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด โยมพี่ต้องใช้ปัญญา สงบใจให้ได้ เกิดรักเกิดโกรธหรือเกลียดโยมต้องวางมันลง” เสียงพระน้องชายดังก้องอยู่ในหัวของปรเมษฐ์ ชายหนุ่มหายใจละเอียดขึ้น จนจับลมที่ผ่านเข้าออกไม่ได้

ระยะทางแห่งจิตยาวไกลนัก ระยะทางแห่งรักในหัวใจยาวไกลแค่ไหนก็สุดรู้



“บอลคุณหลับเหรอ ? ” ภูสิตาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเรียบร้อย อยากจะมาดูให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ ร่างยาวนอนเหยียดนิ่งอยู่บนโซฟา ใบหน้านวลของเขา ยามหลับงดงามเหมือนภาพวาด บางเรื่องก็เกินกว่าจะเรียกว่า “ปาฏิหาริย์” ใครจะรู้ว่าเงาที่เดินที่นอนอยู่ตรงนี้เป็นเพียงจิตที่เธอเรียกหาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก “ฉันจะทำทุกอย่างให้คุณกลับมาด้วยตัวของคุณเอง” ภูสิตาแผ่เมตตา สงบนิ่ง

“ทำอะไรจ๊ะ จะสะกดวิญญาณกันหรือไง ? ” พอลืมตาก็เห็นดวงตาเจ้าเล่ห์นอนจ้องเธอตาแป๋ว “คุณหลับไปนานเชียว เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ? ”

“ไปหาพ่อมา ขี้เกียจรอคนอาบน้ำนาน” ปรเมษฐ์ลุกขึ้นมานั่งลูบหน้าลูบตาอย่างเหนื่อยล้า ชายหนุ่มอมยิ้ม แววตานั้นมีเสน่ห์นัก

“ไปได้ไกลขนาดนั้นเลยเหรอคะ ? ” ภูสิตานั่งลงที่โซฟาข้าง ๆ รอฟังอย่างตั้งใจ

“มาซักอะไร ? ใครเขาจะบอกได้หมด บอกแล้วไงว่ามีความลับ ไม่เชื่อเอง” เขาลุกขึ้นนั่งพลางยิ้ม เมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยบอกภูสิตาในวัยเด็ก เจ้าตัวทำหน้างง

“นั่นสิ บอลเคยบอกแต่ฉันไม่นึกว่าคุณจะพูดอะไรที่มันลับได้ขนาดนี้”

“เป็นผม ๆ ก็ไม่ฟัง นายบอลมันขี้โม้คุณไม่รู้เหรอ ผมเป็นตัวเองผมยังรู้เลย” ปรเมษฐ์หัวเราะร่วน ภูสิตาส่ายหน้า เพราะเธอรู้ดีว่าเขาพูดตรงข้ามกับความจริง

“ตาคุณไม่เชื่อ โอเค ผมยอมแพ้ รู้อะไรไหม ? คนที่น่าพิศวงคือพ่อผมต่างหาก ท่านรู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าผมจะเป็นแบบนี้”

“อย่างนั้นเลยเหรอคะ ? ”

“ใช่ พ่อสอนให้นั่งสมาธิ สอนให้เข้าวัดทำบุญทุกครั้งที่พ่อไปเยี่ยมเราที่โน่น พูดกรอกหูตลอดเลย พ่อบอกว่าท่านต้องชดใช้ให้ผม ท่านทำให้ผมต้องตายเมื่อชาติก่อน มาชาตินี้ทำอะไรต้องให้ผมหมด” เขาหัวเราะ

“ท่านเชื่อขนาดนั้นเลยเหรอคะ ? ”

เขาพยักหน้ารับ “แม้จะเป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ แต่พ่อชอบเข้าวัด ทำบุญ หายไปบ่อย ๆ ส่วนใหญ่ไปปฏิบัติธรรม จนแม่เบื่อจะตาม”

“ท่านบอกไหมคะว่าคุณจะฟื้นเมื่อไร ? ”

“เราก็ไม่รู้ ผมก็ใช่ย่อย ชาติที่แล้วก็ทำชั่วเอาไว้มาก แต่ก่อนตายก็สำนึกได้ รู้เงื่อนไขการตาย การเกิดใหม่ พูดง่าย ๆ ก็คือเข้าใจหลักธรรมไง เลยพยายามระลึกถึงพระและคำสอน ก็เลยได้เกิดในครอบครัวดีหน่อย แต่ก็อย่างที่รู้เกิดเรื่องจนได้ ถึงเรียกว่าเป็นกรรมของพ่อแม่”

“คุณรู้ได้ยังไง ? ”

“พ่อไง พ่อบอกทั้งนั้น อย่างผมก็ทำได้แค่นั่งสมาธิ แต่ก็เข้าได้เร็ว คงพอมีบุญอยู่บ้าง คุณรู้ไหมว่าผมเนี่ยขี้เกียจสุด ๆ ดีที่ชอบนอน ตอนแรกพอพ่อบอกให้นั่งสมาธิ ผมก็หลับเลย” คนเล่าไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นนักเล่าที่น่าดูที่สุด พูดไปยิ้มไป ตาเขาก็ยิ้มได้

ภูสิตายิ้มเมื่อนั่งดูเขาอย่างเป็นสุข “ไม่โดนดุเหรอคะ ? ”

“โดน นายเบส อ้อ ! พระ ผลักล้มเลย พ่อตาขวางน้องเลยรีบปลุก แต่เป็นไม่นานหรอกผมก็สงบเป็นนิ่งเป็นในที่สุด พ่อบอกว่า เราจะไปไหนก็ได้เท่าที่ใจต้องการ ถ้าจิตสงบ ผมเลยอยากลอง อ้อ ! แย่จริง คุณง่วงไหม ? คงหิวแล้วด้วย ไปกินข้าวนะ”

“ข้าวทิพย์คงไม่ไหวมั้งคะ” ภูสิตาหัวเราะเพราะไม่รู้ว่าอีกคนกินอะไร

“ไม่ใช่ ๆ ผมให้แม่ซื้อของมาให้เต็มไปหมด คุณคงไม่ทันดูตอนขนขึ้นรถ รอสักครู่นะ เดี๋ยวรอดูบนโต๊ะตรงนั้น” เขาชี้ไปที่โต๊ะอาหารที่มีเก้าอี้เพียงสองตัว

พอภูสิตาหันไปดู ก็เห็นอาหาร 2 -3 อย่างวางอยู่พร้อมกับข้าวสวยร้อนกรุ่น เธอยิ้มเจื่อนด้วยความพิศวง “แล้วไม่ทานด้วยกันเหรอคะ ? ”

“ไม่จำเป็น เมื่อกี้คุณก็ให้บุญมาเยอะ ผมก็เลยรับไว้หมด ไปทานเถอะ”

ภูสิตายิ้มเยาะ พลางเดินไปนั่งรับประทานอาหารเงียบ ๆ โดยมีเงาของเขานั่งดูอยู่ “เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคุณ ? ไม่ปวดหัวนะ”

ภูสิตาเคี้ยวข้าวอยู่จึงได้แต่ส่ายหน้า

“ไม่ค่ะ ถามทำไมคะ ? ฉันว่าคุณต่างหากที่สะกดวิญญาณฉัน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะช็อกตายไปแล้วก็ได้” เธอหัวเราะ ปรเมษฐ์หัวเราะไปกับอารมณ์ขันของเธอด้วย

“ผมเชื่อในศรัทธาของคุณ ต่อให้คุณกลัว คุณก็ไม่หนีผม”

ภูสิตาพยายามไม่คิดว่าเขาเป็นอะไรจึงได้รีบกินข้าว กลัวเหลือเกินว่าเขาจะได้ยินได้รู้ทุกอย่างในหัวใจเธอ



“คิดถึงบ้านเหรอครับ ? ” ปรเมษฐ์เห็นภูสิตามองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด เสียงรอบตัวเงียบลงเพราะดึกมากแล้ว ปรเมษฐ์เดินมาที่หน้าต่างที่หญิงสาวยืนอยู่ หน้าต่างบานกว้างกว่าปกติทำให้ทั้งสองยืนห่างกันได้โดยไม่ต้องเบียดกัน

“ไม่เคยคิดถึง บางทีฉันก็ไม่รู้ว่า ที่ ๆ ฉันอยู่เรียกว่าบ้านหรือเปล่า ฉันรู้แต่ว่ามันปลอดภัยที่สุด” เธอไม่ได้หันมามองเขาเลย เห็นแต่เพียงดาวดวงเล็ก ๆ ส่องประกายแข่งกันอยู่บนท้องฟ้า

“แต่ผมอยากกลับบ้านที่สุดเลยรู้ไหม ? ” ชายหนุ่มหันมามองตาเธอไม่นาน แล้วเหม่อออกไปไกล ภูสิตารู้สึกว่าเขาโหยหามันจริง ๆ ถึงเธอจะเสียใจที่ถูกทิ้งไปเมื่อยังเด็ก แต่น้ำเสียงของปรเมษฐ์ในเวลานี้แผ่วเบาจนอดสงสารไม่ได้ ถ้าเขาไม่เป็นแบบนี้ เธอก็คงไม่ยอมมายืนอยู่ตรงนี้กับเขาในเวลานี้

“ผมไม่เคยรู้อยู่เรื่องหนึ่ง ถ้าถามจะตอบไหม ? ” เขาหันมาถามจริงจัง

“เชิญค่ะ ตอบได้ ก็จะตอบ”

ปรเมษฐ์ถอนใจ ก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าหล่อนเป็นยังไง ? สั่งให้หลับตาก็หมดเรื่อง จะถามทำไมให้เหนื่อย แต่ก็อยากถาม

“คุณไม่เคยคบใครเลยใช่ไหม ตั้งแต่เราแยกจากกัน ? ” สีหน้าของเขาจริงจัง

“ฉันเอาเวลาไปทำอย่างอื่น คิดอย่างอื่น เรื่องที่คุณถามเลยไม่เคยเกิด” คนตอบหน้านิ่ง ภูสิตาพูดอย่างที่ใจรู้สึกและมันเป็นความจริง

“ไอ้หมอนั่น เด็กวิธิตคนนั้น ยังมาตามจีบอยู่ไหม ? ” เขาประสานมือเข้าหากัน พลางก้มลงเกาะริมหน้าต่างยื่นหน้าออกไปข้างนอก น้ำเสียงไม่จริงจังนักเพราะพูดพลางหัวเราะ “ฉันไม่ทราบค่ะ ต้องไปถามโมรี”

“โมไม่ทำหรอก ไม่เป็นแม่สื่อให้ใครอีกเลย ไม่แม้แต่จะคิด” สีหน้าและน้ำเสียงเขามั่นใจ จนภูสิตาอดสงสัยไม่ได้ “ทำไมคะ ? ”

“โมไม่เคยเห็นผมชกต่อยกับใคร นั่นเป็นครั้งแรก” สายตาชายหนุ่มมองออกไปไกล จมูกคมสันที่มองจากด้านข้างเตะตาคนลอบมองอยู่ข้าง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ ทั้ง ๆ ที่เธอกลัวมาตลอดว่าได้สูญเสียเขาไปแล้ว

“โมแอบเขียนจดหมายไปขอโทษผม ฝากปูนาไปให้ก่อนขึ้นเครื่อง เขาไม่ได้บอกเหรอ ? ” ปรเมษฐ์หัวเราะเสียงใส

“ไม่เคยบอกเลยค่ะ แต่เขาก็พูดถึงคุณบ่อย ๆ ตอนที่เราเรียนอยู่” ภูสิตาอดแปลกใจไม่ได้เหมือนกันที่โมรีก็ทำอะไรอย่างนี้เป็นกับเขาด้วย ภูสิตายิ้มออกมาขณะที่กำลังนึกถึงอาการของเพื่อนรัก

“พูดกรอกหูล่ะสิ ดีมากโมรี” ปรเมษฐ์หัวเราะกังวาน ภูสิตามองหน้าเขา เพราะเริ่มสงสัยจอมวางแผนอยู่ในใจ ปรเมษฐ์สบตาเธอแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“อ้อ ! ที่อยากถามจริง ๆ คือ คุณรู้สึกยังไงกับผม ? ” เขาถามขึ้นมาดื้อ ๆ พลางหันมาจ้องหน้าเธอ

“ฉันไม่เคยลืมว่าฉันมีเพื่อนที่ชื่อปรเมษฐ์” ภูสิตาพูดเบาแต่หนักแน่น

ชายหนุ่มผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่อยากทำให้อีกคนอึดอัด “โอเค ! ก็แค่เพื่อนคนหนึ่งเหมือนอย่างที่คุณจำกรกฎได้ไง แล้วคุณไม่อยากบอกอะไรเพื่อนคนนี้หน่อยเหรอ ? ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ และอาจจะไม่ได้เจอตัวเป็น ๆ ด้วยซ้ำไป ว่าไงครับ ? ” เขาถามเหมือนขู่แต่ไม่จริงจัง พลางยืดตัวขึ้นกอดอกยืนตั้งใจรอฟัง เขารู้ดีว่าภูสิตากลัวเรื่องนี้แค่ไหน ถ้าหากเขาไม่รอด เธอก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“ฉันจะไปนอน ง่วงแล้ว” ภูสิตาเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

ปรเมษฐ์หลับตาลงอย่างหมดหวัง “นี่ ! จะนอนอะไรนักหนา รู้อะไรไหม ? คุณมีเวลานอนอีกเยอะเลยนะ แต่ผมไม่มีเวลาตื่นนานนักหรอกนะ” เขาดึงมือเธอให้เดินกลับมา ภูสิตาตัวปลิวตามแรงของชายหนุ่ม เพราะไม่ทันได้ระวังตัว

“ไม่เอา จะนอน อย่ามายุ่งกับฉัน” เธอสะบัดมือเขาออกด้วยความรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูก “แหมคุณนี่ยั่วโมโหไม่เลิกเลยนะ รู้ไหมว่าผมทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ไอ้บอลหน้าโง่ที่เอาแต่นั่งมองคุณอยู่หลังห้องเป็นวัน ๆ เหมือนเดิมแล้วนะ”

ภูสิตาดันทุรังออกเดินต่อ “ไปให้พ้นเลยนะ ! ถ้าจะมาชวนทะเลาะ” พูดไม่ทันขาดคำ ปรเมษฐ์ก็คว้าไปที่ตัวของภูสิตา แขนที่กำยำตวัดเอาร่างบางของหญิงสาวลอยขึ้นจากพื้น ราวกับเป็นของเบา ๆ “ตาบ้า ! ปล่อยฉันนะ เล่นอะไรของคุณ บอกแล้วไงให้ระวังตัว ปล่อยฉันลง ! ”

“พูดมากจะปล้ำให้หายหยิ่งเลยดีไหม ? ” เขาขู่เสียงดังพลางหิ้วเธอเข้าไปในห้องนอน ปรเมษฐ์ตัวสูงมากร่างของหญิงสาวกลายเป็นของเบา ๆ สำหรับเขา

“พูดบ้าอะไร ปรเมษฐ์ปล่อยฉันนะ ! ” เธอตะโกนเสียงดัง

“จะนอนใช่ไหม ? ก็นอนด้วยกัน นอนตรงนี้” เขาจะวางเธอลงบนที่นอน พยายามวางลงให้เบามือที่สุด แต่เจ้าตัวดิ้นหนักเลยเหมือนถูกเหวี่ยงลงที่นอนไม่รู้ตัว

“จะบ้าเหรอ ! โน่น ! ไปนอนที่โซฟาของคุณโน่น”

“เรื่องอะไร ! งั้นเขาจะเรียกว่าหนีตามกันมาเหรอ ? ” ชายหนุ่มพูดหน้าตาเฉย

“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันนะ” ภูสิตารีบลุกขึ้นจากที่นอน เสื้อยืดและกางเกงนอน เนื้อผ้าหนานุ่มที่เธอใส่อยู่ทำให้ขยับได้สะดวกไม่ต้องระวัง แต่ก็ไม่ทันคนไวกว่า

“นอนลง เร็ว ๆ เลย” เขาสั่งพลางดึงผ้าห่มคลุมตัวเธอไว้ แล้วนอนลงข้าง ๆ ทันที ภูสิตาดิ้นสุดกำลังหวังจะลุกขึ้นให้ได้ แต่แขนใหญ่ก็รัดที่เอวบางของเธอราวกับโซ่ที่แน่นหนา “อย่าดื้อน่า ตัวไม่รู้เหรอ ว่าเราพูดไม่เก่ง แต่ถ้าจะลงมือทำอะไรล่ะก็ใครก็ห้ามไม่ได้ จะหมดแรงแล้ว อย่าดิ้นเลยนะคนดี” เสียงท้ายประโยคของชายหนุ่มเบาลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ แขนนั้นรัดเธอแน่นยิ่งกว่าอะไร “หยุดพูดเสียด้วย หนวกหู เหนื่อยมากเลย นอนนะครับ” พอได้ยินเขาบ่นเรื่องเหนื่อย ภูสิตาก็ใจอ่อน

เธอไม่รู้หรอกว่าการทำให้ร่างกายของเขามีกำลังและจับต้องได้ในตอนนี้ทำได้อย่างไร แต่มันต้องยากเย็นอย่างที่สุดแน่นอน แขนที่รัดตัวเธออยู่สัมผัสได้และแน่นหนา ภูสิตาเลิกดิ้น มองหน้าคนที่กอดเธอราวกับเธอเป็นหมอนข้างอย่างเห็นใจ

เขาหลับตา แต่หน้ายังเปื้อนยิ้ม ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับ “ทำไม ? รู้สึกกลัว หรือรู้สึกหวั่นไหว” เสียงทุ้มพูดเหมือนประชด ภูสิตารู้ว่าเขาแกล้ง กำปั้นน้อย ๆ ของเธอจึงฟาดไปที่แขนชายหนุ่มแทนคำพูดใด ๆ “ว่าง่ายดีนี่ ไม่พูด แต่ทำร้ายร่างกายเลยระวังจะเอาคืนนะ อย่าได้หลับเชียว” เขาหัวเราะอย่างเป็นสุข แต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมาดูเธอ ใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวเพราะรอยยิ้มนั้น เธอแพ้รอยยิ้มของปรเมษฐ์มาตั้งแต่ได้พบกัน เพียงแต่เขาไม่รู้ ค่ำคืนที่อบอุ่นทั้งกายและใจเป็นอย่างนี้นี่เอง ภูสิตาน้ำคลอก่อนจะหลับตาลง



เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วอยู่รอบ ๆ ตัว ภูสิตาสูดเอาไอเย็นที่พัดเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกสุขอย่างประหลาด เมื่อคืนไม่ได้เปิดแอร์เพราะมัวแต่ทะเลาะกัน ลมเย็นจากฝนที่ตกพรำอยู่ลอดเข้ามาทางช่องบานเกล็ดที่ถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อย หญิงสาวพลิกตัวกลับมามองหาอีกคน “หลับสบายไหม นอนนานเชียว ไม่แปลกที่เลยหรือไง ? ”

รอยยิ้มสดใสทำให้ภูสิตาเป็นสุข แต่ก็รีบลุกขึ้นนั่งเพราะทนสายตาที่จ้องมาไม่ไหว สายตาของปรเมษฐ์ทำให้เธอต้องหลบเพราะมันกำลังดึงดูดหัวใจเธออย่างรุนแรง

“ก็ดี แล้วทำไมตื่นเร็ว จะกลับเลยใช่ไหมคะ ? ”

ปรเมษฐ์นั่งดูเธออยู่ข้าง ๆ เตียง เขาหุบยิ้มพลางมองมาสงบนิ่ง เวลาและสายตาแบบนี้แหละที่ภูสิตากลัวที่สุด เขาน่ากลัว เมื่อไม่มีเสียงและไม่แสดงท่าทีใด ๆ เขาพยักหน้าให้เท่านั้น ภูสิตารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พอออกมาจากห้องน้ำ เขาก็ไม่อยู่ในห้องนอนแล้ว แต่พอจะก้าวออกจากห้องนอน ภูสิตาก็ถอยกลับมาที่เตียงนอน

หมอนที่เธอหนุนเมื่อคืนไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็น ไม่ยุบไม่ยับ ไม่มีเส้นผมแม้เพียงสักเส้น นี่เธอนอนหนุนแขนเขาทั้งคืนหรืออาจจะไม่ได้นอนที่นี่เลย ! หญิงสาวลูบไล้ไปมาที่หมอนใบใหญ่อย่างเลื่อนลอย จะแปลกอะไรกันภูสิตา คนที่เธอนอนอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่มีตัวตน นี่แหละความจริง




Create Date : 01 ธันวาคม 2563
Last Update : 1 ธันวาคม 2563 17:48:08 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comments
ผู้นำประเทศกับการแก้ไขวิกฤตการณ์ตรงหน้า Nior Heavens Five
(10 พ.ค. 2564 08:38:37 น.)
แคคตัส อาจารย์สุวิมล
(11 พ.ค. 2564 11:18:42 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ กม. ที่ 277 "แคคตัสอินเทร็นด์" แหละมั้ง จันทราน็อคเทิร์น
(10 พ.ค. 2564 11:18:25 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 29 :: กะว่าก๋า
(7 พ.ค. 2564 06:01:56 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด