Multi Rural Study Trip 2nd day


  เสาร์ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะป้าที่บ้านมาปลุก ป้าเดือนเพ็ญที่เป็นหัวหน้ากลุ่มต้อนรับนัดป้าที่ทำมะม่วงกวนไว้ให้ ต้องไปดูตอน ๗ โมงเช้า

แต่ปรากฏว่าป้าเพ็ญศรีมาถึงบ้านพวกเราตอนหกโมงครึ่ง พวกเราก็เลยต้องรีบแต่งตัวกันออกมา ก็ทันเจ็ดโมงนะ 

เดินไปประมาณ ๕๐๐ เมตร ตามถนนหนทางก็มีหมาจรจัด หรือไม่ก็หมาเลี้ยงที่เจ้าของเลี้ยงแบบปล่อย เดินมาเห่าพวกเราเป็นระยะ ๆ ป้าเดือนเพ็ญก็ถือไม้แถวนั้นเอาไว้กันหมา แต่หมาพวกนี้ก็มาเห่า ๆ เฉย ๆ ไม่กัดหรอก

ระหว่างทางก็มีต้นไม้ข้างทางเยอะแยะ ถนนเป็นดินลูกรัง แต่ตอนเช้า ๆ อากาศในชนบทดีมาก เพียงแต่อากาศร้อน (ประมาณ ๓๐ องศา)

มาถึงบ้านมะม่วงกวนที่อยู่ท้ายซอย ก็เห็นป้าสองคนกำลังเอามะม่วงที่ปั่นจนเละเป็นน้ำออกมาทาเป็นแผ่นกลม ๆ ที่ไม้กระดานที่วางโรยแป้งเอาไว้ 

เราก็ถามป้าทั้งสองเกี่ยวกับกรรมวิธีการทำมะม่วงกวน มะม่วงพรรณไหน ต้องผสมอย่างอื่นไหม 

แต่แล้วเราก็สรุปว่าอันนี้มันไม่เชิงเป็น local wisdom (หัวข้อรายงานกลุ่มฉัน) เพราะภาคอื่น ๆ จังหวัดอื่น ๆ ก็มีเหมือนกัน ยังเอามาเป็นจุดขายให้หมู่บ้านนี้ไม่ได้

ป้ามะม่วงกวนก็ให้มะม่วงกวนกินกันคนละแผ่น แล้วพวกเราก็เดินกลับบ้านไปทานข้าวเช้ากับอาบน้ำกัน

ไปถึงโรงเรียนประมาณแปดโมงสิบนาที กลุ่มอื่นมาถึงกันแล้ว (วันนี้สายง่ะ) พอนั่งคุยกันจนถึงเก้าโมงอาจารย์ก็ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ proposal ที่เขียนกันเมื่อคืนให้อาจารย์ที่มาในทริปนี้ฟัง เพื่อสรุปว่ามันโอเคมั้ย อาจารย์ก็มาหลายคน จากคณะวิทยาศาสตร์บ้าง คณะมนุษย์ศาสตร์บ้าง คณะวิศวะบ้าง คณะบัญชีบ้าง เพราะความจริงตัวนี้เป็นวิชา Gen Ed (ที่ BBA บังคับให้ลง)

พอนำเสนอ proposal เสร็จ พวกเราก็ค้นพบความจริงที่ว่า
๑. อาจารย์ไม่สามัคคีกันเลย คนนึงแนะนำอย่างนึง อีกคนต้องการอีกอย่าง (อาจารย์ช่วยไปคุยกันเองก่อนแล้วค่อยมาคอมเม้นต์ได้ไหมคะ นิสิตงง)
๒. มีอาจารย์ที่เข้มงวดเรื่องการใช้คำมาก ๆ คือเราต้องอธิบายให้ได้ว่า local wisdom คืออะไร develop คืออะไร ไม่ใช่คิดสักจะใส่ก็ใส่มา ไม่งั้นงานวิจัยจะเกิดความงงให้แก่ผู้มาศึกษาต่อแทนที่จะสร้างความรู้ ซึ่งทำให้พวกเราต้องไปหา definition มาอธิบายให้อาจารย์ดูแทบทุกคำที่มี
๓. กลุ่มฉันต้องแก้ objective ใหม่ทั้งหมด เพราะมันไม่ตรงกับสิ่งที่เรียกว่า objective ซึ่งถามคนนึงได้คำตอบอย่างนึง ถามอีกคนก็ได้อีกอย่าง งงโคตร

โอเค กลุ่มฉันพรีเซ้นต์เสร็จก็เลยนั่งประชุมกันอีกรอบ ก็มีอาจารย์แวะเวียนเข้ามาให้คำปรึกษาหลายคน อาจารย์ก็ประชุมกันว่าอาจารย์คนไหนจะประกบกลุ่มไหน เพราะต้องมีคนช่วยให้คำปรึกษาหลักประจำกลุ่ม (แต่เราก็ไปถามอาจารย์คนอื่นได้แหล่ะ เพราะอาจารย์ทุกคนมี % การให้คะแนนเท่า ๆ กัน)

กลุ่มฉันได้อาจารย์สิริพรรณ แกเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างไรฉันก็ไม่ทราบ แต่อาจารย์ก็ให้คำแนะนำที่ดีมาก พยายามแนะแนวให้เราได้คะแนนจริง ๆ แล้วอาจารย์ก็ไม่บังคับว่าเราต้องทำตามที่อาจารย์บอกด้วย คือให้คำแนะนำมา แล้วก็บอกว่านิสิตจะเอาไปใช้หรือไม่ให้นิสิตพิจารณาเอง เพราะคะแนนเป็นของนิสิตไม่ใช่ของอาจารย์

พวกเราก็นั่งแก้ objective กัน แล้วคุณลุงพิบูลย์ซึ่งเป็นต้นคิดในการเปิดพิพิธภัณฑ์ไทยพวนก็มาหาตามที่นัดไว้ แล้วพวกเราก็ได้สัมภาษณ์คุณลุงเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยพวน ได้ความรู้มาเยอะแยะ ลุงบอกว่าอยากเข้าไปดูวันไหนให้บอกจะพาไป ลุงเป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ แล้วก็เน้นเหลือเกินว่านี่ลุงทำเพราะลุงอาสามาไม่ได้มีใครจ้างมา ลุงไม่ได้อะไรเลยนอกจากความสุขใจที่ได้แชร์ความรู้กับเด็กรุ่นหลัง

พวกเราก็มาสรุปกันว่าเอ้า จะทำเรื่องนี้แหล่ะ คือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นั่งคิด objective กันใหม่ แล้วก็ออกไปเก็บข้อมูลช่วยกัน แบ่งกันไป สองคนวาดแผนที่ สองคนไปสัมภาษณ์ สามคนนั่งอยู่ที่โรงเรียนคิดเรื่องวิธีแก้ปัญหา

ฉันอยู่กลุ่มสัมภาษณ์ ฉันก็เลยต้องไปสัมภาษณ์คนที่ทำเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็เลยติดรถตู้ออกจากโรงเรียนจะไปบ้านหมอแต๋นซึ่งเป็นหมอนวดของหมู่บ้านนี้ เพราะที่นี่เรื่องการนวดสมุนไพรนี่ดังมากถึงกับมีคนยอมเดินทางจากกรุงเทพเพื่อมานวดกับหมอคนนี้และเรียนวิชาการนวดกลับไปเลย

แต่พอนั่งรถสักพักปรากฏว่าหมอไม่อยู่บ้าน ก็เลยนั่งรถวนกลับมาโรงเรียน

แล้วฉันก็นั่งทำโน่นทำนี่ไปสักพัก (งานจิปาถะเช่นอ่านรายงานปีที่แล้วอะไรงี้) แล้วพวกเราก็กลับบ้านไปสัมภาษณ์ป้าครองขวัญ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านสมุนไพร พึ่งรู้นี่แหล่ะว่าป้าแกใช้สมุนไพรเก่งมาก ๆ มีผลิตภัณฑ์ขายมากมาย ส่งขอ อย. ด้วยนะ 

พอสัมภาษณ์เสร็จพวกเราก็นั่งรอสี่โมงเย็น เพราะต้องออกไปโรงเรียนเพื่อไปเยี่ยมชมตลาดน้ำสี่ภาษา

ตลาดน้ำสี่ภาษานี่พึ่งตั้งขึ้นมาได้ไม่กี่เดือน แล้วก็เงียบเหงามาก ๆ ๆ ๆ ๆ  พวกผู้ใหญ่บ้านก็พยายามจะดันให้มันคึกคัก แต่พอพวกเราไปถึงก็เห็นความเงียบของมัน คือมีร้านอยู่ประมาณ ๑๐ ร้านเท่านั้น แล้วตั้งแยกกันโหรงเหรงมาก คนเดินก็มีแค่หยิบมือเดียว (ดูเหมือนจะเป็นญาติ ๆ ของคนที่มาขายซะด้วยสิ...) กลุ่มฉันได้ทีก็เดินสัมภาษณ์คนในตลาดนั่นแหล่ะ จริง ๆ ท้ายตลาดมันจะมีตึกคอนกรีตชั้นเดียวอยู่ มีลานโล่ง อาจารย์ให้พวกเราไปนั่งฟังการทำตะกร้อตะแกรงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปขายในเมืองอันน่าภาคภูมิใจของคนในตำบลนี้ แต่ฉันไม่ได้ไปฟังเพราะฉันร่อนไปร่อนมาสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้อยู่

พอเสร็จจากตลาดน้ำสี่ภาษาซึ่งทั้งร้อนและแห้งแล้ง พวกเราก็กลับบ้านไปทานข้าวแสนอร่อยฝีมือป้าครองขวัญกัน

เย็นวันนั้นพวกเราก็เอาข้อมูลที่สัมภาษณ์ได้มาพิมพ์ใส่ไฟล์เพื่อรวมกันเป็นไฟล์เดียว พอเสร็จฉันก็ไปอาบน้ำ กลับมาถึงห้องทุกคนก็ปิดไฟนอนกันแล้ว ฉันก็เลยนอนเลย (ไม่ได้อ่านหนังสือเลย ฮือ ๆ)





Create Date : 15 พฤษภาคม 2559
Last Update : 15 พฤษภาคม 2559 0:36:49 น.
Counter : 192 Pageviews.

0 comments
Kusto cafe คาเฟ่เท่ๆ ย่านรังสิต ความเข้มที่กลมกล่อม จันทราน็อคเทิร์น
(9 พ.ค. 2565 17:25:01 น.)
เกาะลันตาฮาเฮ The Kop Civil
(9 พ.ค. 2565 11:49:57 น.)
เล่าสู่กันฟัง ... tanjira
(5 พ.ค. 2565 17:07:56 น.)
ที่สุดก็ได้รับชุดยูนิฟอร์ม โอพีย์
(4 พ.ค. 2565 02:23:33 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Kurobina.BlogGang.com

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด