! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
4 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 10 : ปรับตัว

ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ





            ภายในห้องมืดสนิท ตอนที่สุชาญเกิดรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกโดยไม่มีสาเหตุ  นาฬิกาบนหน้าจอมือถือบอกเวลาตีสองกว่า ตอนที่ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดดู ก่อนวางกลับลงบนหัวเตียง  เขาพยายามข่มตานอน เพื่อกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง  ทว่ากลับไม่สามารถบังคับตัวเองให้หลับต่อได้  อาจเป็นด้วยความตื่นเต้นที่จะต้องย้ายไปอยู่ยังที่พำนักแห่งใหม่ หรือเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็สุดที่จะคาดเดา

            ทว่าการลุกขึ้นเปิดไฟสว่างโร่ แล้วหยิบจับทำอะไรโน่นนี่ คงไม่ใช่เรื่องที่พึงกระทำในยามวิกาลเช่นนี้  ดังนั้น เพียงแค่นอนอยู่เฉย แล้วปล่อยกระแสความนึกคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย จนกว่าจะง่วงหลับไปอีกหน น่าจะเป็นอะไรที่เข้าท่ามากกว่า  ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงไม่ฝืนขังตัวเองไว้ภายในความมืดใต้เปลือกตา  หากแต่เลือกที่จะนอนมองดูเพดานห้องอันว่างเปล่า ผ่านความมืดสลัวและความเงียบสงบในยามนั้น

            หลายเรื่องผุดขึ้นมาในหัวแล้วก็ผ่านเลยไป  กระทั่งมาถึงเรื่องของใครคนหนึ่ง บุคคลผู้ซึ่งยากที่จะสลัดให้หลุดพ้นออกไปจากหัวใจและความทรงจำ  แม้เวลาล่วงเลยผ่านมานานกว่าสองสัปดาห์แล้วก็ตามที  แต่สำหรับสุชาญแล้วนั้น ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่คิดถึงกุสุมา

            ยังคงจดจำภาพวันสุดท้ายที่พวกเขาเจอกันเพื่อร่ำลา  ยังคงจดจำน้ำตาของอดีตคนรักที่รินไหล  ตลอดระยะเวลาสามปีที่คบหากันเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย  ทั้งที่เคยตั้งความมุ่งมาดปรารถนาจะรักและซื่อสัตย์ต่อกุสุมาเอาไว้  ทว่าสุดท้าย.. ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายทำลายความรัก และยุติความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันด้วยมือของตัวเอง

            ชายหนุ่มหวนคิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น  ด้วยหัวใจที่ยังคงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ไม่หาย..
 
 
            “ทำไมคะ ชาญ ทำไมคุณถึงทำแบบนี้ คุณไม่รักน้ำแล้วหรือคะ”
 
            กุสุมาพูดเสียงสั่น น้ำตานองอาบสองแก้มบนดวงหน้า  ตอนที่แฟนหนุ่มเรียกเธอออกมาเจอกันที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน  เพื่อบอกกล่าวเรื่องสำคัญ  เรื่องที่ทำให้รู้สึกราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลงมาตรงหน้า  สุชาญยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกที  หากแต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ..เพื่ออำลา

          หลังลงนามทำสัญญากับคุณอุดมชัยเป็นที่เรียบร้อย  สิ่งแรกที่เขาทำ คือ ชดใช้เงินคืนให้แก่อรุณสวัสดิ์  และเรื่องต่อมาก็คือ จัดการให้ตัวเองปลอดจากภาระทางความสัมพันธ์ โดยมาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนที่ตนรัก เพื่อจบสัมพันธภาพระหว่างกันลงตรงนี้

            “น้ำ.. ผมรักคุณ  แต่ระหว่างเรา คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว  ลืมผู้ชายหน้าเงินคนนี้เสียเถอะ คุณจะต้องได้เจอคนที่ดีกว่าผมแน่  คนที่รักและดีกับคุณได้มากกว่าผม”

            สำหรับคนโกหกไม่เก่งอย่างสุชาญ  เขาเลือกวิธีการบอกเลิกรากับอีกฝ่าย ด้วยการเปิดอกพูดความจริงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะนั่นเป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์ที่มีต่อกัน ถึงแม้มันจะไม่มีประโยชน์อีกแล้วก็ตาม

            กุสุมาเจ็บปวด..  เขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน..  แต่มันดีกว่าสำหรับทุกคนและทุกทาง  ถ้าจะมีใครที่ต้องย่อยยับอับปาง เขาก็ขอเลือกที่จะเป็นคนคนนั้นเอง

            “เราหาทางออกอื่นก็ได้นี่คะ คุณอาจจะหาแหล่งกู้เงินเพิ่ม เพื่อเอาไปใช้หนี้เพื่อนคุณ  ชาญ.. มันต้องมีอะไรที่เราพอทำได้สิ  เอาอย่างนี้ไหมคะ เดี๋ยวน้ำจะกลับไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ขอยืมเงินพวกท่านมาก่อนสักก้อน คุณจะได้...”

            หญิงสาวละล่ำละลักเสนอความคิดเห็น พยายามดิ้นรนหาทางออกให้กับความรักที่กำลังจะถูกปิดตายลงตรงหน้า  ทว่าสุชาญเผยยิ้มเศร้า สั่นศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธหนักแน่น  คำพูดสุดท้ายของเธอจึงกลืนหายกลับลงเข้าในลำคอ

            “ผมตอบตกลงไปแล้ว ผมรับเงินจากเขา เอามาใช้เรียบร้อยแล้ว  น้ำ.. ผมขอโทษ  ผมไม่อยากเลือกที่จะทำตัวเงียบหายไปเฉย ๆ  อย่างน้อย.. ก็ขอให้คนไม่เอาไหนอย่างผม ได้บอกลาคุณเถอะนะ”

            คำพูดของสุชาญยิ่งทำให้กุสุมาร้องไห้หนักขึ้นไปใหญ่  ทุกถ้อยคำบาดลึกดุจดั่งคมมีดที่กรีดลงตรงกลางใจ ทั้งตัวผู้พูดและผู้รับฟัง

            “ไม่ค่ะ ชาญ มันไม่ควรเป็นแบบนี้ มันต้องมีทางอื่นสิ”

            “ลืมผมซะเถอะ ลืมคนเลว ๆ อย่างผมไป คุณจะโกรธหรือเกลียดผมก็ได้ แต่อย่าจดจำคนอย่างผม”

            ภาพหญิงคนรักที่ยืนร่ำไห้ กำลังเจ็บปวดทรมานด้วยคำพูดของตนตรงหน้า ทำให้สุชาญนึกอยากคว้าเอาตัวเธอมากอดเอาไว้ หากแต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  เขามีแต่ต้องเดินหน้าพูดจาทำลายความรู้สึกของอีกฝ่ายต่อไป  แม้มันไม่ต่างอะไรกับการหันคมมีดเข้าหาตัวเอง

            ไม่มีเลือดไหล  มีเพียงน้ำตาที่ตกอยู่ข้างใน..  แม้เจ็บสักเพียงใดก็จำต้องทำตัวใจร้าย เพื่อจบความสัมพันธ์ระหว่างกันลงในวันนี้

            “คุณไม่มีศักดิ์ศรีเลยหรือ ชาญ  คุณทำแบบนี้กับน้ำได้ยังไง คุณมันคนเห็นแก่ตัว”

            อาจเป็นด้วยความโกรธผสมปนเปกับความเศร้าเสียใจ  กุสุมาเอ่ยตัดพ้อต่อว่าอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำรุนแรง ในแบบที่ตัวเธอไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน

            “คุณพูดถูกแล้วน้ำ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว  ผมเบื่อสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้แล้ว  ผมอยากสุขสบายกับเขาบ้าง  คิดดูสิ ได้แต่งงานกับคนรวย มีเงินมีทองมาซัพพอร์ตผมได้ โอกาสดี ๆ แบบนี้ ไม่คว้าเอาไว้ก็โง่เต็มทีแล้ว คุณว่าไหม น้ำ..”

            มีเสียงตบหน้าดังเผียะ  ใบหน้าของสุชาญสะบัดหงายไปทางหนึ่ง ตามแรงฝ่ามือของกุสุมา     

            “ทุเรศที่สุด ! คุณมันคนสิ้นคิด เสียแรงที่น้ำรักคุณ เคยนับถือในตัวคุณ  ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปตามกลิ่นเงินของคุณเถอะ ชาญ  ถ้าความรักของเรามันไม่ค่าอะไร ก็ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ จบกันแค่นี้”

            นั่นคือคำพูดสุดท้ายของกุสุมา ก่อนที่อีกฝ่ายจะผลุนผลันเดินจากไป  รอยแดงรูปฝ่ามือที่เห่อร้อนบนซีกแก้มไม่ได้ทำให้สุชาญเจ็บปวด เท่าภาพแผ่นหลังบอบบางของคนที่กำลังไกลห่างออกไป  เศษใบไม้ที่ปลิดปลงหลุดลงจากขั้ว แผ่ตัวกระจัดกระจายไปตามพื้นหญ้าในยามนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษใจที่แหลกสลาย คล้ายกระดาษที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยของเขาด้วยเช่นกัน

            “น้ำ.. ผมขอโทษที่ทำร้ายคุณ ผมทำดีสุดแล้วได้แค่นี้  ลาก่อนครับ ..ที่รักของผม”

            ได้แต่ฝากคำขออภัยที่ไม่มีวันส่งถึงอีกฝ่าย ไปกับสายลมและความว่างเปล่า  มวลอากาศรอบตัวคล้ายทวีความหนักอึ้ง น้ำหนักของความทุกข์ที่มองไม่เห็นโถมกดทับ จนทำให้เขาหายใจไม่ออก

            และนั่นเป็นครั้งสุดท้าย..ระหว่างเขาและกุสุมา
           

            ท่ามกลางความมืดสลัว สุชาญยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาใกล้ใบหน้า ก่อนใช้นิ้วลูบลากไปบนแก้มข้างที่เคยมีร่องรอยถูกประทับ  ความอัปยศอดสูยังไม่เลือนหายไปจากใจ  เพียงแค่ทุเลาเบาบางลงไปตามระยะห่างของวันเวลา

            แม้รู้ว่า มันผิด..ที่คิดถึงผู้หญิงอื่น ทั้งที่ตอนนี้ตัวเองก็แต่งงาน มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนเรียบร้อยแล้ว  แต่ถึงกระนั้น ส่วนลึกในใจก็ยังลบภาพกุสุมาออกไปไม่ได้  ทุกครั้งที่หวนนึกถึง ความรู้สึกผิดจะผุดขึ้นมาเป็นเงาคอยตามทรมาน  ต่อให้เสียงชื่นชมจากคนอื่นจะสรรเสริญว่า เขาเป็นคนดี เป็นลูกกตัญญู หรืออะไรก็ตาม  แต่สำหรับสุชาญแล้วนั้น ไม่ได้มองเห็นตัวเองเป็นอะไรไปมากกว่าผู้ชายเลว ๆ คนหนึ่ง เป็นคนที่ทำร้ายผู้หญิงคนที่ตนรัก ด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

            ไม่มีข้อแก้ตัวให้กับเรื่องนี้  เขายินดีแบกรับความรู้สึกเป็นทุกข์ และซุกซ่อนมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจเพียงลำพัง

            เลิกกับคนหนึ่ง..ทั้งที่ยังรัก
            เพื่อมาใช้ชีวิตกับอีกคนหนึ่ง..ตามพันธะหน้าที่ที่ผูกมัดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
            ทั้งหมดนี้ สุชาญไม่คิดโทษใคร นอกจากตัวเอง..
 

 
 
+++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            คณะของครอบครัวอัญวณิชย์มาถึงบ้านใหม่ในตอนไหน  สุชาญไม่อาจทราบได้  รู้เพียงตอนที่เขาขับรถเดินทางมาถึงในตอนเที่ยงนั้น  มองเข้าไปก็เห็นเงาคนและความเคลื่อนไหวภายในตัวบ้านแล้ว  ทันทีที่จอดรถ ลุงชดก็ปราดเข้ามาหาในทันใด กุลีกุจอช่วยถือกระเป๋าสัมภาระเข้าไปไว้ให้ในบ้าน ด้วยท่าทางขมีขมันแข็งขันเป็นอย่างยิ่ง

            สุชาญสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เตรียมตัวเองให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับครอบครัวของภรรยา  กระแสลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศแตะถูกผิวกาย ตอนที่เลื่อนเปิดประตูกระจก ก้าวล่วงเข้าไปภายในตัวบ้าน  เขายกมือไหว้สวัสดีพ่อตาแม่ยาย รวมถึงนางเย็นจิตผู้อาวุโสที่อยู่กันพร้อมหน้า ทั้งกวาดสายตามองสำรวจไปทั่ว เผื่อพบใครที่ต้องทำความเคารพเพิ่มเติมอีก

            “ชาญ..”

            เจ้าของบ้านตัวจริงทอดตัวนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟาตัวยาว ส่งเสียงยานคางเรียกเขา ด้วยสีหน้าท่าทางสบายอารมณ์  สุชาญคงไม่เผลอเลิกคิ้วขึ้น แสดงความประหลาดใจ ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมาปรากฏกายทั้งที่ยังอยู่ในสภาพชุดนอน

            นางพิชญ์สินีพูดกับลูกเขยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่ามีอาการขัดเขินเจืออยู่ในสีหน้าและน้ำเสียงอ่อนหวาน ชนิดที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้

            “นั่งสิจ๊ะ ชาญ ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ที่พาพิศมณีมาส่งในสภาพนี้ คือ..มันค่อนข้างฉุกละหุกนิดหน่อย”

            ผู้เป็นมารดาเลือกใช้คำพูดที่ฟังดูแล้ว เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเพื่อบอกกล่าว  ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามจริงก็คือ ลูกสาวตัวดีเกิดทำตัวงอแง อาละวาดขึ้นมาตั้งแต่เช้า เสมือนรู้ตัวว่าจะต้องถูกอัปเปหิ ถูกจับโยกย้ายออกจากบ้านไป  ด้วยเหตุนี้ พอเห็นว่าพิศมณีเริ่มมีอาการสงบลง  พ่อแม่จึงต้องรีบหลอกล่อพานั่งรถ เอาตัวมาส่งยังเรือนหอหลังใหม่ในสภาพดังกล่าว

            ข้าวปลาไม่ได้กิน  น้ำท่าไม่ได้อาบ เอาไว้ค่อยมาจัดการชำระสภาพกันที่นี่ภายหลัง  ฝ่ายพ่อตาและแม่ยายเลยรู้สึกเก้อกระดาก ด้วยไม่คิดว่า ลูกเขยจะเดินทางมาถึงก่อนเวลา เลยทันได้มาเห็นภาพไม่งามตาเข้าแบบนี้

            แม้ลูกสาวจะมีความผิดปกติเป็นเบื้องวิสัย  แต่ในฐานะพ่อแม่ก็อดที่จะรู้สึกอายไม่ได้  โดยเฉพาะนางพิชญ์สินีที่เกิดและเติบโตขึ้นมา ในตระกูลเก่าแก่ที่เคร่งครัดเรื่องมารยาท ได้รับการอบรมบ่มเพาะในเรื่องการวางตัวและจริยวัตรอันดีมาโดยตลอด จึงรู้สึกหน้าบางเสียยิ่งกว่าใคร

            พี่สาวตบแต่งเข้าตระกูลผู้ดี  ส่วนตนแต่งเป็นสะใภ้เข้าตระกูลเศรษฐีใหญ่  วิถีชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองให้มากความหรือวุ่นวาย เลยพลอยทำให้บุตรชายหญิงทั้งสี่ของตน เติบโตขึ้นมาอย่างไม่ยี่หระเรื่องกิริยามารยาทไปด้วย โดยเฉพาะพิศมณีกับเพชรกล้า ลูกสาวคนโตและลูกชายคนเล็ก ผู้ชอบเคลื่อนไหวตามแต่ใจตัว

            “คุณพิศ อาบน้ำแล้วหรือยังครับ”

            สุชาญทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามกัน ใช้รอยยิ้มและเสียงนุ่มนวลเป็นตัวนำทาง ไต่ถามภรรยาผู้ยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม

            “อาบแล้ว”
            “อาบแล้ว.. ทำไม ยังใส่ชุดนอนล่ะครับ”
            “ก็นมเย็นไม่เปลี่ยนให้”

            มีใครบางคนโกหกหน้าซื่อตาใส  พี่เลี้ยงชราที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของหญิงสาว ทำท่าถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบา ๆ ในคำตอบดังกล่าว

            “เปลี่ยนใหม่สิครับ ชุดนี้ไม่สวยเลย”
            “เหรอ”

            “ทุกคนใส่ชุดอยู่บ้านกันหมด แต่คุณพิศใส่ชุดนอนอยู่คนเดียว”
            “เปลี่ยนก็ได้”

            “ทุกคนอาบน้ำแล้ว ตัวหอมกันหมด แต่คุณพิศไม่หอมอยู่คนเดียว”
            “อาบก็ได้”

            พูดจาหลอกล่อให้คล้อยตาม เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย  แต่ไม่ใช่ว่าใครมาพูดแบบนี้แล้ว พิศมณีจะยอมทำตามเสียเมื่อไหร่  อาจเป็นเพราะสุชาญเป็นคนใกล้ชิดหน้าใหม่ ทั้งยังเป็นเพศตรงข้ามกัน  หญิงสาวเลยให้ความสนใจมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ

            นางเย็นจิตขยับเข้ามาใกล้ จูงแขนพาเอาตัวเจ้านายสาวขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นบน  ปล่อยให้คนที่เหลือนั่งสนทนากันต่อ ณ บริเวณห้องรับแขกที่ตบแต่งอย่างหรูหราสวยงามชั้นล่าง

            พ่อตากระแอมไอในลำคอเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดาที่ไม่ได้ฟังดูจริงจัง หรือเป็นการเป็นงานอะไร

            “อย่างที่เห็น ป้าเย็นมาอยู่ที่นี่ เพื่อคอยช่วยดูแลยัยพิศ ส่วนอีกสองคนที่เคยบอกไว้ ตอนนี้มีแค่คนเดียวคือ แจ่ม เอาไว้ฉันจะรีบหาคนใหม่ มาเพิ่มให้ก็แล้วกันนะ”

            แจ่มจรัส ผู้นั่งในท่าพับเพียบเรียบร้อยอยู่ห่างไปไม่ไกล ค้อมศีรษะลงและส่งยิ้มละไมให้แก่เจ้านายหนุ่มคนใหม่ ผู้ซึ่งตนต้องให้การปรนนิบัติรับใช้นับต่อไปจากนี้

            ท่ามกลางบรรดาคนรับใช้ที่เป็นหญิงทั้งหมด  มีเพียงสองคนเท่านั้นที่อาสาติดตามมารับใช้คุณพิศมณี  นอกนั้นออกตัวปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน แม้จะได้รับข้อเสนอเป็นอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากเดิมครึ่งเท่าเป็นเครื่องล่อใจ  แต่ดูเหมือนไม่มีใครยอมตกหลุมพราง หรือคว้าโอกาสอันดีนี้ไว้เลยสักคน

            โชคดีที่เจ้านายท่านมีเมตตา ไม่บังคับหรือบีบคั้นบริวารในปกครอง ด้วยต้องการคนที่เต็มใจทำงานด้วยความสมัครใจ  พวกคนงานทั้งหลายที่ทั้งกินอยู่อาศัย และทำงานรับใช้ในเขตบ้านอัญวณิชย์ส่วนใหญ่ โดยมากจึงเป็นพวกคนเก่าคนแก่ที่ซื่อสัตย์ อยู่ปรนนิบัติรับใช้กันมาอย่างยาวนานหลายสิบปี บางคนอยู่มานานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ก็ยังไม่ลาจากไปไหน

            สุชาญยิ้มตอบพลางพยักหน้าให้แจ่มจรัส  ก่อนหักเหความสนใจกลับมายังคุณอุดมชัย ผู้ซึ่งยังคงกล่าวต่อไปในอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน กับเรื่องย้ายมาพำนักอาศัยที่นี่ของบุตรสาว

            “ช่วงประมาณบ่ายสามโมง  วิโรจน์ เลขาของฉันจะโทรมาหาเธอ  เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่ฉันต้องการให้เธอเข้าทำงานที่นั่น  ไม่ต้องเครียด ทำงานไปตามตำแหน่งและหน้าที่ ที่จะได้รับมอบหมายก็แล้วกัน  และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด หรือเปิดเผยตัวว่าเธอเป็นใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับฉัน  เข้าใจไหม”

            “ครับ”

            แม้ไม่อาจเข้าใจกับคำบอกกล่าวเหล่านั้น ทว่าสุชาญมีหน้าที่แค่ปฏิบัติไปตามคำสั่ง  พ่อตาว่าอย่างไร เขาก็ต้องว่าไปตามนั้น  สงสัยไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา  นอกจากลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเองดูเท่านั้น

            เหตุผลที่ไม่อยากให้เปิดเผยตัวตน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอับอาย ที่มีลูกเขยต่ำต้อยอย่างเขาก็เป็นได้

            “ฉันกลับล่ะ จากนี้ก็..ขอฝากด้วย ดูแลลูกสาวฉันให้ดีที่สุด ฉันคาดหวังในตัวเธอนะ สุชาญ”

            “ฝากพิศมณีด้วยนะจ๊ะ”

            ผู้อาวุโสทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน เตรียมเดินทางกลับโดยไม่อยู่รอร่ำลาลูกสาว ด้วยเกรงว่า หากทำเช่นนั้น พิศมณีอาจเกิดสงสัยและไหวตัวทัน จากท่าทางผิดสังเกตของคนรอบข้าง  ในความนึกคิดของคนสติไม่ดีอาจกำลังคิดแค่เพียงว่า ตนถูกพามาเที่ยวเล่นนอกสถานที่เท่านั้น

            พ่อแม่ต้องพากันแข็งใจ ทำเหมือนพาลูกมาส่งโรงเรียนแล้วก็พากันกลับ  ตราบใดที่มีนางเย็นจิตอยู่ด้วยที่นี่ก็พอเบาใจไปได้ว่า พิศมณีจะยังมีพี่เลี้ยงคอยดูแลใกล้ชิดเป็นอย่างดี เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

            สุชาญเดินออกไปส่งคนทั้งสองขึ้นรถตรงหน้าบ้าน  ยืนมองส่งจนกระทั่งรถคันดังกล่าวลับหายไปจากสายตา แล้วจึงค่อยกลับเข้าบ้าน เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ตามบทบาทหน้าที่ของตน

            หน้าที่ของการเป็นสามี.. ที่ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาสติไม่ดี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
           

            ห้องนอนชั้นบนจำนวนสี่ห้อง แบ่งออกเป็นห้องใหญ่สองห้องสำหรับสุชาญและพิศมณี  ส่วนห้องนอนเล็กเป็นของนางเย็นจิตหนึ่งห้อง ส่วนอีกห้องสำรองไว้เป็นห้องนอนสำหรับรับรองแขกหรือผู้มาเยือน  ส่วนแจ่มจรัสใช้ห้องพักชั้นล่างเป็นห้องส่วนตัว  แม้ไม่ได้มีกฎระบุไว้ตายตัวว่า สามีภรรยาต้องนอนแยกห้องกัน  แต่ก็เป็นอันรู้กันดีอยู่แล้วว่า ฝ่ายหญิงคงไม่มีทางยอมแบ่งปันพื้นที่เตียงนอนของตัวเองให้แก่ใคร  คู่บ่าวสาวจะยังคงอยู่ร่วมเรียงเคียงเขนยกันไปตามปกติ เพียงแค่มีผนังห้องกางกั้นไว้ ให้ความเป็นส่วนตัวของใครของมันเท่านั้นเอง

            องค์ประกอบทุกอย่างที่ตบแต่งขึ้นมาเป็นห้องส่วนตัวของฝ่ายชาย แลดูสวยงามและเต็มไปด้วยข้าวของมีราคา  แม้แต่ภายในตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ยังมีชุดทำงานตามปกติมาตรฐาน คือ เสื้อเชิ้ตสีพื้นและกางเกงสแล็คชายใหม่เอี่ยม ทั้งเข็มขัดหนังหัวเหล็กแวววับ แขวนเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสรรพ กินเนื้อที่ตู้ไปประมาณเศษหนึ่งส่วนสาม  เหลือพื้นที่ว่างสำหรับชุดลำลองและของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ที่สุชาญนำมาติดตัวมาจากบ้าน  ให้เจ้าตัวได้จัดเก็บตามใจชอบด้วยตัวเอง

            ผ้าม่านยาวสีน้ำตาลทองผืนหนาหนัก เป็นตัวปิดกั้นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในยามนี้เอาไว้ ทว่าทั่วทั้งห้องก็ยังคงความสว่างด้วยแสงสีเหลืองนวลตา  หลังชายหนุ่มจัดเก็บข้าวของและสำรวจรอบห้องถ้วนทั่วจนพอแก่ใจแล้ว จึงนั่งลงบนขอบเตียงฝั่งหนึ่งอย่างไม่รู้ว่า ควรทำอะไรต่อไปถึงจะดี

            ในขณะที่กำลังนั่งปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อยเป็นการฆ่าเวลา  เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ทำลายความเงียบในช่วงเวลานั้น พร้อมกับเสียงของแจ่มจรัสเอ่ยเรียกขานเชิญให้เขาลงไปข้างล่าง เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันกับพิศมณี

            “คุณชาญคะ อาหารกลางวันพร้อมแล้วค่ะ คุณชาญจะรับพร้อมคุณพิศเลยไหมคะ”

            เสียงดังกล่าวทำให้สุชาญเด้งตัวผุดลุกขึ้นยืน  รีบเดินไปเปิดประตูเพื่อตอบรับการเรียกจากหญิงรับใช้  เขายังคงมีอาการขัดเขิน วางตัวไม่ถูก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีวิถีชีวิตแบบนี้  ชีวิตสุขสบายแบบที่มีคนรับใช้คอยอำนวยความสะดวกให้ ในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน

            “ครับ เดี๋ยวผมลงไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”

            ใบหน้าของแจ่มจรัสมีรอยยิ้มละไม ตามประสาคนขี้เล่นและอารมณ์ดี  หญิงรับใช้ในชุดเครื่องแบบเสื้อแขนสั้นคอบัวสีขาว นุ่งผ้าถุงสีน้ำเงินเข้ม เอ่ยกับเจ้านายหนุ่มเสียงเบา

            “คุณชาญ ไม่ต้องพูดเพราะขนาดนี้กับแจ่มก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเกรงใจด้วย มีอะไรเรียกใช้แจ่มได้เลยนะคะ เรื่องกับข้าวกับปลาอาจไม่เหมือนที่โน่น เพราะที่นี่ไม่มีแม่ครัวเฉพาะ คุณนมกับแจ่มอาจหุงหา ปรุงกันได้แค่เมนูง่าย ๆ ธรรมดา แต่ถ้าคุณชาญต้องการทานอะไรเป็นพิเศษ บอกได้ค่ะ แจ่มจะได้จัดหา จัดเตรียมเอาไว้ให้”

            “ไม่เป็นไรเลยครับ ผมทานอะไรก็ได้ กินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้วครับ  พี่แจ่มอายุมากกว่าผมใช่ไหมครับ  ถ้าอย่างนั้น ผมขอเรียกว่า พี่แจ่มนะ”
            “ได้เลยค่ะ ออ ขอความกรุณา เวลาที่ไม่อยู่ อย่าล็อกห้องนะคะ เดี๋ยวแจ่มเข้ามาทำความสะอาด กับมาเอาผ้าไปซักไม่ได้ค่ะ”
            “เรื่องเสื้อผ้า ผมซักเองได้ครับ”

            ประโยคตอบกลับของสุชาญ ทำให้รอยยิ้มที่มีอยู่แล้วบนใบหน้าของอีกฝ่าย ยิ่งขยายกว้างขึ้นไปอีก

            “ไม่ได้หรอกค่ะ อย่าแย่งงานแจ่มสิคะ คุณชาญ ประเดี๋ยวแจ่มก็ตกงานกันพอดี  เชิญค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน”

            หญิงรับใช้ขยับถอยไปทางหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้เจ้านายเป็นฝ่ายก้าวออกจากห้อง เดินนำหน้าลงบันไดไปก่อนยังชั้นล่าง แล้วจากนั้น จึงค่อยเดินติดตามลงมาเป็นคนรั้งท้าย  ปล่อยให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปนั่งประจำที่ตรงโต๊ะทานข้าวขนาดหกที่นั่ง แล้วจึงขยับเข้าไปตักข้าวสวยจากโถเคลือบใส่จาน บริการเจ้านายตามหน้าที่ของตน

            สุชาญกล่าวขอบคุณแจ่มจรัส  ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขาเป็นพิศมณีในชุดลำลองแบบสบาย สวมเสื้อชีฟองลายดอกไม้กับกางเกงผ้าขายาวสี่ส่วน นั่งแกว่งขาเล่นไปมา ในมือจับด้ามช้อนไว้แน่น  ตามองจานอาหารสี่ห้าอย่างตรงหน้า สลับไปมากับมองหน้าสุชาญไปด้วย

            “มื้อนี้ คุณท่านสั่งจากร้านมาส่งนะคะ  ป้าเตรียมสำรับไม่ทันค่ะ ยังไม่ได้จ่ายของเข้าครัวเลย ไว้รอคุณพิศทานข้าว ทานยา ให้เรียบร้อยก่อน  แล้วค่อยออกไปตลาดกับนังแจ่มมัน”

            เวลาพูดกับสุชาญและคนอื่น  นางเย็นจิตจะแทนตัวเองด้วยคำว่า ‘ป้า’  มีเพียงเวลาที่พูดกับพิศมณี หรือพวกเจ้านายคนอื่นเท่านั้น ที่จะเรียกแทนตัวเองว่า ‘นม’

            “อาหารเยอะมากเลย ทานด้วยกันสิครับ  ป้าเย็นกับพี่แจ่มก็ยังไม่ได้ทานกัน ไม่ใช่หรือครับ”

            รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนดวงหน้าเหี่ยวย่น หญิงชรายืนประสานมือนิ่งคอยท่าอยู่ด้านหลังคุณหนูของตน พลางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความเมตตาปรานี เป็นเชิงสอนสั่งให้ความรู้ใหม่เหมือนเช่นทุกที

            “รอเจ้านายรับทานกันให้เสร็จก่อนค่ะ พวกเราตอนไหนก็ได้ บ่าวที่ดีไม่ร่วมโต๊ะ หรือตีเสมอนายค่ะ”

            ถ้อยความต่าง ๆ จากนางเย็นจิตไม่ได้สื่อออกมาเป็นเชิงตำหนิ  ทว่ามันทำให้ชายหนุ่มได้เปิดหูเปิดตากับโลกใหม่  เขาคงไม่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตตามแบบอย่างที่เคยเป็นมาของใครได้  นอกจากรับฟังเอาไว้และปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ก็เท่านั้นเอง

            ช้อนเงินของพิศมณีจ้วงลงไปในจานกุ้งเยื่อไผ่อย่างแรง จนน้ำปรุงรสกระฉอกออกมาหกเลอะเทอะลงบนโต๊ะ  ถัดไปด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ตรงส่วนครัว แจ่มจรัสหยิบกล่องกระดาษทิชชูมาวาง เตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดเอาไว้

            “นี่อะไร” 

            หญิงสาวถาม พร้อมกับใช้ช้อนเคาะลงบนไปฟองเต้าหู้ ที่แปะทับเนื้อกุ้งสับผสมแห้วเอาไว้ด้านบน

            “ค่อย ๆ ตักสิคะ คุณพิศ ไม่เล่นอาหารนะคะ”
            “จะกินอันนี้”
            “ใช้ช้อนกลาง ตักใส่จานของตัวเองก่อนค่ะ”
            “ไม่เอา ป้อน”

            พูดจบก็ปล่อยช้อนออกจากมือทันที  เสียงช้อนกระทบจานกระเบื้องดังเคร้ง  เล่นเอาพี่เลี้ยงชราต้องรีบขยับเข้ามาหยิบช้อนออกในทันใด  สุชาญผู้ยังไม่ทันได้ลงมือรับประทานอะไร ได้แต่มองดูการปรนนิบัติขั้นดีเลิศราวมารดากำลังป้อนข้าวป้อนน้ำให้แก่ลูกน้อย

            มือเหี่ยวย่นค่อย ๆ จับช้อนกลางตักชิ้นอาหารใส่ลงในจาน ก่อนเปลี่ยนใช้ช้อนของพิศมณีตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำ  แล้วจึงค่อยตักขึ้นป้อนใส่ปากลูกนกตัวใหญ่ ที่อ้าปากรอรับอยู่ด้วยสีหน้าหิวกระหาย

            “ปกติแล้ว ต้องป้อนกันแบบนี้ ตลอดเลยหรือครับ”

            ชายหนุ่มเอ่ยถาม ขณะตักกับข้าวใส่จานของตัวเอง เริ่มต้นทานไปพร้อมกัน

            “ไม่หรอกค่ะ คุณพิศเธอทานด้วยตัวเองได้  แต่ถ้าป้อน เธอจะทานได้เยอะกว่าปล่อยให้ทานเอง แล้วอีกอย่างต้องทานยาหลังอาหารด้วย  ก็เลยต้องให้เธอทานให้ได้มากที่สุดน่ะค่ะ”

            นางเย็นจิตอธิบายด้วยรอยยิ้มเย็น  ไม่ได้ขยายความต่อไปอีกว่า อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ไม่อยากที่จะขัดใจ  สู้โอนอ่อนผ่อนตามยอมทำตามคำเรียกร้องไป ดีกว่าปล่อยให้งอแงหรืออาละวาดขึ้นมา แล้วอาหารมื้อนี้จะพานไม่ได้ทานกันเสียเปล่า ๆ

            สุชาญเพิ่งทานไปได้ไม่กี่คำ ตอนที่พิศมณีลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเอง ข้ามฝั่งมายืนประชิดอยู่ข้างเขา

            “ชาญ อยากกินอันนี้”

            นิ้วขาวเรียวชี้ลงมาจนเกือบจะจิ้มถูกชิ้นเห็ดหอมในจาน  สุชาญเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้ากระจ่างใสของอีกฝ่าย  จึงได้เห็นดวงตากลมโตคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องมองดูอาหารในจานของเขาอยู่อย่างไม่วางตา  แววตาดังกล่าวแลดูไร้เดียงสา ไม่ได้เป็นไปด้วยจริตมารยา หรือต้องการหยอกเย้าแต่อย่างใด

            “เอาอีกแล้ว แย่งคุณชาญอีกแล้ว มาทานนี่ค่ะ ตรงนี้ก็มีเหมือนกัน นมตักให้แล้ว”

            เสียงนางเย็นจิตพูดเป็นทำนองอ่อนอกอ่อนใจ  ทว่าเจ้าตัวยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ ทั้งยืนกรานจะรับประทานชิ้นที่หมายตาเอาไว้ให้ได้ แสดงความเป็นเจ้าของด้วยการจิ้มนิ้วแตะลงบนผักเลยทีนี้

            วินาทีนั้น สามีมือใหม่รู้ตัวแล้วว่า คงไม่อาจกินให้อิ่มท้องก่อนภรรยาได้  ตราบใดที่อีกฝ่ายยังอยู่ด้วยที่โต๊ะอาหาร คอยเฝ้ารบกวนรบเร้าเอาสิ่งที่ต้องการเช่นนี้เรื่อยไป  ด้วยเหตุนี้ สุชาญจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขยิบไปนั่งอีกตัวใกล้กัน สละที่นั่งให้พิศมณีลงมานั่งแทนที่ เพื่อจะได้ทำการป้อนอาหารให้ได้โดยง่าย

            แม้รู้สึกขัดเขินอยู่บ้างที่ต้องปฏิบัติต่อหน้าสายตาอีกสองคู่  แต่ใครเล่าจะล่วงรู้..อีกไม่ช้าไม่นาน เดี๋ยวก็คงกลายเป็นภาพชินตากันไปเอง

            “คุณพิศนั่งครับ นั่งนี่นะ อยากทานอันไหนอีกครับ”
            “อันนี้”

            โต๊ะทานข้าวกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปโดยปริยาย  และชายหนุ่มต้องใช้เวลาอดทนรอกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว กว่าอีกฝ่ายจะแสดงทีท่าว่าอิ่ม หรือไม่ต้องการรับประทานอีกต่อไปแล้ว  นั่นถึงค่อยเป็นเวลาของตนได้เป็นฝ่ายรับประทานบ้าง

            หลังบังคับให้ทานยาหนึ่งเม็ดและดื่มน้ำตาม  นางเย็นจิตจึงค่อยพูดตะล่อม พลางต้อนเจ้านายสาวให้ออกไปนั่งพักผ่อนตรงโถงห้องนั่งเล่นด้วยกัน

 
            “คุณพิศขา ดูปลา ดูแมงกะพรุนไหมคะ”
            “ดู”

            สุชาญได้ยินเสียงพี่เลี้ยงชราเอ่ยถาม  จากตรงโต๊ะทานข้าวมองไปเห็นนางเย็นจิตเดินไปหยิบเอาแท็บเล็ตเครื่องหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนชั้นวางของขึ้นมาถือเอาไว้ กดปุ่มเปิดเครื่อง แล้วเดินกลับไปหาพิศมณีผู้นั่งเอนกาย กางแขนขาเต็มที่อยู่บนโซฟา ด้วยท่วงท่าแสนสบาย

            ใช้เวลาจัดการกับมื้อกลางวันไม่นาน  สุชาญก็รวบช้อน ทำท่าจะลุกนำจานไปล้างเก็บด้วยตัวเอง ทว่าแจ่มจรัสรีบเข้ามาสกัดกั้นไว้เสียก่อน  ชายหนุ่มจึงเดินตามออกมาที่ห้องนั่งเล่นด้วยอีกคน  ถึงตอนนี้ พิศมณีก็เข้าสู่ภวังค์ส่วนตัว ไม่สนใจใคร นัยน์ตามองเหม่อไปยังภาพฝูงปลาหลากสีสัน ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ใต้ท้องทะเลสีคราม  ภาพความสวยงามของธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดและเล่นซ้ำ ผ่านเครื่องมือไฮเทคของมนุษย์ในยุคนี้

            “ป้าเย็นทันสมัยจังครับ ใช้แท็บเล็ตด้วย”

            สุชาญกล่าวชมพี่เลี้ยงชรา ขณะหย่อนตัวลงนั่งห่างออกไปไม่ไกล

            “โอย.. ป้าทำเป็นก็แค่เปิดปิดเครื่องนี่ กับคอยเสียบสายไฟเท่านั้นแหละค่ะ  เจ้าเครื่องนี่ของคุณฑูรย์ น้องชายคุณพิศน่ะค่ะ เธอทำไว้ให้ก่อนไปเมืองนอก  คุณพิศเธอชอบดูของพวกนี้  พอเวลาได้ดูก็ค่อยอยู่นิ่ง ๆ ได้หน่อย”

            “ให้ดูทีวีไม่ได้หรือครับ”

            “ดูได้ แต่ไม่ให้ดูจะดีกว่าค่ะ  คุณฑูรย์บอกว่า พวกภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ หรือเสียงดัง ๆ มันมีผลทำให้คุณพิศเธอเกิดอาการตื่นตัวน่ะค่ะ  ให้ดูอะไรที่ช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ดีกว่า กล่อมให้ง่วงไปด้วยในตัว”

            “คุณฑูรย์นี่..คงสนิทกับคุณพิศมากเลยนะครับ”

            “เธอเป็นน้องคนเดียวค่ะ ที่เข้าใกล้และอยู่กับคุณพิศนาน ๆ ได้  คุณฑูรย์เธอใจเย็น แล้วก็เป็นคนจิตใจดีด้วย ถ้ามีเวลาว่าง เธอก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวบ่อย ๆ  ยิ่งตอนกลางคืน ถ้าคุณพิศเกิดร้องขึ้นมา คุณฑูรย์จะเป็นคนออกมาดูแล ห้องของคุณฑูรย์อยู่ติดกัน กับห้องของคุณพิศอย่างไรล่ะคะ”

            ถึงตอนนี้ สุชาญค่อยลุแก่ความเข้าใจ  เจ้าของห้องที่ตนใช้เป็นห้องแต่งตัวและวางสัมภาระส่วนตัวในวันแต่งงาน ที่แท้ก็คือห้องของน้องชายคนรองของพิศมณี หรือ บุตรชายลำดับที่สองของบ้านอัญวณิชย์นี่เอง

            เขายังไม่มีโอกาสได้พบเจอกับบุคคลดังกล่าว  เนื่องจากอีกฝ่ายเดินทางไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ช่วงก่อนหน้าที่สุชาญจะเข้ามายังบ้านอัญวณิชย์ได้ไม่นาน  แต่มีกำหนดกลับในอีกประมาณสองอาทิตย์ข้างหน้า  เวลาแห่งการเผชิญหน้าและแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการ ระหว่างพี่เขยและน้องชายภรรยาคงมาถึงในอีกไม่ช้า  จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า อีกฝ่ายจะมีท่าทีตอบสนองเช่นไร

            แต่ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงชื่นชมของนางเย็นจิต ยามกล่าวถึงคุณไพฑูรย์แล้วนั้น สามารถประเมินได้ไม่ยากในเบื้องต้นเลยว่า ฝ่ายนั้นคงเป็นเจ้านายคนโปรดของคุณนมผู้นี้อย่างแน่แท้
 

            ตลอดทั้งช่วงบ่ายและเย็น สถานการณ์ทุกอย่างเป็นปกติดี พิศมณีไม่มีอาการโวยวาย หรือร่ำร้องอยากกลับบ้านแต่อย่างใด  แต่พอตกกลางคืน ถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว หญิงสาวก็เริ่มส่งเสียงคร่ำครวญสะอื้นไห้ เหมือนเริ่มพอจดจำขึ้นมาได้บ้างแล้วว่า สภาพแวดล้อมใหม่นี้ไม่ใช่ที่ทางของตน

            ไม่ได้ร้องเพราะอยากกลับคืนสู่ถิ่นสถาน  หากแต่ร้องเพราะหมอนใบโปรดและพวกตุ๊กตาไม่อยู่ด้วยที่นี่  สำหรับพิศมณี สิ่งของเหล่านั้นเปรียบไปก็คล้ายเป็นตัวเชื่อม ระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เหมือนกับการที่มีนมเย็นของเธออยู่ที่นี่ด้วยนั่นเอง

            เดือดร้อนนางเย็นจิตต้องโทรกลับไปยังบ้านเดิม  บอกกล่าวให้นายชดคนขับรถ วิ่งรถขนเอาของที่เจ้าตัวต้องการมาเดี๋ยวนั้น  ระหว่างนี้ สุชาญจึงเข้าช่วยพี่เลี้ยงชราอีกแรง ด้วยการอาสาอ่านหนังสือนิทานเล่มใหญ่ที่มีภาพประกอบสวยงาม ซึ่งโชคดีบังเอิญมีติดมาจากการขนย้ายข้าวของส่วนตัวของพิศมณี ก่อนหน้านี้

            กว่าหญิงสาวจะสงบและหลับลงได้  ชายหนุ่มและพี่เลี้ยงสูงวัยก็แทบหมดแรงไปตาม ๆ กัน  สุชาญมองดูดวงหน้าที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง  พิศมณีในยามนี้ ช่างแลดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสา  ในความนึกคิดของสุชาญ  คนตรงหน้ามีสถานะเป็นภรรยาที่เหมือนไม่ใช่ภรรยา  เธอดูเหมือนเด็กเจ้าปัญหาที่ติดอยู่ในร่างผู้ใหญ่เสียมากกว่า และเป็นเด็กโคร่งที่ปล่อยให้คลาดสายตา หรืออยู่คนเดียวตามลำพังไม่ได้
 
            “ฝันดีนะครับ คุณพิศ”
 
            เขาเอ่ยเสียงเบา หลังขยับจัดผ้าห่มให้อีกฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย  ไม่รู้ว่า นางเย็นจิตหายตัวไปตอนไหน   รู้สึกตัวอีกที ตอนเงยหน้าขึ้นจากหนังสือนิทาน ก็ไม่พบเห็นฝ่ายนั้นอยู่ด้วยในห้องนี้เสียแล้ว  บางที คงไม่อยากอยู่ขัดจังหวะการเล่านิทานครั้งแรกของเขาก็เป็นได้

            ชายหนุ่มกลับเข้าห้องตัวเอง  ทิ้งตัวลงนอนหงายบนที่นอนหนานุ่มบนเตียงหลังใหญ่  รู้สึกตื่นเต้นต่อวันพรุ่งนี้ที่จะต้องเริ่มทำงานในสถานที่แห่งใหม่  เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวเองต้องปฏิบัติหน้าที่ในแผนกหรือตำแหน่งงานอะไร  รู้แต่เพียงต้องไปรายงานตัวก่อนเป็นขั้นตอนแรก กับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งประจำอยู่ฝ่ายบุคคลของที่นั่น

            และก่อนนอน สุชาญก็ไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปหาสุรีย์พี่สาว ถามไถ่ถึงอาการของบิดาประจำวันนี้  ไต่ถามด้วยความอาทรห่วงใย ถามเพื่อให้ตัวเองได้รับรู้รับทราบความเคลื่อนไหว  จะได้เกิดความสบายใจและหลับลงได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล
 

            กลางดึกคืนนั้น  สุชาญผู้มีอาการแปลกที่แปลกทาง จึงนอนหลับไม่สนิทดีนัก  เขารู้สึกเหมือนหูแว่วได้ยินเสียงเล็กแหลมของผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานเริงร่า ผสมปนเปไปกับเสียงพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์  ซึ่งนั่นอาจเป็นพิศมณี ผู้เกิดตื่นขึ้นมาเล่นคนเดียวในยามวิกาลก็เป็นได้  ทั้งที่ตระหนักรับรู้ว่า เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องลุกไปดูแล  ทว่าอาการง่วงงุนกลับออกฤทธิ์กดสมอง เลือกปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับใหล มากกว่าที่จะตื่นขึ้นมาสนใจ หรือค้นหาที่มาของเสียงดังกล่าว
 

            “...  พี่มาอีกแล้วเหรอ  มาหาพิศใช่ไหม  ทำไมใส่แต่ชุดสีส้มล่ะ  พี่ไม่มีชุดใหม่เหรอ เอาของพิศไหม พิศมีเยอะเลยนะ เอาไหม  อันนี้อะไร.. เอาดอกไข่มาให้พิศเหรอ สวย ๆ หอม ๆ คราวหน้าเอามาอีกนะ ชอบ..   แล้วเราจะเล่นอะไรกันดีล่ะ  เล่นซ่อนแอบกันไหม  ...”
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 04 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2563 13:10:39 น. 0 comments
Counter : 218 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.