::: เ ลิ ก นิ สั ย เ ดิ ม ๆ แ ล้ ว เ ริ่ ม ใ ห ม่ :::
วีคนี้ ก้าวเข้าสู่ อาทิตย์ที่สาม ... 
ของการไป "ทำงาน" จริงๆแล้ว รู้สึกดีใจ และเป็นบุญหัวมาก
ที่ในช่วงที่ สุดวิกฤติ ขนาดนี้ ยัง "มีงานให้ทำ"
จริงๆนะคะ

เมื่อวาน "เกือบมีเรื่อง" กับเพื่อนที่ทำงาน 
ก็มีปากเสียงกัน เพราะอย่างที่บอกคือ
" คำว่า เว้นระยะ " ไม่มี ไม่มีจริงๆค่ะ
คุยกันนี่คือ แทบจะ เอาหน้า เกยคุยกัน ประมาณนั้น

และมันก็ดันมี... เราคนเดียว (มั๊ง) 
ที่ไม่ชอบ เวลาเพื่อนร่วมงาน
เดินเข้ามาใกล้ๆ ใกล้มาก
เพราะเค้าไม่ระวังตัว 
เรากลายเป็น "หมาดำ" ในกลุ่มแกะขาว..นึกภาพออกนะ

เราเป็นคนเดียว ที่บอกคนที่เข้ามาใกล้ๆให้ ถอยห่างหน่อยนะ
เราไม่อยาก "เอาเชื้อไวรัสไปแพร่ให้ใคร"
คือมันฟังแล้ว "ดูลื่นหู..." มากกว่าที่จะบอกว่า
'' อย่าเอาไวรัสของพวกแกมาติดชั้น!'' ใช่มั๊ยอ่า

พวกคนที่ทำงานด้วยเค้าก็แบบ อืมม์ รวมหัวกัน เกลียดเรามั๊ง
บ้างก็ทำ สัญญาณมือ(แบบเยอรมัน) ว่า
"อินี่เสียสติ! "อะไรประมาณนั้น ซึ่งก็ทำต่อหน้าอ่ะค่ะ ไม่ลับหลังนะ

เราก็รู้สึกแย่ และยิ่งแย่หนักเข้าไปอีกที่ ... ณ ตอนนี้..
เราเริ่มคิดได้ว่า ... ไอ้ไวรัสบ้าบอเนี่ย มันไม่มีทางจะป้องกันได้หรอก!


ภาพนี้ถ่ายทำเอง... พลัง lightroom!

สภาพ...ในที่ทำงาน ไม่มีใคร สนใจเรื่อง "เว้นระยะ"
พนักงานทุกคน ทำการ เว้นระยะ ก็เฉพาะกับลูกค้า (ตลกตายห่าล่ะ)
แต่กับพนักงานด้วยกันเองแล้ว...ไม่มีใครแคร์ค่ะ 
จริงๆนะ มันทำให้เราเริ่ม ปลง.... เริ่มทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ว่า...ถ้าจะต้อง ติดไวรัส จากการที่ไปทำงานช่วงนี้ 
ก็ช่างแม่งเหอะ! จะให้เราทำไงล่ะ ..
พูดมาก คนเกลียด หาว่าดัดจริต หาว่าเสียสติ
เจอสภาพแบบ ถ้าห่วงสุขภาพมาก ก็รีบๆไปอาสากักตัวสิ !
จะมาทำงานเพื่ออะไร?

เพราะในความเป็นจริงแล้ว 
เราคิดว่า บรรยากาศในที่ทำงาน ที่บ้าน ช่วงนี้
สำหรับ "ทุกคน" มันก็ โคตรเครียดมากพอแล้ว
และที่ทำงาน ก็ไม่ใช่ ทำงานสบายๆ
เสียงเพลงที่กรรมกรเปิดทุกวัน แบบดังหูแทบแตก
ทั้งนี้ ยังไม่รวม เสียงขุดเจาะผนังเพดาน
เสียงฆ้อนทุบผนังดังแบบ หูแทบดับ
นี่คือดังตลอด สี่ห้าชั่วโมงตลอดที่เราทำงานในนั้น

หัวหน้า ไม่ปริปากพูดซักคำ อาจจะเพราะไม่ใช่หน้าที่ 
ที่จู่ๆจะไป ทำให้ กรรมกร จากบริษัทนอก
ที่เข้ามาทำงานเกิดอาการระคายเคือง ? 
แถม...ไม่เห็นมีใคร บ่น...เลย แม้แต่คนเดียว..จริงๆ นะ คะ 

เนี่ยแล้วยิ่ง เสียงดังขนาดนี้ และจะให้มา ยืนเว้นระยะห่าง
เพื่อคุยเรื่องงานกัน มันอิมพอสซิเบิ้ลมาก
พนักงานบางคนคุยโทรศัพท์กับลูกค้า
แทบจะมุดเข้าไปในกล่องสินค้า
เพื่อที่จะได้ยินเสียงจากปลายสาย..
เพราะมลภาวะเสียง เป็นพิษมากๆ
ทุกคนกลัว ตกงาน ค่ะ ช่วงนี้ 
ดังนั้น อะไรก็ตามที่จะ เป็น ปัญหา ...ก็จะไม่มีใครกล้าหือ ...

เมื่อวานเราท้วง เพื่อนร่วมงานไปเพราะเอกสารเค้าทำผิด
แทนที่เค้าจะแก้...เค้าพูดใส่หน้าเรามาว่า "ช่างแม่ง วันก่อนชั้นไม่เห็นใครสนเลย"
คือ...ก็มันผิดอ่ะ ต้องแก้ไขไง
ในที่สุด เราต้องหยิบมาแก้เอง แบบ งง เพราะโดนมัน "ด่า" กลับมา..
ทำให้เริ่มคิด ..นี่กรูผิด หรือ ไม่ผิดวะ?

เมื่อวาน เราเปิดเครื่องเราถามหัวหน้างานว่า จะให้เรา ล๊อกอินไหม
หัวหน้าบอก จัดไป... เราก็ล๊อกอิน เตรียมป้อนข้อมูล
เพื่อนร่วมงานเดินมาถึง หน้าเป็นตูด บูดมาเลยค่ะ 
หาว่า เรามาแย่งหน้าที่เค้า ?? เพราะหน้าที่เราต้องทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตรงนี้
เราก็ โอเค ล๊อกเอ้าท์ 
จากนั้น เราก็ต้องเดินเอกสาร และคนเดิม...
บอกเราว่าเราต้องเขียนแผ่นป้ายรายละเอียดลูกค้าให้ด้วย
คือ เราก็บอกว่า เรามีหน้าที่เรื่องเดินเอกสารแล้ว
คือจะต้องทำตรงนี้เพิ่มด้วยเหรอ
(ก็มัน...นั่งเฉยๆ... ไง ) เราถึงถามคำถามนี้ไป..
เค้าตอบกลับมาว่า .... "ถ้ามาแล้ว ไม่คิดจะทำงาน ก็ควรจะกลับบ้านไป" 

:::::  เรา อึ้ง ::::: รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าไงงั้น

เพราะ คนๆนี้.... คือคนที่เราคิดว่า เราสามารถนับว่าเป็นเพื่อนเราได้
เราทำงานที่นี่มานานกว่ามัน
เราช่วยมันให้ได้ไปสัมภาษณ์งานตำแหน่งอื่นที่มันอยากไปสัมภาษณ์
แต่มัน ปอดแหก...และพอดีคนที่สัมภาษณ์เค้าเห็น
ความหายนะหากรับมันเข้าไปร่วมทีม 
เค้าก็เลย โบกมือลา...ไม่เอามัน
เรามีขนมอะไรเราแบ่งมันกินทุกครั้ง 
เราไม่มีความลับอะไรกับมัน เรื่องที่ทำงานเราก็คุยกับมันทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร เราก็จะคุยปรึกษากัน
วันเกิดมันเราก็ซื้อช้อคโกแล๊ตอันเล็กๆให้ ถักตุ๊กตาเล็กๆให้
คือ เพื่อนอ่ะ ... ในที่ทำงาน มันต้องมี คน หรือสองคน
ที่จะสามารถ "คุยได้ทุกเรื่อง" ถูกไหม

เรา... เครียดเลย แต่ก็ สงบสติอารมณ์
ทำงานไปตามที่มันต้องการให้ทำ (ทั้งๆที่ มันก็ไม่ใช่เจ้านายเรา)
เราเดินเอกสาร สี่ชั่วโมงครึ่ง เต็มๆ 
แยกเอกสารเอง และต้องเดินไปกลับ
ระยะทางจนจบชั่วโมงการทำงานก็ 8 กิโลเมตร อ่ะค่ะ

มันเหนื่อยอ่ะ แต่สงบดี เพราะเดินหนีได้
ไม่ต้องมาทนฟังใครพูดกวนตรีนใจ
มันจะมี ระยะหนึ่งที่ เอกสารมาแบบด่วนๆ และเยอะๆมาก
เราต้องเร่งให้เสร็จ และเรามีแค่สองมือ
เราต้อง แยกเอกสาร 
ต้อง เดินเอกสาร เอาไปให้ในที่ๆเค้าต้องการด่วนๆ
และ พอไปถึง คุณคนที่ไล่ให้เรากลับบ้านไปน่ะแหละ...
คุณคนนี้คือคนที่เราหลงไว้ใจ และคิดว่านับเป็นเพื่อนได้ 

ซึ่งคุณเค้าจะต้อง ออกบิล ... 
แต่เอกสาร ยังออกบิลเลยไม่ได้ 
เพราะต้องเขียนใบปะหน้า เอกสารก่อน...
ก็ต้องเป็นกรูอีกค่ะที่ต้องเขียนอย่างเร่งๆด่วนๆ
คุณเค้าจะแบบ นั่งรอ...อย่างเดียว..เท่านั้น

ไม่ช่วย 
ไม่สนใจ
ไม่แยแส 
แถม ด่าและไล่ให้กลับบ้านหากไม่อยากทำ... หน้าที่พวกนี้

เรามาถึง แบบ จุดที่ "สุดขีด" แล้ว
เราบอกว่า นี่ ..ฟังนะ เราต้องเดินเอกสาร
ต้องแยกเอกสารเพราะไอ้คนที่ นั่งแค่กดปุ่มปริ๊นท์น่ะ
อีนั่งกระแทกแป้นอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นอีกเลย (เหมือนมรึง
และต้องวิ่งไปมา เพื่อเอาเอกสารไปแจกให้หลายแผนก
แถมต้องมานั่งเขียนไอ้ป้ายแปะหน้าเอกสารนี่อีก
คือเรามีแค่ สองมือ สองตรีน กรูไม่ไหวแล้วนะ

แค่นั้น... มันก็เอื้อมตัว...มาเพื่อหยิบปากกา
และกระดาษไปเขียนของมันเอง
แต่.. ฮึๆ แค่สองแผ่นค่ะ ...เลิกเขียนแระ เหนื่อย! 
ซักพัก อิเจ้คุ้กกี้ นี่มาถึง นางก็รับหน้าที่นี้ไป
... และเราก็ไปห้องน้ำ แต่ก็ไม่ได้บอกใครนะ เพราะไม่คิดว่าต้องขออนุญาตใคร
แม่เจ้า...ไปห้องน้ำแค่ ไม่ถึงเจ็ดนาที
กลับมา มีแต่คนถามค่ะคุณ "ไปไหนมา?"

เราก็ แบบ ของขึ้นสิคะ ...
ไปห้องน้ำมา จะต้องรายงานมั๊ยว่าไปทำอะไรในนั้น?

คือ นางไม่มี ตรีนไงคะ เดินเอาเอกสารไปให้ยังที่ๆเค้ารออยู่ไม่ได้
จริงๆมีซ่งติง แต่ขี้เกียจ แถมนางมีเส้น ...ทุกคนเลิฟนาง เพราะนางเอาคุ้กกี้มาไล่แจก
 
ไอ้ระยะทางที่ ไม่เกิน เจ็ดเมตรจากจุดที่นางอยู่...
นางก็ "รออิหมาหัวดำ" นี่ไง.... ตลกป่ะ
แต่เราไม่ได้เยอะนะ คือพูดเท่าที่จำเป็น

วันนี้เว้ย โคตรตลก... ไอ้คนที่เราเคย "โปรด" 
มันไม่แม้แต่จะมองเรา ไม่พูดกับเราด้วยนะคะ
ได้...จ้า จัดให้ๆ อยากได้แบบนี้ ก็ได้

เพราะเราก็รู้สึก เสียดาย ของที่เคยให้มันไป
กุเขียน whatsapp ไปขอของคืนได้มั๊ยอ่าาาา ที่เคยให้มันไปตอนวันเกิด
เพราะวันเกิดเรามันไม่เคยให้อะไรเรานะคะ ไม่เคยแม้แต่จะอวยพร
และไม่เคยที่จะ แบ่งขนมไรให้กินด้วย พูดง่ายๆสลึงนึงไม่มีกระเด็น!

และมันก็มี "แว่บ นึง...ผุดขึ้นมาในหัวสมองผุๆ ของเรานะ"
เห้ยยยย เราทำไรผิดป่าววะเนี่ย? 
เราไปทำอะไรให้มันโกรธป่าวเนี่ย?
เมื่อวานเราเหนื่อยมาก และไม่มีหมาตัวไหนที่จะมาช่วยเลย
ทุกคนนั่งหน้าเครื่อง เม้าส์แตกกัน ไม่มีใครขยับเลย...ที่จะมาช่วยเรา

เชื่อมั๊ย.... 
ว่า เราเกือบที่จะ เดินไป "ขอโทษมัน
คือ ติดสันดาน "โทษตัวเองไว้ก่อน" นั่นเอง 555
แต่เราก็ไม่ได้ทำ เพราะขืนทำไป เราจะรู้สึกได้ว่า 
ระดับความโง่ของเรานี่คือ
มีมากจนโคโรน่าไวรัสอาจจะกลัวไม่กล้าเกาะ 555

เราเริ่มเข้าใจว่า 
คนที่เราควร "ใส่ใจ" ควร "สนใจ" มากอย่างที่สุด
คือ ตัวเรา และ สามี และคนในครอบครัว
เท่านั้นจริงๆ 

ทำให้เราเริ่มคิดได้ว่า 
มันจะดีแค่ไหน หากเราเริ่ม พูดถึงแต่ เรื่องของตัวเอง
ใส่ใจแต่เรื่องของตัวเอง
และไม่สนใจ เน้นคำว่า ไม่สนใจเลย กับเรื่องของคนอื่น
โดยเฉพาะ คนที่ทำงาน 

คนที่ทำงาน คือ คนที่ทำงาน 
เค้าคบกัน ส่วนมากทื่เราเห็นๆมา คือเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลในที่ทำงาน
แลกเปลี่ยน นินทา คนโน้นคนนี้ คนนั้น เท่านั้น
มากกว่านั้นคือ ไม่มี 
คนบางคนที่ทำงาน คบกับเราเพราะเค้าไม่มีเพื่อน
เค้าต้องการเพื่อนที่จะเอาไว้ระบายเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องโน่นนี่นั่น
เราไม่ได้สนใจที่จะ มองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้นนะ

เพียงแค่เรา ไม่เข้าใจ "คนบางคน" แค่นั้นเอง
ว่าเราไปทำอะไรให้ เค้าถึงได้ใช้วาจากับเราแบบนั้น...

เสียใจ? ก็นิดหน่อย
ดีใจ? มากกกกกก ที่ได้รู้สันดานมันในตอนนี้ 
จะได้เซฟเวลาในชีวิตของตัวเองไว้

เราก็จะเลิกนิสัยเดิมๆแล้ว... 
เราจะทำดี และแคร์ ก็เฉพาะกับคนที่คู่ควร!
คนอื่นคือ คนอื่น
เราไม่สน ไม่แคร์ด้วย
ไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องพูด เพราะไม่มีอะไรจะพูด

ชีวิตเราก็จะ "ดำเนินต่อไปตามปกติ" ในแบบที่มันควรเป็น

บางทีเรื่องแย่ๆ มันก็มีความดีแฝงอยู่นะคะ 
เพราะนับแต่นี้ จะพูดถึง จะใช้เวลา
ก็เฉพาะกับสิ่ง หรือกับคน หรือกับอะไรก็ตาม
ที่คู่ควรเท่านั้นค่ะ

ปอลิง ...เด็กที่ทำงานที่อยู่ในเหตุการณ์
...whatsapp มาหาเราหลังเลิกงาน
มันเขียนมาหา บอกว่า เจ๊...หนูคิดว่าเจ๊ทำถูกต้องแล้ว
หนูไม่เข้าใจนิกกี้เลยว่า เค้าทำไมจะต้องโมโหใส่เจ๊ด้วย
หนูอยากจะแค่บอกว่า เจ๊ทำดีที่สุดแล้ว สู้ๆนะคะ

แค่ได้อ่าน เรายิ้มออกเลย....
ขอบคุณนะ ทุกตัวอักษรมีค่ามากในยามนี้
แฮปปี้ค่ะ 
 



Create Date : 07 เมษายน 2563
Last Update : 7 เมษายน 2563 22:28:58 น.
Counter : 488 Pageviews.

10 comments
(โหวต blog นี้) 
ศิริราช - รามา รุ่น 62 - 63 งานทานข้าวที่บ้านจี๊ด วันที่ 9 พฤศจิกายน 2020 newyorknurse
(22 พ.ย. 2563 23:10:34 น.)
จูไห่ขึ้นชื่อเมืองอากาศดี โซนเศรษฐกิจ (จีน)เขตพัฒนา อุตสาหกรรมไฮเทค สมาชิกหมายเลข 4149951
(13 พ.ย. 2563 06:58:42 น.)
29.10.2020 : Germany ประกาศ Lockdown รอบสอง แล้ว! Max Bulliboo
(29 ต.ค. 2563 14:47:31 น.)
Minimal...A simple recipe. settembre
(29 ต.ค. 2563 20:05:42 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณSweet_pills, คุณอุ้มสี, คุณชีริว, คุณtoor36, คุณkae+aoe, คุณเริงฤดีนะ, คุณ**mp5**, คุณกาบริเอล, คุณหอมกร

  
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
The Kop Civil Sports Blog ดู Blog
เริงฤดีนะ Sports Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
newyorknurse Health Blog ดู Blog
toor36 Cartoon Blog ดู Blog
Rinsa Yoyolive Review Travel Blog ดู Blog
แมวเซาผู้น่าสงสาร Travel Blog ดู Blog
Max Bulliboo Klaibann Blog ดู Blog

เจ้...ทำถูกต้องแล้วค่ะเจ้
โดย: อุ้มสี วันที่: 7 เมษายน 2563 เวลา:23:55:32 น.
  
บางครั้งก็ ช่างแม่มัน... 555 จริงนะ..

น้องเขาดีที่ให้กำลังใจ
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 8 เมษายน 2563 เวลา:5:09:15 น.
  
"รักคนที่แคร์
ดูแลคนที่ใช่
อย่าไปยึดติดกับอะไร
ทำในสิ่งที่ใจอยากจะทำ...ก็พอ"

วลีนี้ลอกมาค่ะคุณ Max
ส่งกำลังใจให้คุณ Max และขอเป็นเพื่อนด้วยเลยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะที่แวะชมเมนูที่บ้านต๋า
เมื่อคืนแวะมาดึก วันนี้เลยมาอีกครั้งค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 8 เมษายน 2563 เวลา:10:27:52 น.
  
วัฒนธรรมแตะเนื้อต้องตัวของฝั่งกลายเป็นอันตรายไปเลยนะครับช่วงนี้
ประมาทกันด้วย คงไม่คิดว่าโรคนี้มันติดง่าย และดูไม่ออกว่าเป็น
เห็น Lightroom ว่าจะลองใช้ดู ยังไม่ได้จริงจังกัยมันสักทีครับ
whatsapp นี่ก็ไม่ได้ใช้
มีเสียงรบกวนเยอะแบบนี้อยู่ห่างกันก็คุยกันไม่รู้เรื่องอีก สงสัยต้องส่งเมล์ข้ามโต๊ะ
พอเป็นช่วงเม้าท์เพื่อนร่วมงานนี่แซ่บ!
เพื่อนคนนี้อาจต้องลองสนับสนุนให้ไปเติบโตในการงานหน่วยงานอื่นอีกซักที 555
โดย: ชีริว วันที่: 8 เมษายน 2563 เวลา:19:41:30 น.
  
ราทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปล่อยวาง พยายามรักษาตัวเอง ส่วนคนอื่นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องปล่อยไปแล้วล่ะ
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 8 เมษายน 2563 เวลา:23:44:01 น.
  
ที่ทำงานมี้มีคนแค่ไม่กี่คนค่ะ เลยไม่ค่อยมีปัญหา ช่วงนี้มี้ก็ยังต้องไปทำงานอยู่ค่ะไม่ได้ WFH
โดย: kae+aoe วันที่: 10 เมษายน 2563 เวลา:8:11:05 น.
  
นี่คือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างแท้true

ไม่มีเพื่อนที่ทำงาน
มีแต่ผู้ร่วมงาน...

อีกหน่อยก็ชิน นะคะ

ตปท. ฝั่งตะวันตกที่ covid19 ระบาดทั่ว
เพราะเขาไม่ใส่หน้ากาก
ไม่ทำ Social Distancing นี่เอง

Takecare และส่งกำลังใจ ค่ะ
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 10 เมษายน 2563 เวลา:8:43:43 น.
  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 10 เมษายน 2563 เวลา:16:32:21 น.
  
ต่อให้โลกหันหลังใส่เรา แล้วในเวลานั้นถึงจะมี
แค่คน ๆ เดียวเดินมาพูดให้กำลังใจ หนูก็โอเคนะ
ช่วงนี้สปริงแล้วเนอะ ไปดูดอกไม้ปลอบใจให้หาย
กลุ้มก็ได้นะเจ้ :)
โดย: กาบริเอล วันที่: 10 เมษายน 2563 เวลา:20:55:38 น.
  
Max Bulliboo Diarist ดู Blog
สงสัยคุณแม็กซ์ไปเจอประเภทคนเห็นคนไม่เท่ากันเสียแล้วค่ะ

โดย: หอมกร วันที่: 13 กรกฎาคม 2563 เวลา:11:02:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Maxrepublic.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



Max Bulliboo
Location :
  Germany

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 105 คน [?]

บทความทั้งหมด