ทริปฮ่องกง


  จันทร์ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙

วันนี้เป็นวันเที่ยวฮ่องกงของครอบครัว

ถือเป็นการเที่ยวต่างประเทศอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันของครอบครัวฉันเป็นครั้งแรก อย่าว่าแต่เที่ยวต่างประเทศเลย แม้แต่เที่ยวในประเทศด้วยกันก็ยังไม่ค่อยมีโอกาศ 

ฉันตื่นตีสี่เพราะเสียงนาฬิกาปลุกแม่ นัดรถตู้มารับตอนตีห้าครึ่ง เมื่อคืนฉันนอนประมาณตีสองเพราะดูหนังกับอะป๊าแล้วก็อ่านหนังสือต่อ ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จ

พอฉันตื่นมาตีสี่ฉันก็คว้าของลงกระเป๋าตามที่ได้ทำเป็นลิสต์เอาไว้ ฉันเอากระเป๋าไซส์เล็กไป เพราะฉันไม่ชอบแบกกระเป๋าใบใหญ่ และของ ๆ ฉันก็มีไม่มากนัก ส่วนพ่อแม่และน้องทั้งสองเอากระเป๋าไซส์ใหญ่สุดไปกันถ้วนหน้า

พวกเราออกจากคอนโดตอนตีห้าครึ่งพอดี ช่วงเวลานั่งรถตู้ไปสุวรรณภูมิก็คุยกันหลายๆ เรื่อง เช็คกันว่าใครลืมอะไรไม่ลืมอะไร แล้วก็นับเงินที่จะเอาไปแลก เพราะเมื่อวานวุ่นวายกันมากก็เลยไม่ได้ไปแลกเงินไว้

ไปถึงสนามบินก็เดินลากกระเป๋าไปเคาเตอร์เช็คอินกัน ฉันพยายามจะเช็คอินออนไลน์ไปด้วยเดินไปด้วยก็เลยคลาดกับทุกคน พอดีฉันตู้เช็คอินฉันก็เลยเข้าไปกด ๆ แล้วน้องสาว(เฟิร์น)ก็โทรมา เรียกให้ไปที่แถวเร็ว ๆ เพราะถึงคิวแล้ว

มาถึงแถวปรากฏว่าแถวสั้นกุด ไม่มีคนเลยยยย เวลานั้นหกโมงเช้า เคาเตอร์คงจะพึ่งเปิด ทั้งครอบครัวก็เลยเดินชิว ๆ ขึ้นไปผ่านด่านตรวจคนออกจากเมือง แล้วก็ไปเดินดิวตี้ฟรี ซึ่งฉันพยายามจะมองหาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาทำ oil pulling แต่หาไม่ได้เลย ที่บ้านฉันมีแต่ขวดลิตร แล้วก็ไม่ได้ซื้อขวดแบ่งอันเล็กไว้ ก็เลยไม่มีติดไปด้วย จะให้ไปหาที่ฮ่องกงก็คงไม่มี

ตอนเขียนใบขาออกนะ ฉันก็อวดฉลาด บอกน้อง ๆ ด้วยท่าทางอย่างผู้มีประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศอย่างโชกโชนว่า

"นี่นะ ต้องเขียนนามสกุลก่อน จำไว้นะ แล้วก็ต้องเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ด้วย"

แล้วฉันก็เขียนนำเลยค่า ชื่อตัว เขียนไปสี่ตัว ชิบบบบ นี่มันชื่อตัว ยังไม่ทันขาดคำว่าให้เขียนชื่อสกุลก่อน หันไปดูน้องสาว ก็เขียนผิดเหมือนกัน พอฉันทัก พวกเราก็หัวเราะกันใหญ่

คือคนเตือนเองก็พลาดเอง คนถูกเตือนก็พลาดด้วย นี่ถ้าน้องเขียนถูกฉันเขียนผิดก็คงจะฮากว่านี้

เฟิร์นก็เลยวิ่งไปขอใบใหม่มาเขียนกันใหม่ ครอบครัวเราห้าคนก็มีปากกากันแค่สองแท่ง (คือของฉันกับของอะป๊า) ฉันต้องช่วยอะป๊ากับคุณแม่เขียนด้วยเพราะต้องกรอกทั้งที่อยู่โรงแรมและอื่น ๆ 

แล้วเราก็นั่งเครื่องบินไปฮ่องกง เป็นเที่ยวบินใหญ่ แต่บ้านฉันไม่มีใครได้นั่งติดหน้าต่างเลย ที่นั่งซะกลางลำเชียว ฉันได้นั่งติดทางเดินตามที่ชอบ พวกเราไม่ได้เลือกที่นั่งกันไว้เพราะฉันไม่อยากทำ (นั่งตรงไหนก็ได้ ขอให้ไม่ติดกับคนแปลก ๆ ก็พอละ) ฉันเป็นคนจัดการทริปนี้ทั้งหมดทั้งจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม

บนเครื่องบินฉันดูหนังเรื่อง 500 days of summer เป็นหนังแนวดราม่า โรแมนติก อื่มม จะว่าไงดี คือหนังมันบอกว่านี่ไม่ใช่หนังรัก แค่เป็นเรื่องราวของผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่ง แต่ฉันก็ว่ามันเป็นหนังรักดี ๆ นี่แหล่ะ มีฉากเซ็กซ์ด้วย (แน่นอนว่าไม่ expose) ฉันเฉย ๆ กับหนังเรื่องนี้นะ ไม่ชอบนางเอก ไม่ได้ประทับใจพระเอก แต่ชอบวิธีที่เค้าเล่าเรื่องสลับไป สลับมา แปลกดี น้องสาวของพระเอกก็น่ารัก

ด้วยความที่ไม่อยากหาวิธีเปิดซับ ก็เลยดู soundtrack ดิบ ๆ นี่แหล่ะ รู้สึกว่าคราวก่อนตอนนั่งไปเซี่ยงไฮ้ฉันก็ดูแบบปิดซับ ก็รู้เรื่องนะ ไม่ได้ยากอะไร (แต่ก่อนทำไม่ได้ต้องมีซับไตเติล แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ดูหนังแบบบปิดซับแล้วรู้เรื่อง ชิน)

ไปถึงสนามบินฮ่องกงก็ขึ้นรถไฟมาด่าน immigration ต้องเขียนใบ arrival card ซึ่งตรงนี้ฉันต้องช่วยบอกพ่อแม่ว่ามันต้องเขียนอะไรบ้าง เพราะไม่มีภาษาไทยกำกับ มีแต่ภาษาอังกฤษ 

ตอนตรวจพาสปอร์ตเขาถามด้วยว่าไปอยู่ไต้หวันมาเหรอ ฉันก็บอกใช่ เค้าก็ปล่อยเข้าประเทศ

คนประเทศนี้ไม่ยิ้มเลย หน้าตายมากกกกก แต่เวลาถามอะไรก็ให้ความร่วมมือดีนะ (หรือเพราะเป็นหน้าที่เขาก็ไม่รู้)

พอออกมาจาก immigration ได้ ก็ไปรอรับกระเป๋ากัน มีห้าใบ ใหญ่สี่ เล็กหนึ่ง

ระหว่างรอกระเป๋าก็หาไวไฟใช้จนได้ ไวไฟที่นี่ใช้ดีมาก ปลาบปลื้ม แล้วก็หยิบใบปลิวแถวนั้นมาหาข้อมูลเกี่ยวกับ taxi เข้าเมืองมาดู แต่ฉันเห็น uber ถูกกว่าก็เลยกดเรียก uber ทีนี้นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เปิด roaming แล้วก็ไม่รู้อีกต่างหากว่าเรียกมาแล้วต้องไปขึ้นที่ไหน กระเป๋าก็เยอะคงต้องเรียกสองคัน ก็เลยจำต้องกด cancel ไป เสียตังค์ฟรีเลย 20 HKD ค่าปรับที่ cancel 

สิ่งต่อมาที่ฉันทำคือหาซิมเน็ตมาใส่มือถือ ฉันได้ซิมแบบ prepaid ของ csl ที่ได้ 8 วัน 5 GB เสียไป 188HKD (อะป๊าให้เงินทุกคนติดตัวคนละ 2200 HKD) ส่วนคนอื่นไม่มีใครซื้อซิมเลย บอกว่าค่อยแชร์เน็ตฟ้าเอา เอ้าก็ได้ (นี่คือเหตุผลที่เลือกห้ากิ๊ก เพราะทุกคนจะมาใช้ด้วย)

คือฉันจะใจไม่สุขถ้ามือถือไม่มีเน็ตไว้หาข้อมูล หรือดูแผนที่เวลาท่องเที่ยวเอง สำหรับฉันมันสำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารเลยแหล่ะ 

พอจะเดินไปขึ้น taxi ระหว่างทางเจอตู้ขายบัตร easy pass ที่ใช้ขึ้นรถได้สารพันอย่าง ฉันก็เลยดึงทุกคนไว้บอกให้ซื้อเอาไว้คนละใบ แต่อะป๊าบอกว่าถ้ายังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็อย่าซื้อดีกว่า (ฉันไม่อยากเถียงว่ายังไง ๆ ก็ได้ใช้แน่ ๆ มันดีกว่าต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วทุกรอบ ๆ อยู่แล้ว แถมตู้ขายตั๋วนั้นไม่มีคนต่อคิวเลยยยย เป็นโอกาสดีสุด ๆ)

เรานั่งแท็กซี่เข้าเมือง ระหว่างทางก็ผ่านสะพานข้ามทะเล ผ่านตึกคอนโดที่โคตรจะสูงและเรียงเป็นตับ ๆ พวกเราก็คุยกันว่านี่มันกี่พันยูนิตกันนะคอนโดตรงนี้ แต่ตึกรามบ้านช่องที่นี่ดูหม่นหมองไร้สีสันยังไงไม่รู้ เวลาเจออะไรแปลก ๆ ภีมก็จะถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้เต็มเลย ภีมเคยมาต่างประเทศเป็นครั้งแรก

มาถึงโรงแรม Nathan Hotel ที่จองเอาไว้ทาง Booking.com ที่นี่เป็นโรงแรมสี่ดาวที่รีวิวดีที่สุดละ ฉันก็เลยเลือกที่นี่ คือถ้าปกติฉันไปเองคนเดียวฉันจะไปพักตาม hostel ไม่ก็หอพัก หรืออะไรก็ได้ไม่เรื่องมาก แต่นี่มากับครอบครัว พาแม่พาพ่อมา ก็เลยต้องเลือกห้องพักที่ดี ๆ หน่อย 

โรงแรมนี้ดีมากเลย ใกล้ MTR มีบัสรับส่งถึงสนามบิน (แต่ตอนขามาเลือกนั่ง taxi เพราะบัสคนเยอะมากกกกก และของก็เยอะ)

ไปถึงก็มีคนมายกกระเป๋าไปวางไว้ให้ พวกเราก็เลย check in กัน เอาพาสปอร์ตฉัน คอนเฟิร์ม room type แล้วก็มัดจำด้วยเลขบัตรเครดิตอะป๊า เค้าแค่เก็บเลขบัตรไว้ ไม่ได้ตัดบัตร วิธีเก็บเลขเค้าฉลาดดี เอากระดาษมาแผ่นนึงวางแปะทับบัตร แล้วเอาดินสอฝน ๆ จนมันติดเป็นเลขบัตร เออออ พึ่งเคยเห็นคนทำแบบนี้

แล้วเราก็ขึ้นมาที่ห้อง หรูดีนะ ทั้งลิฟท์ทั้งห้อง ฉันเลือกห้อง family type ไว้ นอนได้ห้าคน ในห้องมีทีวีสองเครื่อง แล้วก็มี smart phone ให้ด้วย เค้าบอกว่านี่เป็นมือถือสำหรับนักท่องเที่ยวที่โรงแรมเขาบริการไว้ให้ มีอินเตอร์เน็ตฟรีไม่จำกัด ใช้จองตั๋ว จองทัวร์ไกด์ได้ส่วนลดด้วย (อันนี้แถมมากับห้อง) พวกเราก็เลยมีโทรศัพท์สองเครื่องที่ใช้งานเน็ตและโทรออกรับสายได้

พวกเรานั่งพักกันสักพักหนึ่ง แล้วก็ออกไปหาอะไรกัน เพราะมันเลยเที่ยงมาสักพักแล้ว

เราตกลงกันว่าจะให้อะป๊ากับเฟิร์นถือคีย์การ์ดคนละใบ(เค้าให้มาสองใบ) ภีมถือมือถือโรงแรม ส่วนฉันมีมือถือตัวเอง และแม่ไม่มีอะไรเลย ต้องเกาะคนอื่นไป

ฉันหยิบนามบัตรโรงแรมมาใบนึงแล้วถ่ายรุปส่งเข้าไลน์ให้ทุกคน มาถึงห้องฉันก็ต่อไวไฟให้แม่กับอะป๊า แล้วก็โหลดรูปนามบัตรมาให้ บอกว่าใครหลงทางให้โชว์รูปนามบัตรนี่ให้แท็กซี่ดูเค้าก็จะพามาส่งถูกที่เองแหล่ะ เพราะพ่อแม่ฉันพูดไม่ได้ทั้งอังกฤษและจีน

ข้าวเที่ยงเรากินที่ Hong kong cafe คิดว่าเป็นชื่อร้านนะ มันออกแนว fast food ของฮ่องกง ขายพวกบะหมี่ มาม่าฮ่องกง สปาเกตตี้ ข้าวอบชีส อะไรงี้ ตอนสั่งนี่มั่วกันมาก งง อ่านไม่ออก ก็เลยชี้ ๆ รูปแล้วก็คุยไม่รู้เรื่อง สรุปเค้าบอกว่าถ้าสั่งอาหารแบบนี้ ๆ ๆ ได้น้ำฟรีหนึ่งแก้วไรงี้มั้ง ๕๕๕ พอสั่งเสร็จของมาก็ไม่รู้อีกว่านี่ของใครสั่งไป (เออ่อ เราสั่งอะไรไปหว่า จำไม่ได้) สุดท้ายเลยออกแนววางกลางโต๊ะแล้วจ้วงรวมกัน ใครอยากกินอะไรก็ตักเอา 

ต่อจากนั้นเราก็นั่งรถไฟไปจิมจาซุ่ย มันเป็นย่านช้อปปิ้งแบรนด์เนมหรูที่ใหญ่มากกกกกกก ดูหนังสือท่องเที่ยวมา หวังว่ามันจะมีร้านหนังสือให้ฉันเข้าไปเดินเล่นได้ด้วย

ขึ้นจาก MTR เราก็เจอห้าง iSquare เลยเดินห้างนี้ก่อน ขึ้นไปข้างบนมีร้านคล้าย ๆ Loft อยู่ด้วย ฉันก็เลยได้ฝาปิดเทปตกแต่งที่อยากได้มาน้านนานสักที (อันละสิบห้าบาท)

แล้วเราก็ไปห้าง harbour city กันต่อ ที่นี่กว้างใหญ่มาก ๆ ๆ  เดินไป เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ แต่ก็ไม่ซื้ออะไร เพราะเห็นราคาแล้วแทบกระอักเลือด จนไปเจอศูนย์อาหารก็เลยนั่งพัก เพราะแม่เหนื่อย แล้วเราก็เอาของที่ซื้อจากซูเปอร์ข้างล่างมาแบ่งกินกัน พวกขนม ผลไม้อะไรงี้ แล้วอะป๊าก็ซื้อทาโกยากิมาอีกหกชิ้นมาสังเวยท้องลูก ๆ 

ตอนนั่งรอทาโกยากิเย็นฉันก็เล่น Charade กับน้อง ๆ 

จากนั้นเราก็ไปเดินห้างกันต่อ ที่นี่มี shibuya 109 มาเปิดด้วย โอ้ยตายยยย ฉันโคตรอยากได้มากมายก่ายกอง แต่ว่าถ้าให้เลือกคงจะนานมาก ๕๕๕ เพราะฉันค่อนข้างจะเรื่องมากกับการซื้อของพวกนี้ ฉันก็เลยไม่ซื้ออะไรเลย เฟิร์นลองกระโปรงตัวนึงด้วย แต่ใส่ไม่ได้ 

แล้วก็ตกลงกันว่าจะกลับโรงแรมไปส่งแม่ เพราะแม่เหนื่อยแล้ว อยากกลับโรงแรมนั่งดูละคร ก็เลยจะเรียกแท็กซี่ แต่ปรากฏว่าเค้าให้นั่งได้แค่สี่คน ก็เลยว่าจะไปนั่งรถบัส เดินไปถึงป้ายรสบัส เค้าบอกว่าต้องจ่ายค่าบัสเป็นเหรียญ ซึ่งพวกเราก็ไม่มีอีก 

นี่แหล่ะ ๆ ไม่ยอมซื้อบัตร easy pass ไว้ ลำบากเลยยย

พวกเราก็เลยพากันไปซื้อแปรงสีฟันในร้านขายยาแถวนั้น เพื่อเอาเงินทอนมาขึ้นรถ ก็ได้ค่ารถมาแค่สองคน ฉันกับอะป๊าก็เลยกลับมาด้วยรถบัส ส่วนที่เหลือนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม

รถบัสที่นี่จะมีสองชั้นนะ สมกับเป็นเมืองขึ้นอังกฤษแฮะ ฉันเห็นว่าคนส่วนใหญ่เวลาขึ้นรถมาเค้าจะขึ้นไปชั้นสองกันนะ ไม่ค่อยนั่งชั้นแรก (ฉันนั่งหน้าบันไดชั้นแรกเลย)

พอถึงโรงแรมปรากฏว่าฉันมาถึงก่อนแม่และน้อง ๆ (แท็กซี่มันไม่เร็วกว่าเหรอไง) ก็เลยโทรหาน้องชายว่าอยู่ไหนแล้ว น้องบอกว่าไม่มีคีย์การ์ดห้อง เพราะคีย์การ์ดอยู่ในกระเป๋าถือเฟิร์นที่ฉํนถือให้ (พอดีเฟิร์นซื้อกระเป๋าใหม่) ก็เลยไปเที่ยวเซเว่นข้าง ๆ โรงแรมรอ 

นั่งชิว ๆ ในโรงแรม คุยเล่นกันพักนึง ก็พบว่าที่นี่มีแปรงสีฟันให้ (แน่อยู่แล้วป่าววว โรงแรมสี่ดาวที่ไหนจะไม่มีแปรงสีฟันแถมคะ) แล้วก็มีน้ำดื่มให้ห้าขวด แม่ดันไปเปิดขวดในตู้เย็นเพราะอยากกินน้ำเย็น ก็เลยเสียไป 20HKD

แล้วทุกคนยกเว้นแม่ก็ออกไปเดินตลาดแถว ๆ โรงแรมอีก เป็นถนนคนเดินไรงี้ แต่เดินมั่วไปเจอห้างแทน เค้ากำลังลดราคารองเท้ากีฬา อะป๊าเห็นรองเท้าฉันเก่ามากกกกก ก็เลยซื้อให้ใหม่สองคู่ ส่วนอะป๊าได้คู่นึง

ขากลับมาเจอปลาหมึกย่างเค้าย่างกินน่ากินมาก อะป๊าก็เลยซื้อมาสี่แผ่นกลับไปกินด้วยกัน เพราะฉันบ่นหิว ๆ 

กินเสร็จเก็บรองเท้า เราก็มาเดินต่อ คราวนี้ดูพวกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนตัวฉันว่าของที่ตลาดไต้หวันน่าซื้อกว่าเยอะะะะ น่ารักกว่าและถูกกว่า ถือว่ามาเดินเก็บบรรยากาศ

เดินไปเจอร้านน้ำผลไม้ ก็เลยซื้อมากิน เค้าเอาแอปเปิ้ลมาคั้นสดใส่เครื่องบดอ่ะ แล้วไม่ใส่น้ำแข็งเลย แต่เย็นชื่นใจมาก ซึ่งแบบบบบบ อร่อยมากกกก และฉันเกลียดน้ำแข็ง ก็เลยปลื้มจิต อะป๊าก็ชอบ เราซื้อน้ำลูกแพร์ กับน้ำแอปเปิ้ล เค้าใส่แอปเปิ้ลให้สี่ลูกเลย

กลับโรงแรมประมาณห้าทุ่ม ฉันก็มาเขียนไดอารี่แล้วนอน


จากวันที่สองนี้เขียนเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ดังนั้นข้อมูลอาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง พึ่งเห็นว่าเขียนไม่เสร็จเลยมาเติมให้เสร็จ แต่ก็ลืม ๆ ไปละ ทริปนี้เที่ยวหนักไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่เท่าไหร่

วันที่ ๒ เที่ยววัด

วันนี้ฉันเปิดหนังสือดูตอนเช้า เห็นวัดสวยดี ก็เลยเดินทางไปวัด ตรงาข้ามวัดจะมีสวนสวย ๆ อยู่ ชื่ออะไรจำไม่ได้ วันนี้ถ่ายรูปกลับมาเยอะมาก ๆ 

อะป๊าคุณแม่ดูจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไม่ชอบเดินร้อน ๆ น่ะ พอดีนี่ก็หน้าร้อนของฮ่องกงด้วย เดินไปก็ส่องพัดลมใส่หน้าไป แต่พอได้ถ่ายรูปนี่หน้าระรื่นเชียว อะป๊าชอบหามุมสวย ๆ ถ่าย จริง ๆ ไม่สวยก็ถ่าย ก้อนหินใหญ่ ๆ ธรรมดา ป้ายบอกทาง หรือต้นไม้ธรรมดา ๆ งี้ อะป๊าก็เรียกมาถ่าย

"เอ้า ก็จะถ่ายคน ไม่ได้จะถ่ายวิว" อะป๊าว่า

โอเค ว่าไงว่าตามนั้น

พอตอนเที่ยงร้อน ๆ ก็เลยไปกินข้าวที่ห้างใกล้ ๆ กันนั้น เป็นร้านอาหารเลิศหรู ฉันลองอ่านรีวิวดูเค้าก็ว่าอาหารอร่อย แล้วก็หิวมาก ก็เลยเข้าไปกิน

สั่งอาหารมาห้าอย่าง จริง ๆ ฉันอยากกินเป็ดปักกิ่ง อุตส่าห์มาถึงแถวนี้แล้วก็ต้องลองกินอะไรแบบนี้สิ แต่อะป๊าคุณแม่บอกว่ามันเยอะเกินไป เพราะปกติบ้านฉันสั่งเป็ดปักกิ่งมากินไม่เคยหมด ต้องให้ห่อกลับบ้านไปกินต่ออีกมื้อ แต่ตอนนี้อยู่ต่างเมืองก็คงไม่สะดวก ฉันเลยอดกิน

หลังจากนั้นก็ไปเดินห้างกัน ฉันไปร้านหนังสือ ส่วนทุกคนไปร้านเสื้อผ้า ฉันชอบเข้าร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือชาติไหน 

ตอนบ่ายเราก็ไปเดินย่านวัยรุ่นเดิน แต่หาห้างไม่เจอเลยเจอแต่ sport street ภีมอยากได้รองเท้ายี่ห้ออะไรนี่แหล่ะแพง ๆ ที่เห็นตอนไปเดินห้างวันแรก แต่หายังไงก็หาไม่เจอ ภีมก็เลยขอกลับไปที่ห้างวันแรก (ซึ่งอยู่ห่างโรงแรมประมาณสองสถานี)เพื่อไปซื้อรองเท้า แม่เป็นห่วงเลยไปด้วย

ส่วนฉัน เฟิร์น อะป๊าก็ไปหาห้างเดิน ฉันเปิดกูเกิลดู Langham Place เลยอยากไป ไปถึงก็ขึ้นบันไดเลื่อนสูงมากไปชั้น ๑๔ แล้วค่อย ๆ เดินดูของลงมาเรื่อย ๆ 

เจอกระเป๋า annello สีชมพูสวยมาก ฉันก็เลยซื้อมาหนึ่งใบ

ฉันกับน้องเดินลั้ลลาช้อปปิ้งด้วยกัน ส่วนอะป๊าบอกว่าเหนื่อยแล้ว จะเดินลงล่วงหน้าไปหาที่นั่ง ฉันกับน้องก็เลยบอกว่าจะตามไป

พอเดินไปสักพักฉันเริ่มเบื่อ เพราะนอกจากกระเป๋ากับต่างหูหนึ่งข้างฉันก็ไม่ได้อะไรอีก ฉันก็เลยบอกเฟิร์นว่าจะลงไปหาอะป๊านะ ให้เฟิร์นเลือกของต่อ 

ฉันก็เดินลงมาอีกประมาณสองสามชั้นก็เจออะป๊านั่งพักอยู่ตรงที่นั่งพัก กำลังอ่านหนังสือ (พกหนังสือมาด้วยเหรอคะเนี่ย)

พอเฟิร์นเดินลงมาเจอเราก็ไปนั่งรถเมล์กลับโรงแรมกัน

แล้วฉันก็พาทุกคนขึ้นรถผิดฝั่ง!! แย่มาก แง ๆ ๆ ๆ 

วันที่ ๓ ดิสนีย์แลนด์

ออกจากโรงแรมประมาณ ๙ โมง นั่งแท็กซี่ไปดิสนีย์แลนด์ 

พวกเราไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไว้ก่อน (จริง ๆ ถ้าซื้ออยู่สนามบินจะถูกกว่า แต่ฉันไม่ได้ซื้อ เที่ยวแบบไม่วางแผนก็งี้แหล่ะ)

พอไปต่อคิวได้ตั๋วเข้าเราก็เข้าไปเล่นข้างใน

ดิสนีย์ที่นี่ค่อนข้างจะเด็กน้อย ไม่ค่อยมีเครื่องเล่นหวาดเสียว มีรถไฟเหาะอยู่ที่เดียวเป็นหมีกริซส์ลี่อะไรนี่แหล่ะ ภีมชอบมากอยากเล่นอีกรอบ แต่ต่อแถวนานมากกกกกก 

ตอนเที่ยงไปกินข้าวที่ร้านอาหารจีนในสวนสนุก โคตรแพงมาก แล้วบริการก็ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่ชอบเลยไม่คุ้มราคา แต่ศูนย์อาหารก็คนเยอะเกินไป

นอกจากนั้นเราก็ไปดูโชว์ (ภาษาอังกฤษผสมภาษาจีน) แล้วก็ดูพาเรดตอนบ่ายสอง นั่งไรด์สองสามไรด์  สวย ๆ ดี ดูหนัง 3D สนุกมาก (เป็นมิกกี้เม้าส์อ่ะ..)


อะป๊าบอกว่าถ้าพาลูกเล็ก ๆ มาคงจะเสริมสร้างจินตนาการดีนะ ตอนเด็ก ๆ ฉันก็ได้เล่นแบบดรีมเวิร์ด หรือแดนเนรมิตแค่นั้นเอง ซึ่งก็นานมากจนจำอะไรแทบจะไม่ได้แล้ว  แต่ฉันคิดว่าอะป๊าไม่ได้พาฉันไปดิสนีย์แลนด์ตอนเด็ก ๆ ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะอะป๊าก็เลี้ยงดูฉันด้วยความรักมาก ๆ อย่างเห็นได้ชัดเจนแม้ไม่ใช่ในรูปแบบใช้เงินมาก ๆ พาเที่ยวต่างประเทศบ่อย ๆ 

หลังจากดูพาเรดเราก็ไปดูร้านขายของฝากกัน (เพราะอะป๊าต้องการที่เย็น ๆ) ภีมซื้อของเยอะมาก จะซื้อไปฝากแฟน ส่วนฉันไม่ได้อะไรเลย  ของฝากค่อยไปซื้อที่สนามบิน หนัก

หลังจากร้านขายของฝากเราก็เก็บรายละเอียดสวนสนุก เดินถ่ายรูป นั่งรถไฟไปมา ไปหาเครื่องเล่นที่คิวไม่ยาวมากเล่นบ้าง

ออกจากสวนสนุกตอนสองทุ่ม เข้าโรงแรมนอน

วันที่ ๔ ย่านช้อปปิ้งอะไรไม่รู้

วันนี้มาช้อปปิ้ง พาทุกคนนั่งรถเมล์ผิดฝั่งอีกแล้ว พอจะเดินข้ามถนนมาหารถเมลล์ก็หาป้ายไม่เจออีก แล้วรถก็วิ่งไปเรื่อย ๆ เลยป้ายย่านช้อปปิ้งอีก (มันไม่เห็นมีที่ไหนที่ดูเหมือนห้างเลยวะ)

พอลงจากรถเมลล์ก็รู้ตัวว่าหลงทาง ฉันรู้สึกผิดมากที่พาพ่อแม่มาเดินร้อน ๆ เนี่ย ก็เลยเรียกอูเบอร์ให้ไปส่งหน่อย

กว่าจะไปถึงก็ปาไปสิบเอ็ดโมงแล้ว เราก็เลยมีเวลาเดินไม่เยอะ ตอนแรกไปถึงเจอห้างญี่ปุ่นก่อน ทุกคนต้องการแอร์ก็เลยเข้าไปเดินตากแอร์ให้หายร้อน แต่ของราคาแตะต้องไม่ได้เลย แพงมาก เป็นหมื่น ฉันกับแม่เลยไปนั่งกินเค้ก ส่วนคนอื่นก็เดินดูของไป

พึ่งจะเจอห้างที่ของไม่แพงและน่ารักตอนบ่ายสอง มีเวลาเดินนิ๊ดเดียว ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน ก็เลยจะไปหาข้าวกินก่อน เดินไปเดินมาหลงทาง หาศูนย์อาหารไม่เจอ ก็เลยขึ้นลิฟท์ไปกินร้านข้างบนตึก แพงอีกแล้ว

อะป๊าก็ไม่ได้บ่นอะไรนะ บอกว่าวิวสวยดี แม่ก็บอกว่าอาหารอร่อย 

พอลงมาก็มีเวลาไม่มากที่จะช้อปปิ้งก่อนจะกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าไปสนามบิน อะป๊าเอาเหรียญไปกดกาชาปองจนหมด (อะป๊าถามด้วยว่า Yowamushi Pedal นี่ชื่อเรื่องอะไร เพราะเห็นเป็นการ์ตูนจักรยาน อะป๊าคงชอบ)

ฉันเจอร้านกิ๊ฟชอปน่ารัก ๆ ก็เลยได้สติกเกอร์กลับมาอีกสองสามเซ็ท (สะสมของพวกนี้น่ะ)

แล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรม ฉันเอาบัตรอีซี่การ์ดของทุกคนไปคืนให้ แล้วเราก็เอากระเป๋าไปสนามบินกัน กลับไทยโดยสวัสดิภาพ








Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 12:04:14 น.
Counter : 318 Pageviews.

0 comments
เสียเป็นแสน แขนไม่ได้จับ จันทราน็อคเทิร์น
(13 ม.ค. 2565 17:18:48 น.)
Move On nonnoiGiwGiw
(11 ม.ค. 2565 16:25:44 น.)
ความเรียงของกะว่าก๋า กะว่าก๋า
(9 ม.ค. 2565 06:31:10 น.)
แสงแรก กะว่าก๋า
(8 ม.ค. 2565 08:08:14 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Kurobina.BlogGang.com

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด